การแต่งกายของพม่า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

การแต่งกายของพม่า การแต่งกายของพม่านั้นมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ, สภาพภูมิศาสตร์, สภาพภูมิอากาศ, ประเพณีวัฒนธรรมของผู้คนในแต่ละภูมิภาคของประเทศพม่า การแต่งกายที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของชาวพม่าคือ โลนจี เป็นโสร่งแบบหนึ่งจัดเป็นการแต่งกายประจำชาติ สวมใส่ทั้งชายและหญิงทั่วประเทศ เสื้อผ้าพม่ายังมีความหลากหลายในแง่ของสิ่งทอสาน เส้นใย สี และวัสดุ เช่น ผ้ากำมะหยี่ ผ้าไหม ผ้าลูกไม้ ผ้ามัสลินและผ้าฝ้าย

ประวัติ[แก้]

ยุคก่อนอาณานิคมอังกฤษ[แก้]

ขุนนางและพระมหากษัตริย์สวมเครื่องแต่งกายในพระราชพิธีแรกนาขวัญ
กษัตริย์และนางสนมขณะปรึกษากับข้าราชการในพระราชวัง ในภาพวาดศิลปะพม่า

ในยุคที่พม่าก่อนจะตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีกฎระเบียบการแต่งกาย ที่เรียกว่า ยาซาไกง์ กำหนดวิถีชีวิตและการบริโภคสำหรับชาวพม่าในสมัยราชวงศ์โกนบอง ทุกอย่างตั้งแต่รูปแบบของที่พักอาศัยไปจนถึงเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสถานะทางสังคมของคนๆนั้น กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพิธีศพและโลงศพ รวมไปถึงการใช้รูปแบบการพูดต่างๆตามลำดับสถานภาพทางสังคม[1][2][3] โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎระเบียบการแต่งกายในเมืองหลวงของราชวงศ์เป็นสิ่งที่เข้มงวดมากและมีความซับซ้อนมากที่สุด[4] กฎระเบียบเกี่ยวกับการแต่งกายและการตกแต่งได้รับการสังเกตุอย่างรอบคอบ เครื่องหมายนกยูง ถูกสงวนไว้อย่างเคร่งครัดสำหรับราชวงศ์ เสื้อคลุมยาวประกบตัวถึงสะโพกอย่าง ไทง์มะเตน และทับทิมถูกสงวนไว้ให้ใส่สำหรับเจ้าหน้าที่ในราชสำนัก[5] รองเท้ากำมะหยี่ถูกสวมใส่โดยราชวงศ์เท่านั้น[6] กำไลข้อเท้าทองคำถูกสวมใส่โดยเฉพาะสมาชิกเด็กในราชวงศ์[1] ผ้าไหม ผ้าตาดเงิน ผ้าตาดทอง และสัญลักษณ์รูปสัตว์มงคลได้รับอนุญาตให้สวมใส่โดยสมาชิกของราชวงศ์และภรรยาของขุนนางในราชสำนักเท่านั้น[1] การประดับด้วยอัญมณีและหินมีค่าก็มีการควบคุมด้วยเช่นเดียวกัน การใช้ ฮินตะปะดา (ဟင်္သပဒါး) สีย้อมสีชาดที่สกัดจากซินนาบาร์ ก็มีการควบคุม[1]

ยุคอาณานิคมอังกฤษ[แก้]

หญิงสาวชาวพม่าที่เมืองมัณฑะเลย์ใส่ชุดยาวลากพื้นที่เรียกว่า ทะเมียน

ในช่วงยุคอาณานิคมของอังกฤษ เหล่าชาตินิยมชาวพม่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยอโลนจี (ယောလုံချည်) รูปแบบหนึ่งของโลนจี จากแคว้นยอ และ ปินนีไตปอนอินจี (ပင်နီတိုက်ပုံအင်္ကျီ) เสื้อคลุมคอจีนสีเหลืองอมน้ำตาล แสดงออกซึ่งสัญลักษณ์ที่ให้ความรู้สึกต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมและความเชื่อมั่นในชาติในการเรียกร้องเอกราช ช่วงทศวรรษที่ 1920 ที่การขัดแย้งมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น[7] การสวมเสื้อผ้า "แบบดั้งเดิม" ถูกมองว่าเป็นรูปแบบของการต่อต้านเชิงตั้งรับในหมู่ชาวพม่า[7] โสร่งแบบผู้หญิง ทะเมียน หรือทะบี (ထဘီ) สั้นลงไม่ยาวไปถึงเท้าถึงเพียงแต่ข้อเท้า และความยาวของผ้าซิ่นช่วงบนลดลงเปิดเผยรอบเอวมากขึ้น[8] ช่วงนี้ยังได้เห็นการนิยมเสื้อมัสลินสำหรับสตรี เผยให้เห็นชุดภายในของสตรีที่เรียกว่า ซาบอลี (ဇာဘော်လီ) ในช่วงการปกครองของอังกฤษอิทธิพลแฟชั่นทรงผมและการแต่งกายได้ส่งผลต่อพม่า การตัดผมทรงสั้นที่เรียกว่า โบเก (ဗိုလ်ကေ) ถูกแทนที่การไว้ผมยาวซึ่งเป็นบรรทัดฐานในหมู่คนพม่ารุ่นเก่า[8] ในทำนองเดียวกันผู้หญิงเริ่มไว้ทรงผมเช่น อะเมาะ (အမောက်) ประกอบด้วยมวยผมแบบเรียบง่ายขดอยู่ด้านบนศรีษะ แทนการไว้มวยผมแบบดั้งเดิม (ဆံထုံး)[8]

ยุคสมัยใหม่[แก้]

นักดนตรีดีดซองเกาะ สวมเสื้อแบบดั้งเดิม อะเชะ ไทง์มะเตน

ชุดประจำชาติ[แก้]

โลนจี[แก้]

การแต่งกายของสตรีในยุคก่อนอาณานิคมในชุด ทะเมียน

ชุดประจำชาติของพม่าคือโลนจี (လုံချည်, เสียงอ่านภาษาพม่า: [lòʊɴd͡ʑì]), สโสร่งยาวถึงข้อเท้าสวมใส่ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โลนจี ในรูปแบบใหม่เป็นที่นิยมในช่วงยุคอาณานิคมของอังกฤษแทนที่ ปาโซ การแต่งกายแบบดั้งเดิมซึ่งสวมใส่โดยผู้ชาย และ ทะเมียน ซึ่งสวมใส่โดยผู้หญิงก่อนยุคอาณานิคม ทะเมียน ในช่วงก่อนอาณานิคม มีรูปแบบลักษณะเป็นชุดยาว เรียกว่า เยตีนา (ရေသီနား) จะเห็นได้ในยุคปัจจุบันเฉพาะเป็นเครื่องแต่งกายในงานแต่งงานหรือชุดเต้นรำ ในทำนองเดียวกันก่อนยุคอาณานิคม ปาโซ เป็นเพียงการสวมใส่โดยทั่วไปในระหว่างการแสดงบนเวทีรวมถึงการเต้นรำและการแสดง อะเญน

ผ้าทออะเชะ[แก้]

สมาชิกสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐของพม่า แต่งกายในชุดอะเชะ โลนจี

รูปแบบลวดลายพื้นเมืองของพม่า ที่เรียกว่า อะเชะ (အချိတ်; [ʔət͡ɕʰeɪʔ]), ลายลอนคลื่นที่สลับซับซ้อนแถบแนวนอนที่ประดับประดาด้วยการออกแบบคล้ายลายอาหรับ อะเชะ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ลูนติยา (လွန်းတစ်ရာ; [lʊ́ɴtəjà]) ซึ่งแปลว่า "กระสวยเส้นพุ่งนับร้อย"[9] อ้างถึงกระบวนการที่ต้องใช้เวลามาก มีราคาแพงและซับซ้อนในการทอผ้ารูปแบบนี้ ซึ่งต้องใช้กระสวยในเครื่องทอผ้าจำนวนมากซึ่งแต่ละอันจะให้สีที่แตกต่างกัน[10] ลวดลายอะเชะ มีต้นกำเนิดที่อมรปุระ[11] และเป็นที่แพร่หลายในยุคราชวงศ์โกนบอง

เสื้อคลุมไตปอน[แก้]

สำหรับงานธุรกิจและโอกาสที่เป็นทางการ ชายชาวพม่า จะแต่งชุดเสื้อแจ๊คแก็ตแบบแมนจู ที่เรียกว่า ไตปอนอินจี (တိုက်ပုံအင်္ကျီ, [taɪʔpòʊɴ]) ใส่ทับเสื้อเชิ้ตคอปกแบบอังกฤษ ชุดนี้เป็นที่นิยมในยุคอาณานิคม

ชุดสตรี อินจี[แก้]

ผู้หญิงพม่าสวมชุดสตรีที่เรียกว่า อินจี (အင်္ကျီ, [ʔéɪɴd͡ʑì]) มีสองรูปแบบที่แพร่หลายคือ ยีนเซ (ရင်စေ့) จะติดกระดุมด้านหน้าและ ยีนโพน (ရင်ဖုံး) ติดกระดุมไว้ด้านข้าง สำหรับพิธีที่เป็นทางการและทางศาสนาผู้หญิงพม่ามักสวมผ้าคลุมไหล่

เสื้อคลุมไทง์มะเตน[แก้]

ในภาพยุคอาณานิคมนี้ผู้หญิงสวมชุด ยีนฮาน (เสื้อท่อนบน), และ ไทง์มะเตน (เสื้อคลุม)

การแสดงออกอย่างเป็นทางการที่สุดของเครื่องแต่งกายประจำชาติของพม่าสำหรับสตรี ได้แก่ เสื้อคลุมที่มีความยาวถึงสะโพกแนบแน่นกระชับที่เรียกว่า ไทง์มะเตน (ထိုင်မသိမ်း, [tʰàɪɴməθéɪɴ]) บางครั้งก็มีการปักเลื่อมบนพื้นผิวผ้า ไทง์มะเตน ในภาษาพม่าจะแปลว่า "ไม่เแน่นขนัดเวลานั่ง" หมายถึงเสื้อคลุมที่กระชับไม่ยับยู่ยี่ขณะนั่ง เสื้อคลุมนี้ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงในช่วงราชวงศ์โกนบอง

กองบอง[แก้]

นายพลอองซาน โพก กองบอง และสวม ไตปอน (เสื้อคลุม)

เครื่องแต่งกายประจำชาติของพม่าสำหรับผู้ชายประกอบด้วยผ้าโพกหัวที่เรียกว่า กองบอง (ခေါင်းပေါင်း, [ɡáʊɴbáʊɴ]) ซึ่งสวมใส่สำหรับการทำงานอย่างเป็นทางการ ในยุคอาณานิคมกองบองถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องแต่งกายสามัญของชายชาวพม่า การออกแบบกองบองของชาวพม่าสมัยใหม่เกิดขึ้นในช่วงกลางปี ​​1900 และเรียกว่า มอนเจะตะเร (မောင့်ကျက်သရေ)[12] เป็นกองบองทำจากผ้าที่มีโครงหวายและสามารถสวมใส่ได้เช่นสวมหมวก

ญะพะนะ[แก้]

ดูบทความหลักที่: ญะพะนะ

รองเท้าแตะกำมะหยี่สวมใส่ได้ทั้งสองเพศ เรียกว่า ญะพะนะ (ကတ္တီပါဖိနပ်‌, หรือ มัณฑะเลย์ พะนะ) เป็นรองเท้าที่สวมใส่เป็นทางการ

การแต่งการตามภูมิภาค[แก้]

กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่าทุกกลุ่มล้วนมีเสื้อผ้าและประเพณีสิ่งทอที่แตกต่างกัน

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 Scott 1882, p. 411.
  2. Scott 1882, p. 406-407.
  3. Andrus 1947, p. x.
  4. Scott 1882, p. 406.
  5. Scott 1882, p. 409.
  6. Scott 1882, p. 409-10.
  7. 7.0 7.1 Edwards, Penny (2008). "Nationalism by design. The politics of dress in British Burma". IIAS Newsletter (International Institute for Asian Studies) (46): 11. 
  8. 8.0 8.1 8.2 Ikeya, Chie (2008). "The Modern Burmese Woman and the Politics of Fashion in Colonial Burma". The Journal of Asian Studies (Cambridge University Press) 67: 1277–1308. doi:10.1017/S0021911808001782. 
  9. "Silk acheik-luntaya | V&A Search the Collections". collections.vam.ac.uk (ใน English). สืบค้นเมื่อ 2017-12-05. 
  10. Green, Gillian (2012-05-25). "Verging on Modernity: A Late Nineteenth-Century Burmese Painting on Cloth Depicting the Vessantara Jataka". Journal of Burma Studies 16 (1): 79–121. ISSN 2010-314X. doi:10.1353/jbs.2012.0000. 
  11. Hardiman, John Percy (1901). Silk in Burma (ใน English). superintendent, Government printing, Burma. 
  12. http://www.myanmar.gov.mm/myanmartimes/no81/Timeouts/3.htm