ธงชาติญี่ปุ่น
| นิชโชกิ[1] หรือ ฮิโนมารุ[2] | |
| การใช้ | ธงพลเรือน ธงเรือราษฎร์ ธงราชการ และ ธงเรือรัฐบาล |
|---|---|
| สัดส่วนธง | 2:3[1] |
| ประกาศใช้ | 27 กุมภาพันธ์ 1868[a] (ธงเรือของราษฎร์) 13 สิงหาคม 1999[b] (ธงชาติ) |
| ลักษณะ | ธงพื้นสีขาว รูปวงกลมสีแดงในธงอยู่กลางธงพอดี |
ธงชาติญี่ปุ่น (日本の国旗 (Nipponnokokki)) เป็นธงประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นสีขาว กึ่งกลางธงเป็นรูปวงกลมสีแดง มีชื่อตามกฎหมายว่า นิชโชกิ (日章旗 (Nisshōki; ธงพระอาทิตย์)) แต่ในญี่ปุ่นนิยมเรียกธงนี้ว่า ฮิโนมารุ (日の丸 (Hinomaru; วงกลมดวงอาทิตย์)) จึงมีการเรียกประเทศนี้อย่างลำลองว่า ดินแดนแห่งพระอาทิตย์อุทัย ตามความหมายของชื่อธง
ธงรูปดวงอาทิตย์เป็นธงชาติของญี่ปุ่นโดยพฤตินัยก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติธงชาติและเพลงชาติในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1999 ก่อนหน้านั้นไม่มีบัญญัติใดที่กำหนดลักษณะของธงชาติขึ้นเฉพาะ ต่อมาเมื่อ ค.ศ. 1870 ไดโจกัง สภาปกครองญี่ปุ่นในช่วงต้นของยุคเมจิได้ออกพระบรมราชโองการกำหนดลักษณะของธงชาติสองฉบับ โดยธงรูปดวงอาทิตย์ได้รับการประกาศใช้เป็นธงเรือของราษฎรตามพระบรมราชโองการที่ 57 แห่งรัชศกเมจิที่ 3 (เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1870)[3] และธงชาติที่ใช้ในเรือหลวงตามพระบรมราชโองการที่ 651 แห่งรัชศกเมจิที่ 3 (เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1870)[4] การใช้ธงฮิโนมารุมีข้อจำกัดอย่างมากในช่วงต้นของการยึดครองญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ต่อมาได้ปรับลดข้อจำกัดลงจนยกเลิกไปในที่สุด
ดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญในตำนานและศาสนาแห่งญี่ปุ่นที่กล่าวว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นทรงสืบเชื้อสายโดยตรงจากสุริยเทพีอามาเตราซุของชินโต และมีความชอบธรรมของราชวงศ์ญี่ปุ่นจากการทรงเลือกสรรของเทพี เช่นเดียวกับชื่อของประเทศ ตำราประวัติศาสตร์โบราณโชกุนิฮงงิที่กล่าวถึงการใช้ธงรูปดวงอาทิตย์ครั้งแรกในญี่ปุ่น ระบุว่าจักรพรรดิมมมุโปรดให้ใช้ธงที่แสดงรูปดวงอาทิตย์นี้ในเขตพระราชฐานเมื่อ ค.ศ. 701[5][6] ส่วนธงผืนที่เก่าที่สุดที่ยังคงอยู่ได้รับการรักษาไว้ในวัดอุมโปจิ นครโคชู จังหวัดยามานาชิ สามารถนับย้อนอายุได้ไกลกว่าศตวรรษที่ 16 และมีตำนานกล่าวว่าธงผืนดังกล่าวจักรพรรดิโกะ-เรเซพระราชทานแก่วัดไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11[7][8][9] ในช่วงการฟื้นฟูเมจิ ธงรูปดวงอาทิตย์และธงอาทิตย์อุทัยของกองทัพเรือและกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญในการอุบัติของจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยสื่อชวนเชื่อทั้งใบปิด หนังสือ และภาพยนตร์ปรากฏภาพธงในฐานะที่มาของความภาคภูมิใจและชาตินิยม ในบ้านของชาวญี่ปุ่น พลเมืองต้องประดับธงในวันสำคัญของชาติ พิธีการ และในโอกาสที่รัฐบาลกำหนด บรรดาเครื่องหมายแห่งการอุทิศต่อชาติและจักรพรรดิที่มีลวดลายฮิโนมารุได้รับความนิยมอย่างสูงในห้วงสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สองและการยุทธ์อื่น เครื่องหมายดังกล่าวมีตั้งแต่ธงที่เขียนถ้อยคำต่าง ๆ ไปจนถึงเครื่องแต่งกายและภาชนะที่มีลักษณะคล้ายธง
ความรู้สึกของสาธารณชนต่อธงชาติญี่ปุ่นมีความหลากหลาย แหล่งข้อมูลทั้งทางตะวันตกและญี่ปุ่นเองกล่าวว่าในอดีตธงชาติญี่ปุ่นนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังและยั่งยืนของชาวญี่ปุ่น นับแต่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง (สงครามแปซิฟิก) การใช้ธงชาติและเพลงชาติคิมิงาโยะในโรงเรียนรัฐญี่ปุ่นเป็นประเด็นถกเถียงที่นำไปสู่การประท้วงและการฟ้องร้อง ธงที่ใช้ในทางทหารของญี่ปุ่นหลายผืนออกแบบโดยมีพื้นฐานมาจากฮิโนมารุ รวมทั้งธงนาวีรูปดวงอาทิตย์เปล่งรัศมี รวมทั้งมีการนำฮิโนมารุเป็นต้นแบบของธงอื่นในญี่ปุ่นทั้งภาครัฐและเอกชน
ประวัติ
[แก้]ยุคโบราณถึงยุคกลาง
[แก้]




ธงชาติญี่ปุ่น (ค.ศ. 1868–1999)แม้ว่ายังไม่ทราบว่าธงญี่ปุ่นกำเนิดขึ้นเมื่อใดอย่างชัดแจ้ง[10] แต่ "อาทิตย์อุทัย" มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 โดยประเทศญี่ปุ่นมักได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น "ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย"[11] ด้วยกลุ่มเกาะญี่ปุ่นอยู่ทางตะวันออกของผืนทวีปเอเชียและถือได้ว่าเป็นจุดที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้า เมื่อ ค.ศ. 607 มีหนังสือทางการฉบับหนึ่งมีใจความในตอนต้นว่า "จากจักรพรรดิแห่งพระอาทิตย์อุทัย" ส่งมายังจักรพรรดิสุยหยาง[12]
ดวงอาทิตย์มีความเกี่ยวเนื่องอย่างใกล้ชิดกับราชวงศ์ญี่ปุ่นตามตำนานที่กล่าวว่าผู้ครองราชบังลังก์เป็นผู้สืบทายาทจากสุริยเทพีอามาเตราซุ[13][14] ศาสนาโคะ-ชินโต โบราณในฐานะศาสนาประจำชาติของชาวญี่ปุ่นที่ได้ผนวกรวมการบูชาธรรมชาติและวิญญาณ ความเชื่อนี้ยังมีการบูชาดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะในด้านเกษตรกรรมและการประมง จากยุคยาโยอิ (300 ปีก่อนคริสตกาล) จนถึงยุคโคฟุง (ค.ศ. 250; ยุคยามาโตะ) มีการใช้ไนโก คามงเกียว (内行花文鏡 (Naikō Kamonkyō)) (กระจกทองแดงขนาดใหญ่ที่มีลายกลีบดอกไม้ที่ผลิตขึ้นในญี่ปุ่น) ในการเฉลิมฉลองการก่อร่างแห่งอาทิตย์อุทัย นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีว่ากระจกดังกล่าวคล้ายกับยาตะโนะคางามิ หนึ่งในไตรราชกกุธภัณฑ์ของญี่ปุ่น[15]
ในช่วงการขยายอาณาจักรสู่ทิศตะวันออกของจักรพรรดิจิมมุ (神武東征 (Jinmu tōsei, จิมมุ โทเซ)) อิตสึเซะ โนะ มิโกโตะ พระเชษฐา (พี่ชาย) ในจักรพรรดิจิมมุถูกลอบปลงพระชนม์ในสมรภูมิกับนางาซูเนฮิโกะ ("ชายผู้ขายาว") หัวหน้าชนเผ่าท้องถิ่นในนานิวะ (โอซากะในปัจจุบัน) จักรพรรดิจิมมุจึงทรงตระหนักถึงพระราชฐานะผู้สืบเชื้อสายจากดวงอาทิตย์ มิควรทำการรบต่อดวงอาทิตย์ (ไปในทางทิศตะวันออก) แต่ควรพุ่งรบจากดวงอาทิตย์ (ไปทางทิศตะวันตก) กองรบของพระองค์จึงเคลื่อนจากทิศตะวันออกมุ่งสู่คาบสมุทรคิอิเพื่อพุ่งรบไปทางทิศตะวันตก เมื่อถึงคูมาโนะ [หรืออิเซะ (จังหวัดมิเอะ)] แล้วเดินทางต่อไปยังยามาโตะ ทำให้กองทัพของพระองค์ได้รับชัยชนะในการต่อสู้กับนางาซูเนฮิโกะและพิชิตภูมิภาคคิงกิ[16][17]
มีการสันนิษฐานว่ามีการใช้ธงรูปดวงอาทิตย์ตั้งแต่การสถาปนาการปกครองแบบรวมศูนย์ต่อจักรพรรดิ (ญี่ปุ่น: 親政) ภายหลังอุบัติการณ์อิชชิ ใน ค.ศ. 645 ซึ่งตรงกับปีแรกในรัชศกไทกะ[18]
โชกุนิฮงงิ หนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นซึ่งเขียนแล้วเสร็จใน ค.ศ. 797 เป็นหลักฐานแรกที่บันทึกการใช้ธงรูปดวงอาทิตย์ในพระราชพิธีฉลองปีใหม่ (朝賀 (Chōga, โชงะ)) ของจักรพรรดิมมมุใน ค.ศ. 701 (ปีแรกในรัชศกไทโฮ)[5][6] มีการประดับนิชโชะ (日像 (Nissho; ธงดวงอาทิตย์สีทอง)) ในบริเวณพิธี[5][6]
ทฤษฎีหนึ่งที่มีความโดดเด่นเกี่ยวกับธงนี้ คือ ผลแห่งสงครามเก็มเป (ค.ศ. 1180–1185) เดิมธงนิชชิกิ (錦の御旗 (Nishiki no mihata)) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งราชสำนัก มีรูปดวงอาทิตย์เป็นวงกลมสีทองและรูปดวงจันทร์เป็นวงกลมสีเงินบนพื้นสีแดง กระทั่งช่วงท้ายยุคเฮอัง ตระกูลไทระประกาศตนเป็นทหารของรัฐบาลและใช้ธงแดงมีวงกลมสีทอง (error: {{nihongo}}: ต้องการข้อความภาษาญี่ปุ่นหรือโรมาจิ (help)) เช่นเดียวกับราชสำนัก[19] เก็นจิ (ตระกูลมินาโมโตะ) ที่อยู่ในฐานะฝ่ายตรงข้ามจึงใช้ธงขาวมีวงกลมสีแดง (error: {{nihongo}}: ต้องการข้อความภาษาญี่ปุ่นหรือโรมาจิ (help)) ในสงครามเก็มเป[19] เมื่อตระกูลไทระพ่ายแพ้ไป เก็นจิจึงจัดตั้งรัฐบาลโชกุน (幕府 (bakufu)) บรรดาขุนศึกในยุคหลังอย่างโอดะ โนบูนางะ หรือโทกูงาวะ อิเอยาซุ ระลึกได้ว่าตนเองเป็นผู้สืบทอดเก็นจิ จึงชักธงฮิโนมารุในสงคราม[19]
ตำนานเฮเกะ จากคริสต์ศตวรรษที่ 12 ระบุว่าซามูไรแต่ละคนครองพัดที่มีรูปวาดดวงอาทิตย์[20] ส่วนอีกตำนานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธงชาติกล่าวถึงพระนิจิเร็งซึ่งมอบธงดวงอาทิตย์แก่โชกุนเพื่อนำไปในสงครามต่อต้านการรุกรานญี่ปุ่นของมองโกเลีย[21]
ในยุทธการที่นากาชิโนะ (28 มิถุนายน ค.ศ. 1575) กองกำลังร่วมของโอดะ โนบูนากะ และโทกูงาวะ อิเอยาซุ ต่อสู้กับทาเกดะ คัตสึโยริ[19] นอกจากโนบูนากะและอิเอยาซุมีธงประจำตระกูลของตนเองแล้ว ทั้งสองได้ชักธงฮิโนมารุด้วย[19] ส่วนตระกูลทาเกดะที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ชักธงฮิโนมารุเช่นกัน[19] ทำให้ฮิโนมารุถือเป็นสัญลักษณ์ของชาติ[19]
หนึ่งในธงชาติญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ที่วัดอุมโปจิในโคชู (จังหวัดยามานาชิ)[19] ตำนานระบุว่าเป็นธงที่จักรพรรดิโกะ-เรเซพระราชทานแก่มินาโมโตะ โนะ โยชิมิตสึ และได้รับการดูแลรักษาในฐานะสมบัติของตระกูลทาเกดะมานานกว่า 1,000 ปี[19][22] และมีอายุเก่าแก่กว่าคริสต์ศตวรรษที่ 16
ในช่วงการรวมชาติในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ไดเมียวแต่ละคนมีธงหลักที่ชักในสงคราม โดยมากธงเป็นผืนยาวที่มีมง (ตราประจำตระกูล) ของขุนนางไดเมียว สมาชิกในครอบครัวเดียวกันมีธงประจำตัวที่แตกต่างกันใช้ชักในสงคราม ธงใช้เป็นสิ่งแสดงตนและประดับไว้บนหลังทหารและม้า ส่วนนายพลมีธงประจำตัวที่ส่วนมากมีลักษณะต่างจากธงของทหารทั่วไป คือ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส[23][ต้องการเลขหน้า]
ใน ค.ศ. 1854 ช่วงรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ มีการสั่งให้เรือญี่ปุ่นต้องชักธงฮิโนมารุเพื่อจำแนกเรือตนให้ต่างไปจากเรือต่างชาติ[20] ก่อนหน้านั้น มีการใช้ธงฮิโนมารุหลากประเภทบนเรือค้าขายกับสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย[10] มีพระบรมราชโองการประกาศให้ฮิโนมารุเป็นธงเรือราษฎร์ของญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1870 ถือเป็นธงชาติตามกฎหมายระหว่าง ค.ศ. 1870–1885 ฮิโนมารุจึงเป็นธงชาติแบบแรกที่ญี่ปุ่นประกาศใช้[24][25]
ขณะที่แนวคิดของสัญลักษณ์แห่งชาติยังเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับชาวญี่ปุ่น รัฐบาลเมจิจำเป็นให้มีสัญลักษณ์เหล่านั้นเพื่อสื่อสารกับโลกภายนอก ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งภายหลังจากพลเรือจัตวา แมทธิว เพร์รี นำกองเรือมายังอ่าวโยโกฮามะ[26] นอกจากนี้ รัฐบาลเมจิยังได้ประกาศใช้สัญลักษณ์แห่งชาติอีกหลายอย่าง รวมทั้งเพลงชาติ คิมิงาโยะ และตราแผ่นดิน[27] ใน ค.ศ. 1885 มีการยกเลิกบรรดากฎหมายที่ไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (官報 (Kanpō, คัมโป)) ทำให้ธงฮิโนมารุเป็นธงชาติโดยพฤตินัยเนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับภายหลังการฟื้นฟูเมจิ[28]
ความขัดแย้งช่วงต้นและสงครามแปซิฟิก
[แก้]

การใช้ธงชาติญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังสร้างและขยายจักรวรรดิ อีกทั้งยังมีการใช้ฮิโนมารุในการเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่งและสงครามรัสเซีย–ญี่ปุ่น ตลอดจนความพยายามสู้รบทั่วทั้งประเทศ[29] มีภาพยนตร์โฆษณาชวนชื่อญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งใน ค.ศ. 1934 แสดงให้เห็นการออกแบบธงชาติญี่ปุ่นนั้นสมบูรณ์แบบในทุกทาง ผิดกับธงชาติอื่นที่มีข้อบกพร่องในการออกแบบ[30] ใน ค.ศ. 1937 กลุ่มเด็กหญิงจากจังหวัดฮิโรชิมะแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับเหล่าทหารญี่ปุ่นที่สู้รบกับจีนในสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สองโดยรับประทาน เบ็นโตฮิโนมารุ (แปลตรงตัว 'ข้าวกล่องรูปธงชาติญี่ปุ่น') ที่มีอูเมโบชิอยู่กึ่งกลางข้าว เบ็นโตฮิโนมารุได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการระดมพลและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทหารของญี่ปุ่นจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1940[31]
ชัยชนะของญี่ปุ่นในสงครามจีน–ญี่ปุ่นตอนต้นส่งผลให้มีการใช้ฮิโนมารุในการเฉลิมฉลองอีกครั้ง ที่สามารถพบเจอในมือของชาวญี่ปุ่นทุกคนในขบวนเฉลิมฉลอง[29]
หนังสือเรียนในช่วงเวลานั้นมีการพิมพ์รูปฮิโนมารุพร้อมกับคำขวัญต่าง ๆ ที่แสดงความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิและญี่ปุ่น ทั้งมีการปลูกฝังความรักชาติในฐานะศีลธรรมอันดีแก่เด็กชาวญี่ปุ่น การแสดงออกถึงความรักชาติ เช่น การประดับธงชาติหรือการบูชาจักรพรรดิทุกวัน เป็นส่วนหนึ่งของการเป็น "ชาวญี่ปุ่นที่ดี"[32]
ธงชาติเป็นเครื่องมือหนึ่งของจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นในการยึดครองพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองโดยการบังคับให้ใช้ธง[33]และการให้นักเรียนร้องเพลง คิมิงาโยะ ในการเคารพธงชาติตอนเช้า[34] ส่วนธงพื้นถิ่นได้รับอนุญาตให้ใช้ในบางพื้นที่ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น แมนจู[35][36][37] ส่วนเกาหลีที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิญี่ปุ่น ฮิโนมารุและสัญลักษณ์อื่นได้รับการประกาศว่าชาวเกาหลีเป็นพลเมืองของจักรวรรดิ[38]
ในสงครามแปซิฟิก ชาวอเมริกันได้บัญญัติศัพท์ "มีตบอล" (อังกฤษ: meatball; แปลตรงตัว 'ลูกชิ้น') เพื่อใช้เรียกฮิโนมารุและเครื่องหมายอากาศยานทางการทหารญี่ปุ่นในเชิงดูถูกเหยียดหยาม[39] ฮิโนมารุสำหรับชาวญี่ปุ่นเปรียบดั่ง "ธงอาทิตย์อุทัยที่ฉายแสงสู่ความมืดมิดทั่วโลก"[40] ส่วนชาวตะวันตกมองว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดของทหารญี่ปุ่น[41]
ญี่ปุ่นในการยึดครองโดยสหรัฐอเมริกา
[แก้]ขวา: ธงเรือราษฎร์และธงนาวีญี่ปุ่นภายใต้การยึดครอง ฮิโนมารุยังคงใช้ในทางพฤตินัย
ฮิโนมารุเป็นธงชาติญี่ปุ่นโดยพฤตินัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและช่วงที่ถูกยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตร[28] โดยการประดับฮิโนมารุในช่วงการยึดครองญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตร[42][43] แหล่งข้อมูลระบุถึงระดับของการจำกัดการใช้ฮิโนมารุแตกต่างกันไป บางแหล่งถึงกับใช้คำว่า "ห้าม"[44][45] ถึงกระนั้น แม้ว่าข้อจำกัดเดิมจะกำหนดไว้เข้มงวดมาก แต่ก็ไม่ถึงกับห้ามโดยสิ้นเชิง[28]
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการใช้ธงแสดงสัญชาติบนเรือพลเรือนญี่ปุ่นของหน่วยงานควบคุมการขนส่งทางเรือสหรัฐอเมริกาสำหรับกองเรือพาณิชย์ญี่ปุ่น[46] โดยกำหนดให้ใช้ธงที่ดัดแปลงจากธงอักขระ "E" ของธงประมวลสากลตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1945 กระทั่งสหรัฐอเมริกายุติการยึดครองญี่ปุ่น[47] ส่วนเรือสหรัฐอเมริกาที่เดินในน่านน้ำญี่ปุ่นให้ในธงที่ดัดแปลงจากธงอักขระ "O"[48]
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1947 ดักลาส แมกอาเธอร์ ยกเลิกข้อจำกัดการประดับฮิโนมารุบนพื้นที่อาคารสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พระราชวังหลวง ทำเนียบนายกรัฐมนตรี และอาคารศาลสูงสุด พร้อมกับการตรารัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นฉบับใหม่[49][50] บรรดาข้อจำกัดเหล่านั้นได้รับการผ่อนปรนลงใน ค.ศ. 1948 โดยอนุญาตให้บุคคลสามารถประดับธงชาติในวันสำคัญของชาติได้ กระทั่งได้ยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดในเดือนมกราคม ค.ศ. 1949 ทุกคนมีสิทธิ์ประดับฮิโนมารุได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องขออนุญาตอีกต่อไป จึงทำให้มีการส่งเสริมให้โรงเรียนและบ้านเรือนประดับฮิโนมารุจึงถึงช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1950[42]
ภายหลังสงครามจนถึง ค.ศ. 1999
[แก้]
ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ธงชาติญี่ปุ่นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากความเกี่ยวเนื่องกับแสนยนิยม (ความนิยมในการทหาร) ของประเทศในอดีต เช่นเดียวกับคิมิงาโยะ เพลงชาติญี่ปุ่นปัจจุบัน[22] ความรู้สึกที่มีต่อฮิโนมารุและคิมิงาโยะแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านของสาธารณชนจากความรู้สึกรักชาติ ไดนิปปง (ญี่ปุ่นอันยิ่งใหญ่) ไปสู่ นิฮง ที่รักสันติและต่อต้านความคลั่งทหาร ด้วยการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์นี้ ทำให้การใช้ธงดังกล่าวในญี่ปุ่นลดลงทันทีหลังสงครามสิ้นสุดลง แม้ว่าผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรได้ยกเลิกข้อจำกัดลงใน ค.ศ. 1949 แล้วก็ตาม[43][51]
ในช่วงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตของญี่ปุ่น มีการใช้ฮิโนมารุเป็นอาวุธทางการเมืองในต่างประเทศ เมื่อครั้งที่จักรพรรดิโชวะและจักรพรรดินีโคจุงเสด็จพระราชดำเนินเยือนเนเธอร์แลนด์ มีการเผาฮิโนมารุโดยพลเมืองดัตช์ที่ต้องการให้พระองค์ทรงถูกเนรเทศกลับญี่ปุ่นหรือทรงถูกพิจารณาคดีในข้อหาฆาตกรรมต่อเชลยศึกชาวดัตช์ในสงครามโลกครั้งที่สอง[52] ส่วนในประเทศญี่ปุ่นไม่มีการใช้ธงชาติเพื่อการดังกล่าว รวมทั้งการประท้วงการเจรจาข้อตกลงสถานะกองกำลังระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น สหภาพแรงงานและกลุ่มผู้ประท้วงอื่นนิยมใช้ธงแดงแห่งการปฏิวัติแทน[53]
ประเด็นเกี่ยวกับฮิโนมารุและเพลงชาติได้รับความสนใจขึ้นอีกครั้งเมื่อโตเกียวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 1964 โดยก่อนการแข่งขันดังกล่าวมีกำหนดขนาดของรูปดวงอาทิตย์บนธงชาติ เนื่องจากธงเดิมเมื่อประดับร่วมกับธงชาติอื่นแล้วรูปดวงอาทิตย์บนธงไม่มีความโดดเด่นเพียงพอ[43] ทาดามาซะ ฟูกิอูระ ผู้เชี่ยวชาญด้านสี ตัดสินใจกำหนดให้รูปดวงอาทิตย์บนธงมีขนาดสองในสามตามความยาวธง ฟูกิอูระยังกำหนดเฉดสีของธงที่ใช้ในการแข่งขันครั้งนี้ และการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 1998 ที่นากาโนะด้วย[54]
ใน ค.ศ. 1989 การสวรรคตของจักรพรรดิฮิโรฮิโตะได้จุดประเด็นทางสังคมเกี่ยวกับธงชาติขึ้น ฝ่ายอนุรักษนิยมเล็งเห็นว่าพวกเขาอาจมีโอกาสที่จะเสนอฮิโนมารุเป็นธงชาติโดยไม่ถูกคัดค้านเกี่ยวกับความหมายของธง หากสามารถใช้ธงนี้ในพระราชพิธีได้โดยไม่กระตุ้นภาพลบในอดีต[55] ในช่วงไว้ทุกข์อย่างเป็นทางการหกวัน มีการประดับธงโดยลดธงครึ่งเสาหรือติดแถบสีดำทั่วทั้งญี่ปุ่น[56] แม้ว่าจะมีรายงานเกี่ยวกับผู้ประท้วงที่ทำลายฮิโนมารุในวันพระราชพิธีพระบรมศพ[57] การประดับธงชาติญี่ปุ่นครึ่งเสาของสถานศึกษาโดยพร้อมเพรียงนำมาซึ่งความสำเร็จของฝ่ายอนุรักษนิยม[55]
ตั้งแต่ ค.ศ. 1999
[แก้]
ใน ค.ศ. 1999 มีการตราพระราชบัญญัติธงชาติและเพลงชาติเพื่อกำหนดให้ฮิโนมารุและคิมิงาโยะเป็นสัญลักษณ์แห่งชาติ โดยการตรากฎหมายดังกล่าวเริ่มต้นจากอัตวินิบาตกรรมของโทชิฮิโระ อิชิกาวะ ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมเซระ ในเซระ จังหวัดฮิโรชิมะ เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคณะกรรมการโรงเรียนกับคณะครูเกี่ยวกับการใช้ฮิโนมารุและคิมิงาโยะ[58][59] กฎหมายดังกล่าวเป็นหนึ่งในกฎหมายที่มีการโต้แย้งมากที่สุดกฎหมายหนึ่งที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านกฎหมายนับแต่ ค.ศ. 1992 ที่มีการผ่าน "พระราชบัญญัติว่าด้วยความร่วมมือสำหรับปฏิบัติการรักษาความสงบของสหประชาชาติและปฏิบัติการอื่น" หรือที่อาจรู้จักในชื่อ "กฎหมายความร่วมมือสันติภาพระหว่างประเทศ"[60]
เคโซ โอบูจิ นายกรัฐมนตรีจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ตัดสินใจที่จะร่างกฎหมายเพื่อกำหนดให้ฮิโนมารุและคิมิงาโยะเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการภายใน ค.ศ. 2000 ส่วนฮิโรมุ โนนากะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ต้องการให้กฎหมายดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ภายในวันครบรอบ 10 ปีพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิอากิฮิโตะ[61] โดยใน ค.ศ. 1974 มีความพยายามในการตรากฎหมายเพื่อกำหนดธงชาติและเพลงชาติ ภายหลังที่โอกินาวะกลับเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1972 และวิกฤตการณ์น้ำมัน ค.ศ. 1973 คากูเอ ทานากะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเป็นนัยว่าจะตรากฎหมายเพื่อกำหนดให้สัญลักษณ์ทั้งสองอยู่ในกฎหมายญี่ปุ่น[62] นอกจากการสั่งการให้โรงเรียนสอนและเล่นเพลงคิมิงาโยะแล้ว ทานากะยังต้องการให้นักเรียนชักธงฮิโนมารุในพิธีการทุกเช้า และนำหลักสูตรจริยธรรมที่มีส่วนจากพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศึกษา ซึ่งจักรพรรดิเมจิทรงตราขึ้นใน ค.ศ. 1890 ด้วย[63] ถึงกระนั้นทานากะไม่ประสบความสำเร็จในการผ่านร่างกฎหมายเข้าสู่สภานิติบัญญัติได้ในปีดังกล่าว[64]
กฎหมายดังกล่าวได้รับการสนับสนุจากพรรคแอลดีพีและพรรคโคเม (ซีจีพี) ในทางกลับกัน พรรคประชาธิปไตยสังคมนิยมญี่ปุ่น (เอสดีพีจี) และพรรคคอมมิวนิสต์ (เจซีพี) ต่อต้านกฎหมายดังกล่าว โดยกล่าวถึงความหมายแฝงของสัญลักษณ์ทั้งสองที่มีต่อช่วงสงคราม พรรคเจซีพียังได้ต่อต้านเพิ่มเติมในประเด็นที่ไม่จัดให้มีการหยั่งเสียงจากสาธารณชน ส่วนพรรคประชาธิปไตย (ดีพีเจ) ไม่มีความเห็นพ้องในประเด็นนี้ นาโอโตะ คัง หัวหน้าพรรคดีพีเจและนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมากล่าวว่าพรรคดีพีเจต้องสนับสนุนร่างกฎหมายนี้เพราะพรรคได้รับรองสัญลักษณ์ทั้งสองในฐานะสัญลักษณ์แห่งญี่ปุ่นแล้ว[65] ยูกิโอะ ฮาโตยามะ รองเลขาธิการพรรคและนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมามีความเห็นว่าร่างกฎหมายนี้จะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมและโรงเรียนของรัฐมากยิ่งขึ้น ถึงกระนั้นก็ตามฮาโตยะมาลงมติเห็นชอบต่อกฎหมายดังกล่าว แต่คังกลับลงมติไม่เห็นชอบ[61]
ก่อนการลงมติ มีการเรียกร้องให้แยกร่างกฎหมายนี้ในสภานิติบัญญัติ โนริฮิโระ คาโตะ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวาเซดะกล่าวว่าคิมิงาโยะมีประเด็นเฉพาะตัวที่ซับซ้อนกว่าธงฮิโนมารุ[66] ความพยายามที่จะตราให้ฮิโนมารุเป็นธงชาติเพียงอย่างเดียวของพรรคดีพีเจและพรรคอื่นระหว่างการลงมติต่อร่างกฎหมายดังกล่าวถูกสภานิติบัญญัติปัดตกไป[67] สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 ด้วยคะแนนเสียง 403 ต่อ 86[68] ต่อมาร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมและมีมติให้ผ่านเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม มีการประกาศบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม[69]
ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2009 ปรากฏภาพถ่ายภาพหนึ่งที่ถ่ายในขบวนหาเสียงของพรรคดีพีเจในการเลือกตั้งทั่วไปในญี่ปุ่น ค.ศ. 2009 แสดงรูปธงที่แขวนบนเพดาน ธงดังกล่าวทำขึ้นจากการตัดและเย็บธงฮิโนมารุสองผืนเข้าด้วยกันจนเป็นรูปตราสัญลักษณ์ของพรรคดีพีเจ ภาพดังกล่าวทำให้พรรคแอลดีพีและทาโร อาโซ นายกรัฐมนตรี โกรธเคืองอย่างมาก โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่น่าให้อภัย ยูกิโอ ฮาโตยามะ หัวหน้าพรรคดีพีเจ (ซึ่งเคยลงมติร่างกฎหมายว่าด้วยธงชาติและเพลงชาติ)[61] กล่าวตอบว่าธงดังกล่าวไม่ใช่ฮิโนมารุและไม่ควรมองเป็นเช่นนั้น[70]
ลักษณะธง
[แก้]
ตามพระบรมราชโองการหมายเลข 57 ที่ประกาศใช้เมื่อ ค.ศ. 1870 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับธงชาติ 2 บท บทแรกระบุถึงบุคคลและวิธีการประดับธง ส่วนบทที่สองระบุถึงวิธีการทำธง[10] ธงมีอัตราส่วน 7:10 คือความกว้างเจ็ดส่วน ความยาวสิบส่วน รูปวงกลมสีแดงที่แสดงถึงดวงอาทิตย์มีขนาดสามในห้าของความกว้างจากฝั่งคันธง พระบรมราชโองการกำหนดให้รูปวงกลมนั้นอยู่กึ่งกลาง แต่มักจะเลื่อนรูปวงกลมค่อนไปทางคันธงหนึ่งในหนึ่งร้อย (1100) ส่วน[71][72] (ด้วยการกำหนดดังกล่าว ทำให้รูปวงกลมปรากฏอยู่กึ่งกลางของธงเมื่อโบกสะบัด) นอกจากนี้มีการใช้เทคนิควิธีดังกล่าวกับธงอื่น เช่น ธงชาติบังกลาเทศ ธงชาติปาเลา ในวันที่ 3 ตุลาคมของปีเดียวกัน มีการผ่านระเบียบว่าด้วยลักษณะธงเรือราษฎร์และธงเรืออื่น[73] โดยกำหนดให้ธงเรือราษฎร์มีอัตราส่วน 2:3 คือความกว้างสองส่วนและความยาวสามส่วน ส่วนขนาดรูปวงกลมเท่าเดิม แต่วางรูปวงกลมนั้นค่อนไปทางคันธงหนึ่งในยี่สิบ (120) ส่วน[74]

เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติธงชาติและเพลงชาติ มีการปรับขนาดของธงเล็กน้อย[1] อัตราส่วนของธงโดยรวมเปลี่ยนเป็นความกว้างสองส่วนต่อความยาวสามส่วน (2:3) และรูปวงกลมสีแดงเลื่อนสู่กึ่งกลางพอดี แต่ยังคงขนาดของรูปวงกลม[2] พื้นของธงเป็นสีขาวและกึ่งกลางเป็นวงกลมสีแดง (紅色 (beni iro, เบนิ อิโระ)) แต่กฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดเฉดสีแดงที่แน่ชัด[1] มีเพียงการระบุว่าใช้สีแดงเข้ม[75]
กรมกลาโหม (ปัจจุบันคือกระทรวงกลาโหม) ได้ข้อกำหนดเกี่ยวกับธงชาติใน ค.ศ. 1973 โดยกำหนดให้สีแดงมีค่า 5R 4/12 และสีขาวมีค่า N9 ตามแผนภูมิระบบสีมันเซลล์[76] ต่อมาในวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 2008 ได้ปรับแบบธงให้ตรงกับกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันและปรับปรุงค่าสีใหม่ มาตรฐานใหม่นี้ระบุให้ใช้ใยอะคริลิก และไนลอนผลิตธงที่ใช้ในกองทัพ ค่าสีของธงที่ปรับปรุงใหม่ได้กำหนดให้ธงอะคริลิกมีค่าสีแดงที่ 5.7R 3.7/15.5 และค่าสีขาวที่ N9.4 ส่วนธงไนลอนมีค่าสีแดงที่ 6.2R 4/15.2 และค่าสีขาวที่ N9.2[76] ในเอกสารที่ออกโดยสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ญี่ปุ่น) (โอดีเอ) ระบุให้สีแดงบนฮิโนมารุและตราสัญลักษณ์ของโอดีเอมีค่าดีไอซี 156 และซีเอ็มวายเค 0-100-90-0[77] ในระหว่างการพิจารณาพระราชบัญญัติว่าด้วยธงชาติและเพลงชาติ มีข้อแนะนำว่าควรใช้เฉดสีแดงสด (赤色 (aka iro, อากะ อิโระ)) หรือใช้สีจากกลุ่มสีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมญี่ปุ่น[78]
แผนภาพสี
[แก้]| สีอย่างเป็นทางการ (ขาว) | สีอย่างเป็นทางการ (แดง) | ระบบสี | ที่มา | ค.ศ. |
|---|---|---|---|---|
| N9[79] | 5R 4/12[79] | มันเซลล์ (อังกฤษ: Munsell) | DSP Z 8701C[76] | 1973 |
| N/A | 156[80] | ดีไอซี | แนวทางการใช้ตราสัญลักษณ์ของโอดีเอ[77] | 1995 |
การใช้ธงและธรรมเนียม
[แก้]
ในช่วงเวลาที่มีการประกาศใช้ฮิโนมารุครั้งแรก นั้นชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อธงชาติน้อยมากและมีการประท้วง ส่งผลให้ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการสร้างการยอมรับของผู้คน โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลกำหนดให้ประชาชนต้องถวายการต้อนรับจักรพรรดิด้วยธงชาติเมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนิน[27]
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ทุกบ้านต้องประดับฮิโนมารุในวันสำคัญ[28] นับแต่สงครามสิ้นสุดลง ธงชาติส่วนใหญ่มักประดับอยู่บนอาคารสถานที่ของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น เช่น ศาลาว่าการเมือง ส่วนการประดับธงชาติบนบ้านเรือนหรืออาคารพาณิชย์มีน้อยมาก[28] มีบุคคลและบริษัทบางส่วนส่งเสริมให้ประดับธงชาติในวันสำคัญ รวมทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นที่ขอความร่วมมือให้ประชาชนประดับฮิโนมารุในวันสำคัญ แต่มิได้กำหนดเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย[81][82] นับแต่วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดิครบ 80 พรรษาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2002 บริษัทรถไฟคีวชูได้ประดับฮิโนมารุในสถานีรถไฟทั้ง 330 สถานี[83]
ตั้งแต่ ค.ศ. 1995 โอดีเอใช้ลายฮิโนมารุในตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมิได้ออกแบบโดยรัฐบาล (ตราสัญลักษณ์นี้ได้รับเลือกจากบรรดาตราสัญลักษณ์ 5,000 แบบที่ส่งมาจากสาธารณชน) แต่รัฐบาลได้พยายามเพิ่มการรับรู้ของฮิโนมารุผ่านบรรจุภัณฑ์ความช่วยเหลือและโครงการการพัฒนาจากรัฐบาล จากข้อมูลของโอดีเอ การใช้ธงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่แสดงถึงความช่วยเหลือจากประชาชนชาวญี่ปุ่น[84]
ธงโชคดี
[แก้]ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นประเพณีปฏิบัติที่เพื่อน เพื่อนร่วมชั้น และญาติของทหารที่จะออกประจำการจะร่วมกันเขียนบนฮิโนมารุและมอบให้ทหารนั้น ธงยังใช้เป็นเครื่องรางนำโชคและอำนวยพรให้ทหารเดินทางกลับจากการรบโดยปลอดภัยอีกด้วย เครื่องรางชนิดนี้เรียกว่า ฮิโนมารุโยเซงากิ (error: {{nihongo}}: ต้องการข้อความภาษาญี่ปุ่นหรือโรมาจิ (help))[85] โดยมีธรรมเนียมว่าจะไม่เขียนสิ่งใดบนรูปวงกลมดวงอาทิตย์[86] หลังสงครามสิ้นสุด มีการยึดหรือพบธงเหล่านี้อยู่กับศพทหารญี่ปุ่น ธงบางผืนกลายเป็นของที่ระลึก[86] และบางผืนได้ส่งกลับประเทศญี่ปุ่นและมอบแก่ทายาทของผู้เสียชีวิตเหล่านั้น[87]
ในยุคสมัยใหม่ ยังคงมีการใช้ฮิโนมารุโยเซงากิอยู่ ธรรมเนียมการเขียนบนฮิโนมารุเพื่อใช้เป็นเครื่องรางนำโชคยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าจะมีอยู่ในรูปแบบที่จำกัดก็ตาม มีการใช้ฮิโนมารุโยเซงากิเพื่อสนับสนุนทีมชาติญี่ปุ่นในการแข่งขันกีฬา[88] มีการใช้โยเซงากิ (error: {{nihongo}}: ต้องการข้อความภาษาญี่ปุ่นหรือโรมาจิ (help)) สำหรับสนับสนุนทหาร[89] นักกีฬา ผู้เกษียณอายุ นักเรียนโอนย้ายในชุมชน หรือเพื่อนฝูง โดยใช้กระดาษสีและธงที่เขียนข้อความไว้ ในญี่ปุ่นสมัยใหม่ มีการมอบของดังกล่าวให้กับบุคคลในงานเลี้ยงส่งนักกีฬา งานเลี้ยงอำลาสำหรับเพื่อนร่วมงานหรือนักเรียนโอนย้ายสำหรับการจบการศึกษาและการเกษียณอายุ หลังเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่นเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮกุ ค.ศ. 2011 ผู้คนเขียนข้อความบนฮิโนมารุโยเซงากิเพื่อส่งกำลังใจ
ฮาจิมากิ
[แก้]
ฮาจิมากิ (error: {{nihongo}}: ต้องการข้อความภาษาญี่ปุ่นหรือโรมาจิ (help)) เป็นผ้ารัดรอบศีรษะ สีขาวที่มีรูปดวงอาทิตย์สีแดงอยู่กึ่งกลาง อาจมีข้อความเขียนอยู่บนผ้านั้น โดยสวมเป็นสัญลักษณ์แห่งความเพียรพยายามหรือความกล้าหาญของผู้สวม มีการสวมในหลายโอกาส เช่น ผู้ชมกีฬา หญิงใกล้คลอด นักเรียนจูกุ (โรงเรียนกวดวิชา) พนักงานสำนักงาน[90] ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีการเขียนวลี ฮิชโช (必勝 (Hisshō; "ชัยชนะอันแน่นอน" หรือ "เจ็ดชีวิต")) บนฮาจิมากิที่นักบินคามิกาเซะ แสดงให้เห็นว่านักบินยินดีที่จะสละชีพเพื่อชาติของเขา[91]
เบ็นโต
[แก้]
เบ็นโตเป็นประเภทข้าวกล่องแบบญี่ปุ่น เมนูเบ็นโตะที่สื่อความหมายถึงดวงอาทิตย์และธงชาติ เรียกว่า ฮิโนมารุโกฮัง (日の丸ご飯 (Hinomaru gohan, ฮิโนมารุโกฮัง)) ประกอบด้วยข้าวขาวหุงสุก (gohan) กับอูเมโบชิแดง (พลัมแห้ง) อยู่กึ่งกลาง โดยอูเมโบชิเค็มที่ผ่านการแช่น้ำเกลือทำหน้าที่เป็นสารกันบูดสำหรับข้าว อาจมีอาหารอื่นอยู่ในกล่องเดียวกัน หากมีเพียงข้าวขาวและอูเมโบชิแดงในกล่อง เรียกว่า ฮิโนมารุเบ็นโต (日の丸弁当 (Hinomaru bentō; ข้าวกล่องฮิโนมารุ)) นอกจากนี้ยังมีเมนูข้าวฮิโนมารุแบบอื่นที่อาจพบเจอได้น้อย[92]
วัฒนธรรมและการรับรู้
[แก้]
ข้อมูลจากผลการสำรวจของสื่อกระแสหลักพบว่าประชาชนขาวญี่ปุ่นจำนวนมากรับรู้ว่าธงญี่ปุ่นว่าเป็นธงชาติอยู่ก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติธงชาติและเพลงชาติใน ค.ศ. 1999[93] ถึงกระนั้นก็ยังมีข้อถกเถียงต่อการใช้ธงในพิธีการของโรงเรียนและบนสื่อต่อไป เช่น หนังสือพิมพ์ฝ่ายเสรีนิยมอย่างอาซาฮิชิมบุง หรือไมนิชิชิมบุง มักนำเสนอบทความวิพากษ์วิจารณ์ธงชาติญี่ปุ่น ที่สะท้อนถึงมุมมองทางการเมืองของผู้อ่าน[94] ชาวญี่ปุ่นบางส่วนเห็นว่าธงนี้เป็นตัวแทนช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยถูกลดทอนในสมัยจักรวรรดิญี่ปุ่น[95]
การแสดงธงชาติที่บ้านเรือนและห้างร้านยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมญี่ปุ่นเช่นกัน เนื่องจากความเกี่ยวพันกับกลุ่มนักกิจกรรมอูโยกุ ดันไต (右翼団体 (Uyoku dantai; "กลุ่มปีกขวา")) พวกฝ่ายขวาจัด หรือฮูลิแกนิซึม อาคารบ้านเรือนและพาณิชย์ส่วนมากจึงไม่ประดับธง[28] แม้ว่าจะไม่มีการกำหนดให้ประดับธงในวันสำคัญของชาติหรือในเหตุการณ์พิเศษ แต่ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2012 นครคานาซาวะในจังหวัดอิชิกาวะได้เสนอแผนขอใช้งบประมาณเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนประดับธงชาติในวันสำคัญของชาติด้วยการแจกคูปองแก่บ้านที่ซื้อธงชาติ[96]
ผู้คนในอดีตอาณานิคมของญี่ปุ่นและญี่ปุ่นบางส่วน เช่น โอกินาวะ ยังคงมีความรู้สึกในเชิงลบต่อธงชาติญี่ปุ่น เหตุการณ์ที่สะท้อนถึงมุมมองดังกล่าว ได้แก่เหตุที่เจ้าของห้างสรรพสินค้าชาวโอกินาวะเผาธงก่อนเทศกาลกีฬาแห่งชาติญี่ปุ่น เริ่มต้น เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1987[97] โดยโชอิจิ ชิบานะ ผู้เผาธง ได้เผาฮิโนมารุไม่ใช่เพียงแค่แสดงการต่อต้านความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่นและการประจำการของกองกำลังสหรัฐอเมริกาที่ยังคงอยู่เท่านั้น แต่ยังป้องกันไม่ให้แสดงธงนั้นในที่สาธารณะอีกด้วย[98] อีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโอกินาวะ มีการทำลายธงระหว่างพิธีการของโรงเรียนและกลุ่มนักเรียนปฏิเสธที่จะแสดงความเคารพธงชาติที่กำลังชักขึ้นขณะบรรเลงคิมิงาโยะ[29] ในนาฮะ เมืองหลวงของโอกินาวะ มีการชักธงชาติขึ้นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 2001 นับแต่ที่โอกินาวะกลับเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของเมือง[99]
ในสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งต่างเคยถูกจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองมีมุมมองต่อการประกาศใช้ฮิโนมารุใน ค.ศ. 1998 ว่าเป็นหลักฐานในการเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองไปทางขวาของญี่ปุ่นและอาจนำไปสู่การสร้างกองทัพอีกครั้งด้วย การผ่านกฎหมายใน ค.ศ. 1999 นั้นเกิดขึ้นในที่ช่วงเวลาที่มีการถกเถียงถึงสถานะของศาลเจ้ายาซูกูนิ ความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น และการสร้างโครงการการป้องกันทางขีปนาวุธ นอกจากนี้ในบรรดาประเทศที่ญี่ปุ่นเคยยึดครองมีความรู้สึกที่หลากหลาย รวมทั้งมองข้ามการผ่านกฎหมายใน ค.ศ. 1999 ในสิงคโปร์ คนรุ่นเก่ายังคงมีความรู้สึกไม่ดีต่อธงชาติญี่ปุ่น ในขณะที่คนรุ่นใหม่กว่ากลับไม่มีความรู้สึกในทางเดียวกัน ส่วนรัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่เพียงเชื่อว่าญี่ปุ่นจะไม่กลับไปคืนสู่ความเป็นแสนยนิยมเท่านั้น แต่เชื่อว่าเป้าหมายของกฎหมายดังกล่าวนั้นเพื่อกำหนดสัญลักษณ์ทั้งสอง (ธงชาติและเพลงชาติ) อย่างเป็นทางการในกฎหมายและทุกรัฐมีสิทธิ์ที่จะสร้างสัญลักษณ์ประจำชาติได้[100]
แม้ญี่ปุ่นไม่มีกฎหมายเอาผิดต่อการเผาฮิโนมารุ แต่การเผาธงชาติอื่นในญี่ปุ่นผิดกฎหมาย[101][102]
แบบพิธี
[แก้]
ตามแบบพิธี ให้ชักธงชาติตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นกระทั่งดวงอาทิตย์ตก ส่วนห้างร้านและสถานศึกษาสามารถชักธงได้ตั้งแต่เวลาเปิดทำการจนปิดทำการ เมื่อประดับธงชาติญี่ปุ่นร่วมกันธงของประเทศอื่นในเวลาเดียวกันในญี่ปุ่น ธงชาติญี่ปุ่นจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่มีเกียรติ ส่วนธงประเทศอื่นให้ประดับด้านขวาของธงชาติ โดยธงชาติและธงของประเทศอื่นจะต้องอยู่ในระดับเดียวกันและมีขนาดเท่ากัน เมื่อประดับร่วมกับธงของประเทศอื่นมากกว่าหนึ่งชาติ ให้เรียงธงตามลำดับชื่อประเทศที่กำหนดโดยสหประชาชาติ[103] เมื่อธงไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการใช้งาน ตามธรรมเนียมแล้วจะเผาธงดังกล่าวในที่ลับตา แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยธงชาติและเพลงชาติจะไม่ได้กำหนดแบบแผนการใช้ธง แต่จังหวัดอาจมีระเบียบของตนว่าด้วยการใช้ฮิโนมารุและธงประจำจังหวัด[104][105]
การไว้ทุกข์
[แก้]การใช้ธงฮิโนมารุเพื่อไว้ทุกข์มีสองรูปแบบ รูปแบบแรกคือการลดธงครึ่งเสา (半旗 (Han-ki, ฮังกิ)) เช่นเดียวกับชาติอื่น โดยสำนักงานกระทรวงการต่างประเทศจะลดธงครึ่งเสาเมื่อมีพิธีศพของประมุขของรัฐต่างประเทศ[106]
อีกรูปแบบหนึ่งของการไว้ทุกข์คือการหุ้มเครื่องประดับยอด ทรงกลมเสาธงด้วยผ้าดำและประดับแถบผ้าสีดำ (弔旗 (Chō-ki, โชกิ; "ธงไว้ทุกข์")) เหนือธงชาติ โดยพบรูปแบบการไว้ทุกข์แบบนี้ในการสวรรคตของจักรพรรดิเมจิเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1912 และคณะรัฐมนตรีประกาศบัญญัติให้ชักธงชาติในลักษณะไว้ทุกข์เมื่อจักรพรรดิเสด็จสวรรคต[107] ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจในการประกาศให้ลดธงชาติครึ่งเสา[108]
สถานศึกษาของรัฐ
[แก้]
นับแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศและระเบียบเพื่อส่งเสริมการใช้ฮิโนมารุและคิมิงาโยะ (เพลงชาติ) ในโรงเรียนภายใต้ความดูแล มีการออกประกาศฉบับแรกใน ค.ศ. 1950 โดยขอความร่วมมือให้นำสัญลักษณ์ทั้งสองมาใช้งาน แต่มิได้เป็นการบังคับ ต่อมาได้ขยายการขอความร่วมมือดังกล่าวร่วมทั้งการใช้สัญลักษณ์ทั้งสองในวันสำคัญของชาติและในพิธีการเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนทราบถึงวันสำคัญและส่งเสริมการศึกษาการป้องกันประเทศ[43] ในเอกสารแนวทางเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ค.ศ. 1989 รัฐบาลพรรคแอลดีพีได้กำหนดให้ต้องใช้ธงในพิธีการของโรงเรียนและแสดงความเคารพด้วยอากัปกิริยาที่เหมาะสมต่อธงและคิมิงาโยะขึ้นเป็นครั้งแรก[109] ทั้งยังมีบทกำหนดโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ด้วย[43]
แนวทางหลักสูตรการศึกษาฉบับ ค.ศ. 1999 ที่ออกโดยกระทรวงศึกษาธิการหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยธงชาติและเพลงชาติกำหนดให้ "ที่ทางเข้าและในพิธีสำเร็จการศึกษา สถานศึกษาต้องประดับธงชาติญี่ปุ่นและสั่งให้นักเรียนนักศึกษาร้องเพลงคิมิงาโยะเพื่อให้ความสำคัญต่อธงและเพลง"[110] นอกจากนี้ คำอธิบายประกอบแนวทางหลักสูตร ค.ศ. 1999 ของกระทรวงสำหรับสถานศึกษาระดับประถมศึกษาระบุว่า "เพื่อให้ความก้าวหน้าของความเป็นสากลควบคู่กับการส่งเสริมความรักชาติและการตระหนักถึงความเป็นชาวญี่ปุ่น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปลูกฝังทัศนคติของนักเรียนในสถานศึกษาให้มีความเคารพต่อธงชาติญี่ปุ่นและคิมิงาโยะ เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองญี่ปุ่นที่ได้รับความเคารพในสังคมที่มีความเป็นนานาชาติ"[111] กระทรวงยังระบุอีกว่าหากนักเรียนญี่ปุ่นไม่สามารถเคารพสัญลักษณ์ของตนได้ พวกเขาก็ไม่สามารถเคารพสัญลักษณ์ของชาติอื่นได้[112]
สถานศึกษามักเป็นศูนย์กลางของการถกเถียงในประเด็นเกี่ยวกับเพลงชาติและธงชาติอยู่เสมอ[44] คณะกรรมการการศึกษาแห่งโตเกียวกำหนดให้ใช้เพลงชาติและธงชาติในพิธีการในสถานศึกษา คำสั่งยังกำหนดให้ครูต้องเคารพสัญลักษณ์ทั้งสอง มิฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง[113] มีการประท้วงว่ากฎดังกล่าวนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น แต่คณะกรรมการโต้แย้งว่าสถานศึกษาเป็นหน่วยงานของรัฐ บุคลากรของโรงเรียนจึงมีหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนให้นักเรียนเป็นพลเมืองญี่ปุ่นที่ดี[22] สถานศึกษาบางแห่งปฏิเสธที่จะประดับฮิโนมารุในพิธีสำเร็จการศึกษาของสถานศึกษาและผู้ปกครองบางคนรื้อธงลงเพื่อประท้วง[44] เหล่าครูจำนวนหนึ่งพยายามเอาผิดทางกฎหมายต่อชินตาโระ อิชิฮาระ ผู้ว่าราชการมหานครโตเกียว และเจ้าหน้าที่อาวุโสที่สั่งให้ครูต้องเคารพฮิโนมารุและคิมิงาโยะ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ[114] ภายหลังการประท้วงก่อนหน้า สหภาพครูแห่งญี่ปุ่น ยอมรับการใช้ทั้งธงชาติและเพลงชาติ ถึงกระนั้น องค์กรที่เล็กกว่าอย่างสหภาพแรงงานครูและบุคลากรทางศึกษาทั่วทั้งญี่ปุ่น (All Japan Teachers and Staffs Union) ยังคงต่อต้านสัญลักษณ์ทั้งสองและการใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวภายในสถานศึกษา[115]
ธงที่เกี่ยวข้อง
[แก้]ธงทหาร
[แก้]
กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (เจเอสดีเอฟ) และกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่นให้ธงอาทิตย์อุทัยที่มีรัศมีสีแดงแปดเส้นกระจายออก เรียกว่าฮาจิโจ-เคียวกูจิตสึกิ (八条旭日旗 (Hachijō-Kyokujitsuki)) มีขอบสีทองรอบขอบผืนธง[116]
รูปแบบธงอาทิตย์อุทัยที่เป็นที่รู้จักเป็นธงรูปดวงอาทิตย์มีเส้นรัศมีสีแดง 16 เส้นในรูปแบบดาวซีเมนส์ ในอดีตกองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นธงประจำกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยเฉพาะกองทัพบกและกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยประกาศให้ธงดังกล่าว (十六条旭日旗 (Jyūrokujō-Kyokujitsuki, จีวโรกูโจ-เคียวกูจิตสึกิ)) เป็นธงกองทัพครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1870 และใช้จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ. 1945 ต่อมาได้นำกลับมาใช้อีกครั้งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1954 ปัจจุบันใช้ในฐานะธงกองทัพและธงเรือของกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่น (เจจีเอสดีเอฟ) และกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น (เจเอ็มเอสดีเอฟ)[116] คัตสึโตชิ คาวาโนะ ผู้บัญชาการเสนาธิการเจเอสดีเอฟกล่าวว่าธงอาทิตย์อุทัยเป็น "ความภาคภูมิใจ" ของเหล่าทหารกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล[117] เนื่องจากการคงการใช้งานธงนี้ที่เคยใช้โดยกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ในจีนและเกาหลีธงนี้จึงมีความหมายเชิงลบเช่นเดียวกับธงนาซี[118] เจเอ็มเอสดีเอฟยังมีการใช้ธงชายยอดเสาเรือ โดยประกาศใช้ครั้งแรกใน ค.ศ. 1914 และประกาศใช้อีกครั้งใน ค.ศ. 1965 ธงชายยอดเสาเรือประกอบด้วยรูปธงนาวีรูปแบบอย่างง่ายบนผืนธงด้านคันธงและส่วนปลายธงเป็นพื้นสีขาว อัตราส่วนของธงชายอยู่ระหว่าง 1:40 และ 1:90[119]
กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น (เจเอเอสดีเอฟ) ที่จัดตั้งขึ้นเป็นเอกเทศใน ค.ศ. 1952 มีเพียงรูปดวงอาทิตย์เปล่าเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น[120] เป็นเพียงกองทัพเดียวที่ตราสัญลักษณ์ไม่มีรังสีล้อมรอบแบบธงของจักรวรรดิ อย่างไรก็ตาม กองทัพมีธงประจำกองทัพประดับที่ฐานทัพและใช้ในพิธีการสวนสนาม ธงประจำกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นประกาศใช้ครั้งแรกใน ค.ศ. 1955 ภายหลังการการจัดตั้งเจเอเอสดีเอฟใน ค.ศ. 1954 ธงมีพื้นที่สีน้ำเงินโคบอลต์ มีรูปนกอินทรีสีทองกางปีกเหนือดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ฮิโนมารุ และเมฆ[121][122] โดยธงของเจเอเอสดีเอฟรูปแบบล่าสุดได้รับการประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 2001[123]
ธงแซด มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ทัพเรือญี่ปุ่นแม้ว่าจะมิได้เป็นธงชาติอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1905 พลเรือเอก โทโง เฮฮาจิโร แห่งเรือประจัญบานมิกาซะกำลังเตรียมความพร้อมก่อนเข้าปะทะทัพเรือบอลติก โดยก่อนยุทธนาวีที่ช่องแคบสึชิมะเริ่ม โทโงแปรธงแซดบนเรือมิกาซะและเข้าปะทะทัพเรือรัสเซีย นำมาซึ่งชัยชนะของฝ่ายญี่ปุ่น การแปรธงครั้งนี้ยังได้กล่าวต่อลูกเรืออีกว่า "ชะตากรรมของจักรวรรดิญี่ปุ่นขึ้นอยู่กับการรบครั้งนี้ ทุกคนจะต้องทุ่มกำลังทั้งหมดของตนและปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด" ยังมีการแปรธงแซดอีกครั้งบนเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นอากางิในวันที่ญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ รัฐฮาวายในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941[124]
ธงประจำกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1868–1945) (error: {{nihongo}}: ต้องการข้อความภาษาญี่ปุ่นหรือโรมาจิ (help))
ธงประจำกองกำลังป้องกันตนเองทางพื้นดินญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (error: {{nihongo}}: ต้องการข้อความภาษาญี่ปุ่นหรือโรมาจิ (help))
ธงประจำกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ตั้งแต่ ค.ศ. 1954) (error: {{nihongo}}: ต้องการข้อความภาษาญี่ปุ่นหรือโรมาจิ (help))
ธงประจำกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น (เจเอเอสดีเอฟ) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง- เราน์เดิล (เครื่องหมายอากาศยานทางการทหาร) อากาศยานทางการทหารของทหารบกและทหารเรือก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
- เราน์เดิลของอากาศยาน กองกําลังป้องกันตนเองทั้ง 3 เหล่าทัพ ทั้งภาคพื้นดิน ทางทะเลและ ทางอากาศ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ธงพระอิสริยยศ
[แก้]
ธงพระอิสริยยศแห่งจักรพรรดิญี่ปุ่นมีการกำหนดธงสำหรับจักรพรรดิญี่ปุ่น (จักรพรรดิเมจิในเวลานั้น) จักรพรรดินี และพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ ค.ศ. 1870[125] ในช่วงแรก มีการประดับธงพระอิสริยยศของจักรพรรดิอย่างวิจิตร โดยมีรูปดวงอาทิตย์อยู่กึ่งกลางลวดลายศิลปะ พระองค์ทรงมีธงพระอิสริยยศเมื่อเสด็จพระราชดำเนินทางบก ทางเรือ และเมื่อพระองค์ประทับรถม้า นอกจากนี้ยังมีธงพระอิสริยยศสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์เมื่อเสด็จทางเรือและทางบก (แบบหนึ่งเมื่อทรงพระดำเนินด้วยพระบาท และอีกแบบหนึ่งเมื่อประทับรถม้า) ธงพระอิสริยยศสำหรับใช้บนรถม้าเป็นรูปดอกเบญจมาศ 16 กลีบสีเดียว วางอยู่กึ่งกลางพื้นธงสีเดียว[73] ธงดังกล่าวเลิกใช้เมื่อ ค.ศ. 1889 เมื่อจักรพรรดิมีพระราชดำริให้ธงพระอิสริยยศพระองค์เป็นรูปดอกเบญจมาศบนพื้นสีแดง นับแต่นั้นเป็นต้นมา ธงพระอิสริยยศของพระราชวงศ์ยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน โดยมีการเปลี่ยนแปลงเฉดสีและอัตราส่วนธงเล็กน้อย[126][127]
ธงพระอิสริยยศแห่งจักรพรรดิแบบปัจจุบันเป็นรูปดอกเบญจมาศ (菊花紋 (Kikkamon, คิกกามง)) 16 กลีบสีทอง อยู่กึ่งกลางธงสีแดง ผืนธงมีอัตราส่วน 2:3 ธงพระอิสริยยศแห่งจักรพรรดินีมีลักษณะเช่นเดียวกัน เว้นแต่ตอนปลายตัดเป็นแฉกรูปหางนกแซงแซว ธงพระอิสริยยศแห่งสมเด็จพระยุพราชและพระชายามีลักษณะเช่นเดียวกัน ยกเว้นรูปดอกเบญจมาศมีขนาดเล็กกว่าและมีขอบสีขาวอยู่กึ่งกลางผืนธง[128] ดอกเบญจมาศมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งจักรพรรดิแต่งตั้งรัชสมัยจักรพรรดิโกะ-โทบะในคริสต์ศตวรรษที่ 12 แต่ยังมิได้เป็นพระราชลัญจกรเฉพาะจักรพรรดิกระทั่ง ค.ศ. 1868
ธงจังหวัดและเทศบาล
[แก้]
ธงประจำจังหวัดของญี่ปุ่นทั้ง 47 จังหวัดมีลักษณะใกล้เคียงกับธงชาติ ประกอบด้วยสัญลักษณ์ มง (紋 (mon)) วางบนธงพื้นสีเดียว (ยกเว้นจังหวัดเอฮิเมะที่พื้นธงมีสองสี)[129] ธงของหลายจังหวัดใช้รูปแบบเดียวกับธงชาติ (อัตราส่วนผืนธง 2:3 และมงวางบนกึ่งกลางมีขนาด 3⁄5 ของความยาวของธง)[130] มงของจังหวัดอาจเป็นอักษรญี่ปุ่นของชื่อจังหวัด จุดเด่นของที่ตั้ง หรือลักษณะพิเศษของจังหวัด เช่น ธงประจำจังหวัดนางาโนะ ที่ตัวอักษรคาตากานะ ナ (นะ) สีส้มอยู่กลางวงกลมสีขาว โดยมงนี้มีการตีความว่า อักษร นะ หมายถึงภูเขา วงกลมสีขาวหมายถึงทะเลสาบ สีส้มหมายถึงดวงอาทิตย์ และสีขาวหมายถึงหิมะของภูมิภาค[131]
เทศบาลอาจประกาศแบบธงของตนเองก็ได้ ธงประจำเทศบาลมีลักษณะคล้ายกับธงประจำจังหวัด คือ มงบนพื้นธงสีเดียว เช่น ธงประจำนครอามากูซะ ในจังหวัดคูมาโมโตะ ตราสัญลักษณ์ของนครประกอบด้วยอักษรคาตากะนะ ア (อะ) ล้อมรอบด้วยคลื่น ธงเป็นผืนธงสีขาวขนาดอัตราส่วน 2:3 วางตราสัญลักษณ์กึ่งกลางผืนธง มีการประกาศใช้ตราสัญลักษณ์และธงประจำนครใน ค.ศ. 2006[132]
ธงที่ดัดแปลงลักษณะมาจากธงชาติญี่ปุ่น
[แก้]
ธงไปรษณีย์ญี่ปุ่นในอดีต (ค.ศ. 1872–1887)นอกจากธงในราชการทหาร มีธงอื่นที่ออกแบบโดยใช้ธงชาติญี่ปุ่นเป็นฐาน ธงไปรษณีย์ญี่ปุ่นในอดีตประกอบด้วยฮิโนมารุและแถบแนวนอนสีแดงอยู่กึ่งกลางผืนธง มีวงแหวนสีขาวล้อมรอบดวงอาทิตย์สีแดง ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นธงที่ประกอบด้วยเครื่องหมายไปรษณีย์ญี่ปุ่น (〒) สีแดงบนพื้นสีขาว[133]
ธงชาติอื่นที่มีลักษณะคล้ายกับธงชาติญี่ปุ่น ได้แก่ ธงชาติบังกลาเทศที่ออกแบบขึ้นภายหลังที่ประเทศบังกลาเทศได้รับเอกราชจากปากีสถานเมื่อ ค.ศ. 1971 เป็นธงพื้นสีเขียว มีรูปวงกลมสีแดงใกล้กับกึ่งกลางของธง กึ่งกลางวงกลมมีรูปแผนที่ประเทศบังกลาเทศสีทอง ขณะที่ธงแบบปัจจุบันประกาศใช้ใน ค.ศ. 1972 ได้นำรูปแผนที่ออกจากธงแต่ยังคงองค์ประกอบอื่นไว้[134] สีแดงหมายถึงเลือดที่หลั่งเพื่อสร้างประเทศของเขา[135] ส่วนประเทศปาเลามีธงที่มีลักษณะการออกแบบคล้ายกันแต่ใช้สีที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ปาเลาเคยถูกญี่ปุ่นยึดครองในช่วง ค.ศ. 1914–1944 แต่รัฐบาลปาเลาไม่เคยระบุว่าธงชาติของพวกเขาได้รับอิทธิพลมาจากธงชาติญี่ปุ่น[136] ธงชาติปาเลาเป็นรูปดวงจันทร์สีเหลืองเต็มดวงวางเหลื่อมกึ่งกลางผืนธงสีฟ้า[137] โดยดวงจันทร์หมายถึงความสงบสุขและพลเมืองวัยเยาว์ ส่วนพื้นสีฟ้าแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านอำนาจการปกครองประเทศสู่การปกครองตนเองระหว่าง ค.ศ. 1981–1984 อันเป็นปีที่ได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์[138]
นอกจากนี้ ธงนาวีญี่ปุ่นยังมีอิทธิพลในการออกแบบธงอื่น เช่นธงของอาซาฮีชิมบุง เป็นรูปดวงอาทิตย์หนึ่งในสี่อยู่มุมขวาล่างของผืนธงเปล่งรัศมีสีขาวสลับสีแดง 13 เส้น บนรูปดวงอาทิตย์มีอักษรคันจิ 朝 สีขาวขนาดเกือบเท่ารูปดวงอาทิตย์[139][140] ธงดังกล่าวพบเห็นได้บ่อยในการแข่งขันเบสบอลระดับมัธยมศึกษาญี่ปุ่น เนื่องจากอาซาฮีชิมบุงเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันดังกล่าว[141] ธงหมายยศและธงประจำเรือของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นก็ได้รับอิทธิพลการออกแบบจากธงนาวีเช่นเดียวกัน[142]
คลังภาพ
[แก้]- ธงชาติญี่ปุ่นที่อนุสรณ์สถานเมจิ
- กองเกียรติยศกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นแสดงธงชาติระหว่างการตรวจกองเกียรติยศของไมก์ เพนซ์
- ธงชาติญี่ปุ่นและชาติอื่นในกลุ่มเจ็ด โบกสะบัดที่โทรอนโต
- หมู่ธงชาติญี่ปุ่นที่ทางเข้าโรงเรียน
- ธงเมืองโยโกฮามะและฮิโนมารุโบกสะบัดที่อ่าวโยโกฮามะ
- นักผจญเพลิงในโตเกียวถือธงชาติญี่ปุ่นในพิธี
- หมู่ธงชาติญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่สนามกีฬาแห่งชาติระหว่างการแข่งขัดนัดสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียตะวันออก (14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010)
- ไก่โทเต็งโกะกับฮิโนมารุและหญิงสาว วาดเมื่อ ค.ศ. 1909
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]เชิงอรรถ
[แก้]หมายเหตุ
[แก้]- 1 2 3 4 国旗及び国歌に関する法律
- 1 2 "Basic / General Information on Japan". Consulate-General of Japan in San Francisco. 1 January 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 December 2012. สืบค้นเมื่อ 19 November 2009.
- ↑ (ภาษาญี่ปุ่น). Government of Japan – โดยทาง Wikisource.
- ↑ 法令全書, 27 October 1870 (in Japanese)
- 1 2 3 "「国旗」の真実をどれだけ知っていますか". 23 December 2015. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 February 2016.
- 1 2 3 "Shoku Nihongi". University of California, Berkeley (see original Japanese text). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 February 2021.
- ↑ "日の丸の御旗" (ภาษาญี่ปุ่น). Yamanashi Tourism Organization. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 October 2011. สืบค้นเมื่อ 17 July 2011.
- ↑ "宝物殿の案内" (ภาษาญี่ปุ่น). Unpoji. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 November 2011. สืบค้นเมื่อ 17 July 2011.
- ↑ Axelrod, Alan (2009). Little-Known Wars of Great and Lasting Impact: The Turning Points in Our History We Should Know More About. Fair Winds. p. 54. ISBN 978-1-59233-375-2. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
- 1 2 3 "National Flag and Anthem" (PDF). Web Japan. Japanese Ministry of Foreign Affairs. 2000. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 15 June 2010. สืบค้นเมื่อ 11 December 2009.
- ↑ Edgington 2003, pp. 123–124
- ↑ Dyer 1909, p. 24
- ↑ Ashkenazi 2003, pp. 112–113
- ↑ Hall 1996, p. 110
- ↑ 森浩一著「日本神話の考古学」(朝日新聞出版 1993年7月)
- ↑ 「日本古典文学大系 2 風土記」(岩波書店 1958年4月)の伊勢国風土記逸文に、神武天皇が伊勢国造の祖の天日別命に命じて伊勢国に攻め込ませ、国津神の伊勢津彦を追い出して伊勢を平定したとある。
- ↑ 熊野からでは北に向かって戦う事になる。このため鈴木眞年のように、伊勢まで行って西から大和盆地に侵攻したとする説もある。
- ↑ 泉欣七郎、千田健共編『日本なんでもはじめ』ナンバーワン、1985年、149頁、ISBN 4931016065
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 "国旗「日の丸」のルーツは「種子島家の船贈」" (PDF). Nishinomote City. 28 January 2021. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 28 July 2021.
- 1 2 Itoh 2003, p. 205
- ↑ Feldman 2004, pp. 151–155
- 1 2 3 Hongo, Jun (17 July 2007). "Hinomaru, 'Kimigayo' express conflicts both past and future". The Japan Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 July 2012. สืบค้นเมื่อ 11 January 2008.
- ↑ Turnbull 2001
- ↑ Goodman, Neary 1996, pp. 77–78
- ↑ "レファレンス事例詳細" [Reference Case Details] (ภาษาญี่ปุ่น). National Diet Library. 2 July 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 July 2011. สืบค้นเมื่อ 20 November 2009.
- ↑ Feiler 2004, p. 214
- 1 2 Ohnuki-Tierney 2002, pp. 68–69
- 1 2 3 4 5 6 Befu 1992, pp. 32–33
- 1 2 3 Befu 2001, pp. 92–95
- ↑ Nornes 2003, p. 81
- ↑ Cwiertka 2007, pp. 117–119
- ↑ Partner 2004, pp. 55–56
- ↑ Tipton 2002, p. 137
- ↑ Newell 1982, p. 28
- ↑ "The Camera Overseas: The Japanese People Voted Against Frontier Friction". Life. 21 June 1937. p. 75. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
- ↑ "The Controversial Philippine National Flag". National Historical Institute. 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 1 June 2009. สืบค้นเมื่อ 19 January 2010.
- ↑ Taylor 2004, p. 321
- ↑ Goodman, Neary 1996, p. 102
- ↑ Morita, D. (19 April 2007) "A Story of Treason", San Francisco: Nichi Bei Times.
- ↑ Ebrey 2004, p. 443
- ↑ Hauser, Ernest (10 June 1940). "Son of Heaven". Life. p. 79. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 December 2011. สืบค้นเมื่อ 17 January 2010.
- 1 2 "国旗,国歌の由来等" [Origin of the National Flag and Anthem] (ภาษาญี่ปุ่น). Ministry of Education. 1 September 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 January 2008. สืบค้นเมื่อ 1 December 2007.
- 1 2 3 4 5 Goodman, Neary 1996, pp. 81–83
- 1 2 3 Weisman, Steven R. (29 April 1990). "For Japanese, Flag and Anthem Sometimes Divide". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 May 2013. สืบค้นเมื่อ 2 January 2010.
- ↑ Hardarce, Helen; Kern, Adam L. (1997). New Directions in the Study of Meiji Japan. Brill. p. 653. ISBN 978-90-04-10735-9. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015.
- ↑ 吉田 藤人. "邦人船員消滅" [Kunihito crew extinguished] (ภาษาญี่ปุ่น). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 December 2012. สืบค้นเมื่อ 2 December 2007.
- ↑ University of Leicester (1987). The Journal of Transport History. Manchester, United Kingdom: University of Leicester. p. 41. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015.
- ↑ Carr, Hulme 1956, p. 200
- ↑ Yoshida, Shigeru (2 May 1947). "Letter from Shigeru Yoshida to General MacArthur dated May 2, 1947" (ภาษาญี่ปุ่น และ อังกฤษ). National Diet Library. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 December 2008. สืบค้นเมื่อ 3 December 2007.
- ↑ MacArthur, Douglas (2 May 1947). "Letter from Douglas MacArthur to Prime Minister dated May 2, 1947". National Archives of Japan. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 June 2011. สืบค้นเมื่อ 10 December 2009.
- ↑ Meyer 2009, p. 266
- ↑ Large 1992, p. 184
- ↑ Yamazumi 1988, p. 76
- ↑ Fukiura, Tadamasa (2009). ブラックマヨネーズ (TV). Japan: New Star Creation.
- 1 2 Borneman 2003, p. 112
- ↑ Chira, Susan (7 January 1989). "Hirohito, 124th Emperor of Japan, Is Dead at 87". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 January 2010. สืบค้นเมื่อ 30 January 2010.
- ↑ Kataoka 1991, p. 149
- ↑ Aspinall 2001, p. 126
- ↑ "Vote in Japan Backs Flag and Ode as Symbols". The New York Times. 23 July 1999. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 June 2013. สืบค้นเมื่อ 13 October 2010.
- ↑ Williams 2006, p. 91
- 1 2 3 Itoh 2003, pp. 209–210
- ↑ Goodman, Neary 1996, pp. 82–83
- ↑ "Education: Tanaka v. the Teachers". Time. 17 June 1974. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 June 2011. สืบค้นเมื่อ 13 October 2010.
- ↑ Okano 1999, p. 237
- ↑ "国旗国歌法制化についての民主党の考え方" [The DPJ Asks For A Talk About the Flag and Anthem Law] (ภาษาญี่ปุ่น). Democratic Party of Japan. 21 July 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 July 2013. สืบค้นเมื่อ 17 January 2010.
- ↑ Calichman, Richard (2005). Contemporary Japanese Thought. Columbia University Press. p. 211. ISBN 978-0-231-13620-4. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 14 October 2010.
- ↑ "国旗・国歌法案、衆院で可決 民主党は自主投票" [Flag and Anthem Law Passed by the House, DPJ Free Vote] (ภาษาญี่ปุ่น). Democratic Party of Japan. 22 July 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 October 2013. สืบค้นเมื่อ 18 January 2010.
- ↑ "第145回国会 本会議 第47号" (ภาษาญี่ปุ่น). National Diet Library. 22 July 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 July 2012. สืบค้นเมื่อ 17 January 2010.
- ↑ "議案審議経過情報: 国旗及び国歌に関する法律案" (ภาษาญี่ปุ่น). House of Representatives. 13 August 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 March 2011. สืบค้นเมื่อ 17 January 2010.
- ↑ "【日本の議論】日の丸裁断による民主党旗問題 国旗の侮辱行為への罰則は是か非か" [(Japan) Discussion of penalties of acts of contempt against the Hinomaru by the DPJ]. Sankei Shimbun (ภาษาญี่ปุ่น). Sankei Digital. 30 August 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 September 2009. สืบค้นเมื่อ 6 September 2009.
- ↑ 明治3年太政官布告第57号
- ↑ Takenaka 2003, pp. 68–69
- 1 2 明治3年太政官布告第651号
- ↑ Takenaka 2003, p. 66
- ↑ "National Flag & National Anthem". Cabinet Office, Government of Japan. 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 May 2009. สืบค้นเมื่อ 2 January 2010.
- 1 2 3 "Defense Specification Z 8701C (DSPZ8701C)" (PDF) (ภาษาญี่ปุ่น). Ministry of Defense. 27 November 1973. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 20 April 2012. สืบค้นเมื่อ 9 July 2009.
- 1 2 "日章旗のマーク、ODAシンボルマーク" [National flag mark, ODA Symbol] (PDF) (ภาษาญี่ปุ่น). Office of Developmental Assistance. 1 September 1995. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 28 September 2011. สืบค้นเมื่อ 6 September 2009.
- ↑ "第145回国会 国旗及び国歌に関する特別委員会 第4号" [145th Meeting of the Diet, Discussion about the bill Law Regarding the National Flag and National Anthem] (ภาษาญี่ปุ่น). National Diet Library. 2 August 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 August 2011. สืบค้นเมื่อ 1 February 2010.
- 1 2 Hexadecimal obtained by placing the colors in Feelimage Analyzer เก็บถาวร 25 มกราคม 2010 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ "DICカラーガイド情報検索 (ver 1.4)" [DIC Color Guide Information Retrieval (version 1.4)] (ภาษาญี่ปุ่น). DIC Corporation. สืบค้นเมื่อ 15 September 2009.
- ↑ "国旗と国歌" [National Flag and Anthem] (PDF). Web Japan (ภาษาญี่ปุ่น). Ministry of Foreign Affairs. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 5 June 2011. สืบค้นเมื่อ 11 December 2009.
- ↑ Yoshida, Shigeru (27 April 1954). "答弁書第九号" (ภาษาญี่ปุ่น). House of Councillors. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 January 2010. สืบค้นเมื่อ 1 February 2010.
- ↑ "JR九州、日の丸を掲揚へ 有人330駅、祝日に" [JR Kyushu 330 manned stations to hoist the national flag] (ภาษาญี่ปุ่น). 47news. 26 November 2002. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 December 2008.
- ↑ "Ministry of Foreign Affairs of Japan". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 January 2013. สืบค้นเมื่อ 27 December 2012.
- ↑ "開催中の平和資料館収蔵品展から「日の丸寄せ書き」について" [Museum collections from the exhibition "Group flag efforts" being held for peace] (ภาษาญี่ปุ่น). City of Himeji, Hyogo Prefecture. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2011. สืบค้นเมื่อ 25 September 2009.
- 1 2 Smith 1975, p. 171
- ↑ McBain, Roger (9 July 2005). "Going back home". Courier & Press. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 July 2011. สืบค้นเมื่อ 25 September 2009.
- ↑ Takenaka 2003, p. 101
- ↑ "13-1" 西宮市立郷土資料館の企画展示. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 June 2008. สืบค้นเมื่อ 24 October 2019.
- ↑ "Hachimaki – Japanese Headbands – DuncanSensei Japanese". DuncanSensei Japanese (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 24 March 2015. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 March 2016. สืบค้นเมื่อ 19 March 2016.
- ↑ Cutler 2001, p. 271
- ↑ Spacey, John (24 January 2014). "Japan's Patriotic Bento Box (Hinomaru)". Japan Talk. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 August 2017. สืบค้นเมื่อ 24 October 2019.
- ↑ "国旗・国歌法制化について" [About the Law of the Flag and Anthem]. Asahi Research (ภาษาญี่ปุ่น). TV Asahi. 18 July 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 May 2008. สืบค้นเมื่อ 11 March 2008.
- ↑ "テレビニュースの多様化により、異なる番組の固定視聴者間に生じる意見の差" [Diversity of television news, viewers differences of opinion arise between different programs] (PDF) (ภาษาญี่ปุ่น). Hoso Bunka Foundation. 2002. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 28 February 2008. สืบค้นเมื่อ 2 February 2008.
- ↑ Khan 1998, p. 190
- ↑ "Town eyes subsidy for residents to buy flag". The Japan Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 October 2012. สืบค้นเมื่อ 27 December 2012.
- ↑ Wundunn, Sheryl (11 November 1995). "Yomitan Journal: A Pacifist Landlord Makes War on Okinawa Bases". The New York Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 December 2008. สืบค้นเมื่อ 11 March 2008.
- ↑ Smits, Gregory (2000). "Okinawa in Postwar Japanese Politics and the Economy". Penn State University. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 May 2013. สืบค้นเมื่อ 28 October 2008.
- ↑ "Hinomaru flies at Naha for first time in 29 years". The Japan Times. 21 May 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 November 2015.
- ↑ Itoh, Mayumi (2001–2007). "Japan's Neo-Nationalism: The Role of the Hinomaru and Kimigayo Legislation". JPRI Working Paper. 79: 16. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 April 2014. สืบค้นเมื่อ 17 April 2010.
- ↑ Lauterpacht 2002, p. 599
- ↑ Inoguchi, Jain 2000, p. 228
- ↑ "プロトコール" [Protocol (2002–2009)] (PDF) (ภาษาญี่ปุ่น). Ministry of Foreign Affairs. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 6 February 2011. สืบค้นเมื่อ 13 January 2010.
- ↑ 国旗及び国歌の取扱いについて
- ↑ 国旗及び県旗の取扱いについて
- ↑ "Page 1 「グローカル通信」平成21年5月号 プロトコール講座" [Protocol Question and Answer (May 2009)] (PDF) (ภาษาญี่ปุ่น). Ministry of Foreign Affairs. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 7 June 2011. สืบค้นเมื่อ 20 January 2010.
- ↑ 大正元年閣令第一号
- ↑ "全国戦没者追悼式の実施に関する件". Office of the Cabinet (ภาษาญี่ปุ่น). National Diet Library. 14 May 1963. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 March 2005. สืบค้นเมื่อ 26 January 2010.
- ↑ Trevor 2001, p. 78
- ↑ "学習指導要領における国旗及び国歌の取扱い" [Handling of the flag and anthem in the National Curriculum] (ภาษาญี่ปุ่น). Hiroshima Prefectural Board of Education Secretariat. 11 September 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 July 2011. สืบค้นเมื่อ 8 December 2009.
- ↑ "小学校学習指導要領解説社会編,音楽編,特別活動編" [National Curriculum Guide: Elementary social notes, Chapter music Chapter Special Activities] (ภาษาญี่ปุ่น). Ministry of Education. 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 March 2006.
- ↑ Aspinall 2001, p. 125
- ↑ McCurry, Justin (5 June 2006). "A touchy subject". Guardian Unlimited. The Guardian. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 August 2013. สืบค้นเมื่อ 14 January 2008.
- ↑ "Ishihara's Hinomaru order called legit". The Japan Times. 5 January 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 December 2012. สืบค้นเมื่อ 4 December 2007.
- ↑ Heenan 1998, p. 206
- 1 2 自衛隊法施行令
- ↑ "Japan to skip S. Korea fleet event over 'rising sun' flag". The Asahi Shimbun (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 6 October 2018. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 October 2018. สืบค้นเมื่อ 7 October 2018.
- ↑ 国际, 在线 (11 August 2006). "赵薇欲代言抗日网游洗刷"军旗装事件"之辱(图)" [Zhao Wei wishes to endorse the anti-Japanese gaming scrubbing]. Xinhua (ภาษาจีน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 July 2008. สืบค้นเมื่อ 25 January 2008.
- ↑ 海上自衛隊旗章規則
- ↑ 〇海上自衛隊の使用する航空機の分類等及び塗粧標準等に 関する達
- ↑ 自衛隊の旗に関する訓令
- ↑ 桜星の数はかつての陸上自衛隊と同様、階級ではなく部隊規模を示していた。
- ↑ "Air Self Defense Force (Japan)". CRW Flags. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 March 2016. สืบค้นเมื่อ 26 October 2019.
- ↑ Carpenter 2004, p. 124
- ↑ Fujitani 1996, pp. 48–49
- ↑ Matoba 1901, pp. 180–181
- ↑ Takahashi 1903, pp. 180–181
- ↑ "皇室儀制令" [Imperial System] (ภาษาญี่ปุ่น). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 December 2008. สืบค้นเมื่อ 2 December 2007.
- ↑ "愛媛県のシンボル" [Symbols of Ehime Prefecture] (ภาษาญี่ปุ่น). Government of Ehime Prefecture. 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 January 2008. สืบค้นเมื่อ 3 January 2010.
- ↑ 広島県県章および県旗の制定 เช่น ฮิโรชิมะ
- ↑ "長野県の県章 – 県旗" [Flag and Emblem of Nagano Prefecture] (ภาษาญี่ปุ่น). Government of Nagano Prefecture. 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 September 2007. สืบค้นเมื่อ 2 December 2007.
- ↑ 天草市旗
- ↑ "郵便のマーク" (ภาษาญี่ปุ่น). Communications Museum "Tei Park". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 January 2013. สืบค้นเมื่อ 6 February 2010.
- ↑ "People's Republic of Bangladesh Flag Rules (1972)" (PDF). Prime Minister's Office, People's Republic of Bangladesh. 2005–2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 14 July 2010. สืบค้นเมื่อ 13 January 2010.
- ↑ "Facts and Figures". Embassy of Bangladesh in the Netherlands. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 July 2011. สืบค้นเมื่อ 13 January 2010.
- ↑ Van Fossen, Anthony B. (1992). "The International Political Economy of Pacific Islands Flags of Convenience". Australia-Asia. 66 (69): 53. ISBN 978-0-86857-474-5. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 December 2011. สืบค้นเมื่อ 30 December 2009.
- ↑ "Palau Flag". Republic of Palau National Government. 18 July 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 November 2009. สืบค้นเมื่อ 13 January 2010.
- ↑ Smith 2001, p. 73
- ↑ Saito 1987, p. 53
- ↑ Tazagi 2004, p. 11
- ↑ Mangan 2000, p. 213
- ↑ Gordon 1915, pp. 217–218
บรรณานุกรม
[แก้]- Ashkenazi, Michael (2003). Handbook of Japanese Mythology. ABC-CLIO. ISBN 978-1-57607-467-1. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 April 2015.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์)เก็บถาวร 13 สิงหาคม 2024 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน - Aspinall, Robert W (2001). Teachers' Unions and the Politics of Education in Japan. State University of New York Press. ISBN 978-0-7914-5050-5. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Befu, Harumi (1992). "Symbols of nationalism and Nihonjinron". ใน Goodman, Roger and Kirsten Refsing (บ.ก.). Ideology and Practice in Modern Japan. Routledge. ISBN 978-0-415-06102-5. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Befu, Harumi (2001). Hegemony of Homogeneity: An Anthropological Analysis of Nihonjinron. Trans Pacific Press. ISBN 978-1-876843-05-2. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Borneman, John (2003–2011). Death of the Father: An Anthropology of the End in Political Authority. Berghahn Books. ISBN 978-1-57181-111-0. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
- Carpenter, Ronald H (2004). Rhetoric In Martial Deliberations And Decision Making: Cases And Consequences. University of South Carolina Press. ISBN 978-1-57003-555-5. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Carr, Harold Gresham; Hulme, Frederick Edward (1956). Flags of the world. London; New York: Warne. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015.
- Cutler, Thomas (2001). The Battle of Leyte Gulf: 23–26 October 1944. Naval Institute Press. ISBN 978-1-55750-243-8.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Cwiertka, Katarzyna Joanna (2007). Modern Japanese Cuisine: Food, Power and National Identity. Reaktion Books. ISBN 978-1-86189-298-0. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Dyer, Henry (1909). Japan in World Politics: A Study in International Dynamics. Blackie & Son Limited. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Edgington, David William (2003). Japan at the Millennium: Joining Past and Future. UCB Press. ISBN 978-0-7748-0899-6. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Ebrey, Patricia Buckley; Walthall, Anne; Palais, James (2004). East Asia: A Cultural, Social, and Political History. Houghton Mifflin Harcourt Publishing. ISBN 978-0-547-00534-8. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
- Feiler, Bruce (2004). Learning to Bow: Inside the Heart of Japan. Harper Perennial. ISBN 978-0-06-057720-9. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Feldman, David (2004). Do Elephants Jump?. HarperCollins. ISBN 978-0-06-053913-9.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Fujitani, Takashi (1996). Splendid Monarchy: Power and Pageantry in Modern Japan. University of California Press. ISBN 978-0-520-21371-5. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Goodman, Roger; Neary, Ian (1996). Case Studies on Human Rights in Japan. Routledge. ISBN 978-1-873410-35-6. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
- Gordon, William (1915). Flags of the World, Past and Present. Frederick Warne & Co. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Hall, James (1996). Illustrated Dictionary of Symbols in Eastern and Western Art. Westview Press. ISBN 978-0-06-430982-0. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 April 2016.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Heenan, Patrick (1998). The Japan Handbook. Routledge. ISBN 978-1-57958-055-1. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Inoguchi, Takashi; Jain, Purnendra (2000). Japanese Foreign Policy Today. Palgrave Macmillan Ltd. ISBN 978-0-312-22707-4. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
- Itoh, Mayumi (2003). The Hatoyama Dynasty: Japanese Political Leadership Through the Generations. Palgrave Macmillan. ISBN 978-1-4039-6331-4.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Kataoka, Tetsuya (1991). Creating Single-Party Democracy: Japan's Postwar Political System. Hoover Institution Press. ISBN 978-0-8179-9111-1. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Khan, Yoshimitsu (1998). Japanese Moral Education: Past and Present. Fairleigh Dickinson University Press. ISBN 978-0-8386-3693-0. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Large, Stephen (1992). Emperor Hirohito and Showa Japan: A Political Biography. Routledge. ISBN 978-0-415-03203-2. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Lauterpacht, Elihu (2002). C. J. Greenwood and A. G. Oppenheimer (บ.ก.). International Law Reports. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-80775-3. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Mangan, J.A.; Finn, Gerry; Giulianotti, Richard; Majumdar, Boria (2000). Football Culture Local Conflicts, Global Visions. Routledge. ISBN 978-0-7146-5041-8. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
- Matoba, Seinosuke (1901). 陸軍と海軍 [Army and Navy] (ภาษาญี่ปุ่น). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Meyer, Milton (2009). Japan: A Concise History. Rowman & Littlefield Publishing Group. ISBN 978-0-7425-4117-7. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Newell, William (1982). Japan in Asia: 1942–1945. Singapore University Press. ISBN 978-9971-69-014-4. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Nornes, Abe Mark (2003). Japanese Documentary Film The Meiji Era through Hiroshima. University of Minnesota Press. ISBN 978-0-8166-4046-1. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Ohnuki-Tierney, Emiko (2002). Kamikaze, Cherry Blossoms, and Nationalisms. University of Chicago Press. ISBN 978-0-226-62091-6.
- Okano, Kaori; Motonori Tsuchiya (1999), Education in Contemporary Japan, Cambridge University Press, ISBN 978-0-521-62686-6, เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024, สืบค้นเมื่อ 17 October 2020
- Partner, Simon (2004). Toshié A Story of Village Life in Twentieth-Century Japan. University of California Press. ISBN 978-0-520-24097-1. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Röhl, Wilhelm (2005). History of law in Japan since 1868, Part 5, Volume 12. Brill. ISBN 978-90-04-13164-4. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
- Saito, Shinya (1987). 記者四十年 [Fourteen Years As A Reporter] (ภาษาญี่ปุ่น). Asahi Shimbun Publishing. ISBN 978-4-02-260421-7. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Smith, Whitney (1975). Flags Through the Ages and Across the World. McGraw-Hill. ISBN 978-0-07-059093-9. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Smith, Whitney (2001). Flag Lore Of All Nations. Millbrook Press. ISBN 978-0-7613-1753-1. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
- Takahashi, Yuuichi (1903). 海軍問答 [Navy Dialogue] (ภาษาญี่ปุ่น). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Takenaka, Yoshiharu (2003). 知っておきたい国旗・旗の基礎知識 [Flag basics you should know] (ภาษาญี่ปุ่น). Gifu Shimbun. ISBN 978-4-87797-054-3.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Taylor, Jean Gelman (2004). Indonesia: Peoples and Histories. Yale University Press. ISBN 978-0-300-10518-6.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Tazagi, Shirou (2004). 梶山静六: 死に顔に笑みをたたえて [Seiroku Kajiyama: Praising the smile in the dying face] (ภาษาญี่ปุ่น). Kodansha. ISBN 978-4-06-212592-5. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 18 October 2015.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Tipton, Elise (2002). Modern Japan A Social and Political History. Routledge. ISBN 978-0-415-18538-7. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Trevor, Malcolm (2001). Japan – Restless Competitor The Pursuit of Economic Nationalism. Routledge. ISBN 978-1-903350-02-7. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024. สืบค้นเมื่อ 4 January 2022.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์) - Turnbull, Stephen; Gerrard, Howard (2001). Ashigaru 1467–1649. Osprey Publishing. ISBN 978-1-84176-149-7.
- Williams, David; Rikki Kersten (2006), The Left in the Shaping of Japanese Democracy, Routledge, ISBN 978-0-415-33435-8, เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 August 2024, สืบค้นเมื่อ 17 October 2020
- Yamazumi, Masami (1988). 日の丸・君が代問題とは何か (ภาษาญี่ปุ่น). Otsuki Shoten. ISBN 978-4-272-41032-3.
{{cite book}}: CS1 maint: ref duplicates default (ลิงก์)
สื่อนิติบัญญัติ
[แก้]- "明治3年太政官布告第57号" [Prime Minister's Proclamation No. 57] (ภาษาญี่ปุ่น). Government of Japan. 27 February 1870. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 May 2013. สืบค้นเมื่อ 29 November 2012.
- "明治3年太政官布告第651号" [Prime Minister's Proclamation No. 651] (ภาษาญี่ปุ่น). National Diet Library. 3 October 1870. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 20 October 2021. สืบค้นเมื่อ 6 February 2010.
- "大正元年閣令第一号 (大喪中ノ国旗掲揚方)" [Regulation 1 from 1912 (Raising Mourning Flag For the Emperor)] (ภาษาญี่ปุ่น). Government of Japan. 30 July 1912. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 August 2010. สืบค้นเมื่อ 6 February 2010.
- "自衛隊法施行令" [Self-Defense Forces Law Enforcement Order] (ภาษาญี่ปุ่น). Government of Japan. 30 June 1954. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 April 2008. สืบค้นเมื่อ 25 January 2008.
- "〇海上自衛隊の使用する航空機の分類等及び塗粧標準等に 関する達" [Standard Sizes, Markings and Paint Used On Aircraft] (PDF) (ภาษาญี่ปุ่น). Ministry of Defense. 24 December 1962. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 22 July 2011. สืบค้นเมื่อ 15 December 2009.
- "広島県県章および県旗の制定" [Law About the Flag and Emblem of Hiroshima Prefecture] (ภาษาญี่ปุ่น). Government of Hiroshima Prefecture. 16 July 1968. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 July 2011. สืบค้นเมื่อ 6 February 2010.
- "国旗及び国歌に関する法律 (法律第百二十七号)" [Law Regarding the National Flag and National Anthem, Act No. 127] (ภาษาญี่ปุ่น). Government of Japan. 13 August 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 May 2010. สืบค้นเมื่อ 6 February 2010.
- "国旗及び国歌の取扱いについて" [Law Regarding Use of the National Flag and Anthem] (ภาษาญี่ปุ่น). Police of the Hokkaido Prefecture. 18 November 1999. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 May 2008. สืบค้นเมื่อ 14 January 2010.
- "国旗及び県旗の取扱いについて" [Law Regarding the Use of the National and Prefectural Flag] (PDF) (ภาษาญี่ปุ่น). Police of Kanagawa Prefecture. 29 March 2003. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 4 October 2011. สืบค้นเมื่อ 22 October 2010.
- "天草市章" [Emblem of Amakusa] (ภาษาญี่ปุ่น). Government of Amakusa City. 27 March 2003. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 September 2013. สืบค้นเมื่อ 29 November 2012.
- "天草市旗" [Flag of Amakusa] (ภาษาญี่ปุ่น). Government of Amakusa City. 27 March 2003. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 September 2013. สืบค้นเมื่อ 29 November 2012.
- "自衛隊の旗に関する訓令" [Flag Rules of the JASDF] (PDF) (ภาษาญี่ปุ่น). Ministry of Defense. 25 March 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 22 July 2011. สืบค้นเมื่อ 25 September 2009.
- "海上自衛隊旗章規則" [JMSDF Flag and Emblem Rules] (PDF) (ภาษาญี่ปุ่น). Ministry of Defense. 25 March 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 22 July 2011. สืบค้นเมื่อ 25 September 2009.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Japan ที่แฟลกส์ออฟเดอะเวิลด์ (ในภาษาอังกฤษ)
- ประวัติธงชาติญี่ปุ่น
- แบบแผนการใช้ธง (ในภาษาญี่ปุ่น)
- เว็บไซต์ธงพระอิสริยยศแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น (ในภาษาญี่ปุ่น)
- ฮิโนมารุ: ความหมายเบื้องหลังธงชาติญี่ปุ่น (ในภาษาอังกฤษ)