ข้ามไปเนื้อหา

ยุคเซ็งโงกุ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ยุคเซงโงกุ)

ยุคเซ็งโงกุ (戦国時代 (Sengoku-jidai)) ระยะเวลา ค.ศ. 1467–1615 เป็นช่วงเวลาแห่งความแตกแยกในญี่ปุ่นในช่วงปลายของรัฐบาลโชกุนอาชิกางะ เมื่ออำนาจของรัฐบาลโชกุนอาชิกางะเสื่อมลงจากเหตุการณ์สงครามโอนิน (応仁の乱 (Ōnin no Ran)) ทำให้รัฐบาลโชกุนส่วนกลางไม่มีอำนาจในการปกครองแคว้นท้องถิ่นต่าง ๆ ทำให้ผู้มีอำนาจและอิทธิพลตามแคว้นต่าง ๆ ในญี่ปุ่นตั้งตนขึ้นเป็นอิสระจากการปกครองของรัฐบาลโชกุน เจ้าผู้ครองแคว้นในยุคเซ็งโงกุเรียกว่า ไดเมียว (大名 (Daimyō)) ยุคเซ็งโงกุเป็นยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคมของญี่ปุ่น ในช่วงปลายยุคเซ็งโงกุวีรบุรุษทั้งสาม ได้แก่ โอดะ โนบูนางะ, โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ และ โทกูงาวะ อิเอยาซุ ทำการรวบรวมแว่นแคว้นต่าง ๆ ในญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งนำไปสู่ยุคเอโดะ

ยุคเซ็งโงกุเป็นส่วนหนึ่งของยุคมูโรมาจิ และยุคอาซูจิ–โมโมยามะอาจถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของยุคเซ็งโงกุ

ประวัติศาสตร์

[แก้]

สงครามโอนิน

[แก้]

ในสมัยของอาชิกางะ โยชิมาซะ (足利 義政 (Ashikaga Yoshimasa)) เกิดความขัดแย้งในเรื่องการสืบทอดตำแหน่งโชกุน โฮโซกาวะ คัตสึโมโตะ (細川 勝元 (Hosokawa Katsumoto)) ให้การสนับสนุนแก่อาชิกางะ โยชิมิ (足利 義視 (Ashikaga Yoshimi)) ซึ่งเป็นน้องชายของโชกุนโยชิมาซะ ในขณะที่ยามานะ โซเซ็ง (山名 宗全 (Yamana Sōzen)) ให้การสนับสนุนแก่อาชิกางะ โยชิฮิซะ (足利 義尚 (Ashikaga Yoshihisa)) บุตรชายของโชกุนโยชิมาซะ ความขัดแย้งระว่าขุนศึกทั้งสองนำไปสู่สงครามปีโอนิง (応仁の乱 (Ōnin no Ran)) ใน ค.ศ. 1467 สงครามยืดเยื้อเป็นเวลาร่วมสิบปีโดยมีนครหลวงเกียวโตอันเป็นที่ตั้งของรัฐบาลโชกุนอาชิกางะเป็นสนามรบ ทำให้รัฐบาลโชกุนซึ่งได้รับความเสียหายอย่างมากจากสงครามสูญเสียอำนาจในการปกครองประเทศ ระบบการปกครองท้องถิ่นของรัฐบาลโชกุนจึงล่มสลายลง

ในยุคมูโรมาจิรัฐบาลโชกุนแต่งตั้งเจ้าผู้ครองแคว้นเรียกว่า ชูโงะ (守護 (Shugo)) ในการปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อรัฐบาลโชกุนเสื่อมอำนาจลงอำนาจของ ชูโงะ ในแต่ละท้องถิ่นจึงเสื่อมลงไปด้วย ชูโงะ ของบางแคว้นตั้งตนเป็นอิสระ ในขณะที่บ้างแคว้น ชูโงได (守護代 (Shugo-dai)) หรือผู้แทนของชูโงะขึ้นมามีอำนาจ และบางแคว้นมีซามูไรระดับล่างหรือแม้แต่ชาวบ้านตั้งตนขึ้นมามีอำนาจ เป็นยุค "บ่าวล้างนาย"

ยุคเซ็งโงกุในภูมิภาคต่าง ๆ

[แก้]

ภูมิภาคคันโต

[แก้]

ในยุคมูโรมาจิภูมิภาคคันโตอยู่ภายใต้การปกครองของ คันโตกูโบ (関東公方 (Kantō kubō)) หรือ "โชกุนแห่งภูมิภาคคันโต" และ คันโตกันเร (関東管領 (Kantō kanrei)) หรือผู้แทนโชกุนแห่งภูมิภาคคันโต ตำแหน่ง คันโตกันเร สืบทอดภายในสายเลือดของตระกูลอูเอซูงิ ความขัดแย้งระหว่าง คันโตกูโบ และ คันโตกันเร นำไปสู่สงครามปีเอเงียวใน ค.ศ. 1433 ตระกูลอูเอซูงิซึ่งดำรงตำแหน่ง คันโตกันเร มีชัยชนะเหนือตระกูลอาชิกางะซึ่งดำรงตำแหน่ง คันโตกูโบ ทำให้ตระกูลอูเอซูงิขึ้นมามีอำนาจในภูมิภาคคันโต ตระกูลอูเอซูงิมีสองสาขาย่อย ได้แก่

อิเซะ นางาอูจิ (伊勢長氏 (Ise Nagauji)) ตั้งตนขึ้นปกครองแคว้นอิซุ (คาบสมุทรอิซุในปัจจุบัน) ครอบครองเมืองคามากูระและยึดปราสาทโอดาวาระไว้เป็นฐานที่มั่นใน ค.ศ. 1495[1] บุตรชายของอิเซะ นางาอูจิ ชื่อว่า อิเซะ อูจิตสึนะ เปลี่ยนชื่อตระกูลเป็น "โฮโจ" เพื่ออ้างการสืบทอดจากตระกูลโฮโจเดิมซึ่งเคยเรืองอำนาจในยุคคามากูระ อิเซะ อูจิตสึนะ เปลี่ยนชื่อเป็น โฮโจ อูจิตสึนะ (北条氏綱 (Hōjō Ujitsuna)) และมอบชื่อให้แก่บิดาของตนเองคืออิเซะ นางาอูจิ ผู้ล่วงลับไปแล้วว่า โฮโจ โซอุน (北条早雲 (Hōjō Sōun)) ใน ค.ศ. 1524 โฮโจ อูจิตสึนะ ยกทัพเจ้ายึดปราสาทเอโดะจากตระกูลอูเอซูงิสาขาโองิงายัตสึได้สำเร็จ และใน ค.ศ. 1535 ยึดปราสาทคาวาโงเอะฐานที่มั่นของสาขาโองิงายัตสึ นำไปสู่สงครามระหว่างตระกูลโฮโจและตระกูลอูเอซูงิ ฝ่ายอูเอซูงิยกทัพเข้าเผาทำลายเมืองคามากูระใน ค.ศ. 1526 นอกจากนี้โฮโจ อูจิตสึนะยังแผ่ขยายอำนาจไปยังแคว้นอาวะ (จังหวัดชิบะในปัจจุบัน) บนคาบสมุทรโบโซซึ่งปกครองโดยตระกูลซาโตมิ (里見 (Satomi))

ปราสาทโอดาวาระ เป็นฐานที่มั่นของตระกูลโฮโจ

เมื่อโฮโจ อูจิตสึนะเสียชีวิตบุตรชายของอูจิตสึนะคือโฮโจ อูจิยาซุ (北条氏康 (Hōjō Ujiyasu)) ขึ้นมาเป็นผู้นำของตระกูลโฮโจแทนที่ ในสมัยของโฮโจ อูจิยาซุ ตระกูลโฮโจเรืองอำนาจถึงขีดสุด ใน ค.ศ. 1545 ตระกูลอูเอซูงิทั้งสองสาขารวมกำลังพลเข้าล้อมปราสาทคาวาโงเอะเพื่อยึดปราสาทคืนกลับจากตระกูลโฮโจ ผลปรากฏว่าโฮโจ อูจิยาซุ สามารถขับไล่ทัพของอูเอซูงิทั้งสองสาขาออกไปได้ ทำให้ตระกูลอูเอซูงิสูญสิ้นอำนาจไปจากภูมิภาคคันโต อย่างไรก็ตามอูเอซูงิ โนริมาซะ (上杉憲政 (Uesugi Norimasa)) ผู้นำตระกูลอูเอซูงิสาขายามาโนอูจิ ขอความช่วยเหลือจากนางาโอะ คาเงโตระ (長尾景虎 (Nagao Kagetora)) ให้เข้ามาช่วยสู้รบกับตระกูลโฮโจ นางาโอะ คาเงโตระ ยินยอมช่วยเหลือตระกูลอูเอซูงิภายใต้เงื่อนไขว่าอูเอซูงิ โนริมาซะ ต้องยกตำแหน่ง คันโตกันเร ให้แก่ตนเอง อูเอซูงิ โนริมาซะจึงรับนางาโอะ คาเงโตระ เป็นบุตรบุญธรรม จากนั้นนางาโอะ คาเงโตระ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นอูเอซูงิ เค็นชิง ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลอูเอซูงิ อูเอซูงิ เค็นชิง ยกทัพเข้าล้อมปราสาทโอดาวาระใน ค.ศ. 1561 ฝ่ายโฮโจสามารถรักษาปราสาทไว้ได้

ใน ค.ศ. 1564 โฮโจ อูจิยาซุมีชัยชนะเหนือตระกูลซาโตมิในยุทธการที่โคโนได (Battle of Kōnodai) ตระกูลโฮโจเข้าครองแคว้นชิโมซะ (จังหวัดชิบะในปัจจุบัน) ของตระกูลซาโตมิ ตระกูลโฮโจขยายอำนาจสูงสุดปกครองดินแดนห้าแคว้นแห่งภูมิภาคคันโตได้แก่ แคว้นซางามิ แคว้นอิซุ แคว้นมูซาชิ แคว้นอาวะ และแคว้นชิโมซะ เมื่อตระกูลโฮโจเข้ารุกรานแคว้นซูรูงะของตระกูลอิมางาวะ ทาเกดะ ชิงเง็ง ซึ่งเป็นพันธมิตรของตระกูลอิมางาวะจึงยกทัพเข้าล้อมปราสาทโอดาวาระใน ค.ศ. 1569 แม้ว่าฝ่ายทาเกดะจะทำลายเมืองโอดาวาระจนเสียหายมากแต่ไม่สามารถเข้ายึดปราสาทได้ ทำให้ปราสาทโอดาวาระมีชื่อเสียงว่าเป็นปราสาทซึ่งไม่เสียให้แก่ศัตรู

เมื่อโฮโจ อูจิยาซุเสียชีวิต อำนาจของตระกูลโฮโจเสื่อมลง ใน ค.ศ. 1590 โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ และโทกูงาวะ อิเอยาซุ ยกทัพเข้ารุกรานตระกูลโฮโจและล้อมปราสาทโอดาวาระ ฝ่ายโทโยโตมิสามารถเข้ายึดปราสาทได้ในที่สุด ไดเมียว โฮโจ อูจิมาซะ (北条氏政 (Hōjō Ujimasa)) และบุตรชายทำการ เซ็ปปุกุ เสียชีวิต ตระกูลโฮโจจึงสิ้นสุดลง โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ถ่ายโอนดินแดนห้าแคว้นทั้งหมดของตระกูลโฮโจให้แก่โทกูงาวะ อิเอยาซุ ไปปกครอง โทกูงาวะ อิเอยาซุ ใช้ปราสาทเอโดะเป็นฐานที่มั่น หลังยุทธการที่เซกิงาฮาระโทกูงาวะ อิเอยาซุ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เซอิไทโชงุง ยุคเซ็งโงกุในภูมิภาคคันโตจึงสิ้นสุดลง

ภูมิภาคชูโงกุ

[แก้]

ในช่วงต้นของยุคเซ็งโงกุภูมิภาคชูโงกุอยู่ภายใต้อำนาจของตระกูลโออูจิ (大内 (Ōuchi)) ซึ่งดำรงตำแหน่ง ชูโงะ แห่งแคว้นซูโอ (จังหวัดยามางูจิในปัจจบัน) และมีฐานอยู่ที่เมืองยามางูจิ ตระกูลโออูจิมีอำนาจและมีบทบาทสำคัญในการเมืองและการปกครองของรัฐบาลโชกุนที่เมืองเกียวโต ในขณะที่ตระกูลอามาโงะ (尼子 (Amago)) แห่งแคว้นอิซูโมะ (จังหวัดชิมาเนะในปัจจุบัน) ฝั่งติดทะเลญี่ปุ่น ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่ปราสาทกัสซันโตดะ (月山富田城 (Gassantoda-jō) ตั้งอยู่ที่เมืองยาซูงิ จังหวัดชิมาเนะ) สะสมอำนาจขึ้นมา ภูมิภาคชูโงกุประกอบไปด้วยสองขั้วอำนาจได้แก่ ฝ่ายของตระกูลโออูจิ และฝ่ายตระกูลอามาโงะ

หลังจากเหตุการณ์การวิวาทที่เมืองหนิงปัว (Ningbo incident) ใน ค.ศ. 1523 ทำให้ตระกูลโออูจิเป็นผู้มีเอกสิทธิ์ในฐานะตัวแทนรัฐบาลโชกุนในการค้าบรรณาการกับจีนราชวงศ์หมิง เมืองท่ายามางูจิรุ่งเรื่องจากการค้าขายกับต่างชาติ ในสมัยของโออูจิ โยชิตากะ (大内義隆 (Ōuchi Yoshitaka)) อำนาจของตระกูลโออูจิรุ่งเรืองสูงสุด ใน ค.ศ. 1542 โออูจิ โยชิตากะ และทหารเอกคนสนิทชื่อว่าซูเอะ ฮารูตากะ (陶 晴賢 (Sue Harukata)) ยกทัพเข้าไปยังแคว้นอิซูโมะเพื่อรุกรานตระกูลอามาโงะ แต่ถูกฝ่ายอามาโงะตีแตกพ่ายแพ้ ทำให้โออูจิ โยชิตากะ หันไปสนใจการเมืองในรัฐบาลโชกุนที่เกียวโตแทน และให้ซูเอะ ฮารูตากะ เป็นผู้รักษาการแทนที่แคว้นซูโอ ใน ค.ศ. 1550 นักบุญฟรันซิส เซเวียร์ (Francis Xavier) พำนักอยู่ที่เมืองยามางูจิเป็นเวลาสองเดือน ใน ค.ศ. 1551 โออูจิ โยชิตากะ เสนอให้มีการย้ายราชสำนักญี่ปุ่นของพระจักรพรรดิจากเมืองเกียวโตมาอยู่ที่เมืองยามางูจิ ซูเอะ ฮารูตากะ ไม่พอใจที่โออูจิ โยชิตากะผู้เป็นเจ้านายของตนละทิ้งศึกทางทหารในภูมิภาคชูโงกุและหันไปสนใจการเมืองที่เกียวโตแทน จึงก่อกบฏนำกำลังเข้าจับกุมโออูจิ โยชิตากะ ที่วัดไทเน เรียกว่า เหตุการณ์วัดไทเน (Tainei-ji Incident 大寧寺の変 (Taineiji no hen)) ซูเอะ ฮารูตากะ บังคับให้โออูจิ โยชิตากะ นายของตนทำการ เซ็ปปุกุ เสียชีวิต และเข้ายึดอำนาจครอบครองตระกูลโออูจิ

ยุทธนาวีที่มิยาจิมะ (Battle of Miyajima) ค.ศ. 1555 โมริ โมโตนาริ สามารถเอาชนะซูเอะ ฮารูตากะ ทำให้อำนาจของตระกูลโออูจิจบสิ้นลงและตระกูลโมริขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจในภูมิภาคชูโงกุแทน

ใน ค.ศ. 1554 โมริ โมโตนาริ (毛利元就 (Mōri Motonari)) ไดเมียว แห่งแคว้นอากิ (จังหวัดฮิโรชิมะในปัจจุบัน) ยกทัพเข้ารุกรานตระกูลโออูจิเพื่อแก้แค้นให้แก่โออูจิ โยชิตากะ ซึ่งถูกซูเอะ ฮารูตากะ ยึดอำนาจไป โมริ โมโตนาริ มีชัยชนะในยุทธนาวีที่มิยาจิมะ (Battle of Miyajima) ใน ค.ศ. 1555 ซูเอะ ฮารูตากะทำการ เซ็ปปุกุ เสียชีวิต ตระกูลโออูจิจึงสูญสิ้นไปและตระกูลโมริเข้าครอบครองดินแดนของตระกูลโออูจิทั้งหมดซึ่งประกอบไปด้วยทั้งสองฝั่งของช่องแคบคัมมง นอกจากนี้โมริ โมโตนาริ ยังยกทัพเข้ารุกรานตระกูลอามาโงะในแคว้นอิซูโมะ เมื่อโมโตนาริเข้ายึดปราสาทกัสซันโตดะได้สำเร็จใน ค.ศ. 1566 ตระกูลอามาโงะจึงสูญสิ้นไปดินแดนของอามาโงะกลายเป็นของตระกูลโมริ เมื่อโมริ โมโตนาริเสียชีวิต ตระกูลโมริเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคชูโงกุ ครอบครองดินแดนทั้งฝั่งทะเลในเซโตะและฝั่งทะเลญี่ปุ่น โมริ เทรูโมโตะ หลานชายของโมริ โมโตนาริ ขึ้นเป็น ไดเมียว แห่งตระกูลโมริคนต่อมา

โอดะ โนบูนางะ ส่งฮาชิบะ ฮิเดโยชิ ยกทัพเข้ารุกรานภูมิภาคชูโงกุใน ค.ศ. 1578 โมริ เทรูโมโตะ รวมสรรพกำลังพลของ ไดเมียว แคว้นต่าง ๆ ในภูมิภาคชูโงกุเพื่อต้านทานการรุกรานของฮาชิบะ ฮิเดโยชิ การสู้รบกินเวลายืดเยื้อจนกระทั่งใน ค.ศ. 1582 เกิดเหตุการณ์ที่วัดฮนโน โอดะ โนบูนางะถูกลอบสังหาร เมื่อฮาชิบะ ฮิเดโยชิ กลายเป็นโทโยโตมิ ฮิเดโยชิผู้ปกครองประเทศญี่ปุ่นในทางพฤตินัยแล้ว โมริ เทรูโมโตะ จึงนำตระกูลโมริเข้าสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลโทโยโตมิ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ แต่งตั้งให้อูกิตะ ฮิเดอิเอะ (宇喜多 秀家 (Ukita Hideie)) เป็น ไดเมียว แห่งแคว้นบิเซ็ง (จังหวัดโอกายามะ) เพื่อคานอำนาจกับตระกูลโมริ ใน ค.ศ. 1589 โมริ เทรูโมโตะ สร้างปราสาทฮิโรชิมะเป็นฐานแห่งใหม่ของตระกูลโมริ ในยุทธการที่เซกิงาฮาระ โมริ เทรูโมโตะ และตระกูลโมริอยู่ฝ่ายตะวันตกของอิชิดะ มิตสึนาริ ซึ่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทำให้ตระกูลโมริถูกยึดดินแดนอันกว้างใหญ่ในภูมิภาคชูโงกุไปเกือบทั้งหมด เหลือเพียงแคว้นนางาโตะหรือแคว้นโชชู (長州 (Chōshū)) ตระกูลโมริมีฐานใหม่ที่เมืองปราสาทฮางิ

ภูมิภาคชูบุ

[แก้]

กลุ่มขบวนการ อิกโก-อิกกิ (一向一揆 (Ikkō-ikki)) เป็นขบวนการซึ่งประกอบด้วยชาวบ้านสามัญชน ชาวนา พระสงฆ์ และซามูไรระดับล่าง มีพุทธศาสนานิกายโจโดะ-ชินชู (浄土真宗 (Jōdo Shinshū)) หรือนิกายสุขาวดีใหม่ ซึ่งมีผู้นำคือพระภิกษุเร็นเนียว (蓮如 (Rennyo)) ใน ค.ศ. 1487 กลุ่มชาวบ้าน อิกโก-อิกกิ ก่อการกบฏขึ้นในแคว้นคางะ (จังหวัดอิชิกาวะ) เรียกว่าการกบฏคางะ (Kaga Rebellion) กบฏ อิกโก-อิกกิ สามารถยึดอำนาจจัดตั้งการปกครองนำไปสูการกำเนิด "คางะ อิกกิ" ขึ้นที่แคว้นคางะใน ค.ศ. 1488 รัฐบาลของคางะ อิกกิ ประกอบด้วยสามัญชนและพระสงฆ์เป็นหลัก ทำให้แคว้นคางะกลายเป็นอาณาจักรของชาวบ้าน (Peasant's Kingdom) ใน ค.ศ. 1531 เกิดสงครามกลางเมืองคางะ (Kaga Civil War) ภิกษุเรนเนียวจัดตั้งศูนย์บัญชาการของ อิกโก-อิกกิ ขึ้นที่วัดอิชิยามะ ฮงอัน (石山本願寺 (Ishiyama Hongan-ji) ปราสาทโอซากะในปัจจุบัน) มีการจัดตั้งคานาซาวะ มิโด (金沢御堂 (Kanazawa Midō)) ขึ้นเป็นรัฐบาลในการปกครองคางะอิกกิตั้งอยู่ที่โอยามะ โคโบ (尾山御坊 (Oyama Gōbō)) ซึ่งต่อมาพัฒนากลายเป็นเมืองคานาซาวะ

ภาพการดวลยุทธตัวต่อตัวระหว่างทาเกดะ ชิงเง็ง และอูเอซูงิ เค็นชิง (โพกศีรษะ) ในยุทธการที่คาวานางาจิมะ

ใน ค.ศ. 1542 ทาเกดะ ชิงเง็ง ไดเมียว แห่งแคว้าคาอิ (จังหวัดยามานาชิ) แผ่ขยายอำนาจเข้าไปในแคว้นชินาโนะ (จังหวัดนางาโนะ) ซึ่งมี ไดเมียว ต่าง ๆ ปกครองอยู่ บรรดา ไดเมียว แห่งแคว้นชินาโนะจึงไปขอความช่วยเหลือจาก ไดเมียว อูเอซูงิ เค็นชิง แห่งแคว้นเอจิโงะ (จังหวัดนีงาตะ) ไดเมียวผู้ทรงอำนาจทั้งสองสู้รบกันในยุทธการคาวานางาจิมะ (川中島の戦い (Kawanagajima-no-tatakai)) ใกล้กับเมืองนางาโนะในปัจจุบัน จำนวนห้าครั้ง ใน ค.ศ. 1554, ค.ศ. 1555, ค.ศ. 1557, ค.ศ. 1561 และ ค.ศ. 1564 ยุทธการคาวานางาจิมะครั้งที่สี่ใน ค.ศ. 1561 เป็นครั้งที่สำคัญที่สุดซึ่งทาเกดะ ชิงเง็น พ่ายแพ้ให้แก่อูเอซูงิ เค็นชิง แต่ท้ายที่สุดไม่มีฝ่ายใดชนะอย่างเด็ดขาด ทะเกดะ ชิงเง็น เสียชีวิตใน ค.ศ. 1573 ทาเกดะ คัตสึโยริ (武田勝頼 (Takeda Katsuyori)) ผู้เป็นบุตรชายขึ้นเป็นผู้นำของตระกูลทาเกดะต่อมา โทกูงาวะ อิเอยาซุ ไดเมียว แห่งแคว้นมิกาวะยกทัพเข้ารุกรานแคว้นคาอิ ฝ่ายตระกูลทาเกดะเสียปราสาทนางาชิโนะ (長篠城 (Nagashino-jō)) ให้แก่โทกูงาวะใน ค.ศ. 1572 ทั้งโอดะ โนบูนางะ และโทกูงาวะ อิเอยาซุ ร่วมมือกันสามารถเอาชนะตระกูลทาเกดะได้ในยุทธการเท็มโมกูซัง (Battle of Temmokuzan) ใน ค.ศ. 1582 ทาเกดะ คัตสึโยริ ทำการเซ็ปปุกุเสียชีวิตทำให้ตระกูลทาเกดะจบสิ้นลง

โอดะ โนบูนางะ พร้อมทั้งฮาชิบะ ฮิเดโยชิ และอาเกจิ มิตสึฮิเดะ ยกท้พเข้ารุกรานแคว้นคางะใน ค.ศ. 1570 ฝ่ายคางะ อิกกิ สามารถต้านการรุกรานของฝ่ายโอดะได้ ใน ค.ศ. 1576 โนบูนางะแต่งตั้งให้ชิบาตะ คัตสึอิเอะ เป็นไดเมียวแห่งแคว้นเอจิเซ็ง (จังหวัดฟูกูอิ) เพื่อทำสงครามกับ อิกโก-อิกกิ นอกจากนี้ตระกูลโอดะยังแผ่ขยายอำนาจเข้าไปยังแคว้นโนโตะ อูเอซูงิ เค็นชิง แห่งแคว่นเอจิโงะ เห็นว่าตระกูลโอดะกำลังแผ่ขยายอำนาจมายังฝั่งทะเลญี่ปุ่นเป็นภัยต่ออูเอซูงิ จึงเข้าแทรกแซงการเมืองในแคว้นโนโตะเพื่อป้องกันการขยายอำนาจของโอดะ นำไปสู่สงครามระหว่างฝ่ายโอดะและฝ่ายอูเอซูงิ อูเอซูงิ เค็นชิง มีชัยชนะเหนือชิบาตะ คัตสึอิเอะ ใน ค.ศ. 1577 ที่ยุทธการเทโดริงาวะ (Battle of Tedorigawa) หลังจากศึกสงครามยาวนาน คานาซาวะ มิโด และขบวนการ อิกโก-อิกกิ จึงถูกทำลายลงโดยฝ่ายโอดะใน ค.ศ. 1580 อาณาจักรชาวบ้านของคางะ อิกกิ จึงสิ้นสุดลง

ภูมิภาคคีวชู

[แก้]

ในยุคมูโรมาจิ ตระกูลโชนิ (少弐 (Shōni)) ซึ่งมีบทบาทในการต้านทานการรุกรานญี่ปุ่นของมองโกลครองอำนาจอยู่ในเกาะคีวชูภาคเหนือ ในขณะที่ตระกูลชิมาซุ (島津 (Shimazu)) ครองอำนาจในภาคใต้ของเกาะคีวชู ทั้งสองตระกูลนี้ครองอำนาจในพื้นที่มาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคคามากูระ ตระกูลโชนิทำสงครามขับเขี่ยวกับตระกูลโออูจิแห่งแคว้นซูโอในภูมิภาคชูโงกุ ตระกูลรีวโซจิ (龍造寺 (Ryūzōji)) แห่งแคว้นฮิเซ็ง (จังหวัดซางะ) ซึ่งเป็นข้ารับใช้ของตระกูลโชนิ แปรพักตร์จากตระกูลโชนิไปเข้าฝ่ายตระกูลโออูจิ โออูจิ โยชิตากะ ผู้นำของตระกูลโออูจิ ร่วมกับตระกูลรีวโซจิเข้าทำลายตระกูลโชนิทำให้ตระกูลโชนิสูญสิ้นไปใน ค.ศ. 1533 ต่อมาเมื่อตระกูลโมริแห่งแคว้นอากิในชูโงกุเข้ายึดอำนาจตระกูลโออูจิแล้ว ตระกูลโมริจึงเข้ามาปกครองคีวชูภาคเหนือแทน

ใน ค.ศ. 1543 เรือโปรตุเกสมาที่เกาะทาเนงาชิมะ (種子島 (Tanegashima)) ทางตอนใต้ของแคว้นซัตสึมะ นำไปสู่การติดต่อระหว่างญี่ปุ่นและชาวตะวันตกครั้งแรกและเป็นจุดเริ่มต้นของ ยุคการค้านัมบัง (Nanban trade 南蛮貿易 (Nanban bōeki)) การเข้ามาของชาวโปรตุเกสทำให้ซามูไรในเกาะคีวชูได้รับวิทยาการปืนจากโปรตุเกสซึ่งมีผลต่อการสงครามและวิทยาการปืนถูกเผยแพร่ไปยังส่วนอื่น ๆ ของญี่ปุ่นต่อไป ใน ค.ศ. 1549 นักบุญฟรันซิส เซเวียร์ เดินทางมาถึงเมืองคาโงชิมะซึ่งเป็นฐานของตระกูลชิมาซุ คณะเยซูอิตนำโดยบาทหลวงอเลสซานโดร วาลิญยาโน (Alessandro Valignano) เผยแพร่ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกให้แก่ชาวญี่ปุ่นในเกาะคีวชูทุกระดับตั้งแต่ซามูไรจนถึงชาวบ้าน ใน ค.ศ. 1563 ไดเมียว โอมูระ ซูมิตาดะ (大村純忠 (Ōmura Sumitada)) เข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ เป็น ไดเมียว ชาวคริสเตียนคนแรกในประวัติศาสตร์ ใน ค.ศ. 1570 โอมูระ ซูมิตาดะ ยกดินแดนบริเวณคาบสมุทรนิชิโซโนงิ (西彼杵 (Nishi-sonogi) จังหวัดนางาซากิ) ให้แก่โปรตุเกสใช้เป็นท่าเรือ กลายเป็นเมืองนางาซากิซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าของโปรตุเกส

คณะทูตปีเท็นโช (Tenshō embassy) ของโอโตโมะ โซริง นำโดยนายอิโต มันซิโอ (Mancio Itō) เข้าเฝ้าฯ พระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 13 ณ กรุงโรม

ค.ศ. 1551 โอโตโมะ โซริง (大友宗麟 (Ōtomo Sōrin)) ไดเมี่ยวแห่งแคว้นบูงโงะ (จังหวัดโออิตะ) รวบรวมอำนาจตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ในคีวชูภาคเหนือสามารถยึดแคว้นฮิโงะ (จังหวัดคูมาโมโตะ) และชิกูเซ็ง (จังหวัดฟูกูโอกะ) และรุกรานดินแดนของตระกูลโมริในคีวชูภาคเหนือ ใน ค.ศ. 1561 โอโตโมะ โซริง เข้าล้อมปราสาทโมจิ (คิตากีวชูในปัจจุบัน) ของตระกูลโมริด้วยความช่วยเหลือจากกองกำลังปืนของโปรตุเกส และเอาชนะทัพของตระกูลโมริได้ในยุทธการที่ทาตาราฮามะ (Battle of Tatarahama) ใน ค.ศ. 1569 ทำให้ตระกูลโมริสูญเสียอิทธิพลในคีวชูภาคเหนือไป และโอโตโมะ โซริง ได้รับฉายาว่า "ไดเมียว ผู้ครองเจ็ดแคว้น" ในคีวชูภาคเหนือ โอโตโมะ โซริง เข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ใน ค.ศ. 1578 อย่างไรก็ตามโอโตโมะ โซริง ต้องเผชิญกับการรุกรานของตระกูลชิมาซุแห่งคีวชูภาคใต้ ชิมาซุ โยชิฮิซะ (島津義久 (Shimazu Yoshihisa)) เอาชนะทัพของตระกูลโอโตโมะในยุทธการที่มิมิกาวะ (Battle of Mimigawa) ใน ค.ศ. 1578 ใน ค.ศ. 1582 โอโตโมะ โซริง ส่งคณะทูตนำโดยนายอิโต มันซิโอ (Mancio Itō 伊東 マンショ (Itō Mansho)) ไปเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาที่กรุงโรม เรียกว่า คณะทูตปีเท็นโช (Tenshō embassy) เป็นคณะทูตของญี่ปุ่นคณะแรกในประวัติศาสตร์ที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรียังทวีปยุโรป

ความขัดแย้งระหว่างตระกูลโอโตโมะแห่คีวชูเหนือและตระกูลชิมาซุแห่งคีวชูใต้นำไปสู่การรุกรานของโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ โอโตโมะ โซริง ร้องขอความช่วยเหลือจากโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ในการทำสงครามกับตระกูลชิมาซุ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ออกคำสั่งในฐานะ คัมปากุ ให้ชิมาซุ โยชิฮิซะ หยุดยั้งการรุกรานตระกูลโอโตโมะ แต่ชิมาซุ โยชิฮิซะ ไม่เชื่อฟัง โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ และโทโยโตมิ ฮิเดนางะ ผู้เป็นน้องชายจึงยกทัพเข้ารุกรานเกาะคีวชูใน ค.ศ. 1586 เรียกว่า การรุกรานคีวชู ฝ่ายโทโยโตมิมีชัยชนะเหนือตระกูลชิมาซุและเข้าครอบครองเกาะคีวชู ทำให้ตระกูลโอโตโมะสูญเสียอำนาจไปและชิมาซุ โยชิฮิซะ จำต้องโกนศีรษะบวชเป็นภิกษุและสละตำแหน่งไดเมียวเพื่อรักษาตระกูลชิมาซุและแคว้นซัตสึมะไว้ คาโต คิโยมาซะ ได้ตำแหน่ง ไดเมียว แห่งปราสาทคูมาโมโตะ ในช่วงการบุกครองเกาหลีของญี่ปุ่นไดเมียวบนเกาะคีวชูต่างได้รับมอบหมายให้ยกทัพญี่ปุ่นเข้ารุกรานอาณาจักรโชซ็อน ในยุทธการเซกิงาฮาระ ไดเมียว บนเกาะคีวชูส่วนใหญ่อยู่ฝ่ายตะวันตกของอิชิดะ มิตสึนาริ ยกเว้นคาโต คิโยมาซะ ซึ่งอยู่ฝ่ายของโทกูงาวะ อิเอยาซุ หลังจากยุทธการเซกิงาฮาระตระกูลชิมาซุแม้ว่าอยู่ฝ่ายของอิชิดะ มิตสึนาริ ยังสามารถรักษาอำนาจและดินแดนแคว้นซัตสึมะไว้ได้ดังเดิม

ภูมิภาคชิโกกุ

[แก้]
ภาพการรุกรานเกาะชิโกกุ วาดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1883 ในภาพโชโซกาเบะ โมโตจิกะ กำลังต่อสู้กับคาโต คิโยมาซะ โดยมีโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ อยู่ตรงกลาง

ในยุคมูโรมาจิเกาะชิโกกุถูกแบ่งอออกเป็นสี่แคว้นได้แก่ แคว้นอิโย (伊予 (Iyo) จังหวัดเอฮิเมะในปัจจุบัน) และแคว้นซานูกิ (讃岐 (Sanuki) จังหวัดคางาวะในปัจจุบัน) ติดกับทะเลในเซโตะ แคว้นอาวะ (阿波 (Awa) จังหวัดโทกูชิมะในปัจจุบัน) ติดกับอ่าวโอซากะ และแคว้นโทซะ (土佐 (Tosa) จังหวัดโคจิในปัจจุบัน) ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ในยุคมูโรมาจิตระกูลโฮโซกาวะครอบครองเกาะชิโกกุ แต่เมื่อตระกูลโฮโวกาวะและรัฐบาลโชกุนเสื่อมอำนาจลง ตระกูลขุนนางซามูไรท้องถิ่นจึงเรืองอำนาจขึ้นแทนที่ ตระกูลโคโนะ (河野 (Kōno)) ปกครองแคว้นอิโย ตระกูลอิชิโจ (一条 (Ichijō)) ปกครองแคว้นโทซะ ใน ค.ศ. 1508 โชโซกาเบะ คาเน็ตสึงุ (長宗我部 兼序 (Chōsokabe Kanetsugu)) แห่งปราสาทโอโก (岡豊城 (Okō-jō) เมืองนันโตกุ จังหวัดโคจิในปัจจุบัน) พ่ายแพ้สงครามแก่ตระกูลโมโตยามะ (本山 (Motoyama)) จึงทำการเซ็ปปุกุเสียชีวิต บุตรชายของคาเน็ตสึงุชื่อว่า โชโซกาเบะ คูนิจิกะ (長宗我部 国親 (Chōsokabe Kunichika)) อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของตระกูลอิชิโจแห่งแคว้นโทซะ ตระกูลอิชิโจให้การช่วยเหลือแก่โชโซกาเบะ คูนิจิกะ ในการกอบกู้ปราสาทโอโกคืนจากตระกูลโมโตยามะได้สำเร็จ โชโซกาเบะ คูนิจิกะ ปกครองปราสาทโอโกและทุ่งราบโคจิภายใต้อำนาจของตระกูลอิชิโจ เมื่อคูนิจิกะเสียชีวิตใน ค.ศ. 1560 บุตรชายคือโชโซกาเบะ โมโตจิกะ (長宗我部 元親 (Chōsokabe Motochika)) ขึ้นเป็นไดเมียวแห่งปราสาทโอโกแทน โชโซกาเบะ โมโตจิกะ ปราบตระกูลอิชิโจได้สำเร็จใน ค.ศ. 1573 เข้าครองแคว้นโทซะได้ทั้งหมด จากนั้นจึงเข้ายึดแคว้นอิโยจากตระกูลโคโนะและเข้ายึดแคว้นซานูกิและอาวะ เมื่อถึง ค.ศ. 1583 โชโซกาเบะ โมโตจิกะ สามารถเข้าครองเกาะชิโกกุได้ทั้งหมด ใน ค.ศ. 1584 ฮาชิบะ ฮิเดโยชิ ส่งฮาชิบะ ฮิเดนางะ ผู้เป็นน้องชาย ยกทัพขนาดมหึมาเข้ารุกรานยึดเกาะชิโกกุ โมโตจิกะยอมสวามิภักดิ์ต่อฮิเดโยชิ ฮิเดโยชิยินยอมให้โมโตจิกะปกครองแคว้นโทซะเพียงแคว้นเดียวในเกาะชิโกกุ

โชโซกาเบะ โมโตจิกะ กลายเป็นขุนพลคนสำคัญของโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ใน ค.ศ. 1596 เรือสินค้าสเปนชื่อซานเฟลิเป (San Felipe) มาเกยตื้นที่แคว้นโทซะบนเกาะชิโกกุ โมโตจิกะรายงานต่อฮิเดโยชินำไปสู่การปราบปรามชาวคริสเตียนในประเทศญี่ปุ่น เมื่อโชโซกาเบะ โมโตจิกะ เสียชีวิตใน ค.ศ. 1599 โชโซกาเบะ โมริจิกะ (長宗我部 盛親 (Chōsokabe Morichika)) ผู้เป็นบุตรชายขึ้นครองแคว้นโทซะต่อมา ใน ค.ศ. 1600 ยุทธการเซกิงาฮาระ โชโซกาเบะ โมริจิกะนำทัพเข้าร่วมฝ่ายทัพตะวันตกของอิชิดะ มิตสึนาริ เมื่ออิชิดะ มิตสึนาริ พ่ายแพ้และโทกูงาวะ อิเอยาซุ ได้ครองญี่ปุ่น โชโซกาเบะ โมริจิกะ จึงถูกปลดจากตำแหน่งไดเมียวแคว้นโทซะ โชกุนโทกูงาวะ อิเอยาซุ ได้ยกมอบแคว้นโทซะให้แก่ยามาอูจิ คัตสึโตโยะ (山内一豊 (Yamauchi Katsutoyo)) ยามาอูจิ คัตสึโตโยะ สร้างปราสาทโคจิ (高知城 (Kōchi-jō)) ขึ้นใน ค.ศ. 1600 ตระกูลยามาอูจิปกครองแคว้นโทซะไปจนตลอดยุคเอโดะ

อ้างอิง

[แก้]
  • Mikiso Hane, Modern Japan: A Historical Survey (Westview Press, 1992)
  1. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-08-11. สืบค้นเมื่อ 2020-03-09.