ปืนกลเอ็ม1919 บราวนิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ปืนกล คาลิเบอร์.30, บราวนิง, เอ็ม1919
Browning M1919a.png
ชนิด ปืนกลขนาดกลาง
ปืนกลอเนกประสงค์ (M1919A6)
สัญชาติ สหรัฐอเมริกา
บทบาท
ประจำการ 1919–present
ผู้ใช้งาน See users
สงคราม สงครามบานานา
สมัยขุนศึก
สงครามโลกครั้งที่สอง
การปฏิวัติชาติอินโดนีเซีย
สงครามเกาหลี
การก่อการกำเริบฮุกบาลาฮับ
สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง[1]
วิกฤตการณ์คองโก
สงครามเวียดนาม
สงครามแอลจีเรีย[2]
การบุกครองอ่าวหมู
สงครามโรดีเซีย
สงครามหกวัน
The Troubles in Northern Ireland
สงครามกลางเมืองไนจีเรีย
สงครามกลางเมืองโซมาเลีย
สงครามกลางเมืองลาว
สงครามกลางเมืองเอลซัลวาดอร์
สงครามกลางเมืองเลบานอน[3]
สงครามกลางเมืองกัมพูชา
ความขัดแย้งที่กีวู[4]
สงครามกลางเมืองลิเบียครั้งที่หนึ่ง
สงครามกลางเมืองลิเบียครั้งที่สอง
สงครามกลางเมืองซีเรีย[5]
ความขัดแย้งอื่นๆ
ประวัติการผลิต
ผู้ออกแบบ จอนห์ เอ็ม บราวนิง
ช่วงการออกแบบ 1919
บริษัทผู้ผลิต Buffalo Arms Corporation
Rock Island Arsenal
Saginaw Steering Gear division of General Motors
ช่วงการผลิต 1919–1945
จำนวนที่ผลิต 438,971[6]
แบบอื่น A1; A2; A3; A4; A5; A6; M37 and AN/M2
ข้อมูลจำเพาะ
น้ำหนัก 31 ปอนด์ (14 กก.) (M1919A4)
ความยาว * 37.94 นิ้ว (964 มม.) (M1919A4)
  • 53 นิ้ว (1,346 มม.) (M1919A6)
ความยาวลำกล้อง 24 นิ้ว (610 มม.)

กระสุน * .30-06 Springfield (U.S.)
การทำงาน Recoil-operated/short-recoil operation
อัตราการยิง 400–600 round/min
(1200–1500 for AN/M2 variant)
ความเร็วปากกระบอก 2,800 ฟุต/วินาที (850 เมตร/วินาที)
ระยะหวังผล แม่แบบ:Convert/yd (maximum effective range)
ระบบป้อนกระสุน 250-round belt

เอ็ม1919 บราวนิง เป็นปืนกลกลางที่มีขนาด .30 คาลิเบอร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม เอ็ม1919 ได้ถูกพบเห็นในการเข้าประจำการในฐานะปืนประจำตัวของทหารราบเบา, ปืนกลติดตั้งใกล้กับกระบอกปืนใหญ่รถถัง(coaxial), อาวุธติดตั้งบนยานพาหนะ(mounted) เครื่องบินรบ และปืนกลต่อต้านอากาศยานโดยสหรัฐและประเทศอื่นๆอีกมากมาย เอ็ม1919 หลายกระบอกได้ถูกบรรจุด้วยกระสุนขนาด 7.62×51มม. เนโท และยังคงใช้งานอยู่จนถึงทุกวันนี้

เอ็ม1919 เป็นรุ่นที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นด้วยการระบายความร้อนด้วยอากาศจากปืนกลแบบมาตรฐานของสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เอ็ม1917 ที่มีการระบายความร้อนด้วยน้ำที่ถูกออกแบบโดยจอนห์น เอ็ม บราวนิง การก่อกำเนิดของปืนกลอเนกประสงค์ในปี ค.ศ. 1950 ได้ผลักดัน เอ็ม1919 ให้เข้ามามีบทบาทรองในหลายๆกรณี โดยเฉพาะภายหลังจากการเข้ามาของเอ็ม 60 ในการประจำการในกองทัพสหรัฐ กองทัพเรือสหรัฐได้ดัดแปลงปืนหลายกระบอกด้วยกระสุนขนาด 7.62มม. เนโท และถูกกำหนดให้กลายเป็นปืนกลติดตั้งประจำเรือที่ชื่อว่า เอ็มเค21 มอด 0 พวกมันได้ถูกใช้งานโดยทั่วไปบนเรือแม่น้ำในปี ค.ศ. 1960 และ 1970 ในเวียดนาม หลายประเทศในองค์กรเนโทก็ได้ดัดแปลงตัวอย่างให้มีขนาด 7.62 และสิ่งเหล่านี้ยังคงใช้งานได้ดีในปี ค.ศ. 1990 เช่นเดียวกับปัจจุบันในบางประเทศ

การดัดแปลงที่มีความคล้ายคลึงกับเอ็ม1917 ยังได้มีการผลิตปืนกล เอ็ม2 ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งใช้หลักการทำงานบนพื้นฐานและโครงสร้างเดียวกัน แต่ยิงกระสุนขนาด .50 คาลิเบอร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่า เอ็ม 1919 นั้นมีความโดดเด่นด้วยขนาดที่เล็กกว่าและทั่วบริเวณลำกล้องจะมีหลุมเล็กๆหลายหลุมที่ถูกใช้ในรุ่นส่วนใหญ่

ผู้ใช้จากอดีตและปัจจุบัน[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Ezell, Edward Clinton (1988). Personal firepower. The Illustrated history of the Vietnam War 15. Bantam Books. p. 31. OCLC 1036801376.
  2. "L'armement français en A.F.N." Gazette des Armes (in ฝรั่งเศส). No. 220. March 1992. pp. 12–16.
  3. Neville, Leigh (19 Apr 2018). Technicals: Non-Standard Tactical Vehicles from the Great Toyota War to modern Special Forces. New Vanguard 257. Osprey Publishing. p. 15. ISBN 9781472822512.
  4. 4.0 4.1 4.2 Small Arms Survey (2015). "Waning Cohesion: The Rise and Fall of the FDLR–FOCA" (PDF). Small Arms Survey 2015: weapons and the world (PDF). Cambridge University Press. p. 202.
  5. 5.0 5.1 https://www.youtube.com/watch?v=Tjpjn0DvT4o
  6. The Encyclopedia of Weapons of World War II. Chris Bishop. Sterling Publishing Company. 2002. p. 240
  7. Goldsmith, Dolf L., The Browning Machine Gun, Volume I: Rifle Caliber Brownings in U.S. Service, Collector Grade Publications, 1st ed. (2005)
  8. Rottman 2014, p. 67.
  9. "Rearming Austria: WWII weapons". wwiiafterwwii.wordpress.com. 14 June 2015.
  10. https://sites.google.com/site/worldinventory/wiw_af_botswana
  11. 11.00 11.01 11.02 11.03 11.04 11.05 11.06 11.07 11.08 11.09 11.10 11.11 11.12 11.13 11.14 11.15 11.16 11.17 11.18 11.19 11.20 11.21 11.22 11.23 11.24 Jones, Richard D.; Ness, Leland S., eds. (January 27, 2009). Jane's Infantry Weapons 2009/2010 (35th ed.). Coulsdon: Jane's Information Group. ISBN 978-0-7106-2869-5.
  12. Letter dated 26 June 2014 from the Panel of Experts on the Central African Republic established pursuant to Security Council resolution 2127 (2013) addressed to the President of the Security Council (PDF). 1 July 2014. p. 81.
  13. Gander, Terry J.; Hogg, Ian V. Jane's Infantry Weapons 1995/1996. Jane's Information Group; 21 edition (May 1995). ISBN 978-0-7106-1241-0.
  14. Jowett, Philip (20 Nov 2013). China’s Wars: Rousing the Dragon 1894-1949. General Military. Osprey Publishing. p. 347. ISBN 9781782004073.
  15. Rottman 2014, p. 66.
  16. de Quesada, Alejandro (10 Jan 2009). The Bay of Pigs: Cuba 1961. Elite 166. Osprey Publishing. pp. 60–61. ISBN 9781846033230.
  17. Smith 1969, p. 326.
  18. Smith 1969, p. 345.
  19. Jenzen-Jones, N.R. (30 September 2018). "Ethiopian .30-06, 7.62 × 51 mm & 7.92 × 57 mm cartridges". armamentresearch.com.
  20. Jordon, David (2005). The History of the French Foreign Legion: From 1831 to Present Day. The Lyons Press. p. 170. ISBN 1-59228-768-9.
  21. Karl Martin, Irish Army Vehicles, Transport & Armour Since 1922, Karl Martin 2002.
  22. Laffin, John (1982). The Israeli Army in the Middle East Wars 1948-73. Osprey Publishing. p. 15. ISBN 0-85045-450-6.
  23. Smith 1969, p. 497.
  24. Abbot, Peter (February 2014). Modern African Wars: The Congo 1960–2002. Oxford: Osprey Publishing. p. 14. ISBN 978-1782000761.
  25. Conboy, Kenneth (23 Nov 1989). The War in Laos 1960–75. Men-at-Arms 217. Osprey Publishing. p. 15. ISBN 9780850459388.
  26. Stack, Wayne; O’Sullivan, Barry (20 Mar 2013). The New Zealand Expeditionary Force in World War II. Men-at-Arms 486. Osprey Publishing. p. 44. ISBN 9781780961118.
  27. Jowett, Philip (2016). Modern African Wars (5): The Nigerian-Biafran War 1967-70. Oxford: Osprey Publishing Press. p. 19. ISBN 978-1472816092.
  28. Rottman 2014, p. 76.
  29. "Portuguese Army Afghanistan". operacional.pt. สืบค้นเมื่อ 6 September 2015.
  30. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ britains-smallwars.com
  31. "Image: G-Car303Browning.jpg, (443 × 312 px)". rhodesianforces.org. สืบค้นเมื่อ 6 September 2015.
  32. "World Infantry Weapons: Sierra Leone". 2013. Archived from the original on 24 November 2016.
  33. Small Arms Survey (2012). "Surveying the Battlefield: Illicit Arms In Afghanistan, Iraq, and Somalia" (PDF). Small Arms Survey 2012: Moving Targets. Cambridge University Press. pp. 338–339. ISBN 978-0-521-19714-4.
  34. "home". สืบค้นเมื่อ 27 November 2014.
  35. John Pike. "Combat Vehicle 90 (CV 90)". globalsecurity.org. สืบค้นเมื่อ 6 September 2015.
  36. Wiener, Friedrich (1987). The armies of the NATO nations: Organization, concept of war, weapons and equipment. Truppendienst Handbooks Volume 3. Vienna: Herold Publishers. pp. 452–453.
  37. Hogg, Ian (1989). Jane's Infantry Weapons 1989-90, 15th Edition. Jane's Information Group. p. 341. ISBN 0-7106-0889-6.
  38. "Machine Gun, Cal. .30, M1919A4/M1919A6". สืบค้นเมื่อ 27 November 2014.
  39. Rottman, Gordon L. (2010). Army of the Republic of Vietnam 1955–75. Men at Arms 458. Osprey Publishing. p. 34. ISBN 9781849081818.
  40. Rottman, Gordon L. (10 Feb 2009). North Vietnamese Army Soldier 1958–75. Warrior 135. Osprey Publishing. p. 31. ISBN 9781846033711.