ข้ามไปเนื้อหา

ฟีลีปึ ดึ บรีตู อี นีโกตึ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฟีลีปึ ดึ บรีตู อี นีโกตึ
ชายชาวโปรตุเกสบนหลังช้าง อาจเป็นดึ บรีตู, ป.ค.ศ. 1600
พระมหากษัตริย์พะโค
ดำรงตำแหน่ง
1602  เมษายน 1613
เจ้าเมืองสิเรียม
ดำรงตำแหน่ง
1599–1602
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิดป.ค.ศ. 1566
ลิสบอน ราชอาณาจักรโปรตุเกส
เสียชีวิตเมษายน ค.ศ. 1613
สิเรียม ประเทศพม่า
สาเหตุการเสียชีวิตเสียบประจาน
เชื้อชาติโปรตุเกส
ความสัมพันธ์ฌ็อง นิโก (ลุง)
ทหารรับจ้าง
ชื่อเล่นงะซีนกา (พม่า), งะอังกา (ยะไข่)
รับใช้โปรตุเกส
มเยาะอู้ (1599-1602)
อยุธยา
ชั้นยศนายพล
ผู้บัญชาการ
การยุทธ์

ฟีลีปึ ดึ บรีตู อี นีโกตึ (โปรตุเกส: Filipe de Brito e Nicote) หรือ งะซีนกา (พม่า: ငဇင်ကာ, ออกเสียง: [ŋə zɪ̀ɰ̃kà]; ประมาณ ค.ศ. 1566 – เมษายน ค.ศ. 1613) ยังเรียกเป็น Zwing Gaa Bu (ဇွင်ဂါဘူ) เป็นนักเดินทางและทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสภายใต้การบังคับบัญชาจากอาณาจักรยะไข่ของมเยาะอู้ และต่อมาคืออาณาจักรอยุธยาของสยาม[1]:185–187 มีการบันทึกชื่อของเขาที่สะกดแบบภาษาฝรั่งเศสว่า ฟิลิปเดอบริโต (ฝรั่งเศส: Philippe de Brito)[2]:36

ประวัติ

[แก้]

ฟีลีปึ ดึ บรีตู อี นีโกตึเกิดที่ลิสบอน ประเทศโปรตุเกส พ่อเป็นชาวฝรั่งเศส ดึบรีตูออกเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งแรกในฐานะเด็กเรือ

ต่อมาเขารับใช้มี่นยาซาจี้ กษัตริย์แห่งยะไข่ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองสิเรียม (ปัจจุบันคือตาน-ลยีน) ใน ค.ศ. 1599 พร้อมกับบังคับบัญชาเรือรบโบราณ 3 ลำและทหาร 3,000 นาย เขาสนับสนุนให้ชาวโปรตุเกสตั้งรกรากอยู่ในสิเรียมและสร้างป้อมปราการ ต่อมาเขาได้ประกาศอิสรภาพจากอาระกันพร้อมกับจับมิน ขะเมาง์ (Min Khamaung) มกุฎราชกุมารแห่งอะระกันระหว่างที่ตองอูและอาระกันกำลังต่อสู้กันอยู่ เพื่อเป็นหลักประกันในการประกาศอิสรภาพจากพม่าใน ค.ศ. 1603 ต่อมาฟีลีปึ ดึ บรีตูสมรสกับบุตรสาวของ พญาทะละแห่งเมาะตะมะ ซึ่งเวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอยุธยา (สยาม ปัจจุบันคือประเทศไทย)[1]:185–187

ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1602 ฟีลีปึ ดึ บรีตูกลับไปรัฐกัวเพื่อรับการรับรองอย่างเป็นทางการและได้รับการแต่งตั้งเป็น "ผู้บัญชาการแห่งสิเรียม", "นายพลผู้มีชัยแห่งหงสา " และ "ราชาแห่งหงสา" โดยรัฐบาลหลวงของโปรตุเกส

สมเด็จพระเอกาทศรถแห่งอยุธยาระดม พญาทะละ และฟีลีปึ ดึ บรีตูเพื่อมาช่วยตองอูจากการโจมตีโดยอังวะ และหลังจากนะฉิ่นเหน่าง์แห่งตองอูได้ขอสวามิภักดิ์ต่ออยุธยา อย่างไรก็ตามตองอูได้ยอมแพ้แก่อังวะ จากนั้นนะฉิ่นเหน่าง์กับฟีลีปึ ดึ บรีตูก็เผาตองอูนำทรัพย์สินและประชาชนที่เหลือกลับไปยังสิเรียม ฟีลีปึ ดึ บรีตูฉวยใช้โอกาสนี้ในการ "ยึดครองสิ่งของมีค่าตามวัดวา" และยังมีการ "ทำลายพระพุทธรูปศาลเจ้าและเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์"[1]:188–189

ใน ค.ศ. 1608 ดึ บรีตูกับคนของเขา ใช้ช้างและแรงงานบังคับ[3] ถอนระฆังพระเจ้าธรรมเจดีย์ออกจากเจดีย์ชเวดากอง และกลิ้งลงเนินเขาสิงคุตตระไปยังแพที่แม่น้ำปะซูนดอง ระฆังและแพถูกผูกติดกับเรือธงของดึ บรีตู เพื่อเดินทางข้ามแม่น้ำไปยังสิเรียม เพื่อนำไปหลอมและทำเป็นปืนใหญ่ แต่ระฆังนั้นหนักเกินไป และเมื่อถึงจุดบรรจบกันของแม่น้ำพะโคกับแม่น้ำย่างกุ้ง นอกชายฝั่งที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Monkey Point แพก็แตกออกและระฆังก็จมลงสู่ก้นแม่น้ำ พร้อมกับเรือของดึ บรีตู[4]

ใน ค.ศ. 1613 สิเรียมถูกปิดล้อมโดยกองทัพพม่าของพระเจ้าอะเน่าก์แพตหลุ่น หลังจากการล่มสลายของเมืองในเดือนเมษายน ค.ศ. 1613 ฟีลีปึ ดึ บรีตูถูกประหารชีวิตพร้อมกับนะฉิ่นเหน่าง์ ฟีลีปึ ดึ บรีตูถูกประหารชีวิตด้วยการเสียบประจาน ซึ่งใช้เวลาสามวันจึงเสียชีวิต[5] ชาวโปรตุเกสมากกว่า 400 คนเป็นเชลยและถูกนำตัวกลับไปอังวะ[1]:190

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 Rajanubhab, D., 2001, Our Wars With the Burmese, Bangkok: White Lotus Co. Ltd., ISBN 9747534584
  2. Beveridge, Henry (1876). The district of Bákarganj; its history and statistics. London: Trübner & Co.
  3. Aung Zaw (23 February 2018). "Chiming with History". The Irrawaddy. The Irrawaddy. สืบค้นเมื่อ March 5, 2022.
  4. "Myanmar's Largest Bell Underwater". Yangon, Myanmar: Myanmar's NET. 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 April 2010. สืบค้นเมื่อ 22 May 2010.
  5. R. Findlay & K.H. O'Rourk, "Power and Plenty: Trade, War, and the World Economy in the Second Millennium", (2007), Princeton University Press, p.196

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]