หม้อแกงลิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Nepenthes ampullaria)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
หม้อแกงลิง
Nep amp 295.jpg
หม้อผุดของ Nepenthes ampullaria จากอุทยานแห่งชาติบาโก
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: พืช (Plantae)
หมวด: Magnoliophyta
ชั้น: Magnoliopsida
อันดับ: Caryophyllales
วงศ์: Nepenthaceae
สกุล: Nepenthes
Species: N.  ampullaria
ชื่อทวินาม
Nepenthes ampullaria
Jack (1835)
ชื่อพ้อง
  • Nepenthes ampullacea
    Low (1848) sphalm.typogr.
  • Nepenthes ampullaria
    auct. non Jack: Jeanneney (1894)
    [=N. vieillardii]

หม้อแกงลิง[1] (Nepenthes ampullaria) (มาจากภาษาละติน : ampulla = ถุงใส่น้ำ) หรือ Flask-Shaped Pitcher-Plant,[2] สามารถพบได้ในบอร์เนียว, สุมาตรา, ไทย, เพนนิซูล่า มาเลเซีย, สิงคโปร์, หมู่เกาะโมลุกกะ, และ เกาะนิวกินี เมื่อได้พิจารณาโดยใกล้ชิด N.ampullaria ได้มีการวิวัฒนาการแตกต่างจากชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน

หม้อแกงลิงยังมีชื่อพื้นเมืองอื่นๆอีกดังนี้:ช่อหม้อแกง (ปัตตานี), บลางอกึกอ (มลายู ปัตตานี), หม้อแกงค่าง (ปัตตานี) [3]

ถิ่นอาศัย[แก้]

N. ampullaria พบได้ตั้งแต่พื้นราบจนถึงระดับสูงจากระดับน้ำทะเล 2100 เมตร[4] ในเขตร้อนชื้น ทั้งเขตหนองน้ำและป่าฝนเขตร้อน ในบอร์เนียวสามารถพบได้ในพื้นราบในป่าฝนเขตร้อนและป่าพรุ ที่ความสูง 0 ถึง 1000 ม.[5] ส่วนในสุมาตราและแหลมมลายู พบที่ระดับความสูงถึง 1100 ม.จากระดับน้ำทะเล ในป่าฝนเขตร้อน, ท้องทุ่ง, ป่าพรุ พบแม้กระทั่งในนาข้าว[6] และในนิวกินีพบในป่าสน, ป่าปลูก, ทุ่งหญ้า และป่าหญ้าหนองน้ำ[4]

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์[แก้]

หม้อผุดของN. ampullaria

เพราะมันมีหม้อที่เป็นเอกลักษณ์และเติบโตไม่เหมือนใคร ทำให้ยากที่จะจำ N. ampullaria สับสนกับหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่นในสกุล เอฟ.อี. ลอยด์ (F. E. Lloyd) แปลบัญชีของทรอลล์ (Troll) ปี ค.ศ. 1932 เกี่ยวกับพืชชนิดนี้ไว้ดังนี้:[7]

ฉันพบ N. ampullaria ท่ามกลางพืชหนองน้ำชนิดอื่นๆโดยบังเอิญบนเกาะซิเบรุต (Siberut) ทางชายฝั่งตะวันตกของสุมาตรา มันมีอยู่มากมายในทุกๆที่ ทำให้ฉันไม่อาจละสายตาไปได้ ตลอดเถาไม้มีหม้อของมันตลอดเถา เป็นกระจุกหนาแน่น ช่างน่าทึ่งนัก แม้แต่บนพื้นที่ปกคลุมไปด้วยมอสส์ก็ยังมีหม้อของมันผุดออกมา ช่างเป็นเหมือนพรมที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม

N. ampullaria เป็นไม้เลื้อย ลำต้นสีน้ำตาลอ่อนอาจสูงได้ถึง 15 ม. มีขนนุ่มสีน้ำตาลตามลำต้นและใบ เมื่อยังเล็กจะมีอยู่หนาแน่นและจะน้อยลงเมื่อโตขึ้น ใบเดี่ยวเป็นรูปรี สีเขียวยาว 25 ซม.กว้าง 6 ซม. เรียงตัวเป็นเกลียว ขอบใบเรียบ สายดิ่งยาวไม่เกิน 15 ซม.[5] ช่อดอกเป็นแบบช่อแยกแขนงหนาแน่น ออกดอกช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม ผล/ฝักเป็นวงรีหรือคล้ายแคบซูลและแตกเมื่อแก่ มันเป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเพียงชนิดเดียวจากสุมาตราหรือเพนนิซูล่า มาเลเซียที่มีช่อดอกแบบช่อแยกแขนง[6] N. ampullaria เป็นหนึ่งในไม่กี่ชนิดที่มีหม้อผุด โดยหม้อผุดจะเกิดขึ้นบริเวณโคนต้นหรือไหล หม้อผุดจะไม่มีใบให้สังเกตเป็นได้ชัดหรือใบมีขนาดเล็กมาก หม้อมีลักษณะกลมมีฝาขนาดเล็ก มีขนาดสูง 7 เซนติเมตรขึ้นไป หม้อมีสีแดงหรือเขียวสีเดียวทั้งหม้อหรืออาจมีกระที่หม้อตั้งแต่หนึ่งสีขึ้นไป หม้อของ N. ampullaria จากสุมาตราและเพนนิซูล่า มาเลเซียส่วนมากมีสีเขียวหรือเขียวกระแดง ส่วนสีแดงพบในแถบบอร์เนียว หม้อขนาดใหญ่พบจากนิวกินี[5][6]

เหยื่อ[แก้]

N. ampullaria มีการดัดแปลงที่เหมาะสมในการจับเศษใบไม้

N. ampullaria มันห่างไกลจากคำว่าพืชกินสัตว์มากและสารอาหารไนโตรเจนส่วนมากได้มาจากการย่อยเศษใบไม้ที่ตกลงบนพื้นป่า ด้วยเหตุนี้มันเป็นพืชกินซากอินทรีย์

หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดนี้มีการพัฒนาลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เป็นผลมาจากการดัดแปลงในการดักจับเศษใบไม้:

  • มันเป็นเพียงชนิดเดียวในสกุลที่ไม่มีเซลล์"รูปจันทร์เสี้ยว"ในหม้อซึ่งพัฒนามาจากเซลล์คุมปากใบ[8]
  • ฝาหม้อผิดแบบ เล็กมากและโค้งพับลง จนกระทั่งเศษใบไม้แห้งตกลงในหม้อได้[6]
  • ต่อมน้ำต้อยที่มีหน้าที่สำคัญในการล่อเหยื่อมีน้อยมาก บางครั้งไม่พบในฝาหม้อเลย[6]
  • ต่อมขอบของเพอริสโตมลดรูปลงมากเมื่อเทียบกับชนิดอื่น[6]
  • ในหม้อล่าง บริเวณที่มีต่อมแผ่ไปจนเกือบถึงเพอริสโตม จนกระทั่งมีบริเวณคล้ายขี้ผึ้งน้อยมากหรือไม่มีเลย[9][10][5] ซึ่งหน้าที่ของบริเวณคล้ายขี้ผึ้งนี้ทำหน้าที่ให้เหยื่อลื่นและตกลงไปในน้ำย่อย[6]
  • สถาปัตยกรรมของพืชประกอบด้วยไหลใต้ดินและตะเกียงซึ่งเป็นเรื่องไม่ปกติในสกุล บ่อยครั้งจะพบหม้อจะปกคลุมไปทั่วพื้นดิน ซึ่งจะเป็นการช่วยขยายพื้นที่ในการดักจับใบไม้[6]
  • หม้อของ N. ampullaria ค่อนข้างจะมีอายุยาวตามการสะสมอย่างช้าๆของสารอาหารที่ใช้เวลามาก[6]
  • คาดว่าผู้อิงอาศัยอย่างลูกน้ำ จะช่วยย่อยสลายเศษใบไม้ได้ง่ายขึ้นและแปลงเป็นไนโตรเจนให้กับพืชโดยวิธีของการขับถ่ายของแอมโมเนียไอออน เมื่อแบคทีเรียย่อยเศษใบไม้จะสร้างแอมโมเนียไอออนออกมา[6]

มันแสดงว่าไอโซโทปเสถียรของไนโตรเจนจากใบไม้ (15N) ใน N. ampullaria ที่เติบใตภายใต้ต้นไม้ในป่า (มีเศษใบไม้กิ่งไม้บนพื้น) มีน้อยกว่าต้นไม้ที่ไม่ได้รับเศษใบไม้ กลับกันความเข้มข้นไนโตรเจนรวมกลับมีมากกว่าต้นไม้ที่โตในที่โล่งไม่ได้รับเศษใบไม้ มีการประมาณว่า N. ampullaria ที่โตในป่า 35.7% (±0.1%) ของสารอาหารไนโตรเจนได้มาจากเศษใบไม้เหล่านั้น[11]

หน่วยอนุกรมวิธานต่ำกว่าระดับชนิด[แก้]

เมื่อเร็วๆนี้มีการบรรยายลักษณะความผันแปรของ N. ampullaria var. racemosa จากรัฐซาราวะก์ว่ามันมีช่อดอกแบบกระจะ บี.เอช. แดนเซอร์ พิจารณาว่าความหลากหลายอื่นๆนั้นไม่สำคัญ[12] มีการแจกแจงไว้ดังนี้

  • N. ampullaria var. geelvinkiana Becc. (1886)
  • N. ampullaria var. guttata D.Moore (1872)
  • N. ampullaria var. longicarpa Becc. (1886)
  • N. ampullaria var. microsepala Macfarl. (1911)
  • N. ampullaria var. papuana Becc. in sched. nom.nud.
  • N. ampullaria var. picta Hort. ex Nichols. (1885)
  • N. ampullaria var. racemosa J.H.Adam & Wilcock (1990)
  • N. ampullaria var. vittata Hort. ex G.Beck (1895)
  • N. ampullaria var. vittata-major Mast. (1872)

ลูกผสมทางธรรมชาติ[แก้]

N. ampullariaแดง

เนื่องจากดอกของ N. ampullaria ที่บานในทุกๆปีมีช่วงเวลาบานหลายสัปดาห์ ทำให้มีโอกาสที่จะผสมข้ามชนิดสูง นี่คือลูกผสมตามธรรมชาติของ N. ampullaria ที่ถูกบันทึกไว้

อ้างอิง[แก้]

  1. เต็ม สมิตินันทน์. 2523. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ชื่อพฤกษศาสตร์-ชื่อพื้นเมือง). กรมป่าไม้ หน้า 379
  2. Phillipps, A. & A. Lamb 1996. Pitcher-Plants of Borneo. Natural History Publications (Borneo), Kota Kinabalu.
  3. สำนักงานหอพรรณไม้. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ -- กรุงเทพมหานคร : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, 2549
  4. 4.0 4.1 Jebb, M. & M. Cheek 1997. A Skeletal Revision of Nepenthes (Nepenthaceae). Blumea 42: 1-106.
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 5.6 5.7 5.8 5.9 Clarke, C.M. 1997. Nepenthes of Borneo. Natural History Publications (Borneo), Kota Kinabalu.
  6. 6.00 6.01 6.02 6.03 6.04 6.05 6.06 6.07 6.08 6.09 6.10 6.11 Clarke, C.M. 2001. Nepenthes of Sumatra and Peninsular Malaysia. Natural History Publications (Borneo), Kota Kinabalu.
  7. Lloyd, F.E. 1942. The Carnivorous Plants. Chronica Botanica 9. Ronald Press Company, New York, U.S.A. xvi + 352 pp.
  8. Pant, D.D. & S. Bhatnagar 1977. Morphological studies in Nepenthes (Nepenthaceae). Phytomorphology 27: 13-34.
  9. Macfarlane, J.M. 1893. Observations on pitchered insectivorous plants. Part II. Annals of Botany 7: 403-458.
  10. Jebb, M.H.P. 1991. An account of Nepenthes in New Guinea. Science in New Guinea 17 (1) : 7-54.
  11. Moran, J.A., C.M. Clarke & B.J. Hawkins 2003. From Carnivore to Detritivore? Isotopic Evidence for Leaf Litter Utilization by the Tropical Pitcher Plant Nepenthes ampullaria. International Journal of Plant Sciences 164: 635–639.
  12. Danser, B.H. 1928. The Nepenthaceae of the Netherlands Indies. Bulletin de Jardin de Botanique, Buitenzorg, Série III, 9 (3-4) : 249-438.
  13. Lowrie, A. 1983. Sabah Nepenthes Expeditions 1982 & 1983.PDF (1.25 MiB) Carnivorous Plant Newsletter 12 (4) : 88–95.