ออซซี ออสบอร์น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ออซซี ออสบอร์น
Ozzy Osbourne 2008-03-15.JPG
ออซซี ออสบอร์นปี 2008
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริง จอห์น ไมเคิล ออสบอร์น
ชื่อเล่น ออสซี่
ชื่ออื่น "เจ้าพ่อแห่งเพลงเฮฟวีเมทัล"
"เจ้าชายแห่งความมืดหม่น"
เกิด 3 ธันวาคม ค.ศ. 1948 (67 ปี)
แหล่งกำเนิด แอสตัน , เบอร์มิงแฮม, ประเทศอังกฤษ
แนวเพลง เฮฟวีเมทัล, ดูมเมทัล , ฮาร์ดร็อก [1][2]
อาชีพ นักดนตรี, นักร้อง, นักแต่งเพลง
เครื่องดนตรี ฮาร์โมนิค
ช่วงปี ค.ศ. 1967 - ปัจจุบัน
ค่ายเพลง Epic, CBS, Jet
ส่วนเกี่ยวข้อง Black Sabbath
เว็บไซต์ Ozzy.com

จอห์น ไมเคิล "ออซซี" ออสบอร์น (อังกฤษ: John Michael "Ozzy" Osbourne) เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1948 เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงชาวอังกฤษ มีอาชีพการทำงานครอบคลุม 4 ทศวรรษ ออสบอร์นมีชื่อเสียงจากการเป็นนักร้องนำวงเฮฟวีเมทัลแถวหน้าที่ชื่อ แบล็กซับบาธ และยังประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยวกับยอดขายหลายแผ่นเสียงทองคำขาว ที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการเฮฟวีเมทัล[3] เป็นผลทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะ "เจ้าพ่อแห่งเพลงเฮฟวีเมทัล" และ "เจ้าชายแห่งความมืดหม่น" [4]

ในช่วงต้นยุค 2000 เขาเริ่มโด่งดังอีกครั้งโดยมีรายการเรียลลิตี้ของตัวเองที่ชื่อ "The Osbournes" ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวของเขา ภรรยา แชรอน และลูก 2 ใน 3 คนของพวกเขา เคลลีกับแจ็ก และในเดือนสิงหาคม 2008 ออสบอร์นเอ่ยในยูเอสเอทูเดย์ว่าเขาจะพักจากผลงานด้านดนตรีหลังจากมีอัลบั้มมากกว่า 2 ชุด[5]

ประวัติ[แก้]

วัยเด็ก[แก้]

ออสซี่ ออสบอร์น เกิดใน แอสตัน , เบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรของ "จอห์น" "โทมัส" "แจ็ค" "ออสบอร์น" (อังกฤษ: John Thomas "Jack" Osbourne) พ่อของเขามีอาชีพเป็นช่างทำเครื่องไม้เครื่องมือที่ General Electric Company plc [6][7] ส่วนมารดาของเขา , ลิเลียน ออสบอร์น (อังกฤษ: Lillian Osbourne) เป็นชาวคอทาลิก แตไม่ได้เคร่งครัดในศาสนา , โดยทุกวันแม่ของเขาจะทำงานที่โรงงาน[8] ออสซี่เป็นลูกคนที่ 4 ในบรรดาทั้งหมด 6 คน โดยมีพี่สาว 3 คน และน้องชายอีก 2 คน : จิน , อิริซ , กิลิซ , พอล และ ทอย ครอบครัวออสบอร์นเป็นบ้านสองชั้น ตั้งอยู่ในถนน 14 Lodge Road ในเมืองแอสตัน ออสบอร์นได้รับชื่อเล่นว่า "ออสซี่" ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษา[9]

ออสบอร์นมีอาการสมาธิสั้นซึ่งเขาบกพร่องในการเรียนรู้[10][11]ออสบอร์นยังได้มีส่วนร่วมในละครของโรงเรียน อาทิ "The Midako" และ "HMS Pinafore"[12]ออสบอร์นในวัย 14 ปีได้ยินเพลง She Loves You ของวง เดอะบีเทิลส์ เป็นแรงผลักดันให้ออสบอร์นอยากเป็นนักร้อง ออสซี่กล่าวในปี ค.ศ. 2011 ในสารคดีชีวประวัติของเขา God Bless Ozzy Osbourne ไว้ว่า "หลังจากที่ผมได้ยินเพลง She Loves You ของวงเดอะบีเทิลส์ในวิทยุ ทำให้ผมมีความคิดอยากที่จะเป็นร็อคสตาร์เพื่อเติมเต็มชีวิตที่เหลือของผม"[6][7][13][14]

ออสบอร์นออกจากโรงเรียนกลางคันตั้งแต่อายุ 15 , หลังลาออกออสบอร์นได้มาทำงานทุกอย่างเพื่อแลกกับเงิน ไม่ว่าจะเป็น คนงานก่อสร้าง , ช่างประปาฝึกหัด , และคนงานโรงฆ่าสัตว์ หนำซ้ำเขายังได้ขโมยของต่างๆ เชน โทรทัศน์ และยังขโมยเสื้อผ้าเด็กและผ้ากั้นเปื้อนเด็ก (โดยแรกเริ่มคิดว่าเป็นเสื้อของผู้ใหญ่เนื่องจากเสื้อผ้ามีสีเข้มยากที่จะมองเห็นเมื่อเขาขโมยเสร็จเขาก็มุ่งหน้าไปที่ผับเพื่อนำของไปขาย) และเสื้อยืด[6] โดยออสซี่ไม่มีเงินะจ่ายค่าปรับได้หลังจากขโมยเสื้อผ้า พ่อของออสบอร์นปฏิเสธที่จะจ่ายค่าปรับ และกล่าวว่าเพื่อเป็นบทเรียนให้แก่ลูกชายตนเอง[6]

สู่แบล็กแซ็บบาธ[แก้]

ออสซี่ ออสบอร์น (ขวา) กับ โทนี อิออมมี (ซ้าย) ทั้งคู่ขณะนั้นเป็นสมาชิกวง แบล็กแซ็บบาธ แสดงทัวร์ในประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี ค.ศ. 1973

ปลายปี 1967 , กีเซอร์ บัตเลอร์ ตั้งวงดนตรีของเขาขึ้น "Rare Breed" ก่อนที่ภายหลังออสบอร์นจะได้รับเลือกให้มาเป็นนักร้อง[9] วงพวกเขามีการแสดงเพียงสองโชว์ จนสุดท้ายก็ต้องแตกหักในที่สุด , ออสบอร์นและบัตเลอร์ ได้รวมตัวกันอีกครั้งในนาม Polka Tulk Blues พร้อมโดยมือกีตาร์ โทนี อิออมมี และ มือกลอง บิล วอร์ด ทั้งคู่เคยเป็นสมาชิกวง Mythology วงบลูส์จากอังกฤษ แต่ท้ายสุดวงก็ต้องยุบตัวลงในภายหลัง พวกเขาเปลี่ยนชื่อวงเป็น Earth แต่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน พวกเขามีรายชื่อแสดงโชว์ แต่มีวงดนตรีหนึ่งที่ใช้ชื่อเหมือนพวกเขา ทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชื่อวงอีกครั้ง พวกเขาตัดสินใจใช้ชื่อว่าแบล็กแซ็บบาธ ในสิงหาคม 1969 , โดยนำมาจากชื่อภาพยนตร์เดียวกันนี้[15] ดนตรีของพวกเขาทำให้ผู้ฟังเกิดความตื่นตระหนกเนื่องจากยังไม่ได้รับความนิยมในขณะนั้น นำไปสู่แรงบันดาลใจที่ทำให้ทางวงตัดสินใจเล่นแนวเพลง เฮฟวี่ บลูส์ ที่มาด้วยดนตรีและเนื้อร้องอันมืดหม่น[16] ขณะอัดอัลบั้มชุดแรก , บัตเลอร์ อ่านหนังสือเวทมนตร์และตื่นขึ้นมาพร้อมด้วยรูปซานต้าในหัวเตียงของเขา บัตเลอร์กล่าวกับออสบอร์นเกี่ยวกับเรื่องนี้จนพวกเขาได้แต่งเพลง "Black Sabbath" ในอัลบั้มชื่อเดียวกันนี้ เพลงแรกของพวกเขามีความมืดหม่นและชวนน่าติดตาม[17]

อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะลองก้าวเป็นศิลปินจากค่ายเพลงอย่าง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส และพวกเขา แบล็กแซ็บบาธสร้างกลุ่มฐานแฟนเพลงอย่างรวดเร็วและคงทนถาวร ซาวด์กีตาร์ริฟที่ชวนให้คุณซึมซับถึงดนตรีพวกเขา - โทนี่ อิออมมี , เนื้อเพลงสุดมืดหม่นและน่าหลงไหลโดย - กีเซอร์ บัตเลอร์ , บิล วอรด์ - มือกลองแห่งความมืดหม่น และท้ายสุด ออสบอร์น - เจ้าชายแห่งความมืดหม่น ในอัลบั้มชุดแรกของพวกเขาอย่าง "Black Sabbath" และ "Paranoid" มียอดวางขายอัลบั้มที่สูงอย่างมาก อย่างไรก็ดีจากความโด่งดังของพวกเขาทำให้ได้ออกอากาศทางโทรทัศน์อยู่บ่อยครั้ง ออสบอร์นหวนนึกถึงวงด้วยความโศกเศร้า "วันเก่าๆ ตอนนั้นพวกเรายังไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เลยไม่ได้มีผู้หญิงรุมล้อม"

ในเวลาเดียวกัน , ออสบอร์นได้รู้จัก ชารอน อาร์เดน ที่ภายหลังเป็นสามี - ภรรยาด้วยกัน หลังจากที่พวกเขาไม่คาดฝันว่าอัลบั้มชุดแรกจะประสบความสำเร็จ แบล็ธซับบาธได้พิจารณาพ่อของเธอ ดอน อาร์เดน ในการเป็นผู้จัดการวงพวกเขา , และชารอนก็ได้ร่วมงานในเวลาเดียวกัน [9] ออสบอร์น ยอมรับว่าเขาโปรยเสน่ห์ใส่ชารอน อาร์เดน โดยออสบอร์นนั้นสันนิฐานว่า "ชารอนคิดว่าเขาเป็นบ้า"[9] ปีถัดมา ออสบอร์นกล่าวว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่พวกเขาเลือก ดอน อาร์เชนมาเป็นผู้จัดการเพื่อจะได้เห็นชารอนเป็นประจำ [9] ความสัมพันธ์ของพวกเขายังคงซับซ้อนในขณะนั้น

ห้าเดือนให้หลัง หลังการปล่อยอัลบั้มชุดที่สอง "Paranoid" พวกเขาก็ปล่อยอัลบั้มชุดที่สาม "Master Of Reality" อัลบั้มดังกล่าวติดอยู่ Top Ten ทั้งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร และได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำในระหว่างสองเดือนแรกที่ปล่อยอัลบั้มดังกล่าว [18] ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 พวกเขาได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว[18] และได้รางวัลดับเบิ้ลแพลตินัม เมื่อช่วงต้น คริสต์ศตวรรษที่ 21[18] อัลบั้มดังกล่าวมีวิจารณ์ในแง่ลบ เลสเตอร์ แบง บรรณาธิการนิตรสารอันโด่งดังอย่าง โรลลิงสโตน วิจารณ์อัลบั้ม Master Of Reality ว่ายังขาดประสบการณ์ และมีลักษณะดนตรีที่เรียบง่ายไป และแนวเพลงที่ซ้ำกับตลาดมากจนเกินไป แต่ถึงกระนั้นนิตรสารเดียวกันนี้ก็ได้ให้อัลบั้มชุดดังกล่าวติดอยู่ในลำดับที่ 298 จาก 500 อัลบั้มยอดเยี่ยมตลอดกาล ในปี 2003[19] อัลบั้มชุดที่สี่ของพวกเขา "Vol. 4" ที่วางจำหน่ายเมื่อกันยายน 1972 แต่ผลวิจารณ์ก็ไปในเชิงลบเหมือนเดิม แต่ก็ยังได้รับอัลบั้มแผ่นเสียงทองขาว , พวกเขาเป็นหนึ่งในสี่วงที่มียอดขายติดต่อกันจนพุ่งทะยานสู่หนึ่งล้านก็อปปี้ในหสรัฐอเมริกา[20][21]

ในปี 1971 , ออสบอร์นพบกับภรรยาคนแรก เทย์มา (née Riley) ที่ไนท์คลับใน เบอร์มิงแฮม นามว่า The Rum Runner ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของเธอด้วย[9] พวกเขาสมรสกันเมื่อปี 1971 และมีลูกด้วยกันชื่อ เจสสิก้า และ หลุยส์ ออสบอร์นอ้างอิงถึงการสมรสครั้งแรกของพวกเขาว่า "เป็นความผิดพลาดที่น่ากลัว" [9] จากการใช้สารเสพติดและแอลกฮอลล์ของออสบอร์น เขามักจะไม่ค่อยได้พูดคุยกันบ่อยครั้งเพราะออสบอร์นต้องแสดงโชว์ร่วมกับแบล็กแซ็บบาธ และลูกของพวกเขาก็โศกเศร้าเกี่ยวกับเรื่องนี้และบอกว่าออสบอร์นไม่ใช่พ่อที่ดี , ในสารคดีภาพยนตร์ God Bless Ozzy Osbourne เมื่อปี ค.ศ. 2011 , โปรดิวเซอร์โดยลูกของเขาเอง แจ็ค ออสบอร์น เขายอมรับว่าเขาไม่สามารถที่จำได้ว่าหลุยส์และเจสสิกาเกิด[22]

ผลงาน[แก้]

ร่วมกับวง แบล็กแซ็บบาธ
ผลงานเดี่ยว

อ้างอิง[แก้]

  1. p3693 ที่ ออลมิวสิก
  2. Proto doom su metal.it
  3. Mick Wall (1986). Diary of a Madman - The Official Biography. Zomba Books. 
  4. ปี ตำนานหมาป่า 'เห่าเพ็ญจันทร์' ออสซี่ ออสบอร์น
  5. "Ozzy 'retiring after two more albums'". Digital Spy. 
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 Sue Crawford (2003), "Ozzy Unauthorized"; ISBN 978-1-84317-016-7
  7. 7.0 7.1 Johnson, Ross (January 2005). "What I've Learned: Ozzy Osbourne". Esquire. สืบค้นเมื่อ 17 February 2008. 
  8. อ้างอิงจากหนังสือ I Am Ozzy หน้า 6
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 9.6 Osbourne, Ozzy; Ayres, Chris. I Am Ozzy. Grand Central Publishing. pp. 6, 84. ISBN 0-446-56989-5. 
  10. Appleyard, Bryan (27 November 2005). "Blizzard of Oz". The Sunday Times (London, UK). สืบค้นเมื่อ 17 September 2006. 
  11. "Profiles of Ozzy Osbourne, Elvis Costello, David Bowie, Norah Jones". CNN. สืบค้นเมื่อ 20 May 2010. 
  12. GQ interview
  13. Walker, Jodi (25 April 2011). "'God Bless Ozzy Osbourne': New documentary presents the life, art, and addiction of the metal madman | The Music Mix". Music-mix.ew.com. สืบค้นเมื่อ 11 April 2014. 
  14. "Cynthia Ellis: Q&A With Jack Osbourne for God Bless Ozzy Osbourne". Huffingtonpost.com. 26 May 2011. สืบค้นเมื่อ 11 April 2014. 
  15. Ankeny, Jason. [ออซซี ออสบอร์น ที่ ออลมิวสิก "Biography-Geezer Butler"]. สืบค้นเมื่อ 10 July 2010. 
  16. Weber, Barry (2007). "Ozzy Osbourne Biography". AllMusic.com. Archived from the original on July 21, 2015. สืบค้นเมื่อ 17 February 2008. 
  17. Ruhlmann, William (2003). [ออซซี ออสบอร์น ที่ ออลมิวสิก "Black Sabbath – Biography"]. All music. สืบค้นเมื่อ 17 February 2008. 
  18. 18.0 18.1 18.2 "RIAA Gold & Platinum database-"Master of Reality"". สืบค้นเมื่อ 22 February 2009. 
  19. "Master of Reality Rolling Stone Review". Rollingstone.com. สืบค้นเมื่อ 13 October 2014. 
  20. Ruhlmann, William. [ออซซี ออสบอร์น ที่ ออลมิวสิก "AMG Biography"]. Allmusic. สืบค้นเมื่อ 14 February 2008. 
  21. "RIAA Gold & Platinum database-"Vol. 4"". สืบค้นเมื่อ 22 February 2009. 
  22. God Bless Ozzy Osbourne documentary film, produced in 2011. Next Entertainment.