เจดีย์ชเวดากอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจดีย์ชเวดากอง
ရွှေတိဂုံစေတီတော်
Shwedagon Pagoda 2017.jpg
เจดีย์ชเวดากอง ซึ่งตั้งอยู่ใน พม่า
เจดีย์ชเวดากอง
เจดีย์ชเวดากอง
ที่ตั้งเจดีย์ชเวดากอง
ข้อมูลพื้นฐาน
พิกัดภูมิศาตร์ 16°47′54.07″N 96°8′58.94″E / 16.7983528°N 96.1497056°E / 16.7983528; 96.1497056พิกัดภูมิศาสตร์: 16°47′54.07″N 96°8′58.94″E / 16.7983528°N 96.1497056°E / 16.7983528; 96.1497056
ศาสนา พุทธ
นิกาย เถรวาท
เทศกาล เทศกาลเฉลิมฉลองเจดีย์ชเวดากอง
เมือง ย่างกุ้ง
ภูมิภาค เขตย่างกุ้ง
ประเทศ พม่า
สถาณะ เปิด
การเรียกขาน สถานที่สำคัญของเมืองย่างกุ้ง
หน่วยงานกำกับดูแล คณะกรรมาธิการผู้ดูแลเจดีย์ชเวดากอง
เว็บไซต์ shwedagonpagoda.com.mm
การสร้าง
ปีที่เสร็จ ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 6
ข้อมูลจำเพาะ
ความสูง 105 เมตร (344 ฟุต)
ความสูงถึงยอดแหลม 112.17 เมตร (368 ฟุต)

เจดีย์ชเวดากอง (พม่า: ရွှေတိဂုံစေတီတော်, [ʃwèdəɡòʊɴ zèdìdɔ̀]) ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยคำว่า "ชเว" (ရွှေ) หมายถึง ทอง, "ดากอง" (ဒဂုံ แผลงเป็น တိဂုံ) คือชื่อดั้งเดิมของเมืองย่างกุ้ง[1] เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระโคตมพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น ยอดสุดของพระเจดีย์บริเวณลูกแก้วหรือหยาดน้ำข้างประดับด้วยเครื่องประดับต่างๆและเพชร 5,448 เม็ด ชั้นบนสุดมีทับทิม 2,317 เม็ดและเพชรเม็ดใหญ่ 76 กะรัต เพื่อรับลำแสงแรกและลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ [2] ผู้ที่เข้ามานมัสการหรือเยี่ยมชมจะต้องถอดรองเท้าทุกครั้ง

ประวัติ[แก้]

ตามตำนาน เจดีย์ชเวดากองนั้นสร้างเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว แต่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีเชื่อกันว่าสร้างระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 6-10 โดยชาวมอญ[3] ตามตำนานนั้นกล่าวว่ามีพี่น้องพ่อค้า 2 คนจากตอนเหนือของเนินเขาเชียงกุตระ ได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์จึงประทานพระเกศาให้พ่อค้าทั้งสองมา 8 เส้น พ่อค้าทั้งสองกลับมายังพม่าและได้ความช่วยเหลือจากผู้ปกครองท้องถิ่น พระราชาโอกกะละปา ในการประดิษฐานพระเกศาธาตุบริเวณเนินเขาเชียงกุตระ

พระเจดีย์ได้ถูกทิ้งร้างทรุดโทรมจนมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระเจ้าบินยอู (ค.ศ. 1323-1384) ได้ทรงบูรณะพระเจดีย์ให้มีความสูง 18 เมตร (59 ฟุต) ศตวรรษต่อมาพระนางเชงสอบู (ค.ศ. 1453-1472) ได้ทรงบูรณะพระเจดีย์ให้มีความสูงถึง 40 เมตร (131 ฟุต) ได้ทำการปรับเปลี่ยนเนินซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์เจดีย์ให้เป็นฐานเจดีย์ลาดเป็นชั้นๆแบบขั้นบันได และปูพื้นด้านบนของฐานด้วยแผ่นหิน พระนางรับสั่งให้มีการบำรุงรักษาพระเจดีย์ต่อไปแก่ พระเจ้าธรรมเจดีย์ ซึ่งครองราชสมบัติต่อหลังพระนางสละราชสมบัติ ในช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพพระนางได้วางแท่นบรรทมให้มองเห็นพระเจดีย์ มีการจารึกรายชื่อผู้ที่มีส่วนร่วมในการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1436 จนกระทั่งการบูรณะเสร็จสิ้นในรัชสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เจดีย์ชเวดากองเป็นสถานที่แสวงบุญทางพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในพม่า[4]

แผ่นดินไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่อยมาทำให้พระเจดีย์ได้รับความเสียหาย และเมื่อปี ค.ศ. 1768 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างหนัก ทำให้ยอดของพระเจดีย์หักถล่มลงมา แต่ได้มีการบูรณะให้สูงขึ้นถึง 99 เมตร (325 ฟุต). ฉัตรองค์ใหม่สำหรับประดับยอดเจดีย์ได้รับการถวายจากพระเจ้ามินดง เมื่อปี ค.ศ. 1871 หลังการผนวกดินแดนพม่าตอนล่างโดยชาวอังกฤษ. แผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงปานกลางในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 1970 ทำให้เพลาฉัตรบนยอดพระเจดีย์ได้รับความเสียหาย มีการสร้างโครงและซ่อมแซมครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ - 7 มีนาคม ค.ศ. 2012 มีเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปีของเจดีย์ชเวดากองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 หลังถูกห้ามโดยสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ที่ปกครองประเทศในขณะนั้น.[5][6]เทศกาลเจดีย์ชเวดากอง เป็นเทศกาลเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เริ่มขึ้นในช่วงเดือนใหม่ของเดือนตะบอง (Tabaung) ในปฏิทินพม่าดั้งเดิม และยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าพระจันทร์เต็มดวง[6]

รูปแบบ[แก้]

รูปแบบสถาปัตยกรรม และองค์ประกอบของเจดีย์ชเวดากอง

ฐานของเจดีย์ทำจากอิฐปกคลุมด้วยแผ่นทอง ด้านบนเป็นฐานเจดีย์ลาดแบบขั้นบันไดมีเพียงพระภิกษุและผู้ชายเท่านั้นที่สามารถขึ้นได้ ถัดไปด้านบนเป็นส่วนองค์ระฆัง, รัดอกคาดองค์ระฆัง, บาตรคว่ำ, บัวคอเสื้อลวดลายดอกไม้ห้อย, ปล้องไฉน, กลีบบัวคว่ำ, แถบกลม, กลีบบัวหงาย, ปลียอด, ฉัตร, ธงใบพัด และลูกแก้วหรือหยาดน้ำค้าง ประกอบด้วยเพชร 5,448 เม็ดและทับทิม 2,317 เม็ด บนสุดเป็นเพชรปลายแหลมหนัก 76 กะรัต

แผ่นทองที่ใช้ปิดโครงสร้างอิฐถูกยึดด้วยหมุดแบบดั้งเดิม ประชาชนทั่วประเทศได้บริจาคเงินทองเพื่อบูรณะเจดีย์ การปฏิบัติยังคงมีมาจนถึงทุกวันนี้หลังจากพระนางเชงสอบู ได้บริจาคทองคำเท่าน้ำหนักของพระองค์ในการบูรณะเจดีย์

มีบันไดทางขึ้นไปยังลานเนินเขาเชียงกุตระสี่ทาง ในแต่ละทางขึ้นมีรูปปั้นคล้ายสิงโตมีชื่อเรียกว่าชินเต ประดับไว้เป็นคู่หน้าทางขึ้นเพื่อปกปักรักษาพระเจดีย์ตามความเชื่อ ทางทิศตะวันออกและทางใต้มีร้านขายธูปเทียน ทองคำเปลว หนังสือ และวัตถุมงคลต่างๆ

ผู้ที่เข้ามานมัสการหรือเยี่ยมชมมักนิยมเดินตามเข็มนาฬิกาวนรอบพระเจดีย์ เริ่มต้นที่ศาลทางทิศตะวันออกซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปพระกกุสันธพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์แรกในภัทรกัปนี้ ถัดไปเป็นศาลทางทิศใต้ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปพระโกนาคมนพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่สองในภัทรกัปนี้ ถัดไปศาลทางทิศตะวันตกเป็นศาลของพระกัสสปพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ที่สามในภัทรกัปนี้ สุดท้ายศาลทางทิศเหนือเป็นศาลของพระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน[7]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://web.archive.org/web/20071223141943/http://www.dhammapiti.org/article-5612364.html
  2. http://www.wonder7th.com/wonder_build/008shwedagon.htm#.U8OqKf49KUk
  3. Pe Maung Tin (1934). "The Shwe Dagon Pagoda". Journal of the Burma Research Society: 1–91. 
  4. BURMA, D. G . E. HALL, M.A., D.LIT., F.R.HIST.S.Professor Emeritus of the University of London and formerly Professor of History in the University of Rangoon, Burma.Third edition 1960. Page 35-36
  5. Gecker, Jocelyn (22 February 2012). "Festival returns to Myanmar's Shwedagon Pagoda". Yahoo! News (Associated Press). สืบค้นเมื่อ 23 February 2012. 
  6. 6.0 6.1 "Banned festival resumed at Shwedagon Pagoda". Mizzima News. 22 February 2012. สืบค้นเมื่อ 23 February 2012. 
  7. Billinge, T (2014). "Shwedagon Paya". The Temple Trail. สืบค้นเมื่อ 2014-12-29. 

อ่านเพิ่ม[แก้]

  • Martin, Steve (2002). Lonely Planet Myanmar (Burma). Lonely Planet Publications. ISBN 1-74059-190-9. 
  • Elliot, Mark (2003). South-East Asia: The Graphic Guide. Trailblazer Publications. ISBN 1-873756-67-4. 
  • Win Pe (1972). Shwedagon. Printing and Publishing Corporation, Rangoon. 
  • "Dictionary of Buddhism" by Damien Keown (Oxford University Press, 2003) ISBN 0-19-860560-9

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]