กีฬาคนพิการในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

กีฬาคนพิการในประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ในการกำกับดูแลของ คณะกรรมการพาราลิมปิกประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นในรูปของมูลนิธิ โดยแบ่งความรับผิดชอบตามประเภทของความพิการ 5 รูปแบบคือ กีฬาคนตาบอด, กีฬาคนหูหนวก, กีฬาผู้พิการทางปัญญา, กีฬาผู้พิการทางสมอง, กีฬาความพิการแขนขา อัมพาต และโปลิโอ แต่ทั้งหมดยังคงอยู่กับสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพียงองค์กรเดียว เพื่อรอการจัดตั้งสมาคมกีฬาขึ้นใหม่ สำหรับรองรับงานในอนาคต

ประวัติ[แก้]

การแข่งขันกีฬาคนพิการในประเทศไทย เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ให้การสนับสนุนเงินทุนแก่กรมพลศึกษา เพื่อจัดการแข่งขันระดับชาติขึ้นที่กรีฑาสถานแห่งชาติ ใน 4 ชนิดกีฬาคือ ว่ายน้ำ กรีฑา เทเบิลเทนนิส และยิงธนู โดยมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน 191 คน ทว่าหลังจากนั้นก็งดไป 3 ปี แล้วจึงกลับมาจัดใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2522 โดยได้รับการสนับสนุนจากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับภาคเอกชนและผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคทุนสำหรับจัดแข่งขันใน 5 ชนิดกีฬาคือ กรีฑา, ว่ายน้ำ, ยิงธนู, เทเบิลเทนนิส และแบดมินตัน ซึ่งมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน 277 คน[1]

โดยเมื่อปี พ.ศ. 2524 ซึ่งสหประชาชาติกำหนดให้เป็นปีคนพิการสากล ด้วยการส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้แก่คนพิการ รวมถึงการแข่งขันกีฬา เพื่อให้ได้ออกกำลังกาย ซึ่งประเทศไทยก็สนองนโยบายด้วยการขยายการแข่งขัน ออกไปในส่วนภูมิภาค คือภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น ภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา และส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร โดยจัดแข่งขันใน 5 ชนิดกีฬาคือ กรีฑา, ว่ายน้ำ, เทเบิลเทนนิส, แบดมินตัน และเตะบอลเข้าเป้า มีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันรวมทั้งหมด 933 คน[1]

การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ[แก้]

ยุคต่อมา กรมพลศึกษาส่งเสริมให้มีการจัดแข่งขันกีฬาคนพิการระดับชาติอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้จังหวัดต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขัน ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ก็มีมติให้จังหวัดที่เป็นเจ้าภาพ จัดแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินงานจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ควบคู่ไปด้วยกัน โดยเริ่มทดลองใช้เป็นครั้งแรก ในการแข่งขันครั้งที่ 17 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 24 กันยายน พ.ศ. 2538 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ใน 11 ชนิดกีฬาคือ กรีฑา, ว่ายน้ำ, วอลเลย์บอล, ฟุตบอล, แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส ยิงปืน โกลบอล เซปักตะกร้อ เปตอง และเทนนิสบนเก้าอี้ล้อเลื่อน มีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่รวม 1,125 คน[1]

โดยจังหวัดระยองเป็นแห่งแรก ที่เป็นเจ้าภาพกีฬาแห่งชาติควบคู่ไปกับ การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 21 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 - 22 กันยายน พ.ศ. 2542 โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานไฟพระฤกษ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หม่อมเจ้าหญิงสิริวัณวรี มหิดล (พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์) เสด็จเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน ที่สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง และมีการแข่งขันใน 17 ชนิดกีฬาคือ กรีฑา, ฟุตบอล 7 คน, วอลเลย์บอลยืนและนั่ง, เทเบิลเทนนิส, แบดมินตัน, บ็อกเซีย, ยกน้ำหนัก, โกลบอล, ยิงปืน, ว่ายน้ำ, เทนนิสบนเก้าอี้ล้อเลื่อน, บาสเกตบอลบนเก้าอี้ล้อเลื่อน, ยูโด, ยิงธนู, ฟันดาบบนเก้าอี้ล้อเลื่อน, เซปักตะกร้อ และเปตอง มีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่รวม 2,536 คน จากสถานศึกษา สมาคม องค์กร และหน่วยงานคนพิการต่างๆ รวม 74 แห่ง[1]

จากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อเป็น การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในการแข่งขันครั้งที่ 28 ประจำปี พ.ศ. 2552 ที่จังหวัดตรัง ดังนั้น การแข่งขันครั้งที่ 27 ประจำปี พ.ศ. 2551 ที่จังหวัดพิษณุโลก จึงเป็นครั้งสุดท้ายที่ใช้ชื่อว่า การแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย สำหรับการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติครั้งล่าสุด คือครั้งที่ 30 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 ที่จังหวัดขอนแก่น[2] ใน 17 ชนิดกีฬาคือ กรีฑา, โกลบอล, เซปักตะกร้อ, เทเบิลเทนนิส, บ็อกเซีย, แบดมินตัน, เปตอง, ฟุตบอล, ยกน้ำหนัก, ยิงปืน, ยิงธนู, ยูโด, วอลเลย์บอลนั่งและยืน, ว่ายน้ำ, เทนนิสบนเก้าอี้ล้อเลื่อน, บาสเกตบอลบนเก้าอี้ล้อเลื่อน และฟันดาบบนเก้าอี้ล้อเลื่อน โดยมีฟุตซอล (นักกีฬาหูหนวก) เป็นกีฬาสาธิต[3] มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 3,167 คน แบ่งเป็นนักกีฬาชาย 1,516 คน และนักกีฬาหญิง 643 คน[4] สำหรับคำขวัญประจำการแข่งขันมีว่า “กีฬา สานสัมพันธ์ รวมพลัง เป็นหนึ่งเดียว” และตุ๊กตาสัญลักษณ์ (Mascot) เป็นภาพการ์ตูนแอนิเมชันรูปหนอนไหม ชื่อว่า “น้องไหม”[2]

สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์[แก้]

สมาคมกีฬาคนพิการไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2526 โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ บุญสม มาร์ติน, ธีระ รมยาคม และ สันต์ชัย พูลสวัสดิ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง มีศาสตราจารย์นายแพทย์บุญสม เป็นนายกสมาคมคนแรก และปรีดา รอดโพธิ์ทอง รองอธิบดีกรมพลศึกษาในขณะนั้น เป็นเลขาธิการสมาคม ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2528 คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองการก่อตั้งสมาคมอย่างเป็นทางการ และในปี พ.ศ. 2531 กกท.กำหนดให้สมาคมกีฬาต่างๆ ซึ่งทาง กกท.ให้การรับรอง ใช้คำลงท้ายว่า “แห่งประเทศไทย” เช่นเดียวกันทั้งหมด[5]

ปัจจุบัน สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ยังคงเป็นองค์กรเดียวของชาติ ที่เป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมให้มีการเล่นกีฬาในหมู่คนพิการ เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพต่างๆ ของคนพิการ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้พิการ รวมถึงการเผยแพร่เกียรติคุณของประเทศชาติ ก่อให้เกิดการประสานสามัคคี ทั้งในระหว่างผู้พิการด้วยกัน และระหว่างผู้พิการกับบุคคลปกติด้วย โดยสมาคมเป็นผู้กำกับดูแลการจัดแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ รวมทั้งกีฬาคนพิการทั้ง 17 ชนิด และเป็นผู้ประสานงานให้นักกีฬา เข้าร่วมแข่งขันในรายการระดับนานาชาติต่างๆ คือกีฬาคนพิการแห่งอาเซียน (อาเซียนพาราเกมส์), กีฬาคนพิการแห่งเอเชียและโอเชียเนีย (เฟสปิกเกมส์) และกีฬาคนพิการโลก (การแข่งขันกีฬาเก้าอี้ล้อเลื่อนและผู้พิการนานาชาติแห่งโลก)[5]

รายนามนายกสมาคม[5][แก้]

  • ศาสตราจารย์นายแพทย์บุญสม มาร์ติน (อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา) พ.ศ. 2526 - 2528
  • ปรีดา รอดโพธิ์ทอง (อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา) พ.ศ. 2528 - 2536
  • สัมพันธ์ ทองสมัคร (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) พ.ศ. 2536 - 2537
  • สมวงศ์ ศรีสมวงศ์ (อดีตรองอธิบดีกรมพลศึกษา) พ.ศ. 2537 - 2539
  • พลเอก ไพบูลย์ เอมพันธ์ (อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม) พ.ศ. 2539 - 2544
  • พลเอก พิศาล วัฒนวงษ์คีรี (อดีตกรรมการที่ปรึกษากองทัพบก และอดีตประธานสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน) พ.ศ. 2544 - 2546
  • พลตรี โอสถ ภาวิไล (รองผู้อำนวยการกองวิเคราะห์และประเมินผล สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทหาร กระทรวงกลาโหม) พ.ศ. 2546 - 2552 และ พ.ศ. 2553 - 2559
  • ชูเกียรติ สิงห์สูง (อดีตอุปนายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย นายกสมาคมคนพิการจังหวัดลพบุรี และประธานชมรมกีฬาคนพิการลพบุรี) พ.ศ.2559-ปัจจุบัน[6]

มูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกประเทศไทย[แก้]

มูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552[7] เพื่อเป็นองค์กรหลักของการกีฬาคนพิการ และการพลศึกษาเพื่อคนพิการ ตลอดจนเป็นผู้จัดเตรียมและส่งนักกีฬาคนพิการ เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการระดับนานาชาติ รวมถึงดำเนินการจัดและควบคุม การแข่งขันกีฬาคนพิการที่จัดขึ้นในประเทศไทย และยังเป็นผู้ประสานงานหรือเสนอความเห็น ต่อคณะกรรมการพาราลิมปิกสากล สหพันธ์กีฬาคนพิการระหว่างประเทศ หรือองค์กรอื่น เพื่อพัฒนาการของมูลนิธิ ทั้งนี้ยังมีหน้าที่ควบคุม การใช้อัตลักษณ์พาราลิมปิก ซึ่งประกอบด้วยสัญลักษณ์, ตราเครื่องหมาย, ธง และคติพจน์ โดยมีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 154 กรีฑาสถานแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร[8]

คณะกรรมการพาราลิมปิกประเทศไทย[9][แก้]

  • จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี (รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สิงห์คอร์เปอเรชัน จำกัด) ประธานกรรมการ
  • พลเอก วิภาส ตันสุหัช - รองประธานกรรมการ
  • วันชัย สุระกุล (อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล) รองประธานกรรมการ
  • กรรมการ
    • พิทักษ์ พลขันธ์
    • อำนวย กลิ่นอยู่
    • ชาญวิทย์ มุนิกานนท์
    • นพดล จิรบุญดิลก
    • สุรสิทธิ์ ทองจันทร์
    • อรรถฤทธิ์ ศฤงคไพบูลย์
    • รวินทร์ ชมพูนุชธานินทร์
    • ดร.ปรางทิพย์ ยุวานนท์
    • สมบัติ พิพัฒน์พงษ์
    • สุชาติ แจสุรภาพ (ผู้ช่วยเลขาธิการสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย อดีตนักกรีฑาทีมชาติไทย)
  • มาโนชญ์ มัชฌิมาวรรณ - เหรัญญิก
  • พลตรี โอสถ ภาวิไล (นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ) เลขาธิการ
  • วิธสิทธิ์ ยังประดิษฐ - รองเลขาธิการ
  • กิตติพงษ์ โพธิมู - รองเลขาธิการ

การปรับโครงสร้าง[แก้]

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555 สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2554 มีมติที่สำคัญให้ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการกีฬาคนพิการเสียใหม่ โดยกีฬาความพิการแขนขา อัมพาต และโปลิโอ ยังคงอยู่กับสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ต่อไปตามเดิม ส่วนกีฬาคนตาบอด, กีฬาคนหูหนวก, กีฬาผู้พิการทางปัญญา และกีฬาผู้พิการทางสมอง จะมีการจัดตั้งสมาคมขึ้นใหม่อีก 4 แห่งเพื่อรับผิดชอบตามประเภทของความพิการ และให้ทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ของคณะกรรมการพาราลิมปิกประเทศไทย เช่นเดียวกับรูปแบบในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการพาราลิมปิกสากล อีกทั้งเพื่อลดภาระของสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณ ในการปฏิบัติงานกีฬาคนพิการแต่ละชนิด ให้เท่าเทียมกันอีกด้วย[10]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]