คตินิยมสิทธิสตรี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

คตินิยมสิทธิสตรี (อังกฤษ: feminism) เป็นกลุ่มขบวนการและอุดมการณ์ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อนิยาม จัดตั้งและปกป้องสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมแก่สตรี[1][2] ซึ่งรวมถึงการแสวงจัดตั้งโอกาสที่เท่าเทียมแก่สตรีในการศึกษาและการจ้างงานด้วย

ชาร์ลส์ ฟูริเอ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผู้ให้กำเนิดคำว่า "เฟมินิสม์" ในปี 1837[3] คำว่า "เฟมินิสม์" และ "เฟมินิสต์" ปรากฏครั้งแรกในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ในปี 1872[4] บริเตนใหญ่ในคริสต์ทศวรรษ 1890 และสหรัฐอเมริกาในปี 1910[5][6], และพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ดระบุว่า ปี 1894 เป็นปีที่ปรากฏคำว่า "เฟมินิสต์" ครั้งแรก และปี 1895 ปรากฏคำว่า "เฟมินิสม์" ครั้งแรก[7] ปัจจุบัน พจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ด นิยามเฟมินิสต์ว่าเป็น "ผู้สนับสนุนสิทธิและความเสมอภาคของสตรี"[8]

ทฤษฎีคตินิยมสิทธิสตรี ซึ่งกำเนิดขึ้นจากขบวนการคตินิยมสิทธิสตรีเหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจความไม่เสมอภาคทางเพศสภาพโดยการสังเกตบทบาททางสังคมและประสบการณ์ชีวิตของสตรี มีการพัฒนาทฤษฎีในหลายสาขาวิชาเพื่อตอบสนองต่อประเด็นอย่างการประกอบสร้างเพศและเพศภาวะ[9][10] คตินิยมสิทธิสตรีในอดีตบางรูปแบบถูกวิจารณ์ว่า คำนึงถึงแต่มุมมองของสตรีผิวขาว ชนชั้นกลางและมีการศึกษาเท่านั้น ซึ่งนำไปสู่คตินิยมสิทธิสตรีรูปแบบเจาะจงเชื้อชาติหรือหลายวัฒนธรรม[11]

การรณรงค์สิทธิสตรีของนักเคลื่อนไหวคตินิยมสิทธิสตรี เช่น ในกฎหมายสัญญา กรรมสิทธิ์และการออกเสียงเลือกตั้ง ขณะที่สนับสนุนความชอบธรรมในร่างกาย การตัดสินใจเรื่องส่วนบุคคลและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์แก่สตรี การรณรงค์คตินิยมสิทธิสตรีได้เปลี่ยนแปลงสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตก โดยการบรรลุสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของผู้หญิง ความเป็นกลางของเพศสภาพในภาษาอังกฤษ การจ่ายค่าจ้างเท่าเทียมแก่สตรี สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรี รวมถึงการเข้าถึงการคุมกำเนิดและการทำแท้ง และสิทธิในการทำสัญญาและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์[12][13] นักคตินิยมสิทธิสตรีทำงานเพื่อปกป้องสตรีและเด็กหญิงจากความรุนแรงในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศและการทำร้ายทางเพศ[14][15][16] พวกเขายังสนับสนุนสิทธิในที่ทำงาน รวมถึงการลาคลอด และต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ[12][13][17] แต่เพราะคตินิยมสิทธิสตรีแสวงความเท่าเทียมทางเพศ จึงมีนักคตินิยมสิทธิสตรีบางคนแย้งว่า การปลดปล่อยบุรุษก็เป็นส่วนที่จำเป็นของคตินิยมสิทธิสตรีเช่นกัน และว่าบุรุษเองก็ถูกทำร้ายจากลัทธิกีดกันทางเพศและบทบาทประจำเพศเช่นกัน[18]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Feminism – Definition and More from the Free Merriam-Webster Dictionary". merriam-webster.com. สืบค้นเมื่อ 12 June 2011. 
  2. "Definition of feminism noun from Cambridge Dictionary Online: Free English Dictionary and Thesaurus". dictionary.cambridge.org. สืบค้นเมื่อ 12 June 2011. 
  3. Goldstein 1982, p.92.แม่แบบ:Wikicite
  4. Dutch feminist pioneer Mina Kruseman in a letter to Alexandre Dumas – in: Maria Grever, Strijd tegen de stilte. Johanna Naber (1859-1941) en de vrouwenstem in geschiedenis (Hilversum 1994) ISBN 065503951, page 31
  5. Offen, Karen. "Les origines des mots 'feminisme' et 'feministe'". Revue d'histoire moderne et contemporaine. July–September 1987 34: 492-496
  6. Cott, Nancy F. The Grounding of Modern Feminism. New Haven: Yale University Press, 1987 at 13-5.
  7. Oxford English Dictionary (2nd ed.). Clarendon Press. 1989. 
  8. Oxford English Dictionary (online ed.). Oxford University Press. June 2012.  (Definition is of noun.)
  9. Chodorow, Nancy (1989). Feminism and Psychoanalytic Theory. New Haven, Conn.: Yale University Press. ISBN 978-0-300-05116-2. 
  10. Gilligan, Carol (1977). "'In a Different Voice: Women's Conceptions of Self and Morality'". Harvard Educational Review 47 (4): 481–517. สืบค้นเมื่อ 8 June 2008. 
  11. Weedon Chris (2002). "Key Issues in Postcolonial Feminism: A Western Perspective". Gender Forum. 
  12. 12.0 12.1 Butler, Judith (March 1992). "Feminism in Any Other Name". Differences 6 (2–3): 30. 
  13. 13.0 13.1 Messer-Davidow, Ellen (2002). Disciplining Feminism: From Social Activism to Academic Discourse. Durham, N.C.: Duke University Press. ISBN 0-8223-2843-7. 
  14. Echols, Alice (1989). Daring to Be Bad: Radical Feminism in America, 1967–1975. Minneapolis: University of Minnesota Press. p. 416. ISBN 0-8166-1787-2. 
  15. Cornell, Drucilla (1998). At the Heart of Freedom: Feminism, Sex, and Equality. Princeton, N.J.: Princeton University Press. ISBN 978-0-691-02896-5. 
  16. Campaign: Stop Violence against Women.
  17. Price, Janet; Shildrick, Margrit (1999). Feminist Theory and the Body: A Reader. New York: Routledge. p. 487. ISBN 0-415-92566-5. 
  18. bell hooks (2000), Feminism is for Everybody: Passionate Politics. Cited in Austin, Hannah (2004) "Separatism: Are We Limiting Ourselves?", EM 4:2