เกาะลิบง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พิกัดภูมิศาสตร์: 7°14′50″N 99°23′32″E / 7.24722°N 99.39222°E / 7.24722; 99.39222

ลิบง เป็นชื่อของเกาะซึ่งตั้งอยู่ในน่านน้ำทะเลตรัง บริเวณปากแม่น้ำตรังและแม่น้ำปะเหลียน ห่างจากฝั่งบ้านเจ้าไหมไปทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร และมีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าเกาะใด ๆ ที่อยู่เขตปกครองของจังหวัดนี้ เกาะลิบงที่มีฐานะเป็นตำบล ที่อยู่ในเขตปกครองของอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

ที่มาและความหมายของชื่อ[แก้]

ชื่อของเกาะลิบงได้ปรากฏอยู่ในเอกสารหลายแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งได้เรียกผิดเพี้ยนแตกต่างกันไป เช่น ปูเลาลิบง,ตะลิงโบง,ปลิบง,ตาลิบง, ลิบอง, ปูลูติลิบอง และ ตะลิบง หนังสืออักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้อธิบายความหมายของ เกาะลิบงเอาไว้ว่า”…เกาะลิบงได้ชื่อมาจากต้นเหลาชะโอน ซึ่งเป็นภาษามลายูเรียกว่าลิบง…เพราะแต่เดิมเกาะนี้มีต้นเหลาชะโอนมาก…เกาะตะลิบง ก็เรียก”[ต้องการอ้างอิง] ส่วนคำว่า “ปูเลา หรือปูลู” นั้นก็เป็นภาษามลายูซึ่งแปลว่า “เกาะ” เมื่อนำเอาคำว่าปูลู มารวมเข้ากับคำว่า ลิบงแล้วก็มีความหมายว่า เกาะที่มีต้นเหลาชะโอน คำว่า “ตะ” นั้นก็ได้มีผู้กล่าวว่าเป็นคำในภาษามลายูเช่นกัน ซึ่งแปลว่า “ไม่มี” ดังนั้นคำว่า เกาะตะลิบง จึงมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า ปูลูลิบง อย่างสิ้นเชิง คือแปลความว่า เป็นเกาะที่ไม่มีต้นเหลาชะโอน

ประวัติความเป็นมา[แก้]

ชุมชนบนเกาะลิบงได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยใดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากหลักฐานหลายประการที่ยังเหลืออยู่ทั้งที่เป็นเอกสาร โบราณสถานรวมทั้งชื่อบ้านนามเมือง นิทานพื้นบ้าน และชุมชนเกาะลิบงได้ในระดับหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งชุมชนแห่งนี้เคยมีฐานะเป็นเมืองมาแล้ว โดยครั้งแรกอยู่ภายใต้การปกครองของไทรบุรี ต่อมาได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองตรังและยังปรากฏหลักฐานว่าในช่วงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมืองตรังเคยตั้งอยู่บนเกาะแห่งนี้ด้วย

เกาะลิบงในสมัยพุทธศตวรรษที่ 23 (อยุธยา - ธนบุรี)[แก้]

ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่23 ประมาณพุทธศักราช 2204 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชปกครองกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น ที่เมืองเคดาห์(ไทรบุรี) ก็ได้ตรงกับรัชสมัยของตนกู ลิ ล้าฯให้พระราชโอรส 2 พระองค์ออกไปปกครองเมืองเกาะในทะเล โดยโปรดเกล้าฯให้ตนกูอะตาอินลา มะหะหมัด ชะ(Tunku Attaullah Mohamad Shah) เสด็จออกไปปกครองเมือง ปูเลาปินัง (เกาะลิบง) (โดยน่าจะตั้งเมืองขึ้นที่บ้าน พร้าว ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเตาเผาถ่านซึ่งอยู่ในเขตท้องที่หมู่ 1 ตำบลเกาะลิบง) การที่ทางเมืองไทรบุรีได้ส่งพระราชบุตรมาตั้งเมืองขึ้นที่เกาะลิบงตามพงศาวดารนี้ได้สอดคล้องกับนิทานพื้นบ้านที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่า “พระยาแขกที่สร้างเมืองลิบง กับเมืองปินังนั้นได้มีประสงค์ที่จะทำให้เมืองทั้งสองนี้ให้ยิ่งใหญ่คู่กัน แต่โหรได้ทำนายเอาไว้ว่าเมืองทั้งสองนี้จะอยู่คู่กันไม่ได้ หากเมืองหนึ่งเจริญ เมืองหนึ่งก็ต้องร้างผู้คน แต่ปัจจุบันเมืองปินังเจริญรุ่งเรือง เมืองเกาะลิบงก็ต้องทรุดโทรมไปตามคำทำนาย เนื่องจากตามเกาะหลายแห่งในน่านน้ำแถบนี้ เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าหลายอย่างโดยเฉพาะรังนกนางแอ่นนั้นเป็นสินค้าที่คนจีนมีความต้องการสูง ดังนั้นเมืองไทรบุรีจึงได้ทำการจัดเก็บทรัพยากรเหล่านี้อย่างเป็นล่ำเป็นสันและสามารถส่งเป็นสินค้าออกนำรายได้มาบำรุงเมืองได้ปีละมาก ๆ ดังรายงานของ ฟรานซิส ไลท์ และเจมส์ สก๊อส ที่รายงานไว้ว่า เกาะและทะเลแถบเมืองไทรบุรี จนกระทั่งถึงเมืองมะริดนั้นเป็นเขตผลประโยชน์ของไทรบุรีทั้งสิ้น ทุกๆปีจะมีเรือของชาวไทรบุรีเป็นจำนวนมากถึง 1,000 ลำที่เข้ามาเก็บรังนกนางแอ่น และปลิงทะเล โดยมีลักษณะเป็นเจ้าภาษีที่จะคอยจัดเก็บภาษีอากรอีกทอดหนึ่ง อย่างไรก็ตาม รายงานของฝรั่งทั้งสองคนนี้ถูกวิจารณ์อยู่เสมอว่าเขียนขึ้นเพื่อต้องการมีอำนาจเหนือรัฐบาลสยาม แต่ในเอกสารฝ่ายไทยก็ได้กล่าวถึงการเข้ามาจัดเก็บรังนกของชาวไทรบุรีตามเกาะแถบนี้ไว้ในทำนองเดียวกันว่า “พวกมลายูจากไทรบุรีเป็นผู้เก็บรังนกตามเกาะแก่งแถบนี้เป็นส่วนใหญ่” ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าว อำนาจของรัฐบาลแห่งกรุงศรีอยุธยาอ่อนล้าลง บริเวณดินแดนแถบนี้จึงถูกอำนาจของเมืองไทรบุรีขยายออกมาครอบคลุมเอาไว้อย่างง่ายดาย ดังนั้นการที่สุลต่านแห่งเมืองเคดาห์ (ไทรบุรี) ได้โปรดเกล้าฯให้พระราชบุตรของพระองค์เสด็จมาตั้งเมืองขึ้นที่เกาะลิบงนี้น่าจะมีพระราชประสงค์เพื่อคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากบรรดาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่แถบนี้ส่งกลับไปเป็นรายได้บำรุงเมืองแม่ที่เคดาห์(ไทรบุรี) เป็นสำคัญ

ตนกู อะหมัดตายุดดินมัด รำชะ(Tunku Ahmad Tajudin Halim Shah) ปกครองเมืองนี้อยู่จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช 2249 ก็ได้เสด็จกลับไปครองราชเป็นสุลต่านปกครองเมืองเคดาห์อยู่เป็นเวลาประมาณ 2 ปีก็เสด็จสวรรคต สำหรับเมืองเกาะลิบงนั้นพระองค์คงจะมอบหมายให้ผู้ที่ไว้วางพระหฤทัยทำการปกครองสืบมา ความเป็นมาของเกาะลิบงดำรงอยู่มาได้ยาวนานแค่ไหนไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่มีนิทานพื้นบ้านได้กล่าวถึงการล่มสลายของเมืองนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

“เมื่อพระยาแขก มาตั้งเมืองขึ้นที่บ้านพร้าวแล้ว เมืองนี้ก็รุ่งเรืองมากและ ได้มีสัมพันธไมตรีกับเมืองพม่า ต่อมาบุตรชายของเจ้าเมืองทั้งสองก็ได้เป็นเกลอกัน”

และตามประเพณีแล้วทุก ๆ ปีเกลอจะต้องผลัดกันไปเยี่ยมเยือนกันเป็นประจำ(เรียกกันว่าวังเกลอ) อยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายของเจ้าเมืองลิบงก็ได้เดินทางไปเยี่ยมเกลอที่เมืองพม่า และได้มีโอกาสพบกับลูกสาวของเจ้าเมืองพม่าซึ่งเป็นน้องของเกลอตัวเอง ทันทีที่พบลูกชายเจ้าเมืองลิบงก็เกิดหลงรักนางขึ้นมาทันที แต่ตามประเพณีแล้วน้องสาวของเกลอนั้นก็เปรียบเสมือนกับนอ้งสาวของตัวเองไม่อาจจะแต่งงานกันได้ จึงออกอุบายลักพาลูกสาวเจ้าเมืองพม่ามอญของตัวเองไม่อาจจะแต่งงานกันได้ จึงออกอุบายลักพาลูกสาวเจ้าเมืองพม่ามาอยู่กินกันที่เมืองลิบง ทางลูกชายของเจ้าเมืองพม่าเมื่อทราบว่าเกลอของตนลักพาน้องสาวหนีไปก็โกระมาก จึงรวมพลยกทัพมาตีเมืองลิบงและนำน้องสาวกลับเมืองพม่า พร้อมกับเผาเมืองลิบงเสียย่อยยับ ทำให้เมืองลิบงร้างไป ถึงแม้ว่านิทานและตำนานจะมิใช่หลักฐานที่นำมาใช้อ้างอิงทางประวัติศาสตร์ได้ก็ตามแต่หากได้พิจารณาถึงสาระอันเป็นแก่นของนิทานและตำนานนั้น ๆ แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าภายในนั้นได้บรรจุข้อเท็จจริงบางประการเอาไว้บ้างไม่มากก็น้อย เช่นกันภายในนิทานข้างต้นได้มีสาระบางประการฝังซ่อนอยู่ และเท่าที่มองเห็นค่อนข้างข้างชัดก็คือ สถานะความเป็นเมืองที่มีความเกี่ยวพันอยู่กับพม่า ซึ่งแก่นของเรื่องในนิทานนี้ได้พ้องกับบันทึกของเจมส์ โลว์ ที่กล่าวเอาไว้ว่า “แต่ก่อนนี้เกาะลิบงมีพวกมลายูอาศัยอยู่อย่างเป็นสุข แต่เมื่อพวกพม่ายกมารุกรายเมืองถลาง พวกนั้นได้ปล้นสะดมประชาชนบนเกาะนี้ด้วย” เมื่อนำเอาสาระจากนิทานข้างต้น มาเทียบเคียงกับบันทึกของเจมส์ โลว์ (ความจริงเจมส์ โลว์ ก็น่าจะบันทึกมาจากคำบอกเล่าเช่นกัน) แล้วพบว่ามีข้อความตรงกันอยู่ 2 ประการ คือ การดำรงอยู่ของชุมชนเมืองบนเกาะลิบง ที่ประชากรมีเชื้อสายจากไทรบุรี ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งก็คือพวกพม่าเข้ามามีส่วนรวมทำให้เมืองนี้เสียหาย เท่าที่ได้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวกับการเข้ามาของพม่าในบริเวณนี้แล้ว พบว่าในประวัติศาสตร์นั้น พม่าได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับบริเวณใกล้เคียงนี้ ถึง 3 ครั้ง และทุกครั้งล้วนเข้ามาทำสงครามทั้งสิ้น คือครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช 2307 ครั้งนั้นพม่าได้จัดทัพแบบกองโจรยกลงมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ได้หลายเมือง และเมื่อมีชัยชนะเหนือเมืองใดแล้วก็จะเผาเมือง ริบทรัพย์สินมาแบ่งปันกันแล้วทิ้งเมืองไป ครั้งที่ 2 ในปีพุทธศักราช 2328 พระเจ้าประดุงได้โปรดเกล้าฯให้เนมะโยคุงนะรักเป็นแม่ทัพใหญ่ยกลงมาตีเมืองชุมพร ไชยา และให้ยี่วุ่นเป็นแม่ทัพเรือ ยกมาตีเมืองถลาง ศึกครั้งนั้นพม่าได้ยกทัพลงมาตีได้หัวเมืองปักใต้ตั้งแต่ชุมพร เรื่อยมาจนถึงนครศรีธรรมราช และกำลังจะยกลงไปตีเมืองพัทลุงและสงขลา ก็ได้รับข่าวว่ากองทัพหลวงยกลงมาช่วย พม่าจึงแตกทัพหนีไปสมทบกับพรรคพวกที่ล้อมเมืองถลาง และครั้งที่ 3 ในปีพุทธ – ศักราช 2352 พระเจ้าปะดุงโปรดเกล้าฯให้อะเติงวุ่นและแยฆองยกมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ตั้งแต่ชุมพร ไชยา และเกาะถลาง เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการปล้นเมืองเกาะลิบงตามสาระในนิทานและบันทึกของเจมส์ โลว์ กับเหตุการณ์ที่พม่ายกลงมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้ง 3 ครั้งแล้ว ทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่าการที่พม่ายกมาปล้นเมืองเกาะลิบงน่าจะอยู่ในคราวพม่ายกมาปล้นหัวเมืองปักษ์ใต้ในช่วงปีพุทธศักราช 2307 หรือพุทธศักราช 2328 เท่านั้น ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ครั้งนั้นพม่าอาจจะมีโอกาสผ่านมาทางนี้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในศึกคราว 2307 นั้นพงศาวดารไทยกล่าวชัดว่ากองทัพพม่าที่ยกเข้าเมืองต่าง ๆ มักจะยกไปเป็นกองโจรเพื่อปล้นทรัพย์เท่านั้น ส่วนศึกเมื่อครั้งปี 2328 นั้นก็มีโอกาสที่พม่าจะผ่านมาปล้นเมืองบนเกาะได้เช่นกันเพราะเมื่อ พม่าตีได้เมืองไชยา นครศรีธรรมราชแล้วและกำลังตั้งรอจะยกลงไปตีเมือง พัทลุงและสงขลานั้น ก็มีข่าวว่ากองทัพหลวงจากกรุงเทพได้ยกลงมาหนุนช่วยแล้ว ทำให้กองทัพพม่าตกใจเลิกทัพกลับไปสมทบกับพรรคพวกที่กำลังล้อมเมืองถลางอยู่ก่อน เมืองเกาะลิบงนั้นตั้งอยู่ตรงปากน้ำ ที่เป็นทางผ่านไปเมืองถลางได้ ดังนั้นถ้าพม่าผ่านทางนี้ก็มีโอกาสสูงที่เมืองเกาะลิบงจะถูกพม่าบุกเข้าไปปล้นได้ง่ายเช่นกัน สำหรับศึกครั้งที่ 3 ในปี 2352 นั้นพม่าไม่สามารถที่จะยกเข้ามาตีได้เลย เพราะที่เกาะลิบงเป็นแหล่งชุมนุมของกองทัพต่าง ๆ ที่จะยกไปช่วยเมืองถลางอยู่ก่อน ซึ่งหากเป็นไปตามที่สันนิษฐานข้างต้นแล้วทำให้พอจะประมาณอายุของเมืองปูเลาลิบงตั้งแต่สมัยที่ “ตนกูอะหมัดตายุดดินมัดรำชะ” มาปกครอง จนกระทั่งถึงวาระที่เมืองล่มสลายลงได้ว่าน่าจะมีอายุไม่น้อยกว่า 100 ปี

เกาะลิบงสมัยพุทธศตวรรษที่ 24 (รัตนโกสินทร์)[แก้]

เมื่อครั้งที่เมืองลิบงอยู่ใต้อำนาจของเคดาห์นั้น เจ้าเมืองหรือผู้ปกครองได้เป็นผู้จัดการหาผลประโยชน์จากการเก็บรังนกนางแอ่น และปลิงทะเลแต่เพียงผู้เดียว แต่หลังจากที่พม่าทำลายเมืองจนย่อยยับแล้ว สภาพของเมืองเกาะลิบงก็เป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆ ที่ผู้ปกครองมีตำแหน่งเพียงโต๊ะปังกะหวาซึ่งเทียบได้กับตำแหน่งกำนันเท่านั้น และในช่วงนี้ ศักยภาพในการจัดเก็บผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของชาวเกาะลิบงคงจะซบเซาลงไปบ้าง เนื่องจากขาดแคลนแรงงานที่มีความชำนาญ แต่เนื่องจากรังนกนางแอ่น และปลิงทะเล นั้นเป็นทรัพยากรที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง ราคาดี ประกอบกับโต๊ะปังกะหวา เกาะลิบงเป็นคนกว้างขวาง เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในหมู่ชาวเรือและชาวทะเลทั้งหลาย ดังนั้นโต๊ะปังกะหวาจึงสืบทอดการจัดเก็บทรัพยากรเหล่านี้ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว สำหรับบนแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองตรัง (ที่เชื่อกันว่าตั้งอยู่บริเวณบ้านนาแขก หรือบ้านนาท่าม ปัจจุบันหมู่บ้านทั้ง 2 นี้อยู่ในเขตปกครองของอำเภอเมืองตรัง) นั้นอยู่ในยุคของพระยาตรังค์นาแขกเป็นเจ้าเมือง เมืองตรังในช่วงนี้คงเป็นเมืองขนาดเล็กที่มีประชากรอาศัยอยู่ค่อนข้างน้อย และอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช ประกอบกับเกาะลิบงในขณะนั้นเป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆแต่กลับมีรายได้ ผลประโยชน์มาก อีกทั้งอยู่ในภาวะที่ปลอดจากอำนาจของเมืองเคดาห์(ไทรบุรี) จึงเป็นไปได้ว่าในช่วงเวลานี้เองที่เมืองตรังได้ผนวกรวบเอาเกาะลิบงเข้ามาไว้ในความปกครองอย่างเด็ดขาด ดังนั้นในคราวที่พระยานคร(พัด)ส่งพระภักดีบริรักษ์(พระยาตรังค์ สีไหน)ออกมาเป็นเจ้าเมืองแทนพระยาตรังค์นาแขกนั้นได้มีหลักฐานว่า อาณาเขตของเมืองตรังทางทิศใต้จดถึงเกาะลิบง หลังจากที่เกาะลิบงถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองตรังเป็นที่เรียบร้อยแล้วโต๊ะปังกะหวาหรือกำนันผู้ปกครองเกาะลิบง ก็ได้โอนเข้ามารับราชการอยู่กับพระภัคคีบริรักษ์เจ้าเมืองตรังในตำแหน่งเดิมและทำหน้าที่จัดเก็บและรวบรวมรังนกนางแอ่น และปลิงทะเลตามเกาะแก่งต่าง ๆ ในทะเลแถบนี้ และจัดเก็บภาษีส่งไปเป็นรายได้บำรุงเมืองตรัง และเมืองหลวงต่อไป ด้วยความสามารถดังกล่าวทำให้โต๊ะปังกะหวามีความดี ความชอบในหน้าที่ราชการเป็นอย่างมาก จึงทำให้ท่านได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นดังปรากฏหลักฐานว่าในปี พุทธศักราช 2330 นั้นท่านได้มีบรรดาศักดิ์เป็น “พระเพชภัคคีศรีสมุทรสงคราม ดำรงตำแหน่งพระปลัดตรังแล้วชื่อเสียงของท่านได้เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ประกอบกับความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับสุลต่านแห่งไทรบุรี ทำให้พระเพชภักดีศรีสมุทรสงครามสามารถที่จะติดต่อให้พ่อค้าต่างชาติเดินเรือเข้ามาซื้อ-ขายสินค้าที่เมืองตรังได้อีกด้วย ดังปรากฏหลักฐานว่าในปี พ.ศ.2335 ท่านได้เขียนจดหมายไปถึง พรานซิส ไลท์ เพื่อขอให้แจ้งแก่บรรดาพ่อค้าที่เดินเรือค้าขายแถบนี้ ให้แวะเข้ามารับซื้อช้างที่ปากน้ำเมืองตรัง (ซึ่งหมายถึงท่าเกาะลิบงนั้นเอง ปัจจุบันชาวบ้านเรียกคลองทีเคยเป็นท่าเทียบเรือแห่งนี้ว่า คลองพานช้าง ซึ่งเป็นคลองที่อยู่ระหว่างแหลมจุโหย กับปากคลองบ้านพร้าว) นับว่าท่านเป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกการค้าขายทางเรือกับต่างชาติขึ้นเป็นครั้งแรกของเมืองตรัง ซึ่งผลจากที่ท่านได้ดำเนินการในครั้งนั้นจะประสบผลสำเร็จขนาดไหนไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ตำนานเรื่องเขาเจ้าไหมที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมานั้น มีสาระเกี่ยวกับการเข้ามาค้าขายของชาวต่างชาติในสมัยนั้นซึ่งมีใจความน่าสนใจดังต่อไปนี้

“ในครั้งสมัยที่โต๊ะฮ้าหวา (โต๊ะปังกะหวา – ผู้เขียน) ได้เป็นเจ้าเมืองปกครองเกาะลิบงอยู่นั้น ที่บ้านทุ่งค่าย(เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆกับบ้านท่าโต๊ะเมฆ อำเภอกันตัง ) ก็มีพระยางอกเขี้ยว เป็นเจ้าเมือง และเจ้าเมืองทั้งสองนี้มีความสนิทสนมกันมาก

ต่อมาไม่นานก็มีเจ้าไหมซึ่งเป็นคนจีนได้คุมเรือสำเภาเข้ามาค้าขายกับเมืองเกาะลิบงและได้เกิดชอบทำเลที่ตั้งของเมืองทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ปรึกษากับเจ้าเมืองทั้งสองเพื่อจะขออนุญาตตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ที่นี้โต๊ะฮ้าหวาจึงอนุญาตให้เจ้าไหมตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฝั่งข้ามกับเกาะลิบงแต่อยู่มาวันหนึ่งเจ้าไหมเกิดมีความทะเยอทะยานอยากจะเป็นเจ้าเมืองเกาะลิบงเสียเอง จึงได้ไปยุยงพระยางอกเขี้ยวให้เกลียดชัดโต๊ะฮ้าหวา จนกระทั่งทำให้ พระยางอกเขี้ยวกับโต๊ะฮ้าหวาแตกแยกกัน ในที่สุดเจ้าไหมก็ได้ร่วมมือกับพระยางอกเขี้ยวแล้วยกพลมาทำสงครามกับโต๊ะฮ้าหวา แต่ไม่มีใครสามารถเอาแพ้ ชนะกันได้ ข่าวสงครามครั้งนี้ทราบไปถึงโต๊ะละหมัย(ซึ่งเป็นบุคคลที่ทั้งโต๊ะปังกะหวา และพระยางอกเขี้ยวเคารพนับถือมาก) ท่านจึงเดินทางมาห้ามทัพมิให้ทำสงครามกัน แต่เจ้าไหมไม่ยอกฟังคำห้ามปราม ทำให้โต๊ะละหมัยโกรธมากจึงสาปแช่งให้เจ้าไหมกลายเป็นหิน (ปัจจุบันซากของเจ้าไหมได้กลายเป็นภูเขาที่เรียกว่าขาเจ้าไหม ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะลิบง) พร้อมกับให้โต๊ะฮ้าหวา กับพระยางอกเขี้ยวตกลงเป็นมิตรกันและยังยกแผ่นดินทั้งหมดแถบนี้ให้เป็นเขตปกครองของโต๊ะฮ้าหวา เมื่อไดรับอาญาสิทธิเช่นนั้น โต๊ะฮ้าหวาจึงใช้เท้าถีบผนังถ้ำเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของแผ่นดิน (ปัจจุบันรอยเท้าของโต๊ะปังกะหวายังปรากฏอยู่บนผนังถ้ำที่เขาโต๊ะแหนะ) เกาะลิบงที่ตั้งเมืองตรัง หลังจากพระภักดีบริรักษ์(พระยาตรังค์ สีไหน) เจ้าเมืองตรังต้องคดีและได้ถูกเรียกตัวเข้าไปประจำอยู่ ณ กรุงเทพฯ พระเพชภัคดีสมุทรสงคราม พระปลัดตรังก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาปลิบงดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตรัง ซึ่งการขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองของพระยาปลิบงในครั้งนั้นได้สร้างความไม่พอใจแก่พระยานคร (พัด) เป็นอย่างยิ่ง และจากความไม่พอใจครั้งนั้นทำให้พระยาทั้ง 2 เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในปีพุทธศักราช 2347 และทางราชธานีจึงได้แก้ปัญหาด้วยการโอนเมืองตรังไปขึ้นกับกรุงเทพฯโดยตรง เมื่อพระยาปลิบงขึ้นตำแหน่งเจ้าเมืองแล้ว การว่าราชการต่าง ๆ ก็ถูกย้ายลงไปดำเนินการที่บ้านพักของเจ้าเมืองบนเกาะลิบง(น่าจะอยู่ที่บ้านโคกท้อน เขตหมู่ที่ 1 บนเกาะลิบง) ตามประเพณีปฏิบัติของยุคนั้นที่เจ้าเมืองตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ไหน ก็จะว่าราชการที่นั่น ตามปกติแล้วบ้านเจ้าเมืองหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “จวน” นั้นจะมีการสร้างศาลาไว้หลังหนึ่งสำหรับว่าราชการเมือง (ประชุมกรมการต่าง ๆ ตลอดทั้งชำระคดีความด้วย) แต่สำหรับชุมชนเมืองตรังเดิมในสมัยพระภักดีบริรักษ์(พระยาตรังค์ สีไหน) เป็นเจ้าเมืองนั้นยังคงตั้งอยู่ในสถานที่เดิมตามปกติ การดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองของพระยาปลิบงนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าได้ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยราบรื่นตลอดมาในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษี หารายได้มาช่วยทำนุบำรุงเมืองนั้นนับว่ามีความโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง ดังเช่นได้ขยายขอบเขตในการจัดเก็บรังนกนางแอ่น ออกไปอย่างกว้างขวาง ดังหลักฐานทีระบุว่าก่อนพุทธศักราช 2342 นายบุญรอด ชาวเกาะลิบงได้ออกไปเก็บรังนกจนถึงเกาะหน้าเมืองมะริด ซึ่งตรงกับบันทึกของเจมส์ โลว์ ที่กล่าวว่าชาวเกาะตะลิบงเคยรวบรวมรังนกนางแอ่นจากเกาะต่าง ๆ ในทะเลแถบนี้ได้เป็นจำนวนมากถึงปีละ 6,500 บัลกัล(Bucals) ผลจากการขยายขอบเขตการเก็บรังนกออกไปในคราวนั้นทำให้เมืองตรัง(เกาะลิบง)มีรายได้จำนวนมาก ซึ่งรายได้ส่วนนี้ท่านได้นำมาจัดซื้อปืนใหญ่ขนาดกระสุน 3 – 4 นิ้วไว้ป้องกันเมืองหลายกระบอก ตลอดทั้งได้สร้างกำแพงเมืองอย่างแข็งแรง อีกทั้งยังได้ขุดสระขนาดใหญ่สำหรับเก็บน้ำจืดไว้บนภูเขาสำหรับใช้บริโภคภายในเกาะยามขาดแคลนอีกด้วย (ปัจจุบันสระน้ำนั้นยังคงมีอยู่และชาวบ้านเรียกภูเขาที่มีสระน้ำนี้ว่าควนสระ) พระยาปกครองเมืองตรังอยู่นานแค่ไหนไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่ทราบว่าหลังจากที่ท่านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว (ศพของท่านได้ถูกฝังไว้ตามประเพณีทางศาสนาอิสลามที่บริเวณบ้านโคกท้อนบนเกาะลิบงปัจจุบันชาวบ้านเรียกหลุมศพของท่านว่า “เปลวโต๊ะห้าหวา”)ทางราชธานีก็ได้โปรดเกล้าฯให้เจ้าปะแงรัน ซึ่งเป็นบุตรเขยขึ้นเป็นหลวงฤทธิสงครามดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสืบต่อมา แต่เนื่องจากหลวงฤทธิสงครามยังขาดประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทางราชธานีจึงได้ยกเมืองตรังให้ไปขึ้นกับเมืองสงขลา ดังหลักฐานที่ปรากฏในสารตรา เจ้าพระยาอัครเสนาบดี เรื่องเมืองตรังภูรา มีใจความตอนหนึ่งกล่าวว่า “ครั้นจะให้เมืองตรังภูราขึ้นแก่กรุงเล่า หลวงฤทธิสงครามยังอ่อนแก่การอยู่ มีราชการประการใดหารู้ที่จะปรึกษาหารือแก่ผู้ใดไม่ กรุงฯกับเมืองตรังภูราระยะทางไกล จึงให้ยกเมืองตรังภูรามาขึ้นแก่สงขลา” ครั้นถึงปีพุทธศักราช 2352 ซึ่งเป็นช่วงปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อะเติงวุ่นแม่ทัพพม่าให้แยฆองคุมทัพเรือยกมาตีเมืองถลางอีกครั้ง ทางฝ่ายไทยได้ระดมพลจากหัวเมืองต่าง ๆ ทั้งในปักษ์ใต้ และหัวเมืองมลายู แล้วเพื่อไปช่วยกอบกู้เมืองถลางกับอย่างพร้อมเพรียง เหตุการณ์ในครั้งนั้นเมืองเกาะลิบง(ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองตรัง)ได้เป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ คือเป็นสถานที่ชุมนุมทัพของกองเรือจากเมืองต่าง ๆ เช่น เคดาห์(ไทรบุรี),ตะรุเตา,ลังกาวี,สตูล, สงขลา และพัทลุง ที่จะยกไปช่วยรบพม่าซึ่งกำลังล้อมเมืองถลาง สำหรับหลวงฤทธิสงคราม ในฐานะเจ้าเมืองตรังขณะนั้นได้นำกองเรือจากเมืองตรังรวมเข้ากับกองเรือจากหัวเมืองมลายู แล้วเข้าร่วมทำสงครามกับพม่าที่ยกมาตีเมืองถลางอย่างอาจหาญ จนพม่าถอยทัพกลับไป วีรกรรมของหลวงฤทธิสงครามในสงครามครั้งนั้นเป็นที่ประทับใจของบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายที่ร่วมรบเป็นอย่างยิ่ง ดังที่ชาแอร์ เรื่องสุลต่าน เมาลานา ได้พรรณาความกล้าหาญของท่านเอาไว้มีใจความโดยสรุปว่า ราฌา ปะแงรัน นั้นเป็นชายชาตินักรับที่ไม่เกรงกลัวข้าศึกแม้แต่น้อย ร่วมรบพม่าเคียงบ่าเคียงไหล่กับขุนศึกทั้งหลายอย่างเต็มความสามารถ เสร็จศึกแล้วท่านเป็นหนึ่งในบรรดาแม่ทัพทั้งหลายที่ควรค่าแก่การบำเหน็จรางวับและเลื่อนยศเป็นอย่างยิ่ง เสร็จศึกคราวนั้นแล้ว 2 ปี คือในปีพุทธศักราช 2354 หัวเมืองปักษ์ใต้ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นหลายประการ เช่นพระยานคร(พัด) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ทางราชธานีได้โปรดเกล้าฯให้พระบริรักษ์ภูเบศ(น้อย)เลื่อนขึ้นเป็นพระยานคร(น้อย)เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชแทน และในปีเดียวกันนี้ก็ได้ปรากฏหลักฐานว่าพระยาสงขลา(บุญอุย) และหลวงฤทธิสงคราม เจ้าเมืองตรังก็ได้ถึงแก่อสัญกรรมลง หัวเมืองปักษ์ใต้ในระยะนี้จึงไม่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินได้ดีเท่ากับพระยานคร(น้อย)ดังนั้นทางราชธานีจึงได้โอนเมืองตรังกลับมาขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านของนครศรีธรรมราชสำหรับสอดส่องดูแลหัวเมืองตะวันตกแทนเมืองถลาง พร้อมกันนั้นยังได้จัดสรรปืนใหญ่ที่พระยาปลิบงและหลวงฤทธิสงครามซื้อไว้สำหรับป้องกันเมืองไปให้แก่เมืองนครศรีธรรมราชและเมืองสงขลาแบ่งปันกัน ทันที่ที่เมืองตรังได้ถูกโอนกลับมาขึ้นกับเมืองนครศรีฯแล้วพระยานคร(น้อย)ก็ได้ออกมาดำเนินการปรับปรุงเมืองตรังด้วยตนเองทันที พร้อมกันนั้นท่านก็ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานโปรดเกล้าให้หลวงอุไภยธานี(ม่วง)บุตรชายขึ้นเป็นพระอุภัยราชธานีมาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตรังและได้จัดการย้ายที่ตั้งเมืองมาไว้ที่ควนธานี สำหรับการปกครองประชากรเมืองตรังเดิมที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น เจ้าเมืองคนใหม่ก็ได้จัดการปกครองเป็นพิเศษแยกออกจากกลุ่มไทยพุทธ คือได้จัดตั้งกรมการเมืองฝ่ายไทยมุสลิมขึ้นอีกฝ่ายหนึ่ง โดยได้มอบหมายให้พระปลัดเมืองไทรบุรีเป็นผู้จัดการ และได้แบ่งไทยอิสลามออกเป็น 2 ส่วน ตามถิ่นอาศัยคือฝ่ายทะเลพวกหนึ่งซึ่งให้ตั้งอยู่ที่พระม่วง และฝ่ายบกอีกพวกหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านซื่อ ยาวยาว และตามทำเนียบกรมการเมืองตรังของเก่าได้ปรากฏชื่อของกรมการเมืองตรังฝ่ายอิสลามดังต่อไปนี้

  • ศรีอินตรวังศา เป็นหัวหน้าเมือง
  • ศรีปาดุกาดะรายา ผู้ช่วยราชการหัวเมือง
  • ตนกระหมาเดหวา เป็นรอง
  • ศรย่าหหยาประกาษา เป็นปลัด
  • ตนเลหลาสกาทรากับเพื่อน เป็นรองปลัด
  • ราย่าเดหลาดินดาหรา เป็นยกบัตร
  • รายาปัต หลาเดหลา เป็นสัสดี
  • ตนอินตะหรายาหยากับเพื่อน เป็นรองสัสดี
  • ตะมังสุรปาตี เป็นนครบาล
  • ตนนาลากะตากับเพื่อน เป็นรองนครบาล

สำหรับมุสลิมฝ่ายบกซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านซื่อ ย่านยาวนั้น จัดการปกครองต่างหาก ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • รายามะสะเดียมากะตา เจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครอง
  • ตนประกระมาวันตา เป็นรอง
  • ตนเลหลา เป็นรอง
  • รายาปาตี เป็นปลัด
  • ตนปะเหลียนจิตหรา เป็นรอง
  • ยาหยาอินตหรา เป็นรอง
  • รายานาลายะสา เป็นแพ่ง
  • ตนเดหลาราหยา เป็นรองแพ่ง

เมื่อย้ายที่ตั้งเมืองขึ้นมาอยู่บนบกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าเมืองคนใหม่ก็ได้สานต่อแนวนโยบายของพระยาปลิบงเจ้าเมืองคนก่อน โดยทำการปรับปรุงพัฒนาเกาะลิบงให้เป็นท่าเทียบเรือต่างประเทศ ซึ่งต่อมาท่าเรือแห่งนี้ได้มีเรือต่างชาติแวะเข้ามาค้าขายเป็นประจำทุกปี ๆ ละหลายลำ ดังเช่นในปีพุทธศักราช 2355 ได้มีเรือออกจากท่าเรือแห่งนี้บรรทุกช้างไปขายที่ประเทศอินเดียถึง 3 ลำเรือ , พุทธศักราช 2357 ก็มีเรือแวะเข้ามารับซื้อช้างที่ท่าเรือแห่งนี้อีก 2 ลำ, ปีพุทธศักราช 2358 ได้มีเรือบรรทุกช้างไปอินเดียอีกลำหนึ่ง, การเดินเรือค้าชายกับต่างชาติได้ดำเนินการเรื่อยมา แม้กระทั่งในปีพุทธศักราช 2362 การเดินเรือไปค้าขายจากเมืองท่าเกาะลิบงยังคงดำเนินไปตามปกติ ดังบทขึ้นต้นของนิราศเมืองเทศที่กล่าวไว้ว่า

“วันเสาร์ กาฬปักษ์ดิถี คิมหันต์ฤดูเดือนสี่ ปีเถาะเอกศก(พ.ศ.2362 – ผู้เขียน) เพลาสี่โมงนาที ฤกษ์ดีได้ล่องนาเวศผาย ออกจากเกาะตาลิงบงบรรจงราย ด้วยหาดทรายขาวสะอาดปลาดดี…”

หลังจากพุทธศักราช 2362 ไปแล้วการเดินเรือจากท่าแห่งนี้ออกไปค้าขายต่างแดนเริ่มซบเซาลง ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากการที่เมืองไทรบุรีเริ่มกระด้างกระเดื่อง และพยายามที่จะตีออกห่างจากรัฐบาลสยามแล้วหันไปคบค้ากับพม่า จนทำให้ราชธานีต้องส่งกองทัพจากเมืองนครศรีธรรมราชไปตีแตก เจ้าเมืองไทรบุรีหนีไปอยู่เกาะปินัง(เกาะหมาก)ซึ่งเป็นเขตเช่าของอังกฤษ การที่เมืองนครฯตีเมืองไทรบุรีในคราวนั้นทำให้อังกฤษไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง จากสภาพการณ์ที่ไม่ค่อยจะราบรื่นดังกล่าว ทำให้พระยานครฯ(น้อย)เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช(ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเมืองตรังในขณะนั้น) ได้แปรนโยบายให้เมืองตรังซึ่งเป็นท่าค้าขายมาเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือ ซึ่งกล่าวกันว่าเรือรบที่เข้าประจำการรักษาน่านน้ำเมืองตรัง ในสมัยนั้นมีจำนวนถึง 300 ลำ สำหรับคอยควบคุมดูแลหัวเมืองพม่า และไทรบุรี ที่อาจจะยกมาตีหัวเมืองแถบนี้ หลังจากการค้าขายกับต่างชาติซบเซาลงไปแล้ว ประชากรบนเกาะลิบงก็ได้ค่อย ๆอพยพออกไปจากเกาะ จนกระทั่งกลายเป็นเกาะร้างลง ดังบันทึกที่ เจมส์ โลว์ กล่าวไว้เมื่อครั้งที่เดินเรือมาถึงที่เกาะแห่งนี้เมื่อปีพุทธศักราช 2367 เอาไว้ว่า “เกาะนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่” นับตั้งแต่พระยานคร(น้อย)ได้ปรับเปลี่ยนนโยบาย ให้เมืองตรังมาเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือแล้ว ชื่อของเกาะลิบงในฐานะที่เคยเป็นท่าเรือพานิชก็เริ่มหายไป จนกระทั่ง ถึงปีพุทธศักราช 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯให้พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีมาเป็นเจ้าเมืองตรัง ท่านเจ้าเมืองคนใหม่ก็ได้ย้ายเมืองจากที่ตั้งเดิมที่ควนธานีมาอยู่ที่กันตัง และเจ้าเมืองคนใหม่นี้ก็ได้ปรับปรุงเมืองตรังให้เป็นเมืองท่าอีกครั้งหนึ่ง และได้ตั้งด่านตรวจเก็บภาษีขึ้นที่แหลมจุโหยเกาะลิบง (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง) นับแต่นั้นมาเกาะลิบงก็เริ่มมีผู้คนจากแผ่นดินใหญ่อพยพลงไปตั้งถิ่นฐานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วค่อยขยายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งปัจจุบัน (พุทธศักราช2541)ชุมชนบนเกาะลิบงมีอยู่รวม 3 หมู่บ้าน และได้รับการยกฐานะเป็นตำบล ขึ้นกับอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

ภูมิศาสตร์[แก้]

ลักษณะภูมิประเทศ[แก้]

เกาะลิบงมีลักษณะคล้ายกับรูปสามเหลี่ยม ที่มีฐานแผ่นเป็นรูปแนวยาวไปทางทิศเหนือ – ใต้ และด้านทั้งสองจะค่อยๆรวบสอบเข้าหากันทางทิศตะวันออก สภาพพื้นที่บนเกาะลิบงนั้นทางทิศตะวันตกจะเป็นภูเขาซึ่งทอดตัวขวางเกาะไปในแนวทิศเหนือ – ใต้ ถัดจากนั้นแผ่นดินจะค่อยๆลาดเอียงลงมาทางทิศตะวันออกจนกระทั่งเป็นที่ราบก่อนจะถึงชายทะเล

ภูมิอากาศ[แก้]

เกาะลิบงได้รับลมมรสุม 2 ฤดู คือ

  1. ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดมาจากมหาสมุทรเข้าหาฝั่งของเกาะทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลมมรสุมนี้จะพัดประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน ปกติชาวบ้านจะเรียกลมมรสุมนี้ว่า “ลมพรัด” ในหน้าลมมรสุมนี้ชาวบ้านทั่วๆไปจะไม่ออกไปหาปลาในทะเลห่างฝั่งมากนัก เพราะมักจะเกิดฝนฟ้าคะนอง คลื่นจัด
  2. ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ลมมรสุมนี้จะพัดจากทะเลจีน และอ่าวไทยพัดเข้าสู่ฝั่งภาคใต้ทางตะวันออก ผ่านภาคใต้ลงสู่ทะเลฝั่งตะวันตก พัดเข้าสู่เกาะทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ชาวบ้านเรียกลมในฤดูกาลนี้ว่า“ลมออก” ซึ่งจะเริ่มพัดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน ในฤดูกาลนี้มีฝนตกน้อยทะเลไม่ค่อยมีคลื่นลมแรง จึงเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง

ทรัพยากรธรรมชาติ[แก้]

เกาะลิบงมีสภาพพื้นที่ที่ประกอบไปด้วยภูเขา ที่ราบ และฝั่งทะเล ดังนั้นทรัพยากรธรรมชาติของเกาะแห่งนี้จึงมีความหลากหลาย คือ

  1. ป่าบก ที่มีอยู่อย่างแน่หนาบนภูเขา
  2. ป่าชายเลน ถัดต่อลงมาจากป่าเขาจะถึงบริเวณพื้นที่ราบ โดยเฉพาะตาม ชายฝั่งคลองที่น้ำทะเลท่วมถึงจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าชายเลน
  3. หญ้าทะเล ริมชายฝั่งทะเลทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเกาะ ซึ่งอยู่ใกล้กับปากแม่น้ำตรังและแม่น้ำปะเหลียนนั้นเป็นบริเวณที่มีหญ้าทะเลขึ้นงอกงามหนาแน่นมาก
  4. สัตว์ป่า ภายป่าในภูเขาทางทิศตะวันตกของเกาะ และตามแนวป่าชายเลนแม้กระทั่งตามแนวชายหาดรอบ ๆ เกาะนั้นพบว่ามีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่ เช่น กวาง ชะมด พญากระรอก ลิง ค่าง และนกอีกหลายชนิด ทั้งที่เป็นนกประจำถิ่น และอพยพมาจากต่างประเทศเช่นทุก ๆ ปี จะพบว่ามีนกหัวโตกินปูได้อพยพมาหากินที่นี่ด้วย สำหรับในทะเลซึ่งอุดมสมบูรณ์สัตว์น้ำหลายชนิดแล้ว ยังมีพะยูนซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธ์ อาศัยอยู่บริเวณรอบ ๆ เกาะลิบงด้วยเช่นกัน

แหล่งธรรมชาติอื่น ๆ[แก้]

เกาะลิบงมีหาดทรายที่น่าสนใจอยู่หลายแห่งเช่น หาดแหลมจุโหย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง หาดหลังเขา หาดทุ่งหญ้าคา อ่าวโต๊ะเก อ่าวโต๊ะแซะ และหาดแหละโต๊ะชัย เป็นต้น นอกจากหาดทรายแล้วที่เกาะลิบงยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกประการหนึ่งนั่นคือ บ่อน้ำจืดในทะเล ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำจืดเช่นเดียวกับแอ่งน้ำทั่ว ๆ ไป แต่ที่เกาะลิบงนั้นเวลามีน้ำทะเลขึ้นสูงน้ำในบ่อก็จะมีความเค็ม แต่พอน้ำลงแอ่งน้ำทั่ว ๆ ไป แต่ที่เกาะลิบงนั้นเวลามีน้ำทะเลขึ้นสูงน้ำในบ่อก็จะมีความเค็ม แต่พอน้ำลงแอ่งน้ำในบ่อจะมีรสจืดสนิท ดังนั้นบ่อน้ำแห่งนี้จะเป็นแหล่งน้ำจืดสำหรับนกทะเล และชาวบ้านในยามหน้าแล้ง

โบราณสถานที่สำคัญ[แก้]

โบราณสถานที่สำคัญและมีความเกี่ยวเนื่องกัน กับประวัติศาสตร์ของชุมชนบนเกาะลิบงนั้นเท่าที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ

  1. ซากกำแพงเมือง ซากกำแพงเมืองเกาะลิบงที่เหลืออยู่นั้นมีสภาพเป็นซากไม้เก่า ๆ ปักเรียงกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 4 เมตร โดยใช้ไม้เคี่ยมขนาดใหญ่ปักที่มุมทั้งสี่ด้านระหว่างเสานั้นจะใช้ไม้กระดานเป็นแผ่นหน้าปักเรียงต่อกันทั้ง สี่ด้าน ซากกำแพงเมืองเกาะลิบงตั้งอยู่ที่บริเวณด้านหลังเตาเผาถ่านบ้านพร้าว ซึ่งอยู่ในเขตท้องที่หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะลิบง ชาวบ้านเล่าว่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แนวซากกำแพงเมืองมีเหลือมากกว่านี้ แต่ต่อมาได้ขุดทิ้งไปเพื่อทำเป็นท่าเทียบเรือ
  2. หลุมศพอดีตเจ้าเมือง (โต๊ะฮ้าหวา หรือโต๊ะปังกะหวา) หลุมศพของโต๊ะฮ้าหวานั้นปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตท้องที่ หมู่ที่ 1 ซึ่งเป็นสวนยางพาราของชาวบ้าน สภาพของหลุมศพเป็นเนินดินขนาดใหญ่ มีไม้แก่น(นาแซ หรือตะหนา) ปักหัวท้ายห่างกัน 3.2 เมตร ชาวบ้านเล่าว่าทุก ๆ ปีเมื่อถึงวันอารีรายอ โต๊ะอิหม่ามจะมาอ่านอัลกุรอ่านที่หลุมนี้ประจำ
  3. คลองขุด ที่บริเวณใกล้ๆกับหลุมศพโต๊ะฮ้าหวา นั้นมีร่องรอยเป็นลำห้วยเล็กๆ กว้าง ประมาณ 4 เมตร เชื่อมต่อระหว่างคลองบ้านพร้าวซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกกับทะเลด้านตะวันออกของเกาะ ปัจจุบันลำห้วย หรือคลองขุดได้ตื้นเขินไปบางส่วนแล้ว แต่ยังมีสภาพที่มองเห็นเป็นแนวชัดเจน
  4. สภาพซากของสระน้ำ เป็นสระขุดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 36 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร ตั้งอยู่บนภูเขาในเขตท้องที่ หมู่ที่ 1 ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ควนสระ

ประชากร[แก้]

ชุมชนบนเกาะลิบงในปัจจุบันมีมากขึ้นจนสามารถแบ่งการปกครองออกได้เป็น 3 หมู่บ้านคือ บริเวณบ้านพร้าว บ้านโคกท้อน อยู่ในเขตหมู่ที่ 1 บ้านบาตูปูเต๊ะ อยู่ในเขตหมู่ที่ 4 และบ้านหลังเขาอยู่ในเขตหมู่ที่ 5 ซึ่งประชากรทั้ง 3 หมู่บ้านนั้นนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่

อาชีพ[แก้]

การประกอบอาชีพของชาวเกาะลิบง ส่วนใหญ่แล้วยังคงประกอบอาชีพทำประมงขนาด และบางส่วนได้ประกอบการทำสวนยางพารา ซึ่งการประกอบอาชีพประมงนั้นชาวบ้านจะใช้เครื่องมือง่าย ๆ แบบพื้นบ้าน

อ้างอิง[แก้]