มีไฮที่ 1 แห่งโรมาเนีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1 แห่งโรมาเนีย
Mihai.jpg
กษัตริย์มีไฮในปีค.ศ. 1947
พระมหากษัตริย์โรมาเนีย
ทรงราชย์ครั้งแรก20 กรกฎาคม 1927 – 8 มิถุนายน 1930
(2 ปี 323 วัน)
ก่อนหน้าเฟอร์ดินานด์ที่ 1
ถัดไปคาโรลที่ 2
ผู้สำเร็จราชการ





นายกรัฐมนตรี
ทรงราชย์ครั้งสอง6 กันยายน 1940 – 30 ธันวาคม 1947
(7 ปี 115 วัน)
ราชาภิเษก6 กันยายน ค.ศ. 1940
ก่อนหน้าคาโรลที่ 2
ถัดไประบอบกษัตริย์ถูกล้มล้าง
นายกรัฐมนตรี
คู่อภิเษกแอนน์ เดอ บูร์บง-ปาร์มา
พระราชบุตรมกุฎราชกุมารีมาร์กาเรตา
เจ้าหญิงเอเลนา
เจ้าหญิงอีรีนา
เจ้าหญิงโซเฟีย
เจ้าหญิงมารีอา
ราชวงศ์โฮเอ็นโซลเลิร์น-ซิกมาริงเงิน
พระราชบิดาสมเด็จพระเจ้าคาโรลที่ 2
พระราชมารดาเฮเลนแห่งกรีซและเดนมาร์ก
ประสูติ25 ตุลาคม ค.ศ. 1921(1921-10-25)
ปราสาทเปเลช, ซีนาเอีย, ราชอาณาจักรโรมาเนีย
สวรรคต5 ธันวาคม ค.ศ. 2017 (96 ชันษา)
อูบอนน์, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ศาสนาออร์ทอดอกซ์โรมาเนีย
ลายพระอภิไธย

สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1 แห่งโรมาเนีย หรือ สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลที่ 1 แห่งโรมาเนีย (โรมาเนีย: Mihai I al României, Michael I al României; 25 ตุลาคม ค.ศ. 1921 - 5 ธันวาคม ค.ศ. 2017) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรโรมาเนีย ครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1927 ถึง 8 มิถุนายน ค.ศ. 1930 และเป็นกษัตริย์อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1940 จนกระทั่งทรงถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์ในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1947

ไม่นานนักหลังจากเสด็จพระราชสมภพ มกุฎราชกุมารคาโรลแห่งโรมาเนีย พระราชชนกของพระองค์ ทรงมีความสัมพันธ์อันน่าอื้อฉาวกับมักดา ลูเปสคู ในปีค.ศ. 1925 มกุฎราชกุมารคาโรลทรงถูกกดดันให้สละสิทธิในราชบัลลังก์และทรงเสด็จลี้ภัยไปยังปารีสร่วมกับลูเปสคู ในปีค.ศ. 1927 เจ้าชายมีไฮได้ขึ้นสืบราชบัลลังก์ หลังจากการสวรรคตของพระอัยกาคือ กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 1 โดยกษัตริย์มีไฮยังทรงพระเยาว์ จึงมีการตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นมาประกอบด้วย เจ้าชายนิโคไล พระปิตุลาของพระองค์ อัครบิดร มิรอน คริสเตอา และประธานศาลสูงสุด จีออร์เก บุซดูกัน แต่พิสูจน์แล้วว่าสภาผู้สำเร็จราชการไม่มีประสิทธิภาพ และในปีค.ศ. 1930 เจ้าชายคาโรลเสด็จกลับโรมาเนียและครองราชย์เป็นกษัตริย์แทนพระราชโอรส ครองราชย์ในนามว่า กษัตริย์คาโรลที่ 2 เป็นผลให้เจ้าชายมีไฮกลายเป็นรัชทายาทอีกครั้งและทรงได้รับพระอิสริยยศเพิ่มเติมคือ แกรนด์วอยโวดแห่งอัลบา-อูเลีย

กษัตริย์คาโรลที่ 2 ถูกปลดจากราชบัลลังก์ในปีค.ศ. 1940 และมกุฎราชกุมารมีไฮทรงเป็นพระมหากษัตริย์อีกครั้ง ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารของเอียน อันโตเนสคู โรมาเนียปรับตัวเข้าร่วมกับนาซีเยอรมนี ในปีค.ศ. 1944 กษัตริย์มีไฮทรงก่อรัฐประหารต่อต้านอันโตเนสคู ทรงแต่งตั้งคอนสแตนติน ซานาเทสคูขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และต่อมาได้ประกาศฟื้นสัมพันธ์กับฝ่ายสัมพันธมิตร ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ด้วยแรงกดดันทางการเมืองบีบบังคับให้กษัตริย์มีไฮทรงแต่งตั้งคณะรัฐบาลนิยมสหภาพโซเวียตที่นำโดย เปตรู กรอซา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 ถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1946 กษัตริย์มีไฮทรงดำเนินการ "โจมตีโดยพระราชวงศ์" และไม่ทรงประสบความสำเร็จในการต่อต้านรัฐบาลของกรอซาที่ถูกควบคุมโดยคอมมิวนิสต์ โดยพระองค์ปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยและรับรองพระราชกฤษฎีกาต่างๆ ในเดือนพฤศจิกายน กษัตริย์มีไฮเสด็จร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระญาติคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ในอนาคตกับเจ้าชายฟิลิปปอสแห่งกรีซและเดนมาร์กที่ลอนดอน ไม่นานหลังจากนั้น ช่วงเช้าของวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1947 นายกรัฐมนตรีกรอซาได้มาเข้าเฝ้ากษัตริย์มีไฮและบีบบังคับให้พระองค์สละราชบัลลังก์ กษัตริย์มีไฮทรงถูกเนรเทศ พระราชทรัพย์ถูกยึด และมีการถอดความเป็นพลเมืองของพระองค์ ในปีค.ศ. 1948 พระองค์อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงแอนน์แห่งบูร์บง-ปาร์มา (ต่อมาเป็นที่รู้จักในพระนาม สมเด็จพระราชินีอานาแห่งโรมาเนีย) ทรงมีพระราชธิดาร่วมกัน 5 พระองค์ และท้ายที่สุดทั้งสองพระองค์ประทับที่สวิตเซอร์แลนด์

ระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ของนิโคไล เชาเชสกูถูกโค่นล้มในปีค.ศ. 1989 และในปีถัดมา อดีตกษัตริย์มีไฮทรงพยายามเสด็จกลับโรมาเนีย แต่ก็ทรงถูกจับกุมและบีบบังคับให้เสด็จออกไปเมื่อเพิ่งมาถึง ในปีค.ศ. 1992 อดีตกษัตริย์มีไฮได้รับอนุญาตให้เสด็จโรมาเนียในช่วงอีสเตอร์ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากรอรับเสด็จอย่างเนืองแน่น ทรงมีพระราชดำรัสผ่านหน้าต่างของโรงแรมซึ่งดึงดูดประชาชนประมาณหนึ่งล้านคนในบูคาเรสต์ ด้วยความตื่นตระหนกของความนิยมในอดีตกษัตริย์มีไฮ รัฐบาลหลังสมัยคอมมิวนิสต์ของประธานาธิบดีเอียน อีลีเอสคูปฏิเสธที่จะให้พระองค์เสด็จเยือนอีก ในปีค.ศ. 1997 หลังจากอีลีเอสคูพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีแก่ เอมิล คอนสแตนติเนสคู ในปีก่อน สถานะความเป็นพลเมืองของอดีตกษัตริย์มีไฮได้รับการฟื้นคืนและทรงได้รับอนุญาตให้เสด็จโรมาเนียอีกครั้ง ทรัพย์สินต่างๆที่ถูกยึด เช่น ปราสาทเปเรสและปราสาทซาวาร์ซิน ได้รับการฟื้นคืนมาสู่พระราชวงศ์ของพระองค์ได้ในที่สุด

ช่วงต้นของพระชนมชีพ[แก้]

สมเด็จพระราชินีมารีแห่งโรมาเนีย พร้อมกับเจ้าหญิงเฮเลนและกษัตริย์มีไฮที่ 1 ในช่วงปี ค.ศ. 1927 – 1930

เจ้าชายมีไฮเสด็จพระราชสมภพในปีค.ศ. 1921 ณ ปราสาทเปเลส เมืองซีนาเอีย ราชอาณาจักรโรมาเนีย ทรงเป็นพระราชโอรสในมกุฎราชกุมารคาโรลแห่งโรมาเนียกับมกุฎราชกุมารีเฮเลน[1] พระองค์เสด็จพระราชสมภพในรัชกาลของกษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 1 และพระองค์มีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาในพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 1 แห่งกรีซ

มกุฎราชกุมารคาโรลมีความสัมพันธ์ที่น่าอื้อฉาวกับมักดา ลูเปสคู พรรคเสรีนิยมแห่งชาติซึ่งเป็นพรรคที่ครอบงำการเมืองโรมาเนียนั้นไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ของมกุฎราชกุมารคาโรลและลูเปสคู เมื่อพรรคทราบว่าองค์มกุฎราชกุมารทรงตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกเขา ทางพรรคจึงดำเนินการหาทางกีดกันพระองค์ออกจากราชบัลลังก์[2] การรณรงค์ที่ยืดเยื้อของพรรคเสรีนิยมแห่งชาตินั้นมีความเกี่ยวข้องน้อยมากในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมกุฎราชกุมารคาโรลและมักดา ลูเปสคู แต่จุดมุ่งหมายหลักของพรรคคือ ความพยายามกำจัด "ปืนใหญ่ที่หย่อนยาน" อย่างตัว มกุฎราชกุมารคาโรล เนื่องจากแน่ใจว่าถ้าพระองค์ได้ครองราชบัลลังก์ พระองค์จะต้องกีดกันไม่ให้พรรคเสรีนิยมแห่งชาติมีอำนาจเหนือการเมือง ดังที่พระมหากษัตริย์โฮเอ็นโซลเลิร์นเคยทำมาก่อน[2]

มกุฎราชกุมารต้องสละสิทธิ์ในการสืบราชบัลลังก์ในเดือนธันวาคม ปีค.ศ. 1925 และต้องเสด็จออกจากประเทศไป อย่างไรก็ตามทั้งกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และสมเด็จพระราชินีมารีแห่งโรมาเนีย พระอัยกาและพระอัยยิกาก็ไม่ทรงเต็มพระทัยที่จะปล่อยให้ประเทศอยู่ภายใต้พระหัตถ์ของพระนัดดา ซึ่งมีพระชนมายุเพียง 5 พรรษา แม้ว่าจะทรงได้รับการดูแลจากคณะผู้สำเร็จราชการ เนื่องจากทรงกลัวว่าดินแดนที่ได้รับในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะถูกอ้างสิทธิโดยประเทศเพื่อนบ้านและความผันผวนทางการเมืองอาจจะนำไปสู่ความไม่สงบได้ เจ้าชายไมเคิลทรงสืบราชบัลลังก์ต่อโดยอัตโนมัติหลังจากการสวรรคตของกษัตริย์เฟอร์ดินานด์ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1927 ก่อนวันคล้ายเสด็จพระราขสมภพครบ 6 ชันษาของพระองค์[3] หลังจากนั้นทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนพิเศษที่พระราชชนกของพระองค์ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1932[4][5]

การปกครอง[แก้]

การครองราชย์ครั้งที่หนึ่ง[แก้]

ภาพกษัตริย์มีไฮทื่ 1 และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากซ้าย: พระอัครบิดรมิรอน คริสเตอา, เจ้าชายนิโคไล พระปิตุลา และคอนสแตนติน ซาราตีอานู นักการเมือง ราวปีค.ศ. 1930

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ประกอบด้วยเจ้าชายนิโคไล พระปิตุลาของพระองค์ อัครบิดร มิรอน คริสเตอา และประธานศาลสูงสุด จีออร์เก บุซดูกัน (และเดือนตุลาคม ในปี 1929 บุซดูกันถึงแก่อสัญกรรม คอนสแตนติน ซาราตีอานู จึงดำรงตำแหน่งแทน) คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปฏิบัติหน้าที่ในพระนามของพระมหากษัตริย์วัย 5 พรรษา อย่างกษัตริย์มีไฮที่ 1 ซึ่งสืบราชบัลลังก์หลังจากกษัตริย์เฟอร์ดินานด์สวรรคตในปีค.ศ. 1927[6] เจ้าชายนิโคไลทรงเป็นเหมือนผู้สำเร็จราชการคนที่หนึ่งอย่างไม่เป็นทางการ พระองค์ไม่พอพระทัยที่ต้องละทิ้งหน้าที่ทางทหารในราชนาวีอังกฤษ และไม่ทรงสนพระทัยในการเมือง พระองค์จึงพยายามดำเนินการตามแนวทางของพระราชชนก คือการร่วมมือกับพรรคเสรีนิยมแห่งชาติ และต่อต้านพรรคเกษตรกรแห่งชาติ โดยเสนอว่าทางคณะผู้สำเร็จราชการจะแต่งตั้งรัฐบาลแห่งชาติภายใต้อียอน อี. เช. บราเตียนู นายกรัฐมนตรีหลายสมัยของโรมาเนีย แต่บราเตียนูปฏิเสธแนวคิดของผู้สำเร็จราชการ พรรคเสรีนิยมแห่งชาตินั้นส่วนใหญ่ได้รับพลังขับเคลื่อนจากตระกูลบราเตียนูที่ทรงพลังในการใช้อำนาจในพรรค แต่บราเตียนูถึงแก่อสัญกรรมในปีค.ศ. 1927 ตระกูลบราเตียนูไม่สามารถตกลงกันเรื่องผู้สืบทอดได้ อันนำมาซึ่งอำนาจของพรรคเสรีนิยมที่เริ่มเข้าสู่จุดเสื่อม[7] ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในปีค.ศ. 1928 พรรคเกษตรกรแห่งชาติ ภายใต้อียูลิว มานิว ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 78%[7] เจ้าชายนิโคไล ซึ่งเป็นประธานสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นั้นทรงเป็นมิตรไมตรีกับพรรคเสรีนิยมแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่างมานิวจึงมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะก่อรัฐประหาร ยุบสภาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อทูลเชิญเจ้าชายคาโรลให้เสด็จกลับมาครองราชย์หลังจากเขาทำการติดต่อกับเจ้าคาโรลมาในระยะเวลาหนึ่ง[7]

หลังจากบุซดูกัน หนึ่งในผู้สำเร็จราชการถึงแก่อสัญกรรมในปีค.ศ. 1929 ความนิยมในสมเด็จพระราชินีมารี พระอัยยิกาของกษัตริย์มีไฮ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในช่วงนี้และหลังจากที่ทรงปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสภาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในปี ค.ศ. 1929 พระนางทรงถูกกล่าวหาโดยสื่อและแม้กระทั่งเจ้าหญิงเฮเลนว่าทรงวางแผนก่อรัฐประหารทั้งๆที่ไม่ประสงค์ที่จะยุ่งเกี่ยวการเมืองแล้ว[8] เมื่อสมเด็จพระราชินีมารีทรงปฏิเสธ คอนสแตนติน ซาราตีอานูจึงดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สำเร็จราชการที่ไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองใดๆเลย รวมถึงไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารกิจการของประเทศ ตามบันทึกของนิโคไล ออร์กาอ้างว่า พระอัครบิดร มิรอน คริสเตอาได้พูดว่า

"คณะผู้สำเร็จราชการทำงานไม่ได้เพราะไม่มีผู้นำ เจ้าชายทรงสูบพระโอสถมวน ซาราตีอานูมัวแต่อ่านหนังสือ และข้าพเจ้าเป็นพระ ทำได้เพียงแค่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเท่านั้น"

ทศวรรษที่ 1930 และรัชสมัยกษัตริย์คาโรล[แก้]

กษัตริย์คาโรลที่ 2 และมกุฎราชกุมารมีไฮ ในช่วงทศวรรษที่ 1930

วันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1930 เจ้าชายคาโรลเสด็จกลับประเทศหลังจากคำกราบทูลเชิญของเหล่านักการเมืองที่นำโดยนายกรัฐมนตรี อียูลิว มานิวจากพรรคเกษตรกรแห่งชาติ เหล่านักการเมืองไม่พอใจคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ไม่มีความสามารถและยิ่งเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ การมีประมุขที่เข้มแข็งย่อมจำเป็น เจ้าชายคาโรลทรงได้รับการยอมรับจากรัฐสภาในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งโรมาเนียในวันถัดมา เจ้าชายมีไฮถูกถอดออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่ได้ดำรงตำแหน่งรัชทายาท พระยศ มกุฎราชกุมาร และทรงได้รับพระอิสริยยศเพิ่มเติมคือ แกรนด์วอยโวดแห่งอัลบา-อูเลีย[9]

ในทศวรรษต่อมากษัตริย์คาโรลที่ 2 จะทรงพยายามเข้าไปมีบทบาททางสังคมการเมืองโรมาเนีย โดยครั้งแรกทรงใช้พระราชอำนาจจัดการความเป็นศัตรูกันระหว่างพรรคเกษตรกรและพรรคเสรีนิยมและฝ่ายต่อต้านชาวยิว ต่อมา (มกราคม ค.ศ. 1938) ทรงใช้พระราชอำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ กษัตริย์คาโรลที่ 2 ทรงพยายามจัดตั้งลัทธิบูชาบุคคลของพระองค์เองเพื่อต่อต้านอิทธิพลที่กำลังเติบโตขึ้นของพวกผู้พิทักษ์เหล็ก (Iron Guard) เช่นการจัดตั้งกองกำลังกึ่งทหารยุวชน ที่เรียกว่า สตราจาเตรี (Straja Țării) ในปีค.ศ. 1935 สแตนลีย์ จี. เพนย์ นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน บรรยายถึงกษัตริย์คาโรลที่ 2 ว่าเป็น "กษัตริย์ที่น่าเหยียดหยาม เลวทรามและกระหายอำนาจที่สุด มากกว่าราชบัลลังก์แห่งอื่นใดในยุโรปศตวรรษที่ 20"[10] กษัตริย์คาโรลทรงปกครองผ่านกลไกอำนาจที่ไม่เป็นทางการคือ คามาริลลา ซึ่งประกอบด้วยเหล่าข้าราชบริพาร นักการทูตอาวุโส เจ้าหน้าที่ทางทหาร นักการเมืองและนักอุตสาหกรรม ซึ่งต้องพึ่งพาความโปรดปรานจากกษัตริย์ในการส่งเสริมอาชีพการงานของพวกเขา[11] สมาชิกคนสำคัญของกลุ่มคามาริลลา คือ มาดามลูเปสคู พระสนมของพระองค์เอง ซึ่งเป็นผู้ถวายคำแนะนำทางการเมืองของกษัตริย์คาโรลที่สำคัญมาก[11] นายกรัฐมนตรีมานิวเชิญกษัตริย์คาโรลสู่บัลลังก์เพียงเพราะความกลัวคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของยุวกษัตริย์มีไฮที่ 1 ถูกครอบงำโดยพรรคเสรีนิยมแห่งชาติซึ่งแน่ใจว่าพรรคเสรีนิยมจะชนะการเลือกตั้งเสมอ[11] มาดามลูเปสคูนั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนชาวโรมาเนียเลย และนายกรัฐมนตรีมานิวทูลขอให้กษัตริย์คาโรลทรงคืนดีกับเจ้าหญิงเฮเลนแห่งกรีซเพื่อเป็นราคาสำหรับที่เขาทวงคืนราชบัลลังก์ให้พระองค์ สมเด็จพระราชินีมารี พระราชชนนีของพระองค์ก็ทรงทูลขอให้นำเจ้าหญิงเฮเลนกลับมา แต่กษัตริย์คาโรลทรงผิดคำสัญญาและพระองค์ทรงเริ่มประทับอยู่กับมาดามลูเปสคูอีกครั้ง นายกรัฐมนตรีมานิวจึงลาออกจากตำแหน่งเพื่อเป็นการประท้วงในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1930 และเขาจึงกลายเป็นศัตรูคนสำคัญของกษัตริย์คาโรล[11] กษัตริย์คาโรลที่ 2 ทรงถอดถอนพระนางมารี พระราชชนนีออกจากบทบาททางการเมืองและทรงพยายามทำลายความนิยมในตัวพระชนนี เป็นผลให้พระนางมารีต้องเสด็จออกจากบูคาเรสต์และทรงใช้พระชนมชีพที่เหลือในชนบท หรือไม่ก็พระตำหนักของพระองค์ที่ทะเลดำ ในปี ค.ศ. 1937 พระองค์ทรงพระประชวรด้วยโรคตับแข็งและสิ้นพระชนม์ในปีถัดมา ต่อมาในที่สุดนายกรัฐมนตรีมานิวก็พ่ายแพ้กลอุบายทางการเมืองของกษัตริย์คาโรลที่ 2 โดยทรงปลดคณะรัฐบาลและเข้าควบคุมการเมืองเองโดยใช้กลไกของกลุ่มคามาริลลา และทรงพยายามกำจัดกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กของคอร์เนลิว เซลีอา คอดรีอานูที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระองค์

มกุฎราชกุมารมีไฮ ขณะเสด็จเยือนโปแลนด์พร้อมพระราชชนกในวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1937

กษัตริย์คาโรลที่ 2 ทรงแต่งตั้งพระอัครบิดรมิรอน คริสเตอา หรืออัครบิดรมิรอนแห่งโรมาเนียวัย 69 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาเป็นประมุขแห่งนิกายคริสต์ออร์ทอดอกซ์โรมาเนียและอดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลกษัตริย์มีไฮที่ 1 เขาเป็นบุรุษผู้ที่กษัตริย์คาโรลทรงทราบว่าเป็นบุคคลที่เป็นที่เคารพของประชาชนโรมาเนียทั่วประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเมืองนับถืออร์ทอดอกซ์ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1938 กษัตริย์คาโรลทรงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีความคล้ายคลึงกับฉบับก่อนหน้า แต่แท้จริงแล้วมันเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นเผด็จการและเป็นการปกครองแบบหมู่คณะที่รุนแรง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยอมรับพระราชอำนาจฉุกเฉินที่กษัตริย์คาโรลเข้ายึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเปลี่ยนให้รัฐบาลกลายเป็นเผด็จการโดยพฤตินัย มันเป็นการสร้างพระราชอำนาจในพระหัตถ์ของพระองค์อย่างเข้มข้น ซึ่งเกือบจะถึงจุดที่เรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการเห็นชอบผ่านการทำประชามติด้วยเงื่อนไขที่ห่างไกลจากความลับ กล่าวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมารายงานตัวต่อหน้าสำนักงานการเลือกตั้งและแถลงด้วยวาจาว่าพวกเขาจะเห็นชอบในรัฐธรรมนูญ การที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเงียบจะถือว่าลงคะแนน "เห็นชอบ" ภายใต้เงื่อนไขนี้ มีการรายงานอย่างไม่น่าเชื่อว่า มีประชาชนเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญใหม่ถึงร้อยละ 99.87[12][13] และหลังจากนี้ทรงเริ่มที่จะนำเยอรมนีไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง และมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งหลังจากพระอัครบิดรมรณภาพในต้นปีค.ศ. 1939

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1939 มกุฎราชกุมารมีไฮทรงได้เข้าร่วมเป็นวุฒิสมาชิกในวุฒิสภาโรมาเนีย ด้วยรัฐธรรมนูญโรมาเนีย ค.ศ. 1938 ซึ่งสนับสนุนอำนาจ "เผด็จการโดยราชวงศ์" ของกษัตริย์คาโรลที่ 2 อนุญาตให้มกุฎราชกุมารมีไฮมีที่นั่งในวุฒิสภาเมื่อทรงมีพระชนมายุครบ 18 พรรษา[14]

แต่หลังจากเหตุการณ์รางวัลเวียนนาครั้งที่สอง ในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1940 โรมาเนียสูญเสียดินแดนพิพาทให้แก่ทั้งสหภาพโซเวียต ฮังการีและบัลแกเรีย จากแรงกดดันของนาซีเยอรมนี การยอมรับในรางวัลเวียนนาครั้งที่สองทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในกษัตริย์คาโรลอย่างสิ้นเชิง และในช่วงต้นเดือนกันยายน ค.ศ. 1940 มีการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ในโรมาเนียเพื่อกดดันให้พระมหากษัตริย์สละราชบัลลังก์ ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1940 ฮอเรีย ซีมา กลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กที่เข้ามามีบทบาทหลังคอดรีอานู ผู้นำถูกระบอบของกษัตริย์คาโรลสังหารได้ลาออกจากคณะรัฐบาลได้กล่าวสุนทรพจน์เพื่อให้กษัตริย์คาโรลสละราชสมบัติ และกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กจะรวมตัวกันชุมนุมประท้วงทั่วโรมาเนียเพื่อกดดันให้พระองค์สละราชบัลลังก์[15] ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1940 นายพลเอียน อันโตเนสคูได้เป็นนายกรัฐมนตรี และกษัตริย์คาโรลทรงถ่ายโอนอำนาจเผด็จการส่วนใหญ่ไปให้แก่เขา[16][17] ในฐานะนายกรัฐมนตรี อันโตเนสคูได้รับการยอมรับจากทั้งฝ่ายผู้พิทักษ์เหล็กและกลุ่มชนชั้นสูง[18] นายพลอันโตเนสคูเองเป็นพวกต่อต้านบอลเชวิกและเป็นผู้นิยมเยอรมัน เขาได้ก่อการรัฐประหารต่อกษัตริย์คาโรลที่ 2 ซึ่งเขามองว่ากษัตริย์ทรงเป็นพวก "ต่อต้านเยอรมัน" พระองค์จึงสละราชบัลลังก์ให้มกุฎราชกุมารมีไฮ พระราชโอรสซึ่งพระองค์จะได้ครองราชย์เป็นครั้งที่สอง ส่วนกษัตริย์คาโรลเสด็จลี้ภัย

ระบอบอันโตเนสคู[แก้]

กษัตริย์มีไฮท่ามกลางนักการเมืองผู้พิทักษ์เหล็กในวาระการให้สัตยาบันกติกาสัญญาไตรภาคี ในปี 1940 จากซ้าย:วิลเฮล์ม ฟาบริเชียส ทูตเยอรมัน, ฮอเรีย ซีมา, นายพลเอียน อันโตเนสคู และกษัตริย์มีไฮ (ตรงกลาง)

หลังจากนายกรัฐมนตรีจอมพลเอียน อันโตเนสคูทำการปลดกษัตริย์คาโรลที่ 2 ออกจากราชบัลลังก์แล้ว เขาก็ทำการระงับรัฐธรรมนูญ ยุบสภา และให้มกุฎราชกุมารมีไฮ ซึ่งมีพระชนมายุ 18 พรรษาครองราชบัลลังก์เป็นครั้งที่สอง กษัตริย์มีไฮทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกในวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1940 (แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะได้รับการฟื้นฟูในปีค.ศ. 1944 และรัฐสภาโรมาเนียได้รับการฟื้นคืนในปีค.ศ. 1946 แต่กษัตริย์มีไฮก็ไม่ได้ทรงประกอบพิธีสาบานตนอย่างเป็นทางการและไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา) กษัตริย์มีไฮทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษก[19]และทรงประกอบพิธีเจิมเป็นพระมหากษัตริย์แห่งโรมาเนีย โดยพระอัครบิดรแห่งโรมาเนีย นิกายอีสเติร์นออร์ทอดอกซ์ พระอัครบิดรนิโคดิมแห่งโรมาเนีย ประกอบพิธีที่มหาวิหารอัครบิดรโรมาเนียแห่งบูคาเรสต์[20] แม้ว่ากษัตริย์มีไฮจะทรงเป็นจอมทัพสูงสุดของกองทัพโรมาเนีย แต่นายกรัฐมนตรีจอมพลเอียน อันโตเนสคู สถาปนาตนเองเป็น คอนดูคาเตอ (Conducător; "ผู้นำแห่งประชาชน") ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงอำนาจเต็มของนายกรัฐมนตรี และในความเป็นจริงกษัตริย์มีไฮทรงถูกบังคับให้เป็นพระประมุขหุ่นเชิดจนถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944[21] กษัตริย์มีไฮทรงเคยร่วมเสวยพระกระยาหารเที่ยงกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์สองครั้ง ครั้งแรกคือ เสวยพร้อมกับพระราชชนกและฮิตเลอร์ในบาวาเรีย ค.ศ. 1937 และอีกครั้งหนึ่งคือเสวยพร้อมกับพระราชชนนีที่เบอร์ลิน ในปีค.ศ. 1941[22] และทรงเคยพบปะกับเบนิโต มุสโสลินีในอิตาลี ปีค.ศ. 1941[23]

ดวงตราไปรษณียากรโรมาเนีย ปี 1942 เพื่อรำลึกปีแรกของการยึดคืนเบสซาราเบียจากสหภาพโซเวียต ซึ่งมีภาพกษัตริย์มีไฮและเอียน อันโตเนสคู มีข้อความเขียนว่า "หนึ่งปีนับตั้งแต่การปลดปล่อย" ("Un an de la desrobire") และเบื้องบนเป็นพระสาทิสลักษณ์ของ เจ้าชายสตีเฟนมหาราช และภาพป้อมปราการเมืองเบ็นเดอร์ อยู่เบื้องหลัง

เอียน อันโตเนสคูนั้นก้าวขึ้นมาสู่อำนาจอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปีค.ศ. 1940 เขาจัดตั้งโรมาเนียให้เป็นรัฐกองทัพแห่งชาติ และมีความเป็นพันธมิตรที่ไม่น่าพึงพอใจนักกับกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กของฮอเรีย ซีมาที่เคยมีบทบาทในการก่อต้านกษัตริย์คาโรลที่ 2 ซีมาได้กลับมาจากถูกเนรเทศและได้ขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ และยังคงกลับมาทำกิจกรรมในฐานะผู้นำของกองกำลังผู้พิทักษ์เหล็ก ซีมาได้ดำเนินการแบ่งเขตการปกครองของโรมาเนียให้เป็นเขตการปกครองของทหารแต่ละเขต[24] หลังจากมีการประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกให้กษัตริย์มีไฮที่ 1 ไปในวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1940 โรมาเนียก็เริ่มตกอยู่ในภาวะความน่าสะพรึงกลัวทางการเมือง ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1940 เมื่อกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กซึ่งเข้ามามีอำนาจในรัฐบาลของอันโตเนสคูพยายามรื้อฟื้นการตายอย่างเป็นปริศนาของอดีตผู้นำ คือ คอดรีอานู พวกขบวนการฟาสซิสต์จึงพยายามกวาดล้างนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมคอดรีอานูซึ่งดำเนินการโดยอดีตกษัตริย์คาโรลที่ 2 จนกลายเป็นการสังหารหมู่จีลาวา กลางดึกของวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940 และเกิดการลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์นิโคไล ออร์กา ซึ่งเป็นคนของอดีตกษัตริย์คาโรลที่ 2 ที่มีส่วนในการกำจัดคอดรีอานู และนักการเมืองฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านฟาสซิสต์คือ เวอร์จิล มัดกีอานู จากนั้นกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กก็ก่อความรุนแรงวุ่นวายหลายครั้งและทำการฆ่าล้างชาวยิวตามแนวคิดของกลุ่มที่เกลียดชังชาวยิวอย่างรุนแรง[16][25] นายกรัฐมนตรีจอมพลเอียน อันโตเนสคูนั้นไม่พอใจที่กลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กมักจะดำเนินการโดยพลการ อันส่งผลถึงความนิยมของเขา จึงพยายามตอบโต้การดื้อรั้นของซีมาด้วยการสั่งกองทัพออกมาระงับการไล่ฆ่าของผู้พิทักษ์เหล็กตามท้องถนน[26] นายกรัฐมนตรีล้มเหลวในการกดดันให้ซีมานำตัวฆาตกรมามอบตัวกับตำรวจ เขาจึงใช้อำนาจขับไล่นายตำรวจที่เป็นกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กออกจากตำแหน่ง และมีคำสั่งให้คณะรัฐมนตรีให้สัตย์สาบานว่าต้องจงรักภักดีต่อ "คอนดูคาเตอ"[27] ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรอยร้าวที่ฝังลึกระหว่างนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี

หลังจากโรมาเนียเป็นพันธมิตรกับนาซีเยอรมนีและฝ่ายอักษะ และอันโตเนสคูได้รับความไว้วางใจจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นายกรัฐมนตรีอันโตเนสคูจึงดำเนินการกวาดล้างพันธมิตรของตนอย่างกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กในเหตุการณ์กบฏกองทหาร ในปีค.ศ. 1941 เหล่าข้าราชการเยอรมันมีส่วนช่วยอันโตเนสคูในการกวาดล้างกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็กที่มองว่าเริ่มมีอำนาจมากไปจนควบคุมไม่ได้ แต่หลังจากกวาดล้างกลุ่มผู้พิทักษ์เหล็ก ฮิตเลอร์เปิดทางให้ฮอเรีย ซีมาและฝ่ายผู้พิทักษ์เหล็กหลายคนลี้ภัยในเยอรมนี ทั้งที่ศาลของอันโตเนสคูตัดสินให้ประหารชีวิต[28] หลังจากนั้นอันโตเนสคูจึงเข้าเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลาเดียวกัน โรมาเนียเป็นแหล่งน้ำมันชั้นดีของนาซีเยอรมนี ฮิตเลอร์จึงต้องการเอาใจโรมาเนียเป็นพิเศษและให้การสนับสนุนระบอบอันโตเนสคูทุกทาง แต่การที่โรมาเนียเป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญต่อเยอรมนี[29] ส่งผลให้ประเทศเป็นแหล่งเป้าหมายในการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรหลายครั้ง เขานำโรมาเนียเข้าร่วมปฏิบัติการบาร์บาร็อสซาในแผนการบุกสหภาพโซเวียตของนาซีเยอรมนี เพื่อยึดดินแดนเบสซาราเบียและบูโกวินาเหนือคืนมา และทำการสังหารหมู่ชาวยิวในโรมาเนียตามนโยบายของนาซีเยอรมนี โดยเฉพาะชาวยิวเบสซาราเบีย ชาวยิวบูโกวินาและชาวยิวยูเครน รวมถึงชาวโรมานีหรือยิปซีถูกไล่ล่าสังหารอย่างโหดร้ายทารุณ การโฆษณาชวนเชื่อของอันโตเนสคูเป็นการใส่ความชาวยิวว่าเป็น "สายลับคอมมิวนิสต์" เพื่อกระตุ้นให้กองทัพโรมาเนียทำการจับกุมและสังหาร

การหันมาต่อต้านนาซีเยอรมนี[แก้]

ในปี พ.ศ. 2487 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น การเพลี่ยงพล้ำของฝ่ายอักษะแต่เผด็จการทหารของนายกรัฐมนตรีจอมพลเอียน อันโตเนสคูยังคงปกครองโรมาเนีย ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2487 โซเวียตจำเป็นต้องโจมตีโรมาเนียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2487 พระราชาธิบดีมีไฮได้เข้าร่วมกับนักการเมืองฝ่ายพันธมิตร ได้กระทำรัฐประหารต่อต้านอันโตเนสคู นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่แต่งตั้งโดยพระราชาธิบดีมีไฮคือ คอนสแตนติน เซนาเทสคู ได้ให้ความคุ้มครองอันโตเนสคูจากพวกคอมมิวนิสต์ก่อนถึงโซเวียตและส่งเขาแก่สหภาพโซเวียตในวันที่ 1 กันยายน เพื่อกระทำการประหารชีวิต พระองค์ได้ขอสงบศึกกับกองทัพแดงที่เข้ารุกรานมอลดาเวียนและได้ประกาศพักรบกับอังกฤษและอเมริกา และได้ประกาศสงครามกับโรมาเนีย อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถหยุดโซเวียตที่จับกุมทหารชาวโรมาเนียกว่า 130,000 นายที่ถูกส่งไปยังโซเวียต ถึงแม้ว่าประเทศพันธมิตรของนาซีจะจบสิ้นหมดแต่การเคลื่อนไหวของกองทัพแดงยังคงมีอยู่ในเยอรมนี การพักรบนั้นได้ลงไว้แค่เพียง 3 สัปดาห์หลังจาก 12 กันยายน พ.ศ. 2487 ในอนุสัญญาของโซเวียต

สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮทรงเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของโรมาเนียหลังม่านเหล็กที่สูญเสียราชบัลลังก์ หลังจากสงครามสิ้นสุดลง พระองค์ทรงได้รับรางวัลขั้นสูงสุดแห่งลีเจียนออฟเมอริตโดยแฮร์รี เอส. ทรูแมน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา พระองค์ได้รับการประดับเครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชัยชนะจากโจเซฟ สตาลิน ผู้นำโซเวียตด้วยเหตุผลที่ว่า

สำหรับความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของโรมาเนีย และเข้าร่วมการต่อสู้เคียงข้างฝ่ายสัมพันธมิตร,ถึงแม้ในเวลานั้นจะยังไม่มีสัญญาณบ่งบอกถึงความพ่ายแพ้ของเยอรมนีก็ตาม

โจเซฟ สตาลิน

ราชบัลลังก์ภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์[แก้]

สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1 แห่งโรมาเนียในรัฐสภาแวดล้อมไปด้วยรัฐบาลคอมมิวนิสต์

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2488 ความกดดันทางการเมืองต่อพระเจ้ามีไฮที่สหภาพโซเวียตและพรรคคอมมิวนิสต์โรมาเนียมีอำนาจมากขึ้น กษัตริย์ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์พระเจ้ามีไฮมีอำนาจแต่เพียงในพระนามเท่านั้น ในระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2489 ช่วงนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "royal strike" พระเจ้ามีไฮทรงประสบความล้มเหลวที่จะต่อต้านคณะรัฐบาลคอมมิวนิสต์ซึ่ง เปทรู โกซาเป็นนายกรัฐมนตรีคอมมิวนิสต์คนแรกไม่ได้ลงนามในพระราชกฤษฎีกา ด้วยแรงกดดันจากสหภาพโซเวียตทำให้พระเจ้ามีไฮต้องทรงยินยอมรัฐบาลคอมมิวนิสต์และหยุดการต่อต้าน

พระองค์ไม่ได้พระราชทานอภัยโทษแก่อดีตนายกรัฐมนตรีจอมพลเอียน อันโตเนสคูผู้ซึ่งถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตด้วยเหตุผลที่ว่า "สำหรับการทรยศชาวโรมาเนียเพื่อผลประโยชน์ของนาซีเยอรมนี สำหรับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองจากโรมาเนียถึงเยอรมนี, สำหรับการร่วมมือกับทหารหมวกเหล็ก (เวร์มัคท์) สำหรับการฆาตกรรมคู่แข่งทางการเมือง สำหรับการคร่าชีวิตพลเรือน และการกระทำที่ต่อต้านทางแห่งสันติภาพ" พระเจ้ามีไฮทรงสนับสนุนผู้ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อย่าง ลูลิว มานิวและ ตระกูลบราเทียนู พระองค์ในภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ทรงให้พระองค์ทำอะไรนอกจากจะได้รับการยินยอมจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลูเซรทิว ปาเทสคานูผู้ซึ่งเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ บันทึกของเจ้าหญิงอีเลียนาแห่งโรมาเนียสมเด็จอาของพระเจ้ามีไฮซึ่งเป็นการตอบโต้กับอีมิล บอดนาลาส ผู้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคอมมิวนิสต์และเป็นสายลับจากสหภาพโซเวียต อีมิลได้กล่าวไว้ว่า "ถ้าฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยไม่แสดงอากัปกิริยาที่แสดงให้เห็นถึงการต่อต้าน ข้าขอสัญญาพวกเราจะช่วยค้ำจุนพระองค์ต่อไป" เจ้าหญิงอีเลียนาทรงตอบกลับว่า"ท่านช่างรู้ดีจริง พระองค์จะไม่เป็นอิสระ และการลงพระนามเอกสารอันไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ถ้าพระองค์ทรงลงพระนาม ทั้งหมดก็จะเป็นช่องทางของพวกท่าน และรัฐบาลของท่านต้องรับผิดชอบกับการกล่าวตำหนิจากประเทศชาติทั้งปวง แน่นอนท่านก็จะมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นจาการกระทำการครั้งนี้!"

การบังคับสละราชสมบัติ[แก้]

พระราชโองการสละราชบัลลังก์ พ.ศ. 2490
สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1 แห่งโรมาเนีย

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 พระเจ้ามีไฮได้ทรงเดินทางไปยังลอนดอนเพื่อทรงไปร่วมงานอภิเษกสมรสของพระญาติคือ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ กับ ดยุคแห่งเอดินบะระ เป็นสาเหตุให้พระองค์ทรงได้พบ เจ้าหญิงแอนน์แห่งบูร์บง-ปาร์มา ผู้ซึ่งต่อมาคือพระมเหสีของพระองค์ พระองค์ได้เรียกร้องและสนับสนุนเกี่ยวกับการมีกษัตริย์เป็นประมุขของแผ่นดิน พระองค์ไม่ต้องการกลับประเทศ แต่ชาวอเมริกันและชาวอังกฤษกล่าวว่าการอภิเษกสมรสครั้งนี้ปลุกใจให้พระองค์เรียกร้องสิทธิ์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ได้แนะนำให้พระองค์กลับประเทศด้วยเหตุผลที่ว่า "กษัตริย์ต้องกล้าหาญเหนือสิ่งอื่นใด" และพระองค์ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยพระองค์เอง พระเจ้ามีไฮปฏิเสธทุกทางในการลี้ภัยและตัดสินใจกลับโรมาเนีย

อย่างไรก็ตาม วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2490 พระเจ้ามีไฮได้ถูกบีบบังคับให้สละราชบัลลังก์ พระราชวังหลวงถูกปิดล้อมไปด้วยกองกำลังทิวดอร์ วลาดิมีเรสคู ซึ่งเป็นกองกำลังของฝ่ายคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้นรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้ประกาศล้มล้างระบอบกษัตริย์และเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐประชาชน (สังคมนิยม) และได้ประกาศการลงนามสละราชบัลลังก์ของพระองค์ ในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2491 พระองค์ได้ถูกบังคับให้ออกจากโรมาเนีย หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งโรมาเนียและเจ้าหญิงอีเลียนาได้เสด็จออกนอกประเทศ เนื่องจากทั้ง 2 พระองค์ทรงมีความสนิทสนมกับชาวรัสเซียมากทำให้ทรงถูกเรียกว่า "สมเด็จอากองทัพแดงของพระเจ้ามีไฮ" หลังจากนั้นจึงมีการถามกันมากมายว่าทำไมพระองค์จึงสละราชบัลลังก์ พระองค์ได้ทรงเล่าว่านายกรัฐมนตรีคอมมิวนิสต์เปทรู กอร์ซา ได้ขู่พระองค์ด้วยการจะลอบยิงพระองค์และจะทำการเปิดโปงเรื่องที่รัฐบาลชุดเก่าได้ทำการสังหารนักศึกษาที่ถูกจับกุมไปกว่า 1,000 คนให้ต่างชาติได้รับรู้ถ้าพระองค์ไม่สละราชบัลลังก์ การสัมภาษณ์ในนิตยสารเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ ในปีพ.ศ. 2550 พระองค์ได้ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า "มันเป็นการแบล็กเมล์ พวกเขาบอกว่าถ้าพระองค์ไม่ลงพระนามด้วยตนเองไม่อย่างนั้นพวกเราจะบังคับ ทำไมต้องบังคับ พระองค์เองก็ไม่ทราบ ที่ฆ่านักศึกษากว่า 1,000 คนในคุกไงล่ะ" นิตยสารไทม์ ได้เชื่อว่าพวกคอมมิวนิสต์ทำการขู่พระองค์จริง ถ้าพระองค์ไม่สละราชสมบัติอาจมีการนองเลือดมากกว่านี้

สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮในกรุงบูคาเรสต์ปีพ.ศ. 2540

ทางผู้นำคอมมิวนิสต์ในแอลบาเนีย เอนเวอร์ ฮอซา ได้เล่าถึงการสนทนากับผู้นำคอมมิวนิสต์โรมาเนียในการสละราชบัลลังก์ของพระเจ้ามีไฮ พระองค์ทรงถูกขู่หมายเอาชีวิตจากหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์โรมาเนีย กีออร์เก กีออร์กีอู-เดจ จากนั้นเปทรู กอร์ซาก็ให้พระองค์สละราชบัลลังก์ แต่ปัจจุบันหลักฐานยังไม่เพียงพอจึงยังสรุปไม่ได้ ฮอซาได้บอกว่าทหารของพระองค์เองที่ล้อมวังหลวงของพระองค์ไม่ใช่กองกำลังทิวดอร์ วลาดิมีเรสคู

ทฤษฎีนี้ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการโดยระบอบของนิโคไล เชาเชสกู โดยในเรื่อง 'novel historical revelation' ในช่วง 60 ปีที่แล้วได้เล่าถึงบทบาทของพระเจ้ามีไฮที่ 1 ซึ่งนำมาซึ่งการล้มล้างอำนาจเผด็จการของอันโตเนสคูในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2487 ข้อมูลที่คอมมิวนิสต์ต้องการและพยายามเผยแพร่คือ การที่พระองค์ปฏิบัติตนไม่เป็นที่พอใจของพวกเขา จึงต้องบังคับให้สละราชบัลลังก์ หลังจากนิโคไลเชาเชสคูและนางอีลีนา เชาเชสคูภรรยาถูกตัดสินประหารชีวิตในช่วงจุดเสื่อมของคอมมิวนิสต์ เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ในโรมาเนียล่มสลาย พระองค์จึงทรงเสด็จนิวัติกลับโรมาเนียอีกครั้งหนึ่ง

ในปี พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีแห่งโรมาเนีย คาลิน โปเปสคู-ทาริเชียนู ได้ปฏิเสธการกล่าวหาเกี่ยวกับพระเจ้ามีไฮ และฟื้นฟูระบอบกษัตริย์แต่เป็นเพียงในพระนามและให้เป็นศูนย์รวมใจของประชาชน

พระชนมชีพหลังสละราชบัลลังก์[แก้]

พิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮแห่งโรมาเนียกับเจ้าหญิงแอนน์แห่งบูร์บง-ปาร์มา

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2491 พระองค์ทรงได้รับพระอิศริยยศเป็น "เจ้าชายแห่งโฮเฮนโซลเลิร์น แทนพระอิศริยยศ "กษัตริย์แห่งโรมาเนีย" หลังจากการสละราชสมบัติ และหลังจากการล่มสลายของคอมมิวนิสต์พระองค์จึงทรงได้กลับคืนสู่พระอิศริยยศเดิม

ในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2491ที่กรุงเอเธนส์, กรีซ พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงแอนน์แห่งบูร์บง-ปาร์มา ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันครั้งแรกที่อังกฤษและจากนั้นที่สวิตเซอร์แลนด์ พรรคคอมมิวนิสต์ได้ถอดถอนพระองค์จากการเป็นชาวโรมาเนีย พระองค์และเจ้าหญิงมีพระธิดาทั้งหมด 5 พระองค์

ในปี พ.ศ. 2535 พรรคคอมมิวนิสต์ถูกปฏิวัติล้มล้างในโรมาเนีย รัฐบาลได้เชิญให้พระองค์เสด็จกลับประเทศเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลอีสเตอร์ ในบูคาเรสต์ชาวโรมาเนียกว่าล้านคนออกมารับเสด็จพระองค์ ทำให้พระองค์ถูกเตือนโดยประธานาธิบดีเอียน อีลีเอสคู ดังนั้นพระองค์จึงไม่ได้รับการอนุญาตให้เสด็จมาโรมาเนียเป็นเวลา 5 ปี ในปี พ.ศ. 2540 หลังจากอีลีเอสคูถูกรัฐประหารโดยอีมิล คอนสแตนติเนสคู รัฐบาลได้คืนให้พระองค์ดำรงเป็นชาวโรมาเนีย พระองค์ทรงประทับที่สวิตเซอร์แลนด์ บ้างก็โรมาเนียที่ปราสาทซาวาร์ซิน ในอารัดหรือในพระราชวังอลิซาเบตาที่บูคาเรสต์

พระองค์มีพระราชธิดา 5 พระองค์ คือ

เจ้าหญิงอีลีนาและเจ้าหญิงไอรีนาต่างมีพระโอรสและพระธิดาทั้งคู่ เจ้าหญิงโซเฟียมีพระธิดา การสืบราชบัลลังก์ในโรมาเนียภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2466 กล่าวไว้ว่า ถ้าสมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮเสด็จสวรรคตโดยปราศจากพระโอรส พระราชสมบัติจะถูกถ่ายโอนไปยังเชื้อพระวงศ์ในสาย ราชวงศ์โฮเฮนโซลเลิร์น-ซิกมารินเกน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของการสละราชสมบัติของพระเจ้ามีไฮ พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งพระธิดาองค์โตคือ เจ้าหญิงมาร์กาเร็ตตาแห่งโรมาเนียขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารีแห่งโรมาเนีย และพระอิสริยยศ "ผู้ดูแลราชสมบัติแห่งโรมาเนีย" และเป็นโอกาสนี้ที่พระองค์เสนอให้รัฐบาลพิจารณาในการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ ในปี พ.ศ. 2550 มีประชากร 14% เห็นด้วยในการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ และนอกจากนั้นปี พ.ศ. 2551 มีประชากร 16% เป็นผู้นิยมระบอบกษัตริย์

พระพลานามัย[แก้]

โฆษกประจำสำนักพระราชวังของโรมาเนียได้แถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮที่ 1 ประทับรักษาพระอาการประชวร พระพลานมัยย่ำแย่ลงอย่างมาก กำลังพระวรกายลดลง คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาได้ถวายการรักษาได้ติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ เจ้าหญิงมาร์กาเรต้า มกุฎราชกุมารีแห่งโรมาเนีย เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย เจ้าชายราดู พระสวามี ไปทรงเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักเมืองโอบอนน์ เขตเมืองมอร์ช สมาพันธรัฐสวิส สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮ (พระชนมพรรษา 96 พรรษา) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลสุดท้ายของโรมาเนีย ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองยกเลิกระบอบพระมหากษัตริย์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทรงเป็นพระประมุขเพียงพระองค์เดียวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังทรงพระชนม์ชีพในขณะนั้น

สวรรคต[แก้]

สำนักพระราชวังแห่งโรมาเนียได้แถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลที่ 1 แห่งโรมาเนีย เสด็จสวรรคตแล้วด้วยพระอาการสงบ เมื่อวันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560 เวลา 12.00 น. ณ พระตำหนักเมืองมอร์ช สมาพันธรัฐสวิส สิริพระชนมพรรษา 96 พรรษา

พระราชตระกูล[แก้]

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
16. ชาร์ลส์ แอนโทนีแห่งโฮเฮนโซเลน
 
 
 
 
 
 
 
8. ลีโอโปลด์แห่งโฮเฮนโซเลน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
17. เจ้าหญิงโยเซฟินแห่งบาเดิน
 
 
 
 
 
 
 
4. เฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนีย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
18. เฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งโปรตุเกส
 
 
 
 
 
 
 
9. เจ้าหญิงแอนโตเนียแห่งโปรตุเกส
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
19. มาเรียที่ 2 แห่งโปรตุเกส
 
 
 
 
 
 
 
2. คาโรลที่ 2 แห่งโรมาเนีย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
20. เจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต เจ้าชายพระราชสวามี
 
 
 
 
 
 
 
10. เจ้าฟ้าชายอัลเฟรด ดยุคแห่งแซ็กซ์-โคบูร์กและก็อตธา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
21. สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย
 
 
 
 
 
 
 
5. เจ้าหญิงมารีแห่งเอดินบะระ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
22. ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย
 
 
 
 
 
 
 
11. แกรนด์ดัชเชสมาเรีย อเล็กซานดรอฟนาแห่งรัสเซีย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
23. เจ้าหญิงมารีแห่งเฮสส์และไรน์
 
 
 
 
 
 
 
1. สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮแห่งโรมาเนีย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
24. คริสเตียนที่ 9 แห่งเดนมาร์ก
 
 
 
 
 
 
 
12. จอร์จที่ 1 แห่งกรีซ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
25. หลุยส์แห่งเฮสส์ - คาสเซิล
 
 
 
 
 
 
 
6. คอนสแตนตินที่ 2 แห่งกรีซ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
26. แกรนด์ดยุคคอนสแตนติน นิโคเลวิชแห่งรัสเซีย
 
 
 
 
 
 
 
13. โอลกา คอนสแตนตินอฟนาแห่งกรีซ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
27. เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งแซ็กซ์ - เอลเทเบิร์ก
 
 
 
 
 
 
 
3. เฮเลนแห่งกรีซและเดนมาร์ก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
28. วิลเฮล์มที่ 1 แห่งเยอรมนี
 
 
 
 
 
 
 
14. ฟริดริชที่ 3 แห่งเยอรมนี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
29. ออกุสตาแห่งแซ็กซ์ - ไวมาร์
 
 
 
 
 
 
 
7. เจ้าหญิงโซเฟียแห่งปรัสเซีย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
30. เจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต เจ้าชายพระราชสวามี
 
 
 
 
 
 
 
15. เจ้าหญิงวิกตอเรีย พระวรราชกุมารี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
31. สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย
 
 
 
 
 
 

ภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "MS Regele Mihai I". สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
  2. 2.0 2.1 Bucur, Marie "Carol II" pages 87-118 from Balkan Strongmen: Dictators and Authoritarian Rulers of South Eastern Europe edited by Bernd Jürgen Fischer, West Lafayette: Purdue University Press, 2007 pages 96-97.
  3. Bucur, Marie "Carol II" pages 87-118 from Balkan Strongmen: Dictators and Authoritarian Rulers of South Eastern Europe edited by Bernd Jürgen Fischer, West Lafayette: Purdue University Press, 2007 page 97.
  4. "Regele Mihai la ṣcoală. Cum îşi amintea profesorul său despre el: N-a fost premiantul clasei, dar..." Realitatea .Net. สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
  5. "O şcoală pentru un singur copil". สืบค้นเมื่อ 5 December 2017.
  6. "Rulers of Romania". Rulers. สืบค้นเมื่อ 30 July 2012.
  7. 7.0 7.1 7.2 Bucur, Marie "Carol II" pages 87-118 from Balkan Strongmen: Dictators and Authoritarian Rulers of South Eastern Europe edited by Bernd Jürgen Fischer, West Lafayette: Purdue University Press, 2007 page 98.
  8. Gelardi, Julia (2005). Born to Rule. London: St. Martin's Griffin. ISBN 978-0-312-32423-0., p.332
  9. "FOTODOCUMENT. Mihai, Mare Voievod de Alba Iulia - Romania Libera". สืบค้นเมื่อ 22 December 2016.
  10. Payne, Stanley A History of Fascism, 1914-1945 Madison: University of Wisconsin, 1996 page 278.
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 Haynes, Rebecca "Reluctant Allies? Iuliu Maniu and Corneliu Zelea Codreanu against King Carol II of Romania" pages 105-134 from The Slavonic and East European Review, Volume 85, Issue # 1, January 2007 page 108.
  12. Rumänien, 24. Februar 1938 : Verfassung Direct Democracy
  13. Payne, Stanley G. (1996). A History of Fascism, 1914-1945. Routledge. ISBN 0203501322.
  14. "Ce citeau românii acum 68 de ani?", Ziua, 29 November 2007.
  15. Haynes, Rebbecca " Germany and the Establishment of the Romanian National Legionary State, September 1940" pages 700-725 from The Slavonic and East European Review, Volume 77, Issue # 4. October 1999 page 710.
  16. 16.0 16.1 Delia Radu,"Serialul 'Ion Antonescu și asumarea istoriei' (1)", BBC Romanian edition, August 1, 2008 (โรมาเนีย)
  17. Final Report, p.320; Morgan, p.85; Ornea, p.326
  18. Haynes, Rebbecca " Germany and the Establishment of the Romanian National Legionary State, September 1940" pages 700-725 from The Slavonic and East European Review, Volume 77, Issue # 4. October 1999 page 713.
  19. Fundamental Rules of the Royal Family of Romania, The Romanian Royal Family website as. Retrieved 8 January 2008
  20. "The Joys of Suffering," Volume 2, "Dialogue with a few intellectuals", by Rev. Fr. Dimitrie Bejan – "Orthodox Advices" website as of 9 June 2007 (โรมาเนีย)
  21. Ioan Scurtu, Theodora Stănescu-Stanciu, Georgiana Margareta Scurtu, The History of the Romanians between 1918–1940 ("Istoria românilor între anii 1918–1940") Archived 2 October 2011 at the Wayback Machine., page 280. (โรมาเนีย)
  22. Thorpe, Nick (25 October 2011). "Romania's ex-King Michael I defends his wartime record". BBC. สืบค้นเมื่อ 30 July 2012.
  23. "Comí con Hitler, era estirado y frío. Mussolini parecía más humano" (สเปน)
  24. Clark, Roland (2015-06-05). Holy Legionary Youth. Ithaca, NY: Cornell University Press. p. 222. doi:10.7591/9780801456343. ISBN 9780801456343.
  25. Final Report, pp. 46, 110–111; Deletant, pp. 60–61, 297–298, 302; Ornea, pp. 335–341, 347; Veiga, pp. 291–294, 311–312
  26. Final Report, pp. 110–111; Veiga, pp. 293–295
  27. Z. Ornea, Anii treizeci. Extrema dreaptă românească, Editura Fundației Culturale Române, Bucharest, 1995. , p. 341
  28. Final Report, pp. 63, 382; Harvey, p. 498; Browning, pp. 211–212
  29. The Biggest Mistakes In World War 2:Ploesti - the most important target, สืบค้นเมื่อ 2007-12-08
ก่อนหน้า มีไฮที่ 1 แห่งโรมาเนีย ถัดไป
เฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนีย 2leftarrow.png Royal standard of Romania (King, 1922 model).svg
สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งโรมาเนีย
(ครั้งที่ 1)
(ราชวงศ์โฮเฮนโซเลน-ซิกมารินเกน)

(พ.ศ. 2470พ.ศ. 2473)
2rightarrow.png คาโรลที่ 2 แห่งโรมาเนีย
คาโรลที่ 2 แห่งโรมาเนีย 2leftarrow.png Royal standard of Romania (King, 1922 model).svg
สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งโรมาเนีย
(ครั้งที่ 2)
(ราชวงศ์โฮเฮนโซเลน-ซิกมารินเกน)

(พ.ศ. 2483พ.ศ. 2490)
2rightarrow.png ไม่มี
(สิ้นสุดระบอบกษัตริย์)
เฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนีย 2leftarrow.png Kingdom of Romania - Big CoA.svg
ผู้นำประเทศโรมาเนีย
(ครั้งที่ 1)

(พ.ศ. 2470พ.ศ. 2473)
2rightarrow.png คาโรลที่ 2 แห่งโรมาเนีย
คาโรลที่ 2 แห่งโรมาเนีย 2leftarrow.png Kingdom of Romania - Big CoA.svg
ผู้นำประเทศโรมาเนีย
(ครั้งที่ 2)

(พ.ศ. 2483พ.ศ. 2490)
2rightarrow.png คอนสแตรติน เอียน ปาร์ฮอน
(คอมมิวนิสต์โรมาเนีย)
คอมมิวนิสต์ 2leftarrow.png Coat of arms of Romania.svg
ผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์โรมาเนีย
(ภายใต้กฎหมาย)
(ราชวงศ์โฮเฮนโซเลน-ซิกมารินเกน)

(พ.ศ. 2490พ.ศ. 2560)
2rightarrow.png เจ้าหญิงมาร์กาเร็ตตา มกุฎราชกุมารีแห่งโรมาเนีย