เอียน อันโตเนสคู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จอมพล เอียน วิคเตอร์ อันโตเนสคู
Conducător of Romania
ดำรงตำแหน่ง
September 6, 1940 – August 23, 1944
ก่อนหน้า Carol II (as King of Romania)
ถัดไป none
Prime Minister of Romania
ดำรงตำแหน่ง
September 5, 1940 – August 23, 1944
กษัตริย์ Carol II
Michael
ก่อนหน้า Ion Gigurtu
ถัดไป Constantin Sănătescu
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 15 มิถุนายน ค.ศ. 1882(1882-06-15)
Pitești, Argeș County, Romania
เสียชีวิต 01 มิถุนายน ค.ศ. 1946 (63 ปี)
Jilava, Ilfov County, Romania
สัญชาติ Romanian
พรรคการเมือง None[a]
คู่สมรส Maria Antonescu
วิชาชีพ Soldier
ศาสนา Romanian Orthodox
การเข้าเป็นทหาร
ชื่อเล่น Câinele Roșu ("Red Dog")
สวามิภักดิ์ Kingdom of Romania
สังกัด Romanian Land Forces
ปีปฏิบัติงาน 1904–1944
ยศ Marshal of Romania
บังคับบัญชา Commander-in-Chief of the Romanian Armed Forces
การยุทธ์ Second Balkan War
World War I
World War II
บำเหน็จ Order of Michael the Brave
a. ^  Formally allied with the Iron Guard (1940–41)

เอียน วิคเตอร์ อันโตเนสคู (โรมาเนีย: Ion Victor Antonescu; 15 มิถุนายน ค.ศ. 1882 – 1 มิถุนายน ค.ศ. 1946 ) เป็นทหาร, นักการเมือง และ ผุ้นำเผด็จการชาวโรมาเนียและ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้นำแห่งรัฐ (Conducător) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้ปกครองแบบระบอบเผด็จการเป็นเวลาสองสมัยในสมัยระหว่างสงคราม ภายหลังสงคราม เขาได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่ออาชญากรรมสงครามและลงโทษด้วยการประหารชีวิต

เจ้าหน้าที่ทหารแห่งกองทัพโรมาเนียได้ทำการบันทึกชื่อของเขาในช่วงการก่อกบฏชาวนาโรมาเนียในปี ค.ศ. 1907 และสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในการทัพโรมาเนีย จากการต่อต้านชาวยิวนั้น อันโตเนสคูได้เห็นด้วยกับการเมืองฝ่ายขวาและลัทธิฟาสซิสต์แห่งชาติคริสเตียนและกลุ่มพิทักษ์เหล็กอย่างมากในช่วงสมัยระหว่างสงคราม เขาได้เป็นผู้แทนทางทหาร (military attaché) ไปยังฝรั่งเศสและต่อมาได้เป็นเสนาธิการ ในช่วงเวลาสั้นๆก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในคณะรัฐมนตรีคริสเตียนแห่งชาติของ Octavian Goga ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1930 ด้วยจุดยืนทางการเมืองของเขาได้ทำให้เขาเกิดขัดแย้งกับสมเด็จพระเจ้าคาโรลที่ 2 และถูกคุมขังเอาไว้ อันโตเนสคูยังคงได้รับความนิยมทางการเมืองมากขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองในปี ค.ศ. 1940 และได้จัดตั้งรัฐเผด็จการทหารแห่งชาติ (National Legionary State) ได้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างไม่สบายใจกับผู้นำพิทักษ์เหล็กอย่าง Horia Sima ภายหลังจากโรมาเนียได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับนาซีเยอรมนีและฝ่ายอักษะ และมีความเชื่อมั่นต่อความมั่นใจอย่างแรงกล้าของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาได้กำจัดเหล่าผู้พิทักษ์ในช่วงการก่อกบฏทหาร (Legionary Rebellion) ในปี ค.ศ. 1941 นอกเหนือจากนั้นเขาได้เป็นผู้นำในการบริหาร เขาได้คั่วตำแหน่งเป็นสำนักงานการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่นานหลังจากโรมาเนียได้เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะในปฏิบัติการบาร์บารอสซาคือการรุกรานสหภาพโซเวียต ได้ชิงเอาแผ่นดินเบสซาราเบียและ Bukovina ทางตอนเหนือกลับคืนมา อันโตเนสคูได้กลายเป็นจอมพลแห่งโรมาเนีย

ด้วยจำนวนที่ผิดปกติในหมู่ผู้กระทำผิดในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวหรือฮอโลคอสต์ อันโตเนสคูได้บังคับใช้นโยบายที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการตายของผู้คนจำนวนมากถึง 400,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเบสซาราเบีย ยูเครน และโรมาเนียเชื้อสายยิว เช่นเดียวกับชาวโรมาเนีย โรมานี ด้วยการสมรู้ร่วมคิดของระบอบการปกครองในการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุรวมและการสังหารหมู่ เช่น การสังหารหมู่ที่โอเดสซ่าด้วยการขจัดชาติพันธุ์ การขับไล่เนรเทศอย่างเป็นระบบเพื่อยึดครองทรานส์นีสเตรียและละเลยทางอาญาอย่างกว้างขวาง ด้วยระบบในสถานที่ยังคงมีความโดดเด่นด้วยความไม่สอดคล้องกัน การจัดลำดับในการปล้นสดมภ์ในการฆ่าทั้งหมด ได้แสดงความเมตตากับชาวยิวส่วนใหญ่ในราชอาณาจักรเก่า และในที่สุดก็ได้ปฏิเสธที่จะใช้มาตราการสุดท้ายตามที่ได้ถูกประกาศใช้โดยนาซีที่ได้ยึดครองยุโรป

ด้วยความสูญเสียอย่างหนักบนแนวรบด้านตะวันออกทำให้อันโตเนสคูเริ่มดำเนินการเจราสันติภาพที่ไม่สามารถหาข้อสรุปกับฝ่ายสัมพันธมิตร ภายหลังการเจรจา เขาได้ถูกขับออกจากตำแหน่งผู้นำในการก่อรัฐประหารโดยพระราชาธิบดีไมเคิลที่ 1ซึ่งยังทรงพระเยาว์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นที่รู้จักในนามของการก่อกบฏพระราชาธิบดีไมเคิล ภายหลังจากถูกคุมขังในสหภาพโซเวียต ในช่วงเวลาระยะสั้น อันโตเนสคูได้ถูกส่งตัวกลับโรมาเนียซึ่งเขาได้ถูกไต่สวนโดยศาลของประชาชนพิเศษและถูกตัดสินโทษให้ประหารชีวิต นี่เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาคดีที่ได้ผ่านการพิพากษาต่างๆของเขา กระบวนการความยุติธรรมได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากสำหรับการตอบสนองต่อความสำคัญอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์โรมาเนีย เรื่องที่เป็นแรงผลักดันของเหล่าชาตินิยมและความพยายามของกลุ่มฝ่ายขวาจัดเพื่อให้อันโตเนสคูได้พ้นข้อกล่าวหา ในขณะที่กลุ่มเหล่านี้ได้ยกย่องให้อันโตเนสคูกลายเป็นวีรบุรุษ จากการที่เขาได้มีส่วนร่วมในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้รับกล่าวยืนยันอย่างเป็นทางการและถูกประณามกลับในภายหลังจากรายงานกรรมมาธิการวีเซิล ปี ค.ศ. 2003