ประเทศคอโมโรส
| สหภาพคอโมโรส
Udzima wa Komori (คอโมโรส)
اتحاد القمر (อาหรับ) Union des Comores (ฝรั่งเศส) |
||||||
|---|---|---|---|---|---|---|
|
||||||
| คำขวัญ: Unité - Justice - Progrès (ภาษาฝรั่งเศส: เอกภาพ - ยุติธรรม - ความก้าวหน้า) |
||||||
| เพลงชาติ: Udzima wa ya Masiwa |
||||||
| เมืองหลวง (และเมืองใหญ่สุด) |
โมโรนี 11°41′S 43°16′E / 11.683°S 43.267°E |
|||||
| ภาษาทางการ | ภาษาคอโมโรส ภาษาอาหรับ และภาษาฝรั่งเศส | |||||
| การปกครอง | สหพันธ์สาธารณรัฐ | |||||
| - | ประธานาธิบดั | อีกีลีลู โดอีนีเน | ||||
| - | รองประธานาธิบดี | ฟูอัด โมฮาจี มุฮัมมัด อะลี โซอีลีห์ นูร์ดีเน บูร์ฮาเน |
||||
| ได้รับเอกราช | ||||||
| - | จาก ฝรั่งเศส | 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 | ||||
| พื้นที่ | ||||||
| - | รวม | 2,235 ตร.กม. (178) 863 ตร.ไมล์ |
||||
| - | แหล่งน้ำ (%) | เล็กน้อย | ||||
| ประชากร | ||||||
| - | 2010 (ประเมิน) | 798,000[1] (163) | ||||
| - | ความหนาแน่น | 275 คน/ตร.กม. (25) 712.2 คน/ตร.ไมล์ |
||||
| จีดีพี (อำนาจซื้อ) | 2010 (ประมาณ) | |||||
| - | รวม | 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[2] | ||||
| - | ต่อหัว | 1,202[2] | ||||
| จีดีพี (ราคาตลาด) | 2010 (ประมาณ) | |||||
| - | รวม | 534 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[2] | ||||
| - | ต่อหัว | 802 ดอลลาร์สหรัฐ[2] | ||||
| HDI (2007) | ▲ 0.576 (ปานกลาง) (139) | |||||
| สกุลเงิน | ฟรังก์คอโมโรส (KMF) |
|||||
| เขตเวลา | EAT (UTC+3) | |||||
| - | (DST) | ไม่พบ (UTC+3) | ||||
| ระบบจราจร | ขวา | |||||
| โดเมนบนสุด | .km | |||||
| รหัสโทรศัพท์ | +269 | |||||
คอโมโรส (อังกฤษ: Comoros; อาหรับ: جزر القمر; ฝรั่งเศส: Comores) หรือชื่อทางการว่า สหภาพคอโมโรส (อังกฤษ: Union of the Comoros; คอโมโรส: Udzima wa Komori; อาหรับ: الاتحاد القمري; ฝรั่งเศส: Union des Comores) เป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา บริเวณจุดเหนือสุดของช่องแคบโมซัมบิก ระหว่างทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศมาดากัสการ์และทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศโมซัมบิก ประเทศอื่นที่ใกล้กับคอโมโรสคือประเทศแทนซาเนียที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือและประเทศเซเชลส์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมืองหลวงคือ โมโรนี บนเกาะกร็องด์กอมอร์
ด้วยเนื้อที่เพียง 1,862 ตารางกิโลเมตร (719 ตารางไมล์) (ไม่รวมมายอต)[3] ทำให้คอโมโรสเป็นประเทศที่เล็กที่สุดเป็นอันดับ 3 ในทวีปแอฟริกา โดยมีประชากรทั้งหมดประมาณ 798,000 คน (ไม่รวมมายอต) ชื่อของประเทศมาจากคำในภาษาอาหรับ قمر, qamar (ดวงจันทร์)[4] หมู่เกาะนี้มีเป็นที่รู้จักกันว่าประกอบไปด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ประเทศก่อตั้งขึ้นมาท่ามกลางหลากอารยธรรม เป็นประเทศในกลุ่มสันนิบาตอาหรับที่อยู่ทางใต้สุด ภาษาราชการมี 3 ภาษาคือ อาหรับ คอโมโรส และฝรั่งเศส (พูดกันส่วนใหญ่บนเกาะมายอต)
หมู่เกาะคอโมโรสประกอบไปด้วย 4 เกาะใหญ่บนหมู่เกาะภูเขาไฟคอโมโรส ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดคือเกาะกร็องด์กอมอร์หรืออึงกาซีจา มอเอลีหรืออึมวาลี อ็องฌูอ็องหรืออึนซวานี และทางตะวันตกเฉียงใต้สุดคือเกาะมายอตหรือมาโอเร ตลอดจนหมู่เกาะเล็ก ๆ อีกหลายเกาะ อย่างไรก็ตามรัฐบาลของคอโมโรส (หรือผู้สืบทอดตำแหน่งตั้งแต่ได้รับเอกราช) ไม่เคยได้ควบคุมเกาะมายอต เพราะเกาะมายอตถูกปกครองโดยฝรั่งเศสในฐานะจังหวัดโพ้นทะเล เกาะมายอตเป็นเพียงเกาะเดียวที่ประชาชนส่วนใหญ่ออกเสียงไม่ต้องการเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2517 และต่อมาฝรั่งเศสก็ได้ยับยั้งข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ยืนยันว่าคอโมโรสยังคงมีอำนาจเหนือเกาะมายอต[5][6][7][8] นอกจากนี้ ผลการออกเสียงประชามติในเรื่องสถานะของดินแดนมายอตเมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552 เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนบนเกาะยังคงยืนยันว่าให้คงสถานะดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสต่อไป
ประเทศคอโมโรสเป็นเพียงรัฐเดียวที่เป็นทั้งสมาชิกของสหภาพแอฟริกา องค์การผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสนานาชาติ (Francophonie) องค์การการประชุมอิสลาม สันนิบาตอาหรับ และ คณะกรรมาธิการร่วมมหาสมุทรอินเดีย ในประวัติศาสตร์ประเทศตั้งแต่ได้รับเอกราชมาเมื่อปี พ.ศ. 2518 นั้นมักจะเกิดรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง ในปี พ.ศ. 2551 ครึ่งหนึ่งของประชากรมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าเส้นความยากจนนานาชาติ โดยมีรายได้ต่อหัวเพียง 1.25 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ/คน/วัน[9]
เนื้อหา |
ประวัติศาสตร์[แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ประวัติศาสตร์คอโมโรส
การตั้งถิ่นฐานในยุคก่อนอาณานิคม[แก้]
การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์บนหมู่เกาะคอโมโรสในยุคแรกคาดว่าน่าจะเป็นชาวแอฟริกาหรือไม่ก็ออสเตรเลียซึ่งเดินทางมาถึงเกาะโดยทางเรือโดยน่าจะมาถึงตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 6 ช่วงเวลาที่เก่าแก่ที่สุดของแหล่งโบราณคดีที่พบบนเกาะอ็องฌูอ็องนั้นน่าจะมีอายุประมาณถึงศตวรรษที่ 1[10] หมู่เกาะคอโมโรสกลายเป็นที่อยู่ของมนุษย์หลากหลายเชื้อชาติไล่ไปตั้งแต่ชาวฝั่งบนทวีปแอฟริกา ชาวอ่าวเปอร์เซีย ชาวหมู่เกาะมาเลย์ และชาวเกาะมาดากัสการ์ ชาวสวาฮีลีก็มาถึงหมู่เกาะนี้ในช่วงที่มีการขยายตัวของเผ่าบันตูซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นสหัสวรรษ
ตามตำนานของคนในยุคก่อนอิสลาม ยักษ์จินนีได้ทิ้งเพชรลงมาซึ่งก่อให้เกิดนรกขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือภูเขาไฟการ์ตาลาที่ก่อกำเนิดหมู่เกาะคอโมโรสขึ้นมานั่นเอง ชาวเกาะในยุคแรกนั้นจะบูชาธรรมชาติโดยเฉพาะดวงจันทร์ซึ่งเขาเชื่อกันว่าคอยควบคุมกระแสน้ำ ความเชื่อนี้ทำให้เกาะต่าง ๆ ของหมู่เกาะคอโมโรสเป็นหนึ่งเดียวกัน
ความก้าวหน้าของหมู่เกาะคอโมโรสได้แบ่งออกเป็นช่วง ๆ เริ่มจากอิทธิพลของชาวสวาฮีลีในช่วงเดมเบนี (ศตวรรษที่ 9 - 10) ในช่วงนี้แต่ละเกาะยังแยกกันอยู่อย่างโดดเดี่ยวและมีเพียงหมู่บ้านเดียวทั้งเกาะ[11] จากศตวรรษที่ 11-15 การค้าขายระหว่างเกาะมาดากัสการ์ได้เกิดขึ้นและพ่อค้าจากตะวันออกกลางก็มั่งคั่งขึ้นทำให้เกิดหมู่บ้านขนาดเล็กขึ้นมา จากหมู่บ้านก็กลายเป็นเมือง ชาวคอโมโรสมักกล่าวว่า จริง ๆ แล้ว ชาวอาหรับได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะนานแล้ว ซึ่งนักประวัติศาสตร์ชาวสวาฮีลีก็ได้ตรวจสอบโดยการสืบลำดับญาติไปก็พบว่า มีบางส่วนที่อพยพมาจากตะวันออกกลางจริง จากบริเวณที่เป็นประเทศเยเมน (โดยเฉพาะจังหวัดฮัฎเราะเมาต์) และโอมานในปัจจุบัน
ในปี 933 อัลมัสอูดี นักประวัติศาสตร์ชาวอาหรับได้กล่าวถึงเหล่ากะลาสีชาวโอมาน พวกเขาเรียกหมู่เกาะคอโมโรสนี้ว่า "เกาะน้ำหอม" และได้ร้องเพลงถึงคลื่นที่กระทบอย่างเป็นจังหวะ หาดทรายไข่มุกที่สวยงาม สายลมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดังงาซึ่งเป็นส่วนประกอบในน้ำหอมหลายชนิด
ในปี 1154 อัลอีดรีซี นักภูมิศาสตร์ชาวอาหรับได้วาดภาพแผนที่คอโมโรส และได้กล่าวถึงกะลาสีของหมู่เกาะซึ่งขายเครื่องมือโลหะเพื่อแลกทองและงาช้างในแอฟริกาตะวันออก เขาเห็นว่าหมู่เกาะแห่งนี้มีความมั่นคงและรุ่งเรืองกว่าเมืองท่าชายฝั่งอย่างมอมบาซา แซนซิบาร์ กิลวา และกีเตาเสียอีก และในศตวรรษที่ 15 อะห์มัด อิบน์ มาญิด กะลาสีเรือชาวอาหรับก็ได้วาดเส้นทางเดินเรือระหว่างเกาะเหล่านี้
คอโมโรสในยุคกลาง[แก้]
ตามตำนาน ในปี 632 เมื่อได้ยินข่าวการปรากฏของศาสนาอิสลาม ชาวหมู่เกาะได้ส่งทูตนามว่า กุมราลู ไปเมกกะ แต่เมื่อเขาเดินทางไปถึง ศาสนทูตมุฮัมมัดได้สิ้นไปแล้ว ถึงกระนั้นเขาก็ยังพำนักอยู่ในเมกกะ ก่อนจะกลับสู่กานบาลูและค่อย ๆ เปลี่ยนชาวเกาะให้หันมานับถือศาสนาอิสลามในที่สุด
บันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับคอโมโรสนั้นได้มาจากงานเขียนของอัลมัสอูดี ที่กล่าวถึงความสำคัญของหมู่เกาะคอโมโรสเช่นเดียวกับดินแดนชายฝั่งอื่น ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าที่สำคัญของพ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซียรวมทั้งกะลาสีจากบัสรา เพื่อหาปะการัง วานิลลา กระดังงา งาช้าง ลูกปัด เครื่องเทศ และทองคำไปขาย และยังได้นำศาสนาอิสลามไปเผยแพร่แก่ชาวซานจ์ (อยู่ในแอฟริกาตะวันออก) และชาวเกาะอีกด้วย หมู่เกาะคอโมโรสมีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ และเติบโตไปพร้อมเกือบเมืองชายฝั่งของแอฟริกาตะวันออกทำให้เกิดสุเหร่าน้อยใหญ่ตามมา แม้จะมีระยะที่ห่างจากชายฝั่งพอสมควร แต่หมู่เกาะคอโมโรสก็เป็นแหล่งทางการค้าที่สำคัญของชาวสวาฮีลี เป็นเส้นทางทางทะเลที่สำคัญระหว่างเมืองกิลวา (ที่ส่งออกทองของชาวซิมบับเว) กับเมืองมอมบาซาในเคนยา[12]
หลังจากการมาถึงของชาวโปรตุเกสและการล่มสลายของสุลต่านแห่งแอฟริกาตะวันออก สุลต่านซัยฟ์ บิน สุลต่าน ผู้มีอำนาจแห่งโอมานได้เริ่มกำจัดอิทธิพลของชาวดัตช์และโปรตุเกส นอกจากนั้นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากเขา คือ สุลต่านซะอีด บิน สุลต่าน ยังได้ขยายอิทธิพลของรัฐอาหรับโอมานไปทั่วทั้งภูมิภาค และโดยเฉพาะเมื่อแซนซิบาร์ตกอยู่ใต้อำนาจ ก็ได้ส่งผลต่อวัฒนธรรมคอโมโรสทั้งด้านสถาปัตยกรรมและศาสนา และยังทำให้ภูมิภาคกลายเป็นหนึ่งเดียวกันด้วย สุลต่านบนหมู่เกาะคอโมโรสซึ่งปกครองส่วนใหญ่ของภูมิภาคมีอำนาจถึงในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เลยทีเดียว[13]
ในช่วงเวลาที่ชาวยุโรปเริ่มให้ความสนใจกับคอโมโรส ชาวมุสลิมดั้งเดิม ชาวสวาฮีลี และชาวอาหรับได้เริ่มที่จะปรับตัวเข้ากับอารยธรรมตะวันตกมากขึ้น นักวิชาการในสมัยหลังอย่างทอมัส สเปียร์ และแรนดัล พูเวลล์ ได้ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของชาวแอฟริกาผิวดำว่าน่าจะมีอำนาจมากกว่าแนวคิดในเรื่องของความหลากหลายทางชาติพันธุ์[14]
การติดต่อกับชาวยุโรปและการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส[แก้]
ในปี 1506 ชาวโปรตุเกสได้เดินทางมาถึงเกาะและเริ่มท้าทายอำนาจบาจัส (หัวหน้าชาวบันตูมุสลิม) และฟานิส (รองหัวหน้า) ปีต่อ ๆ มาในปี 1514 คอโมโรสก็ถูกรุกรานโดยอาฟงซู ดี อาลบูเกร์กี ในขณะนั้นผู้ปกครองชาวมุสลิมเพิ่งจะรอดพ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟแม้ว่าที่กำบังของพวกเขาจะหาได้โดยไม่ยากแต่ชาวโปรตุเกสก็ไม่เคยหาพวกเขาพบ ในปี 1648 หมู่เกาะก็ถูกปล้นโดยโจรสลัดชาวมาลากาซี พวกเขาปล้นเมืองอีกอนี เมืองศูนย์กลางทางการค้าชายฝั่งใกล้เกาะกร็องด์กอมอร์หลังจากเพิ่งรบชนะสุลต่านที่อ่อนแอของเกาะมาได้
ในปี 1793 นักรบชาวมาลากาซีแห่งเกาะมาดากัสการ์ได้บุกหมู่เกาะคอโมโรสเพื่อนำชาวเกาะมาเป็นทาส จากนั้นจึงได้เข้ามาตั้งรกรากและครอบครองหลายส่วนของหมู่เกาะ บนคอโมโรสในปี 1865 คาดว่าประชากรบนเกาะเป็นทาสถึงกว่าร้อยละ 40[15] ขณะที่ฝรั่งเศสในเข้ามาตั้งอาณานิคมในปี 1841 ชาวอาณานิคมฝรั่งเศสคนแรกได้มาถึงเกาะมายอต อาเดรียน ซูลี กษัตริย์ชาวมาลากาซีแห่งเกาะมายอตได้ลงนามในสนธิสัญญาปี 1841 ได้ยอมยกดินแดนให้ตกอยู่ใต้อาณัติของฝรั่งเศส
ในปี 1886 เกาะมอเอลี ก็ตกอยู่ใต้อารักขาจากฝรั่งเศสโดยการยินยอมจากราชินีซาลิมา มาชิมบ้า และในปีเดียวกัน หลังจากที่ได้รวบรวมเกาะกร็องด์ กอมอร์เข้าไว้ด้วยกัน สุลต่านซะอีด อะลีก็ได้ยินยอมให้ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองต่อ แต่พระองค์ก็ยังมีอำนาจต่อไปจนถึงปี 1909 ซึ่งในปีนั้นพระองค์ก็ได้ทรงสละราชสมบัติเพื่อให้ฝรั่งเศสได้เข้ามาวางกฎอย่างเต็มที่ เกาะคอโมโรสตกอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในปี 1912 และตกอยู่ใต้การปกครองของผู้ว่าราชการอาณานิคมโพ้นทะเลของฝรั่งเศสแห่งมาดากัสการ์ในปี ค.ศ.1914[16]
คอโมโรสเป็นสถานีทางการค้าที่สำคัญของบรรดาพ่อค้าที่จะเดินทางไปค้าขายยังตะวันออกไกลหรืออินเดียมาโดยตลอดจนกระทั่งได้มีการเปิดใช้คลองสุเอซ ซึ่งได้ช่วยลดการจราจรทางน้ำในเขตช่องแคบโมซัมบิกได้อย่างมาก สินค้าธรรมชาติที่ส่งออกส่วนใหญ่ก็คือ มะพร้าว วัว ควายและกระดองเต่า ผู้ตั้งรกรากชาวฝรั่งเศส บริษัทจากฝรั่งเศสหรือแม้แต่พ่อค้าชาวอาหรับผู้มั่งคั่งได้วางรากฐานเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการเกษตรกรรมซึ่งกินพื้นที่ในการเพาะปลูกเพื่อส่งออกกว่า 1 ใน 3 หลังจากการผนวกดินแดนฝรั่งเศสก็ได้เปลี่ยนเกาะมายอต ให้กลายเป็นดินแดนอาณานิคมเพื่อการปลูกน้ำตาล และไม่นานทุกเกาะก็ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นดินแดนเพื่อการเพาะปลูกพืชส่งออกเช่นกัน พืชเหล่านั้น เช่น กระดังงา วานิลลา กาแฟ ต้นโกโก้ สับปะรด เป็นต้น [17]
ข้อตกลงในการมอบเอกราชได้เกิดขึ้นในปี 1973 และในปี 1978 คอโมโรส ก็ได้รับเอกราช ยกเว้นในเกาะมายอต การลงประชามติจะต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ในทั้ง 4 เกาะ แต่มีเพียง 3 เกาะเท่านั้นที่มีมติเป็นเอกฉันท์ ขณะที่มายอตต่อต้านและยังคงอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสต่อไป ในวันที่ 6 กรกฎาคม ปี 1975 รัฐบาลได้ประกาศกฎหมายร่างการเป็นเอกราช อาเหม็ด อับดัลลาห์ ได้ประกาศเอกราชของคอโมโรสและกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของคอโมโรส
การประกาศเอกราช[แก้]
หลังการประกาศเอกราช 30 ปีต่อจากนั้นคือความวุ่นวายทางการเมืองของคอโมโรสอย่างมาก เริ่มจากในวันที่ 3 สิงหาคม ปี 1975 ทหารรับจ้างชื่อ บ็อบ ดีนาร์ด ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จาก ฌาคส์ ฟอกการ์ และรัฐบาลฝรั่งเศส ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลของอาเหม็ด อับดัลลาห์และให้เจ้าชายซาอิด โมฮัมเหม็ด จัฟฟาร์ สมาชิกของแนวร่วมแห่งชาติคอโมโรส หรือ ยูเอ็นเอฟขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทน ถัดมาแค่เดือนเดียว พระองค์ก็ถูกขับไล่โดยอาลี โซอิลีห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม[18]
ในเวลาเดียวกันที่เกาะมายอต ประชาชนก็ได้มีการลงประชามติถึง 2 ครั้งในการต่อต้านการประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมปี 1974 เสียงส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 63.8 ยังคงต้องการอยู่ในการปกครองของฝรั่งเศสต่อไป ครั้งต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 1976 คราวนี้เสียงเกือบทุกเสียงกว่าร้อยละ 99.4 ก็ยังคงยืนยันเช่นเดิม ขณะที่บนเกาะที่เหลือทั้ง 3 เกาะที่ถูกปกครองโดยประธานาธิบดีโซอิลีห์ สมาชิกส่วนใหญ่ของรัฐบาลมักจะเป็นพวกสังคมนิยมหรือไม่ก็พวกนิยมการปกครองอย่างโดดเดี่ยวซึ่งยิ่งทำให้ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสตึงเครียดไปทุกขณะ จนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ปี 1978 บ็อบ ดีนาร์ด ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมทั้งล้มล้างอำนาจของโซอิลีห์ และได้แต่งตั้ง อับดัลลาห์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง ภายใต้การหนุนหลังจากฝรั่งเศสซึ่งต้องการให้รัฐบาลเป็นของชาวโรดีเซียและแอฟริกาใต้ ในช่วงการครองอำนาจของโซอิลีห์ เขาต้องเผชิญหน้ากับการพยายามก่อรัฐประหารถึง 7 ครั้ง จนในที่สุดก็ถูกขับไล่และโดนสังหารในที่สุด[18][19]
ในทางตรงข้ามกับโซอิลีห์ ประธานาธิบดีอับดัลลาห์ถูกมองว่าเป็นพวกเผด็จการ ได้เพิ่มการยึดมั่นในประเพณีแบบศาสนาอิสลาม[20] และยังเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐอิสลามคอโมโรส (République Fédérale Islamique des Comores; جمهورية القمر الإتحادية الإسلامية ) อับดัลลาห์ยังคงเป็นประธานาธิบดีต่อไปจนกระทั่งปี 1989 เมื่อเขารู้สึกหวาดเกรงว่าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น เขาจึงได้ลงนามในกฤษฎีกากองกำลังแห่งประธานาธิบดี นำโดย บ็อบ ดีนาร์ด เพื่อปลดอาวุธกองกำลังติดอาวุธ ไม่นานหลังจากได้มีการลงนาม อับดัลลาห์ก็ถูกกล่าวว่าโดนยิงโดยนายทหารนายหนึ่งที่ไม่พอใจในที่ทำการของเขาเอง แต่แหล่งที่มาในภายหลังอ้างว่า เขาถูกขีปนาวุธต่อต้านรถถังยิงเข้ามาในห้องนอนเขาต่างหาก[21] และแม้ว่า บ็อบ ดีนาร์ด จะได้รับบาดเจ็บด้วย แต่ก็เป็นที่สงสัยว่า ผู้ที่สังหารอับดัลลาห์น่าจะเป็นทหารภายใต้สังกัดของเขานั่นเอง[22]
ไม่กี่วันต่อมา บ็อบ ดีนาร์ด ได้อพยพไปยังแอฟริกาใต้โดยพลร่มของฝรั่งเศส ซาอิด โมฮัมเหม็ด โฌอาร์ พี่ชายต่างแม่ของอับดัลลาห์ได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนต่อมา และอยู่ในตำแหน่งจนถึงกันยายนปี 1995 เมื่อบ็อบ ดีนาร์ด กลับมาอีกครั้งกับความพยายามในการทำรัฐประหารอีก แต่คราวนี้ฝรั่งเศสเข้ามาแทรกแซงและบังคับให้ดีนาร์ดยอมจำนน[23][24] ฝรั่งเศสได้ถอดถอนโฌอาร์ออกจากตำแหน่งและให้ไปอยู่ที่รียูนิอองแทน ขณะที่โมฮัมเหม็ด ทากี อับดุลการิม ผู้ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากปารีสขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทนจากการเลือกตั้ง เขาเป็นผู้นำประเทศตั้งแต่ปี 1996 ผ่านช่วงเวลาของวิกฤตการณ์แรงงาน การปราบปรามของรัฐบาลต่อพวกพยายามแบ่งแบกดินแดนจนกระทั่งเขาสิ้นชีวิตในเดือนพฤศจิกายนปี 1998 ทาชีดีน เบน ซาอิด มาสซุนเด้ได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทนชั่วคราว[25]
ในปี 1997 หมู่เกาะอ็องฌูอ็องและโมเอลี ได้ประกาศเอกราชจากคอโมโรส ในความพยายามที่จะนำการปกครองของฝรั่งเศสกลับมา แต่ฝรั่งเศสปฏิเสธคำขอจึงนำไปสู่การนองเลือดระหว่างกองกำลังฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏ และในเดือนเมษายน ปี 1999 พันเอกอซาลี อัสซูมานี่ หัวหน้าฝ่ายกองทัพได้ยึดอำนาจในการรัฐประหารนองเลือด โค่นประธานาธิบดีมาสซุนเด้ลงจากตำแหน่ง โดยอ้างว่าเป็นผู้นำที่อ่อนแอในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่วิกฤต และทำให้นี่เป็นการรัฐประหารในคอโมโรสครั้งที่ 18 นับตั้งแต่ประกาศเอกราชในปี 1975 เป็นต้นมา[26] อย่างไรก็ตาม อซาลีก็ล้มเหลวในการที่จะรวบรวมอำนาจและสถาปนาการควบคุมเหนือหมู่เกาะซึ่งเป็นหัวข้อหนึ่งในการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ สหภาพแอฟริกัน ภายใต้การอุปถัมภ์ของประธานาธิบดี เธโบ เอ็มเบกี้ แห่งแอฟริกาใต้เรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรเหนือเกาะอองฌูอ็องเพื่อช่วยให้การเจรจาเพื่อความสมานฉันท์สำเร็จผล[27][28] ชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศได้เปลี่ยนเป็นสหภาพคอโมโรสและระบบการเมืองที่เป็นอิสระได้ถูกสถาปนาขึ้นในแต่ละหมู่เกาะ พร้อมทั้งรัฐบาลแห่งสหภาพในการปกครองทั้งสามเกาะ
อซาลีก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อปี 2002 เพื่อลงแข่งขันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งคอโมโรส ซึ่งเขาก็ชนะการเลือกตั้ง ภายใต้การกดดันจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้นำทางทหารที่ได้อำนาจมาโดยใช้กำลัง และไม่ได้มีประชาธิปไตยในระหว่างที่มีอำนาจ อซาลีก็ได้นำคอโมโรสผ่านการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญซึ่งทำให้มีการเลือกตั้ง [29] ร่างกฎหมาย Loi des competences ได้ผ่านการอนุมัติในปี 2005 ซึ่งได้กำหนดความรับผิดชอบในแต่ละรัฐบาล และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการนำไปปฏิบัติให้เกิดผล การเลือกตั้งในปี 2006 อาเหม็ด อับดัลลาห์ โมฮัมเหม็ด แซมบี้ ก็ชนะการเลือกตั้ง เขาเป็นนักบวชมุสลิมนิกายซุนหนี่ มีชื่อเล่นว่า “อยาโตลเลาะห์” จากการที่เขาได้ใช้เวลาไปศึกษาศาสนาอิสลามในอิหร่าน อซาลียอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผลให้เกิดสันติสุขขึ้นและเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจโดยประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก สำหรับหมู่เกาะนี้[30]
ในปี 2001 พันเอก โมฮัมเหม็ด บาซาร์ อดีตนายทหาร/ตำรวจฝรั่งเศส ได้ยึดอำนาจขึ้นเป็นประธานาธิบดีบนเกาะอ็องฌูอ็อง เขาจัดฉากการโหวตเมื่อเดือนมิถุนายน 2007 เพื่อยืนยันความเป็นผู้นำของเขา รัฐบาลกลางคอโมโรสไม่ยอมรับเพราะผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับสหภาพแอฟริกัน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2008 ทหารนับร้อยจากสหภาพแอฟริกันและคอโมโรส เข้ายึดอำนาจจากพวกกบฏบนเกาะอ็องฌูอ็อง ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากประชาชน มีรายงานว่าประชาชนนับร้อยถึงพันถูกทรมานระหว่างการดำรงตำแหน่งของบาซาร์[31] กบฏบางคนถูกฆ่าตายและได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการ พลเรือนอย่างน้อย 11 คนได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่บางคนถูกคุมขัง บาซาร์ได้หลบหนีโดยเรือสปีดโบทไปยังดินแดนของฝรั่งเศสในมหาสมุทรอินเดียแห่งมายอตเพื่อหาที่ลี้ภัย
ตั้งแต่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส คอโมโรสมีประสบการณ์การรัฐประหารกว่า 20 ครั้ง[32]
หลังการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2010 อดีตรองประธานาธิบดี อิกิลีลู โดไอนีน ก็เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2011 เขาเป็นสมาชิกในพรรครัฐบาลมาก่อน ได้รับการสนับสนุนการเลือกตั้งจากอดีตประธานาธิบดีอาเหม็ด อับดัลลาห์ โมฮัมเหม็ด แซมบี้ โดไอนีน ซึ่งเป็นเภสัชกร เป็นประธานธิบดีของคอโมโรสคนแรกที่มาจากเกาะโมเอลี
สภาพภูมิศาสตร์[แก้]
-
ดูบทความหลักที่ สภาพภูมิศาสตร์ของคอโมโรส
คอโมโรสประกอบไปด้วยเกาะเอ็นกาซิดจา (กรองด์ กอมอร์), เกาะเอ็มวาลี (โมเอลี), เกาะเอ็นซวานี่ (อ็องฌูอ็อง) และเกาะมาออเร่ (มายอตต์) ทั้งหมดนี้เป็นเกาะสำคัญในหมู่เกาะคอโมโรส ในขณะที่มีหมู่เกาะเล็กน้อยอีกมากมาย เกาะเป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการในภาษาคอโมเรียนของพวกเขาเอง แม้จะมีชื่อในภาษาต่างประเทศด้วยก็ตามจะใช้ชื่อในภาษาฝรั่งเศส (ในวงเล็บ) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดคือ โมโรนี่ ตั้งอยู่บนเกาะเอ็นกาซิดจา หมู่เกาะตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ในช่องแคบโมซัมบิก ระหว่างชายฝั่งแอฟริกัน (ใกล้โมซัมบิกและแทนซาเนีย) กับมาดากัสดาร์ ไม่มีพรมแดนที่อยู่บนแผ่นดิน
ด้วยขนาดเพียง 2,235 ตารางกิโลเมตร (863 ตารางไมล์) ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่เล็กที่สุดในโลก คอโมโรสยังมีการอ้างสิทธิพื้นที่ทางทะเลอีกประมาณ 320 ตารางกิโลเมตร (120 ตารางไมล์) สภาพภายในหมู่เกาะมีความหลากหลายตั้งแต่ภูเขาสูงชันไปจนถึงเนินเขาเตี้ยๆ สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปร้อนและอบอุ่น มีสองฤดูกาลที่สำคัญซึ่งขึ้นกับปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 29-30 องศาเซลเซียส (84-86 องศาฟาเรนไฮต์) ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในฤดูฝน (เรียกว่าคาชคาซี่ ช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน) และอุณหภูมิโดยเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 19 องศาเซลเซียส (66 องศาฟาเรนไฮต์) ในฤดูหนาว ซึ่งมีอากาศเย็นและแห้ง (เรียกว่า คูซี่ เดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน)[33] โดยทั่วไปเกาะไม่ค่อยโดนภัยจากพายุไซโคลน
เอ็นกาซิดจาเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะคอโมโรส มีขนาดโดยประมาณเท่ากับขนาดของเกาะที่เหลือรวมกัน มันเป็นเกาะที่เกิดใหม่ดังนั้นดินจึงมีลักษณะเป็นหินดิน ลักษณะภูมิประเทศที่โดดเด่นของเกาะนี้คือมีภูเขาไฟสองลูก คาร์ธาล่า (ยังปะทุอยู่) และ ลา กริลล์ (ดับสนิทแล้ว) และลักษณะของชายฝั่งที่ไม่สามารถทำเป็นท่าเรือได้ เอ็มวาลี มีเมืองหลวงชื่อ ฟอมโบนี่ เป็นเกาะที่เล็กที่สุดในบรรดา 4 เกาะสำคัญ เอ็นซวานี่ มีเมืองหลวงชื่อ มัทซามูดู มีลักษณะที่โดดเด่นโดยเป็นรูปสามเหลี่ยมซึ่งเกิดจากภูเขาสามลูก ซีมา นีอูมาเคเล่ และจีมีลีเม่ กระจายตัวจากจุดสูงสุด เอ็นตริงกี้ (แม่แบบ:Convert/LoffAonDorSoff)
เกาะที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในหมู่เกาะแห่งนี้ คือ มายอตต์ ซึ่งอุดมไปด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็มีสภาพชายฝั่งที่ดีเหมาะแก่การทำเป็นท่าเรือ พร้อมด้วยประชากรปลาที่มีมากเนื่องจากแนววงแหวนปะการัง ซาอุดซี่ เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณานิคมคอโมโรส ตั้งอยู่บนเกาะปามานซี (ฝรั่งเศส : Petite-Terre) เกาะเล็กที่ใหญ่ที่สุดของเกาะมาออเร่ ขณะที่เมืองหลวงในปัจจุบันคือ มามูดซู คำว่า มายอตต์ (หรือมาออเร่) อาจจะหมายถึงกลุ่มของหมู่เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า มาออเร่ (ฝรั่งเศส: Grande-Terre) และรอบเกาะมาออเร่มีเกาะปามานซีที่สะดุดตาที่สุด (Petite-Terre)
หมู่เกาะคอโมโรสก่อตัวขึ้นโดยการระเบิดของภูเขาไฟ ภูเขาไฟคาร์ธาล่าที่ตั้งอยู่บนเกาะเอ็นซาชิดจา เป็นจุดที่สูงที่สุดของประเทศ มีความสูง 2,361 เมตรหรือ 7,748 ฟุต มันยังเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของคอโมโรสที่ไม่มีป่าฝนเขตร้อน คาร์ธาล่า เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังมีการปะทุอยู่ในโลก มีการระเบิดเล็กน้อยเมื่อปี 2006 และก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน 2005 และ 1991 ในการระเบิดเมื่อปี 2005 ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ 17-19 เมษายน ประชาชนกว่า 40,000 คนต้องอพยพ บริเวณรอบปากปล่องภูเขาไฟรัศมีกว่า 3-4 กิโลเมตรถูกทำลายทั้งหมด
อ้างอิง[แก้]
- ↑ excl. Mayotte
- ↑ 2.0 2.1 2.2 2.3 "Comoros". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 2011-04-21.
- ↑ Dominique and Michelle Frémy (2004).Quid 2005 Editions Robert Laffont. p.1175.
- ↑ "Comores Online.com – reference to the history of the name".
- ↑ [ลิงก์เสีย]The first UN General Assembly Resolution regarding the matter, "Question of the Comorian island of Mayotte (PDF)," United Nations General Assembly Resolution A/RES/31/4, (21 October 1976) states "the occupation by France of the Comorian island of Mayotte constitutes a flagrant encroachment on the national unity of the Comorian State, a Member of the United Nations," rejecting the French-administered referendums and condemning French presence in Mayotte.
- ↑ As defined by the Organization of African Unity, the Movement of Non-Aligned Countries, the Organisation of Islamic Cooperation, and the United Nations General Assembly: the most recent UN General Assembly Resolution regarding the matter, "Question of the Comorian island of Mayotte," United Nations General Assembly Resolution A/RES/49/18, (6 December 1994) states "the results of the referendum of 22 December 1974 were to be considered on a global basis and not island by island,...Reaffirms the sovereignty of the Islamic Federal Republic of the Comoros over the island of Mayotte".[ลิงก์เสีย] Several resolutions expressing similar sentiments were passed between 1977 (31/4) and 1994 (49/18).
- ↑ "Subjects of UN Security Council Vetoes". Global Policy Forum. Archived from the original on March 17, 2008. สืบค้นเมื่อ 2008-03-27.
- ↑ "Article 33" (PDF). UN Treaty.
- ↑ Human Development Indices, Table 3: Human and income poverty, p. 35. Retrieved on 1 June 2009
- ↑ Federal Research Division of the Library of Congress under the Country Studies/Area Handbook Program (August 1994). Ralph K. Benesch, ed. A Country Study: Comoros. Washington, D.C.: US Department of the Army. สืบค้นเมื่อ January 2007.
- ↑ Thomas Spear (2000). "Early Swahili History Reconsidered". The International Journal of African Historical Studies (Boston University African Studies Center) 33 (2): 257–290. doi:10.2307/220649. JSTOR 220649.
- ↑ Thomas Spear (2000). "Early Swahili History Reconsidered". The International Journal of African Historical Studies 33 (2): 264–5.
- ↑ Thomas Spear (1984). "The Shirazi in Swahili Traditions, Culture, and History". History in Africa (African Studies Association) 11: 291–305. doi:10.2307/3171638. JSTOR 3171638.
- ↑ Randall L. Pouwels (1984). "Oral Historiography and the Shirazi of the East African Coast". History in Africa (African Studies Association) 11: 237–267. doi:10.2307/3171636. JSTOR 3171636.
- ↑ "Comoros - Early Visitors and Settlers". Library of Congress Country Studies
- ↑ Andre Bourde (May 1965). "The Comoro Islands: Problems of a Microcosm". The Journal of Modern African Studies 3 (1): 91–102. doi:10.1017/S0022278X00004924.
- ↑ Barbara Dubins (September 1969). "The Comoro Islands: A Bibliographical Essay". African Studies Bulletin (African Studies Association) 12 (2): 131–137. doi:10.2307/523155. JSTOR 523155.
- ↑ 18.0 18.1 Eliphas G. Mukonoweshuro (October 1990). "The Politics of Squalor and Dependency: Chronic Political Instability and Economic Collapse in the Comoro Islands". African Affairs 89 (357): 555–577.
- ↑ Moorcraft, Paul L.; McLaughlin, Peter (April 2008) [1982]. The Rhodesian War: A Military History. Barnsley: Pen and Sword Books. pp. 120–121. ISBN 978-1-84415-694-8.
- ↑ Abdourahim Said Bakar (1988). "Small Island Systems: A Case Study of the Comoro Islands". Comparative Education 24 (2, Special Number (11): Education and Minority Groups): 181–191. doi:10.1080/0305006880240203.
- ↑ Christopher S. Wren (8 December 1989). "Mercenary Holding Island Nation Seeks Deal" (LexisNexis). New York Times. สืบค้นเมื่อ 3 January 2007.[ลิงก์เสีย]
- ↑ Matloff, Judith (10/6/95). "Mercenaries seek fun and profit in Africa" 87 (219). Christian Science Monitor. ISSN 0882-7729.
- ↑ Marlise Simons (5 October 1995). "1,000 French Troops Invade Comoros to Put Down Coup". New York Times. pp. Section A; Page 10; Column 3.
- ↑ "French Mercenary Gives Up in Comoros Coup". New York Times. Associated Press. 6 October 1995. pp. Section A; Page 7; Column 1.
- ↑ Kamal Eddine Saindou (6 November 1998, Friday, AM cycle). "Comoros president dies from heart attack". Associated Press. pp. International News.
- ↑ "COMOROS: COUP LEADER GIVES REASONS FOR COUP". BBC Monitoring Africa (Radio France Internationale). 1 May 1999.
- ↑ Rodrique Ngowi (3 August 2000). "Breakaway island's ruler says no civilian rule until secession crisis resolved". Associated Press.
- ↑ "Mbeki flies in to Comoros islands summit in bid to resolve political crisis". Agence France Presse. 20 December 2003.
- ↑ "Comoros said "calm" after Azali Assoumani declared elected as federal president". BBC Monitoring Africa. 10 May 2002.
- ↑ UN Integrated Regional Information Networks (15 May 2006). "Comoros; Ahmed Abdallah Sambi Set to Win Presidency by a Landslide". AllAfrica, Inc. Africa News.
- ↑ "COMOROS: The legacy of a Big Man on a small island". IRIN.
- ↑ "Anti-French protests in Comoros". BBC News. 27 March 2008. สืบค้นเมื่อ 27 March 2008.
- ↑ Ottenheimer, Martin and Ottenheimer, Harriet (1994). Historical Dictionary of the Comoro Islands. African Historical Dictionaries; No. 59. Metuchen, N.J.: Scarecrow Press. pp. 20, 72. ISBN 978-0-585-07021-6.
|
||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||
|
|||||
- บทความทั้งหมดที่มีลิงก์เสีย
- บทความที่มีลิงก์เสีย from กรกฎาคม 2553
- Articles with invalid date parameter in template
- บทความที่มีลิงก์เสีย from มิถุนายน 2553
- ประเทศในทวีปแอฟริกา
- ประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการ
- ประเทศที่เป็นเกาะ
- ประเทศที่ใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาทางการ
- เกาะในทวีปแอฟริกา
- เกาะในมหาสมุทรอินเดีย
- รัฐและดินแดนที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2518
- อดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส
- ประเทศคอโมโรส