ฟ. ฮีแลร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฟ.ฮีแลร์
F. Hilaire memorial day 2017.png
อนุสาวรีย์เจษฎาจารย์ฮีแลร์ ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ
เกิดฟร็องซัว ตูเวอแน อีแลร์
18 มกราคม พ.ศ. 2424
(ตำบลช็องปอมีเย เมืองปัวตีเย
ฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศส)
เสียชีวิต3 ตุลาคม พ.ศ. 2511
(โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์
กรุงเทพมหานคร
ไทย ประเทศไทย)
อาชีพนักบวช
ครู โรงเรียนอัสสัมชัญ
(วิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ)
ผลงานเด่นหนังสือเรียนภาษาไทย
"ดรุณศึกษา"

ฟร็องซัว ตูเวอแน อีแลร์ (ฝรั่งเศส: François Touvenet Hilaire) หรือที่รู้จักในนาม ฟ.ฮีแลร์ (F. Hilaire) หรือ เจษฎาจารย์ฮีแลร์ (18 มกราคม 2424 – 3 ตุลาคม 2511) เป็นนักบวชคณะภราดาเซนต์คาเบรียล เจ้าของสมญานาม "ปราชญ์แห่งอัสสัมชัญ" ได้รับการยกย่องในด้านความแตกฉานภาษาไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากท่านเป็นชาวฝรั่งเศสมาแต่กำเนิด จนเมื่อได้มาอยู่ที่ประเทศไทย ท่านก็ศึกษาภาษาไทยจนแตกฉานและสามารถแต่งหนังสือเรียนภาษาไทยให้เด็กไทยเรียนได้ นามว่า "ดรุณศึกษา" ท่าน ฟ.ฮีแลร์ เป็นหนึ่งในสองบุคคลที่สำคัญที่สุดของโรงเรียนอัสสัมชัญ ร่วมกับ คุณพ่อกอลมเบต์ ปัจจุบัน ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ และสร้างอาคารโดยใช้ชื่อตามภราดา ฟ.ฮีแลร์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของท่านทั้งต่อโรงเรียนและต่อประเทศชาติ

คำว่า ฟ.ฮีแลร์ เป็นศาสนนามของภราดาฟร็องซัว ตูเวอแน โดย ฟ. มิได้ย่อมาจากนามเดิม หากย่อมาจากภาษาฝรั่งเศส frère ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Brother ซึ่งบัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทยว่า "เจษฎาจารย์" หรือ ภราดา

ประวัติ[แก้]

ช่วงแรก[แก้]

ฟ.ฮีแลร์ เกิดที่ตำบลช็องปอมีเย เมืองปัวตีเย ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2424) ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนชั้นต้นที่ตำบลบ้านเกิด จนอายุได้ 12 ปี ความศรัทธาในพระศาสนาได้บังเกิดขึ้นในดวงจิตของท่าน ใคร่จะถวายตนเพื่อรับใช้พระเป็นเจ้าจึงได้ขออนุญาตบิดามารดาเข้าอบรมในยุวนิสิตสถาน (Novicate) ในคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ที่เมืองซังลอลังต์ ซิว แซฟร์ ในมณฑลวังเด เพื่อร่ำเรียนวิชาลัทธิศาสนา วิชาครู และวิชาอื่น ๆ อันควรแก่ผู้จะเป็นเจษฎาจารย์จะพึงศึกษาจนสำเร็จ แล้วจึงประกาศอุทิศตนถวายพระเจ้า สมาทานศีลของคณะเซนต์คาเบรียล บรรพชาเป็นภารดาเมื่ออายุได้ 18 ปี เพื่อให้ความรู้ในทางศาสนาได้ลึกซึ้งกว้างขวางยิ่งขึ้น หลังจากบรรพชาแล้วก็ได้เดินทางไปที่เมืองคลาเวียส์ เพื่อศึกษาปรัชญาฝ่ายศาสนาอีกระยะหนึ่ง

ในขณะเมื่อ ฟ.ฮีแลร์ ถือกำเนิดขึ้น ณ ประเทศฝรั่งเศสมาจนถึง ค.ศ. 1885 ซึ่งมีอายุได้ 4 ขวบเศษนั้น ทางประเทศไทย บาทหลวงเอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์ก็ได้ตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญขึ้นในกรุงเทพฯ และได้ดำเนินกิจการเรื่อยมาด้วยดี จนถึง ค.ศ. 1900 บาทหลวงกอลมเบต์ ก็ได้เดินทางไปฝรั่งเศส เพื่อเยี่ยมบ้านเกิดของท่าน เพื่อเป็นการพักผ่อนและเพื่อเสาะแสวงหาคณะอาจารย์ที่มีความสามารถในการสอนมารับหน้าที่ปกครองดูแลรักษาโรงเรียนอัสสัมชัญต่อไป

ในการเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสในครั้งนั้น บาทหลวงกอลมเบต์ได้ไปพบอัคราธิการของคณะเซนต์คาเบรียล ที่เมืองแซนต์ลอลังต์ และได้เจรจาขอให้เจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียลได้รับปกครองโรงเรียนอัสสัมชัญแทน คุณพ่อกอลมเบต์ ต่อไป ซึ่งทางคณะเซนต์คาเบรียลก็ตอบตกลงด้วยดี และได้มอบให้เจษฎาจารย์ 5 ท่าน เดินทางมารับภารกิจนี้ โดยมีเจษฎาจารย์มาร์ติน เดอ ตูร์ เป็นประธาน เจษฎาจารย์ออกุสแตง คาเบรียล อาเบต และ ฟ.ฮีแลร์ เป็นผู้ร่วมคณะ ในจำนวน 5 ท่าน ฟ.ฮีแลร์ เป็นคนหนุ่มที่สุดมีอายุเพิ่งจะย่างเข้า 20 เท่านั้นทั้งยังเป็นเจษฎาจารย์ใหม่ที่เพิ่งอุทิศตนถวายพระผู้เป็นเจ้าในปีที่เดินทางเข้ามานั้นเอง

เดินทางมายังประเทศไทย[แก้]

เจษฎาจารย์คณะนี้ออกเดินทางฝรั่งเศส โดยลงเรือที่เมืองมาร์เชย์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1901 ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นหนึ่งเดือนกับ 2 วันจนถึงวันที่ 23 ตุลาคม ศกเดียวกันนั้น เรือก็มาถึงกรุงเทพฯ เข้าเทียบท่าห้างบอร์เนียว พอขึ้นจากเรือคุณพ่อแฟร์เลย์มาคอยรับอยู่ จนมาถึงโรงเรียนอัสสัมชัญ

หลังจากร่ำเรียนวิชาทางลัทธิศาสนาวิชาครูและวิชาอื่น ๆ จนสำเร็จแล้ว จึงประกาศอุทิศตนถวายพระเจ้า ปฏิบัติข้อผูกมัดตนของคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล เป็นภราดาเมื่ออายุ 18 ปี และเมื่อได้ถวายตัวเป็นภราดาแล้ว เจษฎาจารย์ฮีแลร์ก็ได้วัตรปฏิบัติต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด เป็นผู้ทรงศีลยังปรัชญาชีวิตดำเนินในฐานะนักพรตที่รักความสันโดษ และพยายามทำตนเป็นแบบอย่างในความเป็นครูทุกประการ เมื่อคณะของบรรดาเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ต้องรับผิดชอบดูแลโรงเรียนอัสสัมชัญในประเทศไทยต่อจากบาทหลวงกอลมเบต์นั้น ฟ.ฮีแลร์ ผู้ซึ่งมีวัยเพียง 20 ปี นับเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดในคณะ ส่วนหัวหน้าคณะในครั้งนั้นคือ เจษฎาจารย์มาแต็ง เดอ ตูร์ ยิ่งไปกว่านั้นตรงที่บาทหลวงกอลมเบต์ต้องรักษาตัวที่ฝรั่งเศส ยังกลับมากรุงเทพฯ ไม่ได้

เจษฎาจารย์ฮีแลร์ ด้วยความที่อายุยังน้อย ภาษาอังกฤษก็ยังไม่คล่อง ภาษาไทยก็ไม่ถนัด หน้าที่ที่ฮีแลร์ ได้รับมอบหมายในเบื้องต้นก็คือการสอนภาษาอังกฤษ และ ภาษาฝรั่งเศส ในขณะที่เขาก็ศึกษาภาษาไทยไปควบคู่ไปด้วยโดยมีท่านมหาทิม เป็นครู กล่าวกันว่าการเรียนภาษาไทยของท่านนั้นเรียนรู้ได้รวดเร็วมาก พระยามไหศวรรย์เคยเขียนถึงท่านว่า “สำหรับข้าพเจ้าคาดว่าครูฮีแลร์เห็นจะเรียนหนังสือไทย ภายหลังข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่อยากพูดถึงการเรียนของเด็กพวกเรานั้นจะมีมานะหมั่นเพียรเทียบกับครูฮีแลร์ได้อย่างไร ท่านเรียนไม่เท่าไร เกิดเป็นครูสอนภาษาขึ้นมาอีก

หนังสือเรียนภาษาไทย "ดรุณศึกษา" มีทั้งหมด 4 เล่ม แต่งโดย ภราดาฮีแลร์

ด้วยความตั้งใจจริง ท่านจึงพยายามฟังเด็กไทยท่อง “มูลบทบรรพกิจ” อยู่เป็นประจำ ถึงกับหลงใหลจังหวะจะโคนและลีลาแห่งภาษาไทย เกิดมุมานะเรียนรู้ภาษาไทยจนถึงแต่งตำราสอนเด็กได้ และตำราที่ว่านั้นก็คือ “ดรุณศึกษา” นั่นเอง จากฝีไม้ลายมือในการแต่งหนังสือของท่านนั้น ทำให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพโปรดเชิญเข้าเป็นสมาชิกของ สมาคมวรรณคดี เมื่อวันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2475ราชบัณฑิตสภา

ตัวอย่างความเชี่ยวชาญในภาษาไทยของเขาจะเห็นตัวอย่างได้จากการแปลสุภาษิตจากภาษาอังกฤษของ Frederick Langbridge

Two men look out the same prison bars; one sees mud and the other stars..

มาเป็นคติสอนใจภาษาไทยที่มีความไพเราะและแพร่หลายคือ

สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

เนื่องจากภราดาฮีแลร์มีความรู้ภาษาไทยดีกว่าเจษฎาจารย์องค์อื่นประกอบกับมีบุคลิกลักษณะน่าเกรงขาม หนวดเคราที่เป็นเอกลักษณ์ กิริยาท่าทางที่แสดงออกดุดันน่ากลัว เขาจึงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ผู้ปกครองอีกตำแหน่งหนึ่ง และก็ดำรงตำแหน่งนั้อยู่เป็นเวลานาน

ในเรื่องของการสร้างตึกเพื่อขยายสถานศึกษานั้น ภราดาฮีแลร์พบอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะในช่วงขัดสนเงินทอง จะเรี่ยไรก็ยากลำบาก อาศัยวิธีกู้เงินจากผู้ปกครองนักเรียน คือใครอุทิศเงินให้โรงเรียนหนึ่งหมื่นบาท บุตรจะเรียนได้โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเลย จนกว่าจะจบหลักสูตร ด้วยวิธีการเช่นนี้ทำให้มีการครหานินทาว่าโรงเรียนอัสสัมชัญเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะ ในสมัยนั้น

ช่วงบั้นปลาย[แก้]

ในช่วงหลังสงครามโลก ชีวิตการงานของภราดาฮีแลร์ได้เปลี่ยนไป จากกระแสสังคมสมัยใหม่ เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยและเบื่อหน่าย จนกระทั่งตอนเห็นพิธีเปิดหอประชุมสุวรรณสมโภช มีทั้งผู้ใหญ่และเพื่อนเก่า เช่น เจษฎาจารย์ไมเกิลได้เดินทางจากประเทศอินเดียมาร่วมงานด้วย เขาจึงรู้สึกว่า “คุ้มเหนื่อย” หลังจากนั้นไม่ถึงปี ภราดาฮีแลร์ก็ป่วยเป็นโรคเบาหวานถึงกับต้องส่งโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ จนมีการเข้าใจกันว่าภราดาฮีแลร์คงจะไม่ฟื้นแล้ว ต่อมาเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสก็ได้ให้เกียรติมอบเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ให้

ระหว่างที่เป็นโรคชรามีอาการหลงลืมและมีอาการทรุดลงหลายครั้ง ซึ่งในตอนนั้นภราดาฮีแลร์ก็มีอายุมากถึง 87 ปี จนวาระสุดท้ายของเขาก็มาถึงในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2511 ตามคำวินิจฉัยของแพทย์ว่าเส้นโลหิตฝอยแตก ศิษยานุศิษย์ได้เชิญศพมาตั้ง ณ หอประชุมสุวรรณสมโภช โดยมีอัครมุขนายกทำพิธีมิสซาปลงศพเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ปีเดียวกัน

การสร้างภาพยนตร์[แก้]

ในโอกาสที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ครบรอบ 130 ปี แห่งการสถาปนาโรงเรียน คณะกรรมการมูลนิธิ บราเดอร์ฮีแลร์ ได้จัดสร้างภาพยนตร์เรื่อง ฟ.ฮีแลร์ เพื่อเชิดชูเกียรติท่านบราเดอร์ ฮีแลร์ ผู้ซึ่งอุทิศตนแก่เยาวชนไทยตลอดชีวิตของท่าน และยังได้เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนอัสสัมชัญ ในการประพฤติตนที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและความเมตตา ทั้งยังบุกเบิกการศึกษาให้กับเยาวชนไทย จากอัสสัมชัญสู่ “ดรุณศึกษา” แบบเรียนภาษาไทยที่แต่งโดย “ครูฝรั่ง” อันเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงให้กับเด็กไทยทั้งประเทศสืบเนื่องกันมา

“ฟ.ฮีแลร์” เป็นภาพยนตร์ที่เชิดชูจิตเมตตาของความเป็น “ครูผู้สร้างคน” มาตลอดชั่วชีวิตท่าน ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ร่วมสมัย เล่าเรื่องด้วยความเข้มข้น น่าติดตามอยู่ตลอดเวลา ด้วยการแสดงจากนักแสดงผู้มากฝีมือ เช่น แทค ภรัญยู โรจนวุฒิธรรม และเจสัน ยัง สองนักแสดงนำแถวหน้าของไทย ซึ่งสามารถถ่ายทอดแนวคิดและเจตนารมณ์ของ บราเดอร์ฮีแลร์ และครูผู้สร้างคน ทั้ง 2 ยุคสมัยได้อย่างน่าสนใจ กำกับโดย "แหม่ม" มาม่าบลู (สุรัสวดี เชื้อชาติ) กำกับศิลป์โดย เอก เอี่ยมชื่น [1]

โดยในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557 คณะกรรมการจัดสร้างภาพยนตร์ ฟ.ฮีแลร์ ครูฝรั่งแห่งสยามประเทศ ในนามมูลนิธิบราเดอร์ฮีแลร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ ได้จัดพิธีสักการะบราเดอร์ฮีแลร์ และเปิดกองถ่ายทำภาพยนตร์ ฟ.ฮีแลร์ ครูฝรั่งแห่งสยามประเทศ อย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม Auditorium ชั้น 9 อาคารอัสสัมชัญ 2003 โรงเรียนอัสสัมชัญ[2] โดยมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557[3]

อ้างอิง[แก้]