วัดพระธาตุลำปางหลวง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
วัดพระธาตุลำปางหลวง
วัดพระธาตุ ลำปางหลวง 3.jpg
วัดพระธาตุลำปางหลวง
ชื่อสามัญพระธาตุลำปางหลวง
ที่ตั้งตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง 52130
ประเภทวัดราษฎร์
นิกายเถรวาท
พระประธานพระเจ้าล้านทอง
พระพุทธรูปสำคัญพระแก้วดอนเต้า
ความพิเศษ- ชมมหัศจรรย์เงาพระธาตุและพระวิหารในด้านมุมกลับ
เวลาทำการ07.30-17.00 น.
กิจกรรมงานสรงน้ำพระธาตุลำปางหลวงและพระแก้วดอนเต้า งานนมัสการพระธาตุฯ
พระพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งของสารานุกรมพระพุทธศาสนา

วัดพระธาตุลำปางหลวง (คำเมือง: LN-Wat Phra That Lampang Luang.png) ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากตัวเมืองลำปางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่บนเนินสูง มีการจัดวางผังและส่วนประกอบของวัดสมบูรณ์แบบที่สุด มีสิ่งก่อสร้าง และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ บริเวณพุทธาวาสประกอบด้วย องค์พระธาตุลำปางหลวง เป็นประธาน มีบันไดนาคนำขึ้นไปสู่ซุ้มประตูโขง ถัดซุ้มประตูโขงขึ้นไปเป็น วิหารหลวง บริเวณทิศเหนือขององค์พระธาตุมีวิหารบริวารตั้งอยู่คือ วิหารน้ำแต้ม และ วิหารต้นแก้ว ด้านตะวันตกขององค์พระธาตุประกอบด้วย วิหารละโว้ และ หอพระพุทธบาท ด้านใต้มี วิหารพระพุทธ และอุโบสถ ทั้งหมดนี้จะแวดล้อมด้วยแนวกำแพงแก้วทั้งสี่ด้าน นอกกำแพงแก้วด้านใต้มีประตูที่จะนำไปสู่เขตสังฆาวาส ซึ่งประกอบด้วยอาคาร หอพระไตรปิฎก กุฏิประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า อาคารพิพิธภัณฑ์และกุฏิสงฆ์

ประวัติ[แก้]

ตามตำนานพระเจ้าเลียบโลกและตำนานพระธาตุลำปางหลวงกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระโสณเถร พระอุตตเถร พระรตนเถร และพระอานนท์ ได้เสด็จจาริกไปตามบ้านเมืองต่าง ๆ จนถึงบ้านลัมพการีวัน พระพุทธเจ้าได้ประทับเหนือดอยม่อนน้อย มีชาวลวะ (ชาวลัวะ) คนหนึ่งชื่ออ้ายคอน เกิดความเลื่อมใส ได้นำน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้พาง (ไม้ป้าง คือไผ่ข้าวหลาม) กับมะพร้าว 4 ลูกมาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ฉันน้ำผึ้งแล้วทิ้งกระบอกไม้พางไปทางทิศเหนือ แล้วทรงพยากรณ์ว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปจะมีชื่อว่า ลัมพาง (ลำปาง) ทรงลูบพระเศียรได้พระเกศามาหนึ่งเส้น มอบให้แก่ลวะอ้ายคอนบรรจุในกระบอกทองคำ ใส่ในอูปทองคำใหญ่ 8 กำมือ พระอินทร์ให้พระวิสุกัมม์เนรมิตอุโมงค์ใหญ่ 50 วา ลาดด้วยแผ่นแก้ววิธูรสูง 7 ศอก กว้าง 3 ศอก แล้วเชิญอูปทองคำประดิษฐานพระเกศาธาตุในถ้ำนั้น ลวะอ้ายคอนกับคนทั้งหลายใส่ข้าวของบูชา พระอินทร์ใส่ยนตร์ผัดแล้วถมอุโมงค์ แล้วก่อเป็นพระเจดีย์สูง 7 ศอกเหนืออุโมงค์นั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปได้ 218 ปี จะมีพระอรหันต์ 2 รูป ชื่อกุมารกัสสปะกับเมฆิยเถร นำพระธาตุส่วนหน้าผากและลำคอมาบรรจุไว้ เจดีย์องค์นี้จะได้ชื่อ ลัมพางกัปปะ ภายหลังจากพระพุทเจ้าปรินิพพานแล้ว พระกุมารกัสสปะได้นำพระธาตุส่วนพระนาลาฏ (หน้าผาก) มาบรรจุไว้ ถัดมาพระเมฆิยเถรได้นำพระธาตุส่วนพระศอ (ลำคอ) มาบรรจุไว้ พระญาสรีธัมมาโสกราชก็ได้นำพระธาตุมาบรรจุอีก รวมทั้งหมดทั้งหมด 3 องค์ด้วยกัน พระอรหันต์และเทวดาทั้งหลายได้สั่งให้เทวดาชื่ออุตตระให้อยู่รักษาพระธาตุในเมืองลัมภกัปปนครนี้

ต่อมาพระญาจันทเทวราช กษัตริย์เมืองสุวรรณภูมิมีความปรารถนาอยากจะได้พระธาตุ จึงยกกองทัพมาเชิญพระธาตุไปยังเมืองของตน แต่พระธาตุทำปาฏิหาริย์กลับมายังที่เดิม พระญาจันทเทวราชทรงมีพระราชศรัทธา จึงให้ขุดหลุมลึก 20 วา ก่อด้วยอิฐเงินอิฐทองคำสูง 40 ศอก แล้วสร้างรูปราชสีห์ทองคำ 1 ตัว สร้างอูปทองคำกับอูปแก้วครอบอูปบรรจุพระธาตุเดิม เชิญอูปบรรจุพระธาตุทั้งหมดไว้บนหลังรูปราชสีห์ทองคำ นำรูปราชสีห์ทองคำนั้นลงหลุม ก่อเจดีย์ครอบไว้ พร้อมด้วยเครื่องบูชาสักการะจำนวนมาก สร้างยนต์รักษาพระธาตุ หุ้มด้วยแผ่นเงิน แล้วถมพื้นให้ปกติ พระญาจันทเทวราชปรารถนาจะตัดต้นไม้ขะจาวที่อยู่ใกล้สถานที่บรรจุพระธาตุ รุกขเทวดาที่รักษาพระธษตุเนรมิตเป็นชายแก่ออกมาห้ามไว้ พระญาจันทเทวราชนำทองคำที่เหลือจากการบรรจุประมาณ 2 โกฏิไปบรรจุที่ดอยพี่น้องเหนือเมืองเตริน (เถิน) แล้วอธิษฐานว่ากษัตริย์องค์ใดมีบุญสมภารเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จงนำทองคำนี้ไปบูรณะสร้างพระธาตุในเมืองลัมภกัปปนคร แล้วกลับเมืองของตน

ต่อมาพระญาพลราช (สันนิษฐานว่าหมายถึงเมืองแพร่) มีความปรารถนาอยากจะได้พระธาตุ จึงยกกองทัพมาขุดหาพระธาตุ เมื่อขุดเจอแผ่นเงินก็นำออกมา ขุดต่อไปเจอยนต์ ไม่สามารถขุดต่อได้ ไม่ว่าจะนำหิน ไม้ ทรายถมลงไปก็ถูกยนต์ทำลายหมด พระญาพลราชโกรธจึงให้ถมดินที่ยนต์ นำคน 4 คนที่ต้องโทษมาฆ่า เอาหัวกองกันเหยียดเท้าไปทั้ง 4 ทิศให้รักษาพระธาตุ แล้วถมดินให้เป็นปกติ ปลูกต้นขะจาว 1 ต้นบริเวณที่ประดิษฐานพระธาตุ และปลูกต้นขะจาวแวดล้อมไว้เป็นที่สังเกต แล้วกลับเมืองของตนไป

พ.ศ. 1956 มหาราชเทวีเมืองเชียงใหม่เสด็จไปทัพยังแม่สลิด เมื่อเสร็จแล้วจึงมาอยู่ที่สบยาว ยามค่ำออกว่าราชการกับเสนาอำมาตย์ พระธาตุพระพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์ มหาราชเทวีว่าชาวเมืองไม่ยำเกรงตน เจาะไฟโตรดมารบกวน ล่ามพันทองกราบทูลว่าไม่ใช่ไฟโตรดแต่เป็นพระธาตุในเมืองลัมภปัปนครแสดงปาฏิหาริย์ วันถัดมามหาราชเทวีจึงเสด็จไปไหว้นมัสการบูชาพระธาตุ แล้วถามชาวเมืองว่าต้องการอะไรหรือไม่ ชาวเมืองว่าบริเวณนี้ขาดแคลนน้ำมาก มหาราชเทวีจึงอธิษฐานว่าถ้าสถานที่นี้เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุแท้จริง ขอให้มีน้ำผุดออกมาจากสะดือเมือง แล้วมหาราชเทวีเสด็จไปเมืองตาน ยังมียายแก่ชื่อย่าลอน ไปเห็นบ่อน้ำที่สัตว์กลิ้งเกลือกเป็นหลุม เขี่ยดูเกิดเป็นสายน้ำพุ่งออกมา (คือน้ำบ่อเลี้ยงพระนางจามเทวี) จึงนำน้ำใส่ไหไปถวายมหาราชเทวีที่เมืองตาน นางเถ้าแก่ชิมและว่าน้ำรสดีกว่าน้ำเจ็ดลินในเชียงใหม่ มหาราชเทวีจึงให้เสนาอำมาตย์ไปเลือกที่นาแปลงหนึ่งเรียกตูบนางเมือง มหาราชเทวีเสด็จมาที่ตูบแล้วแต่งเครื่องสักการะบูชาพระธาตุเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน ถวายนาล้านเบี้ยกับพระธาตุ ให้ล่ามพันทองกับนางดอกไม้พร้อมกัลปนาข้าคน 8 ครัวอยู่รักษาพระธาตุ กัลปนาข้าคนอีก 2 ครัวอยู่รักษาบ่อน้ำ แล้วกลับเมืองเชียงใหม่ (ตำนานกล่าวว่าเป็นพระนางจามเทวี แต่ศักราชและบริบทเนื้อเรื่องตำนานกลับเป็นยุคล้านนา ราชวงศ์มังราย แต่จะเป็นมหาเทวีองค์ใดต้องตรวจสอบต่อไป)

พ.ศ. 1992 หมื่นหาญแต่ท้อง เจ้าเมืองนครลำปาง พร้อมพระมหาเถรอัฏฐะทสี ขออาณาเขตพระธาตุและวัดกับพระเจ้าติโลกราช ตัดต้นขะจาวที่พระญาพลราชทรงปลูกพร้อมทั้งขุดกระดูกคนทั้ง 4 ออก แล้วจึงก่อพระเจดีย์ กว้าง 9 วา สูง 15 วา และสร้างรอยพระพุทธบาท (ปัจจุบันอยู่ในวิหารละโว้)

พ.ศ. 2019 เจ้าหมื่นฅำเพก (เพชร) เจ้าเมืองนครลำปาง ได้ก่อวิหารและกำแพงแก้ว สร้างพระพุทธรูปน้ำหนักประมาณแสนหยิบหมื่นทอง (แสน 20 ชั่ง) (วิหารพระพุทธ) กัลปนาข้าคน 4 ครัว สร้างศาลาและบ่อน้ำ ถนนหนทางมาหน้าวัด กัลปนาที่นากับพระ 200 ข้าว[1]

เจ้าเมืองอ้ายอ่ำ บุตรของหมื่นหาญแต่ท้อง เจ้าเมืองนครลำปาง ได้ใส่ทองคำมหาธาตุพัน 4 ร้อยบาทซีกทองคำ กัลปนาข้าคน 4 ครัว

พ.ศ. 2039 เจ้าเมืองหาญสีทัตถมหาสุรมนตรี เจ้าเมืองนครลำปาง ชักชวนพระสงฆ์ นักบุญ กับเจ้าหมื่นเจ้าพันทั้งหลาย ขยายฐานเจดีย์ให้กว้าง 12 วา แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2042 เจดีย์กว้าง 12 วา สูง 19 วา 2 ศอก ใส่ทองคำมหาธาตุ 5 พัน 6 ร้อยบาทเสี้ยวทองคำ กัลปนาข้าคน 7 ครัว พ.ศ. 2044 สร้างวิหารหลวง พ.ศ. 2046 หล่อพระเจ้าล้านทอง กัลปนาข้าพระเจ้าล้านทอง 7 ครัว กัลปนาข้าสังฆอาราม 4 ครัว[2] นางเมืองหาญสีทัตถหล่อพระพุทธรูปน้ำหนัก 30,000 ทอง ประดิษฐานในวิหารด้านเหนือ (วิหารน้ำแต้ม) พระศิลาเจ้าอยู่วิหารด้านตะวันตก (วิหารละโว้) พระราชครูเจ้านำฉัตรทองคำมาใส่ยอดมหาธาตุ ภายหลังแผ่นดินไหว ยอดมหาธาตุหักพัง มหาสังฆราชาเจ้าอภัยทิฐะเมธังกรเจ้า มหาสังฆราชาวิจิตรญาณเมตตาเจ้าทำการยกฉัตรทองคำใหม่ พระเจดีย์จึงสูง 22 วา 1 ปลายอก

พ.ศ. 2116 มหาอุปราชาพระญาหลวงนครไชยบุรี เจ้าเมืองนครลำปาง มีศรัทธาสร้างฉัตรพระธาตุขึ้นใหม่ เนื่องจากฉัตรพระธาตุพังไปเมื่อลาวหงสามาตกเมืองนครลำปางและเมืองเชียงใหม่ มีพระมหาสมเด็จรัตนมงคลลัมภกัปปารามาธิปติ พระมหาสังฆราชาวัดหลวง มหาสังฆโมลีเชียงยืนเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มหาอุบาสกแสนมหาธาตุเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ภายหลังเกิดสงคราม ลำเวียงทอง (รั้วพระธาตุ) ถูกทำลาย พระมหาราชครูสรีกลางนคร สมเด็จเจ้ารัตนมังคละเจ้าลำพาง พร้อมกับคณะสงฆ์ร่วมกันสร้างลำเวียงทองขึ้นใหม่

พ.ศ. 1011 มหาวนวาสีอรัญสีลา พระมหาพละปัญโญลัมภกัปปรามาธิบดี พระหลวงเจ้าป่าตันพร้อมคณะสงฆ์ แสนหนังสือ หลวงนคร พ่อเมืองทุกคน ขุนวัดทุกคน ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวเมืองลำปาง ร่วมกันให้ชาวบ้านป่าตัน มีหมื่นมโนกับนายบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ หล่อลำทองขึ้นใส่ยอดมหาธาตุ

พ.ศ. 2281 หมื่นมโนปัญญา บ้านลำพาง กลัวเภทภัยต่างๆ จึงหนีไปอยู่บ้านสองแคว แต่ก็นึกห่วงใยในพระธาตุลำปางหลวง กลัวว่าเจ้านายขุนนางผู้รู้ทั้งหลายจะเบียดบังเอาที่นาของวัดไปเป็นที่นาส่วนตน จึงกำหนดเขียนเขตแดนพื้นที่ของพระธาตุลำปางหลวง

พ.ศ. 2174 พระเจ้าสุทโธธัมมราชา (พระเจ้าตาลูน) กษัตริย์พม่า เข้ามาปราบล้านนาได้ และกัลปนาข้าวัดข้าพระธาตุตามจารีต โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ข้าพระเจ้า (พระพุทธรูป) ข้าพระธาตุ และข้าพระเถระ[3]

พ.ศ. 2272 สวาธุหลวง (เจ้าอาวาส) วัดนายาง ตั้งตัวเป็นตนบุญเลี้ยงผีพราย มีคนเข้าหานับถือมาก ธุหลวงวัดสามขากับธุหลวงวัดบ้านฟ่อนสึกออกมาเป็นเสนา เวลานั้นเมืองลำปางไม่มีเจ้าเมืองปกครอง มีแต่พ่อเมืองทั้ง 4 ดูแลบ้านเมือง เจ้าเมืองลำพูนได้ข่าวตนบุญวัดนายาง จึงส่งกองทัพลำพูน นำโดยท้าวมหายสมาปราบ สู้รบกันที่ป่าทันคุมเมือง ฝ่ายตนบุญวัดนายางแตกพ่ายไป แกนนำทั้ง 3 ถูกยิงเสียชีวิต ท้าวมหายสมาตั้งทัพที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ท้าวมหายสออกอุบายส่งหาญฟ้าแมบ หาญฟ้างำ หาญฟ้าฟื้นไปทำทีเจรจากับแสนหนังสือ แสนเทพ นายเรือน ชะเรหน้อย ท้าวลิ้นก่าน แต่เกิดการสู้รบกันขึ้น ชาวลำปางแตกหนีไปอยู่เมืองต้า เมืองลอง เมืองเมาะ เมืองขาง ครูบาวัดชุมพู (วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม) จะสึกออกมารบ ท้าวขุนเมืองขอไว้ไม่ให้สึก ครูบาวัดชุมพูจึงให้นายทิพพจักก์วเนจอรกับหมื่นยส หมื่นชิด น้อยทะ ไปลอบสังหารท้าวมหายสที่วัดพระธาตุลำปางหลวง โดยคลานดั้นเข้าผ่านท่อน้ำ ทั้งสี่คนไม่เคยเห็นหน้าท้าวมหายศจึงถามว่า “เจ้าท้าวมีไหน ตูข้าเปนฅนใช้ลุกละพูนมา” ขณะนั้นท้าวมหายสนั่งเล่นหมากรุกอยู่ ร้องตอบ “คูมีหนี้ (กูอยู่นี่)” นายทิพพจักก์วเนจอรจึงใช้สินาดปืนยิงสังหารท้าวมหายศ แล้วไล่ฟันแทงข้าศึกโกลาหล ไพร่พลลำพูนระส่ำระสายพากันกรูออกจากวัด กองกำลังลำปาง 300 คนที่รอนอกวัดบุกตี พวกลำพูนแตกพ่ายกลับเมือง ชาวเมืองจึงสถาปนาหนานทิพย์ช้างขึ้นครองลำปาง ในปี พ.ศ. 2275 มีพระนามว่า พระญาสุลวะลือไชย ภายหลังได้รับการแต่งตั้งจากพม่าให้เป็นพระญาไชยสงคราม[4]

พ.ศ. 2339 พระเจ้ากาวิละ พระเจ้านครเชียงใหม่ พร้อมด้วยพระราชมารดาและวงศานุวงศ์ ได้นำเครื่องไทยทานทั้งหลาย มีมหาอักฐปริกขาร เตียงอาสนาพระเจ้า งาช้าง ทุงคะด้าง (ุตุงกระด้าง) ช่อฟ้า ทุงพระบฏ รางลินทองคำ เครื่องท้าว ฉัตร ช่อช้าง ช่อน้อยทุงไชยมาถวายวัดพระธาตุลำปางหลวง พร้อมยกช่อฟ้า สร้างลำเวียงพระธาตุ (สัตติบัญชร)[5] มีการฉลองเจาะบอกไฟดอก บอกไฟดาว ไฟเทียน ไฟขึ้น บูชาพระธาตุอย่างยิ่งใหญ่[6]

พ.ศ. 2355 พระเจ้าดวงทิพย์ เจ้านครลำปาง เป็นประธานหล่อระฆังทองสำริด ปัจจุบันอยู่ภายในหอระฆัง

พ.ศ. 2373 พระญาไชยสงครามถวายข้าคนกับพระธาตุ 2 คน ช้างแม่ 1 ตัว

พ.ศ. 2375 มหาสวาธุเจ้าสังฆราชาพร้อมด้วยคณะสงฆ์ พระองค์เจ้าสุวรรณหอคําเขลางค์ลัมพกบุรีราชธานี (พระยาไชยวงศ์) เจ้านครลำปาง พร้อมด้วยวงศานุวงศ์ได้สร้างฉัตรพระธาตุขึ้นใหม่ เนื่องจากฉัตรเก่าถูกลมพัดหัก และได้แต่งทูตไปกราบทูลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระหฤทัยยินดีจึงได้พระราชทานแก้วและทองคำเปลวมาให้

พ.ศ. 2410 เจ้าวรญาณรังษี เจ้านครลำปาง เป็นประธานหล่อระฆังทองสำริด ปัจจุบันอยู่ภายในหอระฆัง

พ.ศ. 2466 พระธรรมจินดานายก (ฝาย) เจ้าคณะจังหวัดนครลำปาง ได้ทำการบูรณะวิหารหลวงครั้งใหญ่ เปลี่ยนเสาไม้วิหารหลวงจากแปดเหลี่ยมเป็นทรงกลม สร้างเพดานวิหาร เปลี่ยนหน้าบันวิหารหลวงและช่อฟ้าป้านลมให้เป็นแบบภาคกลาง ติดตราสัญลักษณ์เจ้าคณะจังหวัดลำปางพร้อมเครื่องยศบริเวณหน้าบันวิหารหลวง ย้ายทุงคะด้างของพระเจ้ากาวิละจากหน้ามณฑปพระเจ้าล้านทองไปด้านหลัง

พ.ศ. 2469 ธุเจ้าอภิวงสาอวาส พร้อมด้วยพ่อเลี้ยงแสนเทพ หนานไชยอาจารย์ หนานอภิวงสา หนานกาวี น้อยยสและครอบครัว ศรัทธาบ้านนาเวียง ได้สร้างทุงศิลา 2 ผืน บูชาพระธาตุลำปางหลวง หน้าวิหารพระพุทธ[7]

พ.ศ. 2500 พระครูมหาเจติยาภิบาล (ครูบาถา ถาวโร) เจ้าอาวาส พร้อมลูกศิษย์โยมญาติ ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการวัด ศรัทธาวัดทุกคน ได้ทำเรื่องพระธาตุลำปางหลวงถูกฟ้าผ่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มอบเงิน 40,000 บาท ผ่านทางจังหวัด เพื่อใช้ในการบูรณะ ครูบาถา ถาวโรจึงได้ยกฉัตรใหม่ หุ้มทองจังโกใหม่ หมดเงินไป 32,500 บาท[8]

ศิลปกรรม[แก้]

บันไดทางขึ้นวัด

วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นโบราณสถานสำคัญ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณซากเมืองโบราณลัมพกัปปะนคร ตามประวัติพระนางจามเทวีเคยเสด็จมานมัสการ และทำการบูรณะซ่อมแซมอยู่เสมอ นับว่าเป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล มีความสวยงาม และมีความยอดเยี่ยมทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม เป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวลำปาง และชาวพุทธทั่วไป

ประตูโขง[แก้]

ประตูโขง เป็นฝีมือช่างหลวงโบราณที่สวยงามก่ออิฐถือปูนทำเป็นซุ้มยอดแหลมเป็นชั้น ๆ มีสี่ทิศ ประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น รูปดอกไม้ และสัตว์ในหิมพานต์ ประตูโขงแห่งนี้ใช้เป็นสัญลักษณ์เมืองลำปางในตราจังหวัดลำปาง

มณฑปพระเจ้าล้านทอง[แก้]

วิหารหลวง เป็นวิหารประธานของวัด ตั้งอยู่บนแนวเดียวกับประตูโขง และองค์พระธาตุเจดีย์ เป็นวิหารจั่วรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทรงวิหารโล่งตามแบบล้านนายุคแรก หลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ภายในวิหารบรรจุมณฑปพระเจ้าล้านทอง ด้านในของแนวคอสอง มีภาพเขียนสีโบราณเรื่องชาดก

เจดีย์[แก้]

องค์พระธาตุเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงล้านนา ก่ออิฐถือปูน ประกอบด้วยฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมด้วยบัวมาลัยสามชั้น เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่หุ้มด้วยแผ่นทองเหลือง ฉลุลายหรือที่เรียกว่าทองจังโก ตามตำนานกล่าวว่าเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

วิหารน้ำแต้ม[แก้]

วิหารน้ำแต้ม เป็นวิหารบริวารตั้งอยู่ทางทิศเหนือขององค์พระธาตุเจดีย์ เป็นวิหารเครื่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปร่างและสัดส่วนงดงาม ภายในคอสองมีภาพเขียนสีโบราณที่เก่าแก่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง 45 นิ้ว

หอพระพุทธ[แก้]

ภาพแสงหักเหที่ปรากฏเป็นเงาพระธาตุและพระวิหารในด้านมุมกลับภายในหอพระพุทธ

หอพระพุทธ เป็นสถาปัตยกรรมก่ออิฐทรงสี่เหลี่ยม ฐานเจดีย์สร้างครอบรอยพระพุทธบาทไว้ สร้างขึ้นสมัยเจ้าหาญแต่ท้อง เมื่อปี พ.ศ. 1992

ภายในมองเห็นแสงหักเห ปรากฏเป็นเงาพระธาตุและพระวิหารในด้านมุมกลับ แต่มีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้น

วิหารพระพุทธ[แก้]

วิหารพระพุทธ สร้างขึ้นคู่กับวิหารน้ำแต้ม สันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นวิหารโล่ง ได้มีการบูรณะซ่อมแซมภายหลัง ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 40 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะ และส่วนสัดที่งดงามมาก

วิหารพระพุทธเป็นวิหารทิศ ตามจักรวาลคติ มีองค์พระธาตุเจดีย์เป็นศูนย์กลาง สร้างขึ้นเป็นวิหารหลังแรกของวัดในปีพ.ศ. 2019 สมัยของพระเจ้าติโลกราช เดิมเป็นวิหารโถงมีฝาย้อยคอยกันแดดและฝน โครงสร้างภายในใช้วิธีการรับน้ำหนักของเครื่องบนแบบขื่อม้าต่างไหมซึ่งเป็นแนวคิดของช่างล้านนา ไม่ปรากฏในพื้นที่อื่นและมีเสาหลวง 10 ต้นแบ่งพื้นที่ภายในเป็น 5 ห้องเมื่อมีการบูรณะในปีพ.ศ. 2345 ได้มีการก่ออิฐขึ้นมาเป็นฝาปิดทึบตามแนวเดียวกับฝาย้อยและกั้นปิดห้องแรกเพิ่มซุ้มประตูขึ้นมา พระประธานในวิหารเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ศิลปะแบบสุโขทัย ส่วนที่สวยงามที่สุดของวิหารหลังนี้น่าจะเป็นลายคำ ที่ช่างสมัยนั้นบรรจงสร้างสรรค์ตกแต่งวิหารให้สวยงาม มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นวิหารลายคำ 1 ใน 3 หลังของวัดพระธาตุลำปางหลวง ลายคำที่เสาหลวงมีร่องรอยของการบูรณะมาแล้วซึงน่าจะทำในคราวเดียวกับการกั้นฝาวิหาร

และยังปรากฏเงาพระธาตุกลับหัวภายในวิหารอีกด้วย ซึ่งบริเวณนี้สามารถชมได้ทุกเพศทุกวัย

กุฏิพระแก้ว[แก้]

กุฏิพระแก้ว เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างเมื่อใด แต่ประมาณอายุไม่ต่ำกว่า 400 ปี มาแล้ว

บันได[แก้]

บันไดทางขึ้นด้านหน้าออกแบบเป็นรูปมกรคายพญานาคทั้งสองข้างบันได เชิงบันไดมีรูปสิงห์ปูนปั้นขนาดใหญ่สองตัว สร้างในสมัยพระเจ้าดวงทิพย์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2331

มารยาทในการเยี่ยมชม[แก้]

วัดพระธาตุลำปางหลวง นับเป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศและของจังหวัดลำปาง และยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ควรค่าแก่การเคารพ ในการท่องเที่ยววัดพระธาตุลำปางนั้น จึงจำเป็นที่นักท่องเที่ยวควรจะต้องแต่งการให้สุภาพ เช่นนักท่องเที่ยวหญิงไม่ควรใส่กระโปรงหรือกางเกงที่สั้นจนเกินไป พอเห็นสมควรในการใส่

อ้างอิง[แก้]

ประเทศไทย
พระพุทธศาสนา
  1. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/2035
  2. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/2037
  3. สรัสวดี อ๋องสกุล. พินิจตำนานลำปาง. พิมพ์ครั้งที่ 2. ลำปาง:ครองช่างการพิมพ์, 2558.
  4. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ 700 ปี. เชียงใหม่:ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฎเชียงใหม่, 2538
  5. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/2040
  6. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเชียงใหม่ 700 ปี. เชียงใหม่:ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฎเชียงใหม่, 2538
  7. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/18145
  8. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/18141

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 18°13′2″N 99°23′20″E / 18.21722°N 99.38889°E / 18.21722; 99.38889