รัฐบัญญัติมอบอำนาจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฮิตเลอร์ปราศรัยต่อรัฐสภาไรช์สทัก

รัฐบัญญัติมอบอำนาจ (อังกฤษ: Enabling Act; เยอรมัน: Ermächtigungsgesetz) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า กฎหมายเพื่อเยียวยาความยากลำบากของประชาชนและชาติ (เยอรมัน: Gesetz zur Behebung der Not von Volk und Reich) เป็นกฎหมายที่ผ่านโดยรัฐสภาไรช์สทักแห่งเยอรมนี และได้รับการลงนามจากประธานาธิบดีฮินเดนเบิร์กในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1933 ซึ่งเป็นการมอบอำนาจเต็มบริบูรณ์และขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นฟือเรอร์ ผลจากบัญญัติดังกล่าวเป็นการอนุญาตให้คณะรัฐมนตรีสามารถผ่านกฎหมายได้โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภาเป็นเวลาสี่ปี

เบื้องหลัง[แก้]

หลังจากการประกาศใช้กฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรช์สทัก ฮิตเลอร์ได้ใช้ข้ออ้างดังกล่าวในการจับกุมผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเยอรมนี นับเป็นการกำจัดบทบาททางการเมืองออกไปอย่างสิ้นเชิง

ถึงแม้ว่าพรรคนาซีจะได้รับคะแนนเสียงกว่าห้าล้านคะแนนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่พรรคนาซีก็ไม่อาจเป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ โดยอีกห้าสิบสองที่นั่งเป็นของพรรคประชาชนแห่งชาติเยอรมัน ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ฮิตเลอร์ได้เรียกประชุมกับคณะรัฐมนตรีของเขาในวันที่ 15 มีนาคม เพื่อร่างบัญญัติการให้อำนาจ ซึ่งพรรคนาซีจะอาศัยอำนาจดังกล่าวเพื่อจะได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองอย่างสมบูรณ์โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา และไม่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกต่อไป

การเตรียมการและการเจรจา[แก้]

รัฐบัญญัติดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจให้ผ่านกฎหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา เพราะรัฐบัญญัติดังกล่าวถือว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการประกาศใช้รัฐบัญญัติดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่สองในสาม และได้รับคะแนนเสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกสองในสามเช่นกัน

การลงจะลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับรัฐบัญญัติมอบอำนาจ คาดว่า พรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งเยอรมนีและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเยอรมนีจะลงคะแนนเสียงคัดค้าน เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งสองพรรคถูกจับกุมเป็นบางส่วน จากผลของกฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรช์สทัก พรรคนาซีคาดว่า ชนชั้นกลาง เศรษฐีเจ้าของที่ดินและผู้ได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจจะลงคะแนนเสียงสนับสนุนรัฐบัญญัติดังกล่าว เพราะกลุ่มบุคคลเหล่านี้น่าจะเบื่อหน่ายต่อความไม่มีเสถียรภาพของสาธารณรัฐไวมาร์ และไม่กล้าที่จะขัดขวางพวกเขา

ด้านฮิตเลอร์เชื่อว่า ด้วยการออกเสียงสนับสนุนจากพรรคกลางจะทำให้เขาได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่มากกว่าสองในสาม ดังนั้นฮิตเลอร์จึงเจรจากับหัวหน้าพรรคกลาง ลุดวิก คาส ซึ่งการเจรจายุติลงในวันที่ 22 มีนาคม โดยคาสตกลงที่จะลงคะแนนเสียงให้กับรัฐบัญญัติมอบอำนาจนี้ โดยแลกกับการปกป้องพลเมืองชาวคาทอลิก เสรีภาพในการศาสนา โรงเรียนสอนศาสนา และลูกจ้างซึ่งได้รับการว่าจ้างจากพรรคกลาง

นักประวัติศาสตร์บางคน อย่างเช่น เคลาส์ โชลเดอร์ ยืนยันว่าฮิตเลอร์ยังสัญญาที่จะเจรจาข้อตกลงกับพระสันตปาปา ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการยกระดับฐานะของโบสถ์คาทอลิกในเยอรมนีในระดับชาติ แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างรัฐบัญญัติมอบอำนาจและข้อตกลงระหว่างฮิตเลอร์กับพระสันตปาปา

ผลที่ตามมา[แก้]

ภายใต้รัฐบัญญัติดังกล่าว ทำให้คณะรัฐมนตรีสามารถออกกฎหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐสภาไรช์สทัก โดยกฎหมายเหล่านี้บางส่วนอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นการยุติบทบาททางการเมืองของสมาชิกวุฒิสภา จากผลของรัฐบัญญัติมอบอำนาจและกฤษฎีกาว่าด้วยเพลิงไหม้รัฐสภาไรช์สทักทำให้รัฐบาลของฮิตเลอร์เป็นเผด็จการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ผลจากรัฐบัญญัติดังกล่าวยังเป็นการถอดความพลั้งเผลอของตัวประธานาธิบดีได้ ทั้งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งว่าประธานาธิบดีฮินเดนเบิร์กไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหารายวันที่เกิดขึ้น และคำสั่งจากประธานาธิบดีที่ต้องใช้ในการผ่านกฎหมายใด ๆ ก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป