ศาสนามาณีกีแบบจีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ภาพแขวนรูปพระมณีศิลปะจีนเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 14-15

ศาสนามาณีกีแบบจีน (จีน: 摩尼教; พินอิน: Móníjiào) หรือเป็นที่รู้จักตามสำเนียงแต้จิ๋วว่า เม้งก่า[1][2] (จีน: 明教; พินอิน: Míngjiào "ศาสนาแห่งแสงสว่าง") ในวรรณกรรมแปลเป็น พรรคจรัส หรือ นิกายเรืองโรจน์ ก็ว่า[3] เป็นศาสนามาณีกีรูปแบบหนึ่งซึ่งตกทอดและได้รับการนับถือจากศาสนิกชนจีน

ลัทธิมาณีกีแบบจีนเป็นศาสนาที่มีลักษณะแบบเอกเทวนิยม มุ่งมาดปรารถนาให้บูชาพระเจ้าเพียงองค์เดียวเรียกว่า ซ่างตี้ (上帝 "มหาเทพ"), หมิงซุน (明尊 "ผู้สว่างไสว") หรือเจินเฉิน (真神 "ผู้เที่ยงแท้") พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าเป็นพระผู้สร้างสิ่งต่าง ๆ จากจิตวิญญาณที่มีชีวิตของพระองค์เอง ก่อให้เกิดสรรพสิ่งที่มีชีวิตเช่นมนุษย์ ซึ่งรวมไปถึงพระมณี (摩尼) ซึ่งเป็นศาสดา[4]

ประวัติ[แก้]

ศาสนามาณีกีเผยแผ่สู่ดินแดนจีนในยุคราชวงศ์ถัง[5] ผ่านประชาคมผู้อพยพจากเอเชียกลาง[5] ต่อมาศาสนามาณีกีถูกปราบปรามและถูกห้ามนับถืออย่างเป็นทางการหลังเหตุการณ์การต่อต้านและประหารพุทธศาสนิกชนครั้งใหญ่ในรัชกาลจักรพรรดิถังอู่จง ในเหตุการณ์นั้นทำให้นักบวชมาณีกีซึ่งเป็นคนต่างด้าวถูกประหาร บ้างก็ลี้ภัยไปถิ่นอื่น[6] หลังจากนั้นได้มีชาวจีนสืบศาสนาเป็นนักบวชแล้วลี้ภัยไปยังมณฑลฝูเจี้ยน เพื่อหลบหนีการข่มเหงจากจีนตอนเหนือ[7] พวกเขาลงหลักปักฐานที่เมืองเฉวียนโจว ทำให้เมืองนั้นกลายเป็นศูนย์กลางของศาสนามาณีกีในจีนช่วงราชวงศ์ซ่ง[8]

ต่อมาศาสนามาณีกีก็ได้ปรับปรุงคติความเชื่อให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมของจีนจนมีรูปแบบเฉพาะ[9] หลังสิ้นยุคราชวงศ์ถัง ศาสนามาณีกียังคงดำรงอยู่และส่งอิทธิพลศาสนาพื้นบ้านจีนก่อให้เกิดเป็นลัทธิใหม่ เช่น ลัทธิเมตไตรย (弥勒教) และลัทธิบัวขาว (白蓮教)[10] แต่ตัวศาสนามาณีกีกลับผสานกลมกลืนไปกับศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าแทน[11] มีการแปลเอกสารมาณีกีเป็นสำนวนทางพุทธศาสนา[12] ส่วนพระมณีซึ่งเป็นศาสดานั้นถูกชาวจีนเรียกว่า พระพุทโธภาส (光明佛, 光佛 "พระพุทธเจ้าแห่งแสงสว่าง") เพราะมีประวัติใกล้เคียงกับพระโคตมพุทธเจ้า[13] ในเวลาเดียวกัน ลัทธิเต๋าได้ออกคัมภีร์ ฮว่าหูจิง (化胡經 "คัมภีร์เปลี่ยนศาสนาของพวกอนารยชน") ที่ระบุว่าเล่าจื๊อกลับชาติมาเกิดเป็นพระมณี[14] ขณะที่ข้าราชการซึ่งนับถือลัทธิขงจื๊อ มองการประกอบพิธีทางศาสนาอย่างลับ ๆ ของมาณีกี จึงเรียกชาวมาณีกีว่า "พวกมังสวิรัติผู้บูชาปีศาจ" (食菜事魔)[15] เพราะศาสนิกชนมาณีกีล้วนนุ่งขาวห่มขาว กินมังสวิรัติตามศาสดา บูชาพระอาทิตย์และพระจันทร์ เคารพเตียวก๊กและศาสดามณี[16] มีการแปลงคำสอนให้ศาสนิกชนต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ทำให้เม้งก่าถูกเพ่งเล็งและปราบปรามมาตลอด[2]

ปัจจุบันมีการอ้างว่ายังมีศาสนิกชนมาณีกีแบบจีนอาศัยอยู่มณฑลทางใต้ของจีนโดยเฉพาะเมืองเฉวียนโจว[17] แถบวัดเฉ่าอัน (草庵 "สำนักชีมุงจาก") ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาสนสถานของศาสนามาณีกีที่ถูกดัดแปลงเป็นพุทธสถาน[18] ยังหลงเหลือเพียงแห่งเดียวมาจนถึงทุกวันนี้[19]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. เมฆา วิรุฬหก (8 มิถุนายน 2560). ""ลัทธิเม้งก้า" แห่งดาบมังกรหยก มีจริงหรือไม่? เหตุใดจึงถูกมองเป็น "พรรคมาร" ?". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2562.
  2. 2.0 2.1 "สรุปงานเสวนาเรื่อง จาก “เม้งก่า”ถึง “อั้งยี่”สู่ประเพณีกินเจไทย". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. 2 กุมภาพันธ์ 2559. สืบค้นเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2563. C1 control character in |title= at position 24 (help)
  3. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (28 มีนาคม 2562). "นิกายเม้งก่า ในซีรีส์ดาบมังกรหยก คือนิกายมาณีกี ที่บูชาแสงสว่าง". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2562.
  4. Dr. Char Yar. "Monijiao (Manichaeism) in China". academia.edu. Lecture presented at the Worldwide Conference for Historical Research, 2012.
  5. 5.0 5.1 Ma 2011, p. 55-56.
  6. Lieu 1992, pp. 231–239,263
  7. Lieu 1992, p. 264
  8. Lieu 1992, p. 267
  9. Ma 2011, p. 56.
  10. Ma 2011, p. 19-56.
  11. Mair 1987, p. 316
  12. Mair 1987, pp. 317–318
  13. Lieu 1992, pp. 243,255–257
  14. Lieu 1992, pp. 258–259.
  15. Lieu 1992, pp. 280–283,298
  16. บาราย (2 พฤศจิกายน 2557). "ตำนานกินเจ". ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2562.
  17. Jennifer Marie Dan. Manichaeism and its Spread into China. University of Tennessee, 2002. pp. 17-18
  18. Lieu 1992, p. 303
  19. Wearring 2006, p. 260.
บรรณานุกรม

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]