ข้ามไปเนื้อหา

สโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง)
ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง
ชื่อเต็มสโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง
ฉายาPSG, Paris SG, Les Rouge-et-Bleu, Les Parisiens
ยักษ์ใหญ่แดนน้ำหอม (ฉายาในภาษาไทย)
ก่อตั้ง12 สิงหาคม ค.ศ. 1970
สนามปาร์กเดแพร็งส์
ความจุ47,929 ที่นั่ง
เจ้าของกาตาร์ สปอร์ต อินเวสเมนท์ (QSI)
ประธานนาศิร อัลเคาะลัยฟี
ผู้จัดการลุยส์ เอนริเก
ลีกลีกเอิง
2025–26อันดับที่ 1 (ชนะเลิศ)
เว็บไซต์http://www.psg.fr/
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (ฝรั่งเศส: Paris Saint-Germain F.C.) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ เปแอ็สเฌ (PSG), Paris และ Paris SG เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1970 จากการควบรวมสโมสรระหว่างปารี แอ็ฟเซ และ สตาดแซ็ง-แฌร์แม็ง[1] ปัจจุบันแข่งขันอยู่ในลีกเอิง ลีกสูงสุดของฟุตบอลฝรั่งเศส[2][3] มีสนามเหย้าคือปาร์กเดแพร็งส์ เป็นสโมสรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศ และหนึ่งในสโมสรที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก[4][5][6] สโมสรเป็นอริกับออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ในการแข่งขันเลอกลาซิก[7] และการแข่งขันดาร์บีแห่งกรุงปารีสกับสโมสรฟุตบอลปารีส

ด้วยผลงานการคว้าแชมป์รวม 61 รายการ ซึ่งเป็นถ้วยระดับเมเจอร์ 60 รายการ ทำให้เปแอ็สเฌเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของฝรั่งเศส สำหรับการแข่งขันภายในประเทศ เปแอ็สเฌคว้าแชมป์ลีกเอิง 14 สมัย, ลีกเดอ 1 สมัย, กุปเดอฟร็องส์ 16 สมัย, กุปเดอลาลีก 9 สมัย และทรอเฟเดช็องปียง 14 สมัยซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในทุกรายการยกเว้นลีกเดอ และยังเป็นสโมสรฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการแข่งขันระหว่างประเทศ โดยคว้าแชมป์ 7 รายการ ได้แก่ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัย, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2 สมัย และยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ, , ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ และ ฟีฟ่าอินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ รายการละ 1 สมัย

สโมสรเริ่มประสบความสำเร็จในทศวรรษ 1980 ต่อเนื่องถึง 1990 โดยชนะเลิศถ้วยรางวัลมากกว่า 10 รายการ รวมถึงแชมป์ลีกเอิงและแชมป์กุปเดอฟร็องส์สมัยแรก และถ้วยยุโรปรายการแรกอย่างยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ แม้จะประสบความเร็จในระดับทวีปอีกครั้งด้วยแชมป์ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ แต่ในช่วงในทศวรรษ 2000 สโมสรกลับเผชิญกับช่วงเวลาที่ไม่มั่นคง กระทั่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในทศวรรษ 2010 เมื่อสโมสรถูกเข้าซื้อกิจการโดยกาตาร์สปอร์ตสอินเวสเมนต์ (QSI) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกาตาร์[8][9][10] ด้วยเงินลงทุนมหาศาล ส่งผลให้สโมสรนำเข้าผู้เล่นระดับโลกและครองความยิ่งใหญ่ในประเทศอย่างต่อเนื่อง เปแอ็สเฌประสบความสำเร็จสูงสุดในทศวรรษ 2020 ภายใต้การคุมทีมของ ลุยส์ เอนริเก ผู้พาทีมชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกสมัยแรกในปี 2025 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่พวกเขาคว้าเทรเบิลแชมป์ โดยเป็นสโมสรแรกของฝรั่งเศสที่ทำได้ รวมทั้งเป็นสโมสรแรกของประเทศที่คว้าแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และ ฟีฟ่าอินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ 6 รายการในปีเดียวกัน (Sextuple) และป้องกันแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ในฤดูกาลต่อมา[11]

นับตั้งแต่ปี 2011 สโมสรอยู่ภายใต้การบริหารโดยกาตาร์สปอร์ตสอินเวสเมนต์ ผู้ถือหุ้นหลัก และมี Arctos Partners และบอร์ดรูมจากสหรัฐอเมริกาถือครองส่วนแบ่งที่เหลือตั้งแต่ปี 2023 และ 2025 ตามลำดับ ณ เดือนมกราคม 2026 เปแอ็สเฌถือเป็นสโมสรที่ร่ำรวยที่สุดในฝรั่งเศส และหนึ่งในสโมสรที่มีความมั่งคั่งและมูลค่าทีมมากที่สุดในโลก นอกเหนือจากทีมฟุตบอลชาย สโมสรยังบริหารทีมเยาวชนและทีมฟุตบอลหญิง รวมทั้งมีทีมแข่งขันในกีฬาประเภทอื่น ๆ รวมถึงแฮนด์บอล, ยูโด และ อีสปอร์ต ทีมฟุตบอลหญิงของสโมสรเป็นหนึ่งในทีมที่มีรายรับมากที่สุดของโลก ในขณะที่ทีมแฮนด์บอลเป็นทีมที่มีงบประมาณสูงที่สุดของยุโรป นอกจากนี้ สโมสรยังเคยส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล, วอลเลย์บอล, มวยสากล และรักบี้

ประวัติ

[แก้]
กี เครซ็อง หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสโมสร

ยุคแรกของการก่อตั้งและการแยกทีม (1970–73)

[แก้]

สโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1970[12] โดย กี เครซ็อง และ ปีแยร์-เอเตียน กีโย[13] นักธุรกิจชื่อดังซึ่งมีแนวคิดต้องการสร้างทีมฟุตบอลที่เป็นตัวแทนของกรุงปารีสในการแข่งขันระดับโลก[14] และต้องการนำชื่อเสียงมาสู่กรุงปารีสและวงการฟุตบอลฝรั่งเศส โดยแต่เดิมนั้นสโมสรได้เกิดจากการรวมทีมกันระหว่างสโมสร ปารี แอ็ฟเซ (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1969) กับ สตาดแซ็ง-แฌร์แม็ง (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1904) ภายหลังจากที่สตาดแซ็ง-แฌร์แม็งซึ่งเล่นอยู่ในลีก 3 ในขณะนั้นเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกเดอ (ลีก 2) โดย ปารี แอ็ฟเซ ได้ให้การสนับสนุนในด้านค่าใช้จ่าย ในขณะที่ สตาดแซ็ง-แฌร์แม็ง วางแผนในด้านโครงสร้างทีมและการบริหาร รวมถึงการสร้างศูนย์ฝึกซ้อม ซึ่งภายหลังจากการรวมทีมกันสโมสรได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง[15] และลงเล่นในลีกเดอในปีนั้น และ ปีแยร์-เอเตียน กีโย ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรคนแรก[16] การแข่งขันนัดแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขาคือการบุกไปเสมอ Stade Poitevin FC ด้วยผลประตู 1–1 ในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1970 ผู้ทำประตูแรกให้แก่สโมสรก็คือ Bernard Guignedoux โดยทำได้จากลูกฟรีคิก[17]

ในช่วงเวลาดังกล่าว สโมสรยังเปิดโอกาสให้แฟนบอลได้ร่วมเป็นเจ้าของทีม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของฝรั่งเศส สโมสรมีสมาชิกร่วมลงนามกว่า 20,000 คน และสโมสรเรอัลมาดริดได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสโมสร[18] โดยซานเตียโก เบร์นาเบว ประธานสโมสรเรอัลมาดริดในขณะนั้น ได้อนุมัติเงินทุนสนับสนุนพวกเขาจากการที่กลุ่มผู้บริหารเริ่มประสบปัญหาการเงิน[19]

เปแอ็สเฌเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดอย่างลีกเอิงได้ใน ค.ศ. 1971 ในฐานะแชมป์การแข่งขันลีกเดอ[20] โดยในฤดูกาลแรกพวกเขาสามารถจบในอันดับที่ 16 และในฤดูกาลต่อมาพวกเขาจบอันดับที่ 12 ย้อนกลับไปในเดือนกันยายน ค.ศ. 1972 สภาเมืองปารีสได้เสนอเงินจำนวน 850,000 ฟรังก์เพื่อชำระหนี้ของสโมสร และรักษาสถานะในการเล่นบนลีกสูงสุดต่อไป โดยข้อเสนอดังกล่าวแลกกับการต่อรองให้สโมสรเปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า "Paris Football Club (สโมสรฟุตบอลปารี)" กี เครซ็อง ผู้เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรคนใหม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อ ทว่า อ็องรี ปาเตรล ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การลาออกของ เครซ็อง โดยเขายอมส่งมอบตำแหน่งประธานสโมสรให้แก่ปาเตรลแทน ซึ่งปาเตรลได้พยายามเจรจากับสภาของกรุงปารีสใหม่อีกครั้งทว่าก็ไม่เป็นผล

ในช่วงนั้นมีนักเตะชื่อดังอย่างฟร็องซัว อึมเปอเล เขาเป็นผู้ทำประตูสูงสุดอันดับที่ 7 ของการแข่งขันในสโมสร ซึ่งเขายังเป็นผู้ทำประตูสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ Rouge et Bleu ในเฟรนช์คัพ (28 ประตู) นักเตะชาวคองโกซึ่งยิงประตูในลีกไปถึง 21 ประตู ต่อมาใน ค.ศ. 1972 สืบเนื่องจากความขัดแย้งที่เรื้อรังมาร่วมปี สโมสรได้ประกาศแยกทีมอีกครั้ง โดยสโมสรปารี แอ็ฟเซ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสภากรุงปารีส และ กี เครซ็อง กลับไปมีสถานะเดิมอีกครั้งและยังคงเล่นในลีกสูงสุดต่อไปในฤดูกาล 1973 ในขณะที่ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (สตาดแซ็ง-แฌร์แม็งเดิม) ของ อ็องรี ปาเตรล ต้องตกชั้นอีกครั้ง และสูญเสียสถานะสโมสรฟุตบอลอาชีพไปโดยปริยาย เอ็มเปเล่ทำผลงานยิงประตูในลีกให้กับสโมสรไปถึง 21 ประตูโดยเป็นรองดาวซัลโวของฤดูกาล 1974-75

กลับคืนสู่ลีกสูงสุด และความสำเร็จในยุคแรก (1970–89)

[แก้]

เปแอ็สเฌ ทำการยกระดับทีมกลับมาอีกครั้ง ด้วยการมารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารคนใหม่อย่าง ดาเนียล เฮชเตอร์ นักออกแบบแฟชั่นชื่อดังชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเบลเยียม ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1973[21] โดยเขามีบทบาทสำคัญในด้านการลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก และยังเป็นผู้ออกแบบชุดแข่งขันของทีมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น[22] และยังแต่งตั้ง ฌุสต์ ฟงแตน อดีตนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศสผู้โด่งดังเข้ามาเป็นผู้อำนวยการด้านกีฬา สโมสรกลับคืนสู่ลีกเอิงได้อีกครั้งหลังจากกลับมาเอาชนะ สโมสรฟุตบอลวาล็องเซียนส์ ในการแข่งขันเพลย์ออฟด้วยผลประตูรวมสองนัด 5–4 แม้จะบุกแพ้ในนัดแรก 1–2 แต่พวกเขากลับมาเอาชนะคืนได้ที่ปาร์กเดแพร็งส์ ด้วยผลประตู 4–2[23] และสโมสรไม่เคยตกชั้นจากลีกสูงสุดอีกเลยจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้สโมสรยังได้รับสถานะสโมสรฟุตบอลอาชีพกลับมาอีกครั้ง

ในฤดูกาล 1973–74 เปแอ็สเฌลงเล่นเกมในบ้านที่ ปาร์กเดแพร็งส์ บนลีกสูงสุดนัดแรกพบสโมสรเรดส์สตาร์ และพวกเขาเอาชนะด้วยผลประตู 3–1 โอตเนียล ดอสเซวี ชาวโตโก ถือเป็นผู้ทำประตูแรกของสโมสรที่สนามแห่งนี้[24] พวกเขายังทำผลงานในฟุตบอลถ้วยได้อย่างยอดเยี่ยมในเวลาอันสั้น โดยเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศกุปเดอฟร็องส์หลังจากเอาชนะ แม็ส ด้วยผลประตูรวมสองนัด 4–1[25] ในช่วงเวลานั้นสโมสรที่แยกตัวออกไปอย่าง ปารี แอ็ฟเซ มีช่วงเวลาที่มืดมน พวกเขามีผลงานย่ำแย่ถึงขั้นตกชั้นสู่ลีกเดอในฤดูกาลเดียวกับที่ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งเลื่อนชั้นกลับมา การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ ดาเนียล เฮชเตอร์ ได้ปรับบทบาทด้วยการดำรงตำแหน่งประธานสโมสรคนใหม่ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1974 ภายหลังการลาออกของ อ็องรี ปาเตรล และ ฟรองซิส บอเรลลิ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธาน

ภายใต้การบริหารทีมของ เฮชเตอร์ สโมสรยังไม่สามารถชนะถ้วยรางวัลใดในทศวรรษนี้ แต่มีการพัฒนาทีมอย่างต่อเนื่องและทำผลงานในฟุตบอลถ้วยได้ดีอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้สโมสรมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นทุกปี นำไปสู่การดึงดูดผู้เล่นชื่อดังในยุคนั้นอย่าง ฌ็อง-ปีแยร์ โดเลียน, มุสตาฟา ดาร์เลฟ และ การ์ลอส เบียงคี[26] อย่างไรก็ตาม ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น เมื่อ ดาเนียล เฮชเตอร์ ถูกลงโทษจากสมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส ห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางฟุตบอลในประเทศตลอดชีวิต สืบเนื่องจากการทุจริตในโครงการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขัน ส่งผลให้ ฟรองซิส บอเรลลิ รองประธานในขณะนั้นรับตำแหน่งประธานสโมสรต่อ

สโมสรคว้าแชมป์รายการแรกคือกุปเดอฟร็องส์ในฤดูกาล 1981–82[27] ด้วยการชนะอาแอ็ส แซ็งเตเตียนในการดวลลูกโทษ หลังจากเสมอกัน 2–2 ภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการอย่าง ฌอร์ฌ แปรอโช ซึ่งรับตำแหน่งตั้งแต่ ค.ศ. 1979 ท่ามกลางการเฉลิมฉลองของแฟน ๆ ในสนามรวมถึงประธานสโมสรที่วิ่งลงไปในสนาม โดยผู้ที่ยิงจุดโทษตัดสินให้ทีมชนะก็คือ ฌ็อง-มาร์ก ปียาร์เฌ ชัยชนะดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมแข่งขันฟุตบอลยุโรปของสโมสร ซึ่งพวกเขาเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศยูโรเปียนคัพในฤดูกาล 1982–83[28]

ด็อมมินิค โรเชตู หนึ่งในผู้เล่นตัวหลักของสโมสรในช่วงทศวรรษ 1980

แม้จะยังไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกเอิงได้ แต่พวกเขาก็ทำอันดับได้ดีโดยจบอันดับสามในฤดูกาล 1982–83 และป้องกันแชมป์กุปเดอฟร็องส์ได้อีกครั้ง จากเอาชนะน็องต์ผู้ชนะการแข่งขันลีกเอิงในรอบชิงชนะเลิศด้วยผลประตู 3–2[29] ก่อนที่ แปรอโช จะลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีม[30] แต่การรอคอยก็สิ้นสุดลงเมื่อพวกเขาคว้าแชมป์ลีกเอิงได้ในฤดูกาล 1985–86 ภายใต้การคุมทีมของ เฌราร์ อูลีเย[31] ทีมชุดนั้นมีผู้เล่นแกนหลักอย่าง โฌแอล บัตซ์, ด็อมมินิค เบเธเนย์, ลุยส์ เฟอร์นานเดส, ซาเฟต ซูซิช และ ด็อมมินิค โรเชตู โดยสโมสรคว้าแชมป์ด้วยผลงานยอดเยี่ยมโดยไม่แพ้ติดต่อกันถึง 26 นัด นับตั้งแต่บุกไปเอาชนะตูลูสในนัดที่สามของฤดูกาล แต่เส้นทางในฤดูกาลต่อมาก็ไม่ราบรื่นนัก เมื่อพวกเขาจบเพียงอันดับเจ็ดในลีกเอิง[32] และยังตกรอบฟุตบอลถ้วยอย่างรวดเร็วทั้งการแข่งขันในประเทศและยูโรเปียนคัพ

เข้าสู่ฤดูกาล 1987–88 สโมสรยังทำผลงานย่ำแย่ต่อเนื่อง โดยต้องลุ้นหนีตกชั้นถึงนัดสุดท้าย แต่เอาตัวรอดได้จากการบุกไปเอาชนะ เลออาฟวร์ อาเซ[33] ก่อนจะกลับไปทำผลงานยอดเยี่ยมอีกครั้งในฤดูกาล 1988–89 โดยลุ้นแชมป์ลีกกับคู่อริอย่าง ออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ แต่ก็พลาดแชมป์โดยเป็นรองเพียงแค่สามคะแนน[34]

ยุคทอง (1990–99)

[แก้]
จอร์จ เวอาห์ กองหน้าชาวไลบีเรียผู้ทำผลงานโดดเด่นกับสโมสร ก่อนจะคว้ารางวัลบาลงดอร์ ค.ศ. 1995

ใน ค.ศ. 1991 กานาลปลุส (Canal+) สถานีโทรทัศน์ชื่อดังของฝรั่งเศสได้เข้ามาซื้อกิจการของสโมสร และทำให้สโมสรเริ่มกลับมาประสบความสำเร็จมากขึ้น พวกเขากลายสภาพเป็นสโมสรที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศ และถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของพวกเขาอย่างแท้จริง[35] มีแชล เดนีโซ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสโมสรแทนที่ ฟรานซิส บอเรลลิ ภายใต้ความคาดหวังที่สูงขึ้น โดยกลุ่มผู้บริหารตั้งเป้ามหายว่าต้องผ่านเข้าสู่รอบแพ้คัดออกในรายการยุโรปในฤดูกาลแรกทันที และต้องกลับไปคว้าแชมป์ลีกเอิงให้ได้ภายในสามปี[36] ด้วยเหตุนี้ Canal+ จึงเพิ่มงบประมาณของสโมสรเพื่อเสริมทีมจาก 90 เป็น 120 ล้านฟรังก์เพื่อสร้างทีมที่แข็งแกร่งไว้สำหรับฤดูกาล 1991–92 รวมทั้งแต่งตั้งผู้จัดการทีมอย่าง อาร์ตูร์ จอร์จ ซึ่งพาฟูเตบอลกลูบึดูโปร์ตู หรือ สโมสรฟุตบอลโปร์ตู ทีมดังของโปรตุเกสคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ ค.ศ. 1987 รวมถึงเซ็นสัญญากับผู้เล่นใหม่อย่าง รีการ์ดู โกมึซ และ วัลดู สองผู้เล่นชื่อดังทีมชาติบราซิลจากสปอร์ลิชบัวอีไบฟีกา รวมทั้งผู้เล่นชาวฝรั่งเศสที่ทำผลงานโดดเด่นหลายราย ไม่ว่าจะเป็น โปล เลอ เก็น, โลร็องต์ โฟร์เนียร์, ปาทริค คอลเลเตอร์ และกองหน้าชาวไลบีเรียอย่าง จอร์จ เวอาห์

ในฤดูกาล 1992–93 ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของความดุเดือดในศึกแห่งศักดิ์ศรีอย่าง เลอกลาซิก ที่สโมสรต้องพบกับ ออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ ซึ่งทั้งสองทีมแย่งแชมป์ลีกกันอย่างสูสีอีกครั้งเช่นเดียวกับในฤดูกาล 1988–89 และเปแอ็สเฌก็ต้องผิดหวังไปอีกครั้ง หลังจากมีคะแนนตามหลังมาร์แซย์สองคะแนนได้เพียงรองแชมป์ โดยพวกเขาแพ้ต่อมาร์แซย์ไปทั้งเกมเหย้าและเกมเยือน[37] โดยการแข่งขันนัดสำคัญเกิดขึ้นเพียงสามวันภายหลังออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 1992–93 ซึ่งพวกเขาต้องเปิดบ้านรับอย่างปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง และเอาชนะไปได้ อย่างไรก็ตาม ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส เมื่อออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ถูกตัดสินจากสมาคมฟุตบอลฝรั่งเศสว่ามีความผิดจากกรณีล็อกผลการแข่งขัน และถูกริบแชมป์และจะมอบตำแหน่งให้แก่ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ทีมอันดับสองแทน แต่เจ้าของสโมสรอย่างกานาลปลุสได้ปฏิเสธสิทธิ์ดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให่แก่กลุ่มผู้สนับสนุนของทีม ส่งผลให้ตำแหน่งผู้ชนะลีกสูงสุดในปีนั้นเป็นโมฆะ และถือว่าไม่มีทีมใดคว้าแชมป์ และ อาแอ็ส มอนาโก ซึ่งได้อันดับสามในฤดูกาลนั้น ได้สิทธิ์ไปแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 1993–94 แทนออแล็งปิกเดอมาร์แซย์

แม้จะพลาดแชมป์ลีก แต่สโมสรสามารถคว้าแชมป์กุปเดอฟร็องส์ด้วยการชนะน็องต์ 3–0 ต่อมาใน ค.ศ. 1995 สโมสรคว้าแชมป์กุปเดอฟร็องส์หลังเอาชนะอาแอ็สสทราซบูร์ 1–0 และคว้าแชมป์ทรอเฟเดช็องปียงในปีเดียวกัน รวมทั้งผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ จอร์จ เวอาห์ กองหน้าคนสำคัญของทีมซึ่งทำผลงานโดดเด่นในฤดูกาลนั้นยังคว้ารางวังบาลงดอร์ได้และยังได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของฟีฟ่า แม้เจ้าตัวจะย้ายไปร่วมทีมเอซีมิลาน ต่อมาใน ค.ศ. 1996 สโมสรคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพสมัยแรกได้ และเป็นการคว้าแชมป์รายการระดับทวีปครั้งแรก[38] โดยเอาชนะสโมสรราพิทวีนจากออสเตรียด้วยผลประตู 1–0 จากประตูชัยของบรูว์โน อึนกอตี[39] และยังได้รองแชมป์ลีกเอิงในปีเดียวกัน ต่อมา ในฤดูกาล 1997–98 ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งคว้าแชมป์ในประเทศได้สองรายการคือ ทรอเฟเดช็องปียงและกุปเดอลาลีกเอิง ก่อนที่จะได้รองแชมป์ลีกเอิงอีกครั้งในฤดูกาล 1999–2000[40] ในทศวรรษ 1990 ถือเป็นรุ่งเรื่องของสโมสรนับตั้งแต่ก่อตั้งทีม พวกเขาชนะถ้วยรางวัลเก้ารายการ

ประสบปัญหา (2000–09)

[แก้]

นับจากปี 1998 เป็นต้นมาการเปลี่ยนแปลงของสโมสรได้เกิดขึ้นมากมาย เริ่มต้นจากการมีปัญหาภายในด้านการเงินของสโมสรจากนั้นฐานะทางการเงินของสโมสรก็ดีขึ้นตามลำดับ ในช่วงเวลาดังกล่าวสโมสรสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่าอินเตอร์โตโต้คัพได้ในปี 2001 ซึ่งทีมชุดนั้นนำโดยผู้เล่นระดับตำนานเช่น มาร์โก ซีโมเน, รอนัลดีนโย และเปาเลตา ต่อมา กลุ่มกานาลได้ขายสโมสรให้กับ Colony Capital ในปี 2006 หลังจากนั้นมาสโมสรก็ได้ยกระดับตนเองขึ้นมาและเริ่มมีฐานแฟนบอลเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขาคว้าแชมป์เพิ่มได้ 5 รายการ

อย่าไรก็ตาม ในช่วงฤดูกาล 2006–07 และ 2007–08 สโมสรต้องประสบกับปัญหาภายในหลายอย่างและมีผลงานย่ำแย่ในลีกเอิงจนถึงขั้นต้องหนีตกชั้นในฤดูกาล 2008 โดยในการแข่งขันนัดสุดท้ายพวกเขาต้องพบกับโซโชซ์ในการลุ้นหนีตกชั้น และอมารา ไดแอน กองหน้าชาวโกตดิวัวร์ เป็นผู้ทำประตูชัยช่วยให้ทีมชนะไปได้ 2–1 รอดตกชั้นไปอย่างหวุดหวิด

กลุ่มทุนกาตาร์ (2011–ปัจจุบัน)

[แก้]

ทศวรรษ 2010: ปฏิวัติทีมครั้งใหญ่

[แก้]

เปแอ็สเฌเข้าสู่ยุคแห่งการฟื้นฟูครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 2011 เมื่อสโมสรถูกกลุ่มนายทุนจากประเทศกาตาร์ในนาม Qatar Sports Investments เข้าซื้อ โดยมีนาศิร อัลเคาะลัยฟี ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรพร้อมด้วยเงินจำนวนมหาศาล ผู้บริหารสโมสรได้ลงทุนสร้างทีมจนกลายเป็นทีมยักษ์ใหญ่ทีมใหม่ของยุโรปด้วยผู้เล่นระดับโลก และมีเป้าหมายคือการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก[41]

ซลาตัน อิบราฮีโมวิช เปิดตัวหน้าหอไอเฟลในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2012

เลโอนาร์ดู อาราอูฌู อดีตผู้เล่นของสโมสรเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการด้านกีฬา และดูแลตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงฤดูร้อนปี 2011 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ลีกเอิง รวมถึงการเซ็นสัญญากับนักเตะหลายราย เช่น แบลซ มาตุยดี, ซัลวาโตเร ซีรีกู , มักซ์เวล, เควิน กาเมโร และ ฆาบิเอร์ ปัสโตเร[42] แม้จะจบการแข่งขันลีกเอิงฤดูกาล 2011–12 ด้วยรองแชมป์ แต่พวกเขากลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในประเทศได้ในปีต่อมา โดยการนำทีมของผู้เล่นชื่อดัง ซลาตัน อิบราฮีโมวิช และกัปตันทีม ชียากู ซิลวา ภายใต้การคุมทีมของ การ์โล อันเชลอตตี จำนวน 30 ประตูของอิบราฮีมอวิชทำให้เปแอ็สเฌคว้าแชมป์ลีกเอิงเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี และเป็นสมัยที่ 3 การลงทุนในตลาดซื้อขายยังคงดำเนินต่อไป ด้วยการมาถึงของเอดินซอน กาบานิ ในปี 2013 ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 64 ล้านยูโร[43] และดาวิด ลูอีซ ในปี 2014 ในราคา 50 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติโลกในขณะนั้นของการซื้อขายผู้เล่นกองหลัง แม้อันเชลอตตีจะอำลาทีมเพื่อไปคุมเรอัลมาดริด แต่สโมสรยังประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยการคุมทีมของ โลร็องต์ บล็องก์ ซึ่งพาทีมคว้าแชมป์สามรายการในประเทศในฤดูกาล 2013–14 ตามด้วยการคว้า 4 แชมป์ได้สองฤดูกาลติตด่อกันตั้งแต่ปี 2014–16 โดยเฉพาะในปี 2016 ซึ่งสโมสรได้แชมป์ลีกโดยทำไปถึง 96 คะแนน เป็นสถิติสูงสุดของฝรั่งเศส

Neymar Jr official presentation for Paris Saint-Germain, 4 August 2017.
เนย์มาร์ เซ็นสัญญากับสโมสรด้วยค่าตัวสถิติโลกจำนวน 222 ล้านยูโรใน ค.ศ. 2017

ในฤดูกาล 2016–17 อูไน เอเมรี เข้ามาคุมทีม แต่ผลงานโดยรวมของทีมตกลงไปจากการย้ายทีมของ ซลาตัน อิบราฮีโมวิช[44] พวกเขาเสียแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีให้แก่มอนาโก และยังล้มเหลวในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกโดยแพ้บาร์เซโลนาในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยผลประตูรวม 5–6 ทั้งที่เอาชนะไปได้ก่อนในนัดแรกที่ปาร์กเดแพร็งส์ 4–0 แต่กลับพ่ายแพ้ในการไปเยือนที่กัมนอว์ 1–6[45] จากความล้มเหลวดังกล่าว ส่งผลให้ทีมลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งด้วยการซื้อตัวเนย์มาร์ ด้วยค่าตัวสถิติโลก 222 ล้านยูโร รวมถึงการยืมตัวกีลียาน อึมบาเป ดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสที่เป็นที่จับตามองมาจากมอนาโกก่อนจะซื้อขาดในราคา 180 ล้านยูโร ทำให้เปแอ็สเฌมีสองนักเตะที่ค่าตัวสูงที่สุดในโลกอยู่ในทีม ก่อนจะคว้า 4 ถ้วยรางวัลในประเทศได้เป็นครั้งที่สามในรอบสี่ฤดูกาล แต่ยังคงไม่ประสบความสำเร็จในรายการยุโรป ส่งผลให้สโมสรยุติสัญญากับเอเมรี[46]

โทมัส ทุคเคิล เข้ามาคุมทีมต่อ[47] แต่พาทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รวมถึงการพลาดแชมป์ฟุตบอลถ้วยทุกรายการ แต่ยังคว้าแชมป์ลีกเอิงสมัยที่ 8 ต่อมา ในฤดูกาล 2019–20 สโมสรคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 9 จากการที่รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศตัดจบฤดูกาลจากการระบาดของไวรัสโคโรนา[48] และยังคว้าแชมป์กุปเดอฟร็องส์ และ กุปเดอลาลีก เอาชนะ อาแอ็ส แซ็งเตเตียน และ ออแล็งปิกลียอแน ตามลำดับ และเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นครั้งแรกแต่แพ้ไบเอิร์นมิวนิก 0–1[49] ทุคเคิลได้ลาทีมในฤดูกาลต่อมาจากการมีปัญหากับผู้บริหารสโมสร[50] เมาริซิโอ โปเชติโน อดีตผู้เล่นของสโมสรได้รับการแต่งตั้งในเดือนมกราคม 2021[51] และพาทีมได้แชมป์ฟุตบอลถ้วยสองรายการคือทรอเฟเดช็องปียง และกุปเดอฟร็องส์ แต่ตกรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และเสียแชมป์ลีกเอิงให้แก่ล็อสก์ลีล[52]

ทศวรรษ 2020: แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และฤดูกาลแห่งประวัติศาสตร์

[แก้]

ในฤดูกาลต่อมา สโมสรทำการลงทุนครั้งใหญ่ด้วยการเซ็นสัญญากับผู้เล่นระดับโลก[53][54][55] ได้แก่ ลิโอเนล เมสซิ,[56] เซร์ฆิโอ ราโมส, อัชร็อฟ ฮะกีมี, จอร์จีนีโย ไวนัลดึม และ จันลุยจี ดอนนารุมมา รวมถึงการยืมตัว นูนู เม็งดึช[57] แต่ก็ล้มเหลวในฟุตบอลถ้วยทุกรายการ โดยแพ้ล็อสก์ลีลในทรอเฟเดช็องปียง และตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายกุปเดอฟร็องส์จากการแพ้จุดโทษโอเฌเซ นิส และแพ้เรอัลมาดริดในรอบ 16 ทีมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก[58] ก่อนจะคว้าแชมป์ลีกเอิงเป็นสมัยที่ 10 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดร่วมกับ อาแอ็ส แซ็งเตเตียน

เดซีเร ดูเอ ดาวรุ่งคนสำคัญของเปแอ็สเฌในปัจจุบัน เป็นผู้ทำสองประตูในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2025

ในฤดูกาล 2022–23 การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการแต่งตั้ง ลุยส์ แกมโปส เข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษาซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการด้านกีฬาให้แก่มอนาโก และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันการซื้อตัวผู้เล่นชื่อดังหลายราย ตามด้วยการปลดโปเชติโน และแต่งตั้ง คริสต็อฟ กาลตีเย เข้ามารับตำแหน่งแทนด้วย[59] สโมสรยังเน้นเซ็นสัญญากับผู้เล่นอายุน้อย โดยมีการนำผู้เล่นอย่าง นูนู เม็งดึช, วีตีญา, อูโก เอกิติเก และ นอร์ดี มูคิเอเล เข้ามาเสริมทีม ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นอายุมากหลายรายได้ถูกขึ้นบัญชีขาย[60] กาลตีเยพาทีมประเดิมฤดูกาล 2022–23 ด้วยการเอาชนะน็องต์ 4–0 ในทรอเฟเดช็องปียง 2022 แต่แพ้ไบเอิร์นมิวนิกในรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลยุโรป[61] สโมสรสร้างสถิติใหม่ในการคว้าแชมป์ลีกเอิงสูงสุดสมัยที่ 11 ในฤดูกาลนี้ ภายหลังจบฤดูกาลทีมมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นอีกครั้ง เมื่อผู้เล่นสำคัญอย่างเมสซิ, เนย์มาร์ และราโมสอำลาทีม[62][63] รวมถึงมีการแต่งตั้ง ลุยส์ เอนริเก ซึ่งพาทีมคว้าแชมป์ทรอเฟเดช็องปียง 2023 ด้วยการเอาชนะตูลูซ 2–0 ตามด้วยแชมป์ลีกเอิงฤดูกาล 2023–24 ซึ่งเป็นแชมป์สมัยที่ 12 และแชมป์กุปเดอฟร็องส์สมัยที่ 15 ด้วยการชนะออแล็งปิกลียอแน 2–1 แต่ตกรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2023–24 ภายหลังจบฤดูกาล อึมบาเปย้ายไปร่วมทีมเรอัลมาดริด

ในฤดูกาลที่สองของเอนริเก ถือเป็นฤดูกาลที่สโมสรประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เริ่มจากการชนะเลิศทรอเฟเดช็องปียงสมัยที่ 13 จากการเอาชนะอาแอ็ส มอนาโก 1–0 ตามด้วยการชนะเลิศฟุตบอลลีกเอิงสมัยที่ 13 ทั้งที่ยังเหลือการแข่งขันถึง 6 นัด โดยพวกเขาไม่แพ้ทีมใดใน 28 นัดแรก และนับเป็นครั้งที่สองที่สโมสรชนะเลิศฟุตบอลลีกเอิง 4 ฤดูกาลติดต่อกัน[64] ต่อมา ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2025 สโมสรชนะเลิศกุปเดอฟร็องส์ ฤดูกาล 2025–26 จากการชนะสตาดเดอแร็งส์ในนัดชิงชนะเลิศ 3–0 คว้าแชมป์สมัยที่ 16 และเป็นการชนะเลิศการแข่งขันภายในประเทศครบทั้ง 3 รายการสองฤดูกาลติดต่อกันในยุคของเอนริเก สโมสรยังเข้าถึงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2025 ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2025 ณ อัลลีอันทซ์อาเรนา และคว้าแชมป์สมัยแรกจากการชนะอินเตอร์มิลาน 5–0 และถือเป็นสโมสรที่สองต่อจากฝรั่งเศสต่อจากคู่ปรับอย่างมาร์แซย์ที่คว้าแชมป์ได้ และทำสถิติชนะเลิศการแข่งขันครบทุกรายการ (นับรวมทั้งฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรป และแชมป์ในประเทศทุกถ้วย)[65][66]

เปแอ็สเฌลงแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 2025 โดยแพ้เชลซีในนัดชิงชนะเลิศ 0–3 ตามด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2025 จากการเอาชนะจุดโทษทอตนัมฮอตสเปอร์ 4–3 หลังจากเสมอกันในเวลาปกติ 2–2 สโมสรปิดท้ายปี 2025 ด้วยการเอาชนะจุดโทษกลูบีจีเรกาตัสดูฟลาเม็งกูในฟีฟ่าอินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ 2025 นัดชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์สมัยแรก และสร้างประวัติศาสตร์เป็นสโมสรแรกของฝรั่งเศสที่ชนะเลิศการแข่งขัน 6 รายการในปีเดียว[67] เข้าสู่ปี 2026 สโมสรเอาชนะออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ในทรอเฟเดช็องปียง 2025 ด้วยการดวลจุดโทษ 4–1 คว้าแชมป์สมัยที่ 14 และป้องกันแชมป์ลีกเอิงจากการบุกไปชนะล็องส์ 2–0 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2026 คว้าแชมป์สมัยที่ 14 และเป็นครั้งแรกที่สโมสรคว้าแชมป์ลีกเอิง 5 สมัยติดต่อกัน พวกเขายังป้องกันแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2026 ด้วยการเอาชนะอาร์เซนอลในการดวลจุดโทษ 4–3 หลังจากเสมอกันด้วยผลประตู 1–1 และเป็นทีมที่ 2 ต่อจากเรอัลมาดริดที่ป้องกันแชมป์รายการนี้ได้ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อการแข่งขันมาเป็นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก[68][69]

เข้าสู่ฤดูกาล 2026–27 เปแอ็สเฌประเดิมถ้วยรางวัลแรกด้วยการป้องกันแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2026 โดยเอาชนะแอสตันวิลลา 2–1 ป้องกันแชมป์สมัยที่ 2

เอกลักษณ์

[แก้]
The Lynx สัตว์นำโชคประจำสโมสร

สโมสรถือเป็นตัวแทนของประเทศฝรั่งเศส โดยมีสีประจำทีมคือสีแดง สีน้ำเงิน และสีขาว โดยสีแดงและน้ำเงินถือเป็นสีของชาวปารีส และสีขาวสื่อถึงการเป็นตัวแทนของจักรพรรดิฝรั่งเศสในอดีต[70] นอกจากนี้ โลโก้ของสโมสรยังปรากฏภาพของหอไอเฟล ซึ่งต้องการสื่อถึงการเป็นตัวแทนของสโมสรที่ดีที่สุดในกรุงปารีสและยังสะท้อนถึงการเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลฝรั่งเศส[71]

สัตว์นำโชคอย่างเป็นทางการของสโมสรคือ "Germain the Lynx" ซึ่งสวมชุดที่เป็นสีประจำสโมสร โดยเปิดตัวใน ค.ศ. 2010[72] ที่กรุงปารีส เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของสโมสรและมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่เด็ก ๆ โดย "The Lynx" จะออกมาสร้างสีสันทุกครั้งก่อนเริ่มการแข่งขันโดยมักออกมาแจกของขวัญรวมทั้งขนมให้กับแฟนบอลในสนาม

คำขวัญ

[แก้]

คำขวัญแรกอย่างเป็นทางการของสโมสรคือ "Allez Paris!"[73] ซึ่งเริ่มใช้โดย แอนนี คอร์ดี นักแสดงหญิงชื่อดังชาวเบลเยียมใน ค.ศ. 1970 ซึ่งเธอถือเป็นแฟนของสโมสรมาอย่างยาวนานและยังเป็นหนึ่งในบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่ให้การสนับสนุนเงินทุนสโมสรในระยะแรกของการก่อตั้งทีมในคริสต์ทศวรรษ 1970 อีกด้วย[74] ต่อมาใน ค.ศ. 1977 แฟนบอลในกรุงปารีสได้ร่วมกันก่อตั้งคำขวัญ "Allez Paris-Saint-Germain!" และเริ่มมีการนำมาร้องเชียร์ให้กำลังใจนักฟุตบอลในสนาม โดยยังคงให้เกียรติแอนนี่ คอร์ดีด้วยการใช้คำว่า Allez Paris นำหน้าเสมอ และสโมสรได้นำคำขวัญ Allez Paris-Saint-Germain! มาเป็นคำขวัญสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน[75][76]

สนามกีฬา

[แก้]

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ลงเล่นเกมแรกของพวกเขาที่สนามเหย้าปัจจุบันคือปาร์ก เด แพร็งซ์ พบสโมสรเรดส์สตาร์ ใน ค.ศ. 1973 สนามมีความจุ 47,929 ที่นั่ง ตั้งอยู่ในกรุงปารีส โดยมีจุดเด่นคือสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามโดยรอบกรุงปารีสได้อย่างชัดเจน และจะมีการเปิดไฟเป็นสีธงชาติฝรั่งเศสเป็นประจำทุกค่ำคืน[77] สนามแห่งนี้เคยถูกใช้โดย ปารี แอ็ฟเซ จนกระทั่งสโมสรตกชั้นสู่ลีกเดอใน ค.ศ. 1974 ซึ่งเป็นฤดูกาลเดียวกับทีม ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง เลื่อนชั้นกลับคืนสู่ลีกสูงสุด สนามแห่งนี้จึงเป็นสนามเหย้าของ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง มานับตั้งแต่นั้น

ศึกแห่งศักดิ์ศรี

[แก้]

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งถือเป็นคู่ปรับสำคัญของสโมสรออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ การพบกันระหว่างทั้งสองทีมถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่เรียกว่าเลอกลาซิก ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ดุเดือดที่สุดของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส[78][79] และได้รับการขนานนามจากแฟนฟุตบอลว่าเป็นศึกเอลกลาซิโกของฝรั่งเศส[80][81]

ทั้งสองสโมสรถือเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดสองอันดับแรกของประเทศ และต่างก็เป็นหนึ่งในสองสโมสรของประเทศฝรั่งเศสที่ชนะเลิศถ้วยรางวัลระดับทวีป ทั้งสองฝ่ายต่างแย่งชิงความสำเร็จกันมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา นอกจากนี้ทั้งสองทีมยังถือเป็นสองสโมสรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในฝรั่งเศส[82][83] ทั้งคู่มีสถิติการพบกันจำนวน 101 นัด โดยปารีแซ็ง-แฌร์แม็งสามารถเอาชนะไปได้ 45 นัด เป็นชัยชนะของออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ 33 นัด และเสมอกันไป 23 นัด

บุคลากรปัจจุบัน

[แก้]
ณ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 2022[84]

คณะกรรมการ

[แก้]
Nasser Al-Khelaïfi, president of Paris Saint-Germain.
นาศิร อัลเคาะลัยฟี ประธานสโมสรคนปัจจุบัน
  • ประธานสโมสร: นาศิร อัลเคาะลัยฟี
  • รองผู้จัดการทั่วไป: ฌ็อง-โคลด บลังค์[85]
  • เลขาธิการ: วิคตอเรียโน เมเรโร[86]
  • ที่ปรึกษา: ลุยส์ แกมโปส[87]
  • รองผู้อำนวยการด้านฟุตบอล: ออลีวีเย กาเย[88]

ทีมงานผู้ฝึกสอน

[แก้]
  • ผู้จัดการทีม: ลุยส์ เอนริเก
  • ผู้ช่วยผู้จัดการทีม: ราเฟล โปล[89]
  • ผู้ช่วยผู้จัดการทีมคนที่สอง: ฌูเวา ซาคราเมนโต
  • ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู: โบยา อัลบาเรซ
  • นักจิตวิทยา: ฆัวกิน บัลเดส

ผู้เล่น

[แก้]
ณ 2 กันยายน ค.ศ. 2025[90]

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
2 DF ประเทศโมร็อกโก อัชร็อฟ ฮะกีมี
3 DF ประเทศฝรั่งเศส แพร็สแนล กีมแปมเบ
4 DF ประเทศบราซิล ลูคัส เบรัลดู
5 DF ประเทศบราซิล มาร์กิญญุส (กัปตัน)
6 DF ประเทศยูเครน อิลยา ซาบาร์นี
7 FW ประเทศจอร์เจีย ฆวีชา กวารัทส์เฆลีอา
8 MF ประเทศสเปน ฟาเบียน รุยซ์
9 FW ประเทศโปรตุเกส กงซาลู รามุช
10 FW ประเทศฝรั่งเศส อุสมาน แดมเบเล
14 FW ประเทศฝรั่งเศส เดซีเร ดูเอ
17 MF ประเทศโปรตุเกส วีตีญา
19 MF ประเทศเกาหลีใต้ อี คัง-อิน
เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
21 DF ประเทศฝรั่งเศส ลูกัส แอร์น็องแดซ
24 MF ประเทศฝรั่งเศส เซนนี มายูลู
25 DF ประเทศโปรตุเกส นูนู เม็งดึช
29 FW ประเทศฝรั่งเศส แบรดลีย์ บาร์กอลา
30 GK ประเทศฝรั่งเศส ลูคัส เชอวาลิเยร์
33 MF ประเทศฝรั่งเศส วาร์เรน ซายาร์-เอเมอรี
39 GK ประเทศรัสเซีย มัตเวย์ ซาโฟนอฟ
49 FW ประเทศฝรั่งเศส อีบราอิม เอ็มบาเย
51 DF ประเทศเอกวาดอร์ วิลเลียม โยเอล ปาโช เตโนริโอ
80 GK ประเทศสเปน อาร์เนา เตนัส
87 MF ประเทศโปรตุเกส ฌูเวา แนวึช
89 GK ประเทศอิตาลี เรนาโต มาริน

ผู้เล่นที่ปล่อยยืม

[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
MF ประเทศโปรตุเกส รึนาตู ซังชึช (ไป ปานาซีไนโกส จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026)
เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
FW ประเทศฝรั่งเศส ร็องดาล กอโล มัวนี (ไป ทอตนัมฮอตสเปอร์ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026)

เกียรติประวัติ

[แก้]
ตู้โชว์ถ้วยรางวัลในพิพิธภัณฑ์สโมสร ณ สนาม ปาร์กเดแพร็งส์

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ครองสถิติชนะเลิศการแข่งขันในประเทศหลายรายการ[91] พวกเขาเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในฝรั่งเศสในแง่ของจำนวนถ้วยรางวัล[92] โดยชนะเลิศการแข่งขันในประเทศได้ 55 รายการ รวมทั้งสถิติชนะเลิศลีกเอิง 14 สมัย และเป็นเจ้าของสถิติชนะเลิศสูงสุดในรายการ กุปเดอฟร็องส์, กุปเดอลาลีก และทรอเฟเดช็องปียง ในการแข่งขันระดับทวีป พวกเขาชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก, ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ รายการละ 1 สมัย[93][94][95]

ภายหลังจากการชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพในฤดูกาล 1995–96 ส่งผลให้พวกเขาเป็นสโมสรเดียวของฝรั่งเศสที่คว้าแชมป์รายการดังกล่าวได้ และเป็นหนึ่งในสองสโมสรของฝรั่งเศส (ร่วมกับ ออแล็งปิกเดอมาร์แซย์) ที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับทวีป รวมทั้งเป็นสโมสรจากยุโรปที่มีอายุการก่อตั้งน้อยที่สุดที่คว้าแชมป์ได้[96] ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง เป็นสโมสรฝรั่งเศสที่ลงเล่นในลีกสูงสุดติดต่อกันยาวนานที่สุด (47 ปีนับตั้งแต่ฤดูกาล 1974–75)[97] นอกจากนี้ยังเป็นสโมสรเดียวในฝรั่งเศสที่ชนะเลิศรายการ กุปเดอฟร็องส์ ได้โดยไม่เสียประตูเลยตลอดทั้งรายการ โดยทำสถิติดังกล่าวได้ 2 ครั้ง (ฤดูกาล 1992-93 และ 2016–17)[98] และยังเป็นสโมสรเดียวที่ชนะเลิศรายการ: กุปเดอฟร็องส์ 4 สมัยติดต่อกัน (2015–18), กุปเดอลาลีก 5 สมัยติดต่อกัน (2014–18) และ ทรอเฟเดช็องปียง 8 สมัยติดต่อกัน (2013–20)[99]

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ยังทำสถิติชนะเลิศการแข่งขันภายในประเทศทั้ง 4 รายการ (Domestic quadruple) ได้ถึง 4 ครั้ง และเป็นสโมสรเดียวที่ชนะเลิศฟุตบอลถ้วยของฝรั่งเศสได้มากกว่า 1 รายการภายในฤดูกาลเดียวกัน (ซึ่งพวกเขาเคยทำได้ทั้ง 2 รายการ, 3 รายการ และ 4 รายการในฤดูกาลเดียวกัน)[100]สโมสรชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2024–25 คว้าแชมป์เป็นครั้งแรก และกลายเป็นสโมสรที่สองของประเทศที่ทำได้ และเป็นส่วนหนึ่งของการทำเทรเบิลแชมป์ พวกเขายังป้องกันแชมป์ได้ในฤดูกาลต่อมา และกลายเป็นทีมที่สองในรายการนี้ที่ป้องกันแชมป์ได้นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อการแข่งขันมาจากยูโรเปียนคัพ

ประเทศฝรั่งเศส ระดับประเทศ

[แก้]
  • ลีกเอิง (สถิติสูงสุด)
    • ชนะเลิศ (14): 1985–86, 1993–94, 2012–13, 2013–14, 2014–15, 2015–16, 2017–18, 2018–19, 2019–20, 2021–22, 2022–23, 2023–24, 2024–25, 2025–26
  • กุปเดอฟร็องส์ (สถิติสูงสุด)
    • ชนะเลิศ (16): 1981–82, 1982–83, 1992–93, 1994–95, 1997–98, 2003–04, 2005–06, 2009–10, 2014–15, 2015–16, 2016–17, 2017–18, 2019–20, 2020–21, 2023–24, 2024–25
  • กุปเดอลาลีก (สถิติสูงสุด)
    • ชนะเลิศ (9): 1994–95, 1997–98, 2007–08, 2013–14, 2014–15, 2015–16, 2016–17, 2017–18, 2019–20

ทวีปยุโรป ระดับทวีปยุโรป

[แก้]

ระดับโลก

[แก้]

สถิติสำคัญ

[แก้]

ผู้เล่นที่ลงสนามมากที่สุด

[แก้]
สถิติ ณ วันที่ 29 มกราคม 2023 รายชื่อตัวหนาคือผู้เล่นที่ยังคงเล่นให้กับสโมสรถึงปัจจุบัน
อันดับ ผู้เล่น จำนวนนัด
1 ประเทศฝรั่งเศส ฌ็อง-มาร์ก ปียาร์เฌ 435
2 ประเทศอิตาลี มาร์โก แวร์รัตตี 401
3 ประเทศบราซิล มาร์กิญญุส 390
4 ประเทศฝรั่งเศส ซิลเวน อาร์ม็อง 380
5 สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ซาเฟต ซูซิช 344
ประเทศฝรั่งเศส โปล เลอ เก็น
7 ประเทศฝรั่งเศส แบร์นาร์ ลามา 318
8 ประเทศบราซิล ชียากู ซิลวา 315
9 ประเทศแอลจีเรีย มุสตาฟา ดาเลบ 310
10 ประเทศอุรุกวัย เอดินซอน กาบานิ 301

ผู้เล่นที่ทำประตูมากที่สุด

[แก้]
เอดินซอน กาบานิ อดีตเจ้าของสถิติผู้ทำประตูรวมมากที่สุดของสโมสร

สถิติ ณ วันที่ 4 มีนาคม 2023 รายชื่อตัวหนาคือผู้เล่นที่ยังคงเล่นให้กับสโมสรถึงปัจจุบัน

อันดับ ผู้เล่น จำนวนประตู
1 ประเทศฝรั่งเศส กีลียาน อึมบาเป 201
2 ประเทศอุรุกวัย เอดินซอน กาบานิ 200[101]
3 ประเทศสวีเดน ซลาตัน อิบราฮีมอวิช 156
4 ประเทศบราซิล เนย์มาร์ 118
5 ประเทศโปรตุเกส เปาเลตา 109
6 ประเทศฝรั่งเศส ด็อมมินิก โรเชตู 100
7 ประเทศแอลจีเรีย มุสตาฟา ดาเลบ 98
8 สาธารณรัฐคองโก ฟร็องซัว เอ็มเปเล่ 95
9 ประเทศอาร์เจนตินา อังเฆล ดิ มาริอา 90
10 สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ซาเฟต ซูซิช 85

สถิติอื่น ๆ

[แก้]
มาร์โก แวร์รัตติ ผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกับสโมสร ชนะเลิศถ้วยรางวัล 29 รายการ
  • ผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่ลงเล่นให้กับสโมสร: จันลุยจี บุฟฟอน (41 ปี 5 เดือน)[102]
  • ผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้กับสโมสร: กีงส์แล กอมาน (16 ปี 249 วัน)[103]
  • ผู้เล่นที่ทำประตูมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล: ซลาตัน อิบราฮีมอวิช (50 ประตู/ 2015-16)
  • ผู้เล่นที่ผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมมากที่สุด: อังเฆล ดิ มาริอา (110 ครั้ง)[104]
  • ผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด: มาร์โก แวร์รัตติ (29 ถ้วยรางวัล)
  • การซื้อผู้เล่นที่แพงที่สุด: เนย์มาร์ (222 ล้านยูโร ค.ศ. 2017)[105]
  • การขายผู้เล่นที่แพงที่สุด: กงซาลู แกดึช (40 ล้านยูโร ค.ศ. 2018)[106]
  • ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด: โลร็องต์ บล็องก์ (11 ถ้วยรางวัล)[107]
  • ผู้จัดการทีมที่พาทีมคว้าชัยชนะมากที่สุด: โลร็องต์ บล็องก์ (121 นัด)[108]


อ้างอิง

[แก้]
  1. redaction (2018-11-12). "La création du PSG de 1970 à 1973". Paris United (ภาษาฝรั่งเศส). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-03-07. สืบค้นเมื่อ 2021-12-01.
  2. UEFA.com. "Paris | History | UEFA Champions League". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  3. "Ligue 1 - Club market value". www.transfermarkt.com (ภาษาอังกฤษ).
  4. Luck, Emma (2020-03-04). "The extreme fans of French football". The New European (ภาษาBritish English). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-08-10. สืบค้นเมื่อ 2021-08-10.
  5. "Paris Saint-Germain boasts more than 100 million fans on social media". EN.PSG.FR (ภาษาอังกฤษ).
  6. "Fan clubs". EN.PSG.FR (ภาษาอังกฤษ).
  7. "PSG : Paris jouera avec son maillot bleu "hechter" pour le classique face à l'OM". France Bleu (ภาษาฝรั่งเศส). 2021-02-05.
  8. "PSG top on football's rich list, man city, others drop". The Guardian Nigeria News - Nigeria and World News (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2020-02-15.
  9. "The Top 20 richest teams in world football". MARCA (ภาษาอังกฤษ). 2021-01-26.
  10. "Manchester United drop to fourth as Barcelona top Forbes rich list for first time despite huge debt". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  11. AFP (2026-05-31). "PSG edge Arsenal on penalties to retain Champions League title". Bangkok Post (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-05-31.
  12. "Political and Organizational Factors of PSG". Sports and Leisure in France.
  13. "Association". Association Paris Saint-Germain (ภาษาฝรั่งเศส).
  14. "A brief history of PSG". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2012-08-17.
  15. "Paris Saint-Germain FC (PSG) history". www.footballhistory.org.
  16. "Association". Association Paris Saint-Germain (ภาษาฝรั่งเศส).
  17. "Bernard Guignedoux nous a quittés". PSG.FR (ภาษาฝรั่งเศส).
  18. thefootballcult (มกราคม 16, 2018). "A brief history: Paris FC". Medium (ภาษาอังกฤษ).{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  19. "6 interesting facts you should know about Paris Saint Germain". Discover Walks Blog (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2018-08-20.
  20. "ALGERIA: Paris Club Pay-Back". Africa Research Bulletin: Economic, Financial and Technical Series. 43 (5): 16972A–16972B. มิถุนายน 2006. doi:10.1111/j.1467-6346.2006.00275.x. ISSN 0001-9852.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  21. Stephane.B (2019-03-20). "Daniel Hechter s'exprime sur les maillots du PSG faits par Nike et se dit prêt à en faire". www.parisfans.fr (ภาษาฝรั่งเศส).
  22. "Political and Organizational Factors of PSG". Sports and Leisure in France.
  23. "PSG70 : PSG - Valenciennes 1974". psg70.free.fr.
  24. "Millième au Parc des Princes : ces dix matches qui ont fait l'histoire du PSG". Europe 1 (ภาษาฝรั่งเศส). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-04-03. สืบค้นเมื่อ 2022-08-17.
  25. Taille, Arnaud de La (2018-11-19). "1973 - 1978 : Paris se replace sur la scène française". Paris United (ภาษาฝรั่งเศส). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-03-08. สืบค้นเมื่อ 2022-08-17.
  26. "PSG70 : Histoire du Paris Saint Germain". psg70.free.fr.
  27. "PSG70 : PSG -Saint-Etienne 1982". psg70.free.fr.
  28. "Le Top 10 du PSG en Coupe d'Europe: De la Juve à Valence, de Liverpool au Bayern". Eurosport (ภาษาฝรั่งเศส). 2013-04-01.
  29. "PSG70 : PSG - Nantes 1983". psg70.free.fr.
  30. "PSG70 : Saison 1982/83". psg70.free.fr.
  31. "PSG70 : Saison 1985/86". psg70.free.fr.
  32. Sefraoui, Mehdi (2018-12-03). "Période 1978 - 1991 : l'ère Borelli, là où tout a commencé". Paris United (ภาษาฝรั่งเศส). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-04-04. สืบค้นเมื่อ 2022-08-17.
  33. "4 juin 1988, il y a 34 ans, dramatique Le Havre-PSG". Paris.canal-historique. 2022-06-04.
  34. "Welcome to FIFA.com News - France's passion play - FIFA.com". web.archive.org. 2019-03-29. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-03-29. สืบค้นเมื่อ 2022-08-17.
  35. "L'histoire du PSG 1991-1998 : Le PSG devient un grand d'Europe - Paris United". Paris United (ภาษาฝรั่งเศส). 2018-12-17. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-04-09. สืบค้นเมื่อ 2021-08-10.
  36. CAPPELAERE, Hugo (2018-12-17). "L'histoire du PSG 1991-1998 : Le PSG devient un grand d'Europe". Paris United (ภาษาฝรั่งเศส). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-04-09. สืบค้นเมื่อ 2021-08-10.
  37. Post, Guest (2011-07-19). "The Greatest French Club Sides Of All Time – Part 3". frenchfootballweekly.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2016-09-16. สืบค้นเมื่อ 2022-08-17.
  38. UEFA.com (1997-03-01). "1996 Super Cup: Dazzling Juve shine in Paris | UEFA Super Cup". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  39. "uefa.com - UEFA Cup Winners' Cup". web.archive.org. 2010-05-03. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับเมื่อ 2010-05-03. สืบค้นเมื่อ 2021-08-10.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  40. "Ligue 1 1999/2000 Table, Results, Stats and Fixtures". FootballCritic (ภาษาอังกฤษ).
  41. Reed, Adam (2018-09-18). "Paris Saint-Germain's Qatari owners have spent $1.17 billion on players, but the Champions League is still out of reach". CNBC (ภาษาอังกฤษ).
  42. https://www.espn.com/soccer/story/1135960/a-brief-history-of-psg?src=com
  43. "PSG signs Uruguay striker Edinson Cavani". AP NEWS (ภาษาอังกฤษ). 2013-07-16.
  44. "Zlatan Ibrahimovic to leave PSG: 'I came like a king, left like a legend'". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2016-05-13.
  45. "Remembering la remontada: Barcelona 6-1 PSG". The Independent (ภาษาอังกฤษ). 2021-02-16.
  46. Agencies (2018-04-27). "Unai Emery says he will leave PSG manager's job at end of season". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  47. "Paris Saint-Germain appoint Thomas Tuchel as their new coach". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  48. https://www.skysports.com/football/news/11820/11981197/paris-saint-germain-crowned-ligue-1-champions-after-french-season-called-off#:~:text=Paris%20Saint%2DGermain%20have%20been,season%20was%20suspended%20in%20March.
  49. https://www.bbc.com/sport/football/53867676
  50. "Paris Saint-Germain confirm sacking of manager Tuchel following his dismissal after Strasbourg win | Goal.com". www.goal.com.
  51. "PSG appoint Pochettino to replace Tuchel as boss". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2021-01-02.
  52. https://www.independent.co.uk/sport/football/lille-ligue-1-psg-results-b1852559.html
  53. https://www.theguardian.com/football/2021/jun/16/gianluigi-donnarumma-joins-psg-as-gianluigi-buffon-goes-back-to-parma
  54. https://en.psg.fr/teams/first-team/content/sergio-ramos-signs-with-paris-saint-germain-until-2023
  55. https://www.theguardian.com/football/2021/jun/07/georginio-wijnaldum-signs-contract-to-join-psg-rather-than-barcelona
  56. https://www.bbc.co.uk/sport/football/58163106
  57. https://en.psg.fr/teams/first-team/content/nuno-mendes-joins-paris-saint-germain-until-2022-mercato
  58. "Benzema hat-trick as Real send PSG out". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2022-03-23.
  59. "PSG confirm Pochettino sacking as Galtier takes over to lead Mbappe, Messi and Co. | Goal.com". www.goal.com.
  60. "PSG put 11 players on the transfer list". MARCA (ภาษาอังกฤษ). 2022-07-10.
  61. "Bayern cruise past PSG to reach quarter-finals". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2023-03-14.
  62. "Sergio Ramos will leave PSG at the end of the season, following Lionel Messi out of Parc des Princes after two years". Eurosport (ภาษาอังกฤษ). 2023-06-02.
  63. King, Kieran (2023-06-02). "Sergio Ramos joins Lionel Messi in quitting PSG after two seasons with club". mirror (ภาษาอังกฤษ).
  64. "PSG win record-extending 13th Ligue 1 title". France 24 (ภาษาอังกฤษ). 2025-04-05. สืบค้นเมื่อ 2025-04-06.
  65. "PSG vs Arsenal LIVE: Champions League score, stats, radio & latest updates". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2025-05-31.
  66. "Dominant PSG crush Inter Milan to end long quest for Champions League glory". France 24 (ภาษาอังกฤษ). 2025-05-31. สืบค้นเมื่อ 2025-05-31.
  67. before, Paris Saint-Germain defeated Flamengo in the Intercontinental Cup final to complete the sextuple, a feat achieved only by Barcelona and Bayern. "Paris Saint-Germain and Luis Enrique Make History With a Sextuple". beIN SPORTS (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-12-18.{{cite web}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  68. UEFA.com. "The official website for European football". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-05-31.
  69. UEFA.com. "The official website for European football". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-05-31.
  70. McQueen, Paul. "Things You Should Know About Paris Saint-Germain FC". Culture Trip. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-12-28. สืบค้นเมื่อ 2021-08-10.
  71. FootballDatabase.com. "Paris Saint-Germain, Ranking and Statistics - FootballDatabase". footballdatabase.com (ภาษาอังกฤษ).
  72. à 07h00, Par Le 21 juillet 2010 (2010-07-21). "Le lynx Germain, nouvelle mascotte du PSG". leparisien.fr (ภาษาฝรั่งเศส).{{cite web}}: CS1 maint: numeric names: authors list (ลิงก์)
  73. "Allez Paris ! par Annie Cordy". www.bide-et-musique.com.
  74. "L'hommage du PSG à Annie Cordy, qui avait chanté le premier hymne du club". RMC SPORT (ภาษาฝรั่งเศส).
  75. "PSG: Ecoutez l'hymne des Parisiens chanté par les joueurs !". Sportune (ภาษาฝรั่งเศส). 2012-03-22.
  76. "Le PSG prend un nouveau virage - Tous PSG - PSG.fr". web.archive.org. 2017-08-19. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับเมื่อ 2017-08-19. สืบค้นเมื่อ 2021-08-10.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  77. "Stadium Tour". EN-EXP (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-08-12. สืบค้นเมื่อ 2021-08-11.
  78. Almeras, Christopher. "Joey Barton Puts the "Punch" Back into the Marseille-PSG Rivalry". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  79. April 2021, Greg Lea 20 (2021-04-20). "Ranked! The 50 biggest derbies in world football". fourfourtwo.com (ภาษาอังกฤษ).{{cite web}}: CS1 maint: numeric names: authors list (ลิงก์)
  80. Mewis, Joe (2018-04-13). "The top 50 derbies in the world 20-11: The 'Mother of all Battles' and more". mirror (ภาษาอังกฤษ).
  81. "Paris SG – Marseille : Parier, Pronostics, Cotes" (ภาษาฝรั่งเศส). 2007-09-02.
  82. withafunfilter (2020-04-16). "The Top 15 Biggest and Most Supported Football Teams in the World". With a Fun Filter (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-07-24. สืบค้นเมื่อ 2021-08-10.
  83. "France : Le PSG est le nouveau club préféré des Français". Onze Mondial (ภาษาฝรั่งเศส). 2018-03-22.
  84. "Effectif". PSG.FR (ภาษาฝรั่งเศส).
  85. "Jean-Claude Blanc nommé directeur général délégué du PSG". Le Monde.fr (ภาษาฝรั่งเศส). 2011-10-07. สืบค้นเมื่อ 2022-08-16.
  86. "Victoriano Melero officiellement secrétaire général du PSG". CulturePSG (ภาษาฝรั่งเศส).
  87. "Luis Campos devient Conseiller Football du Paris Saint-Germain". PSG.FR (ภาษาฝรั่งเศส).
  88. "Présentation du nouvel organigramme de l'équipe première du club". PSG.FR (ภาษาฝรั่งเศส).
  89. "Le staff technique de Luis Enrique officialisé". PSG.FR (ภาษาฝรั่งเศส). 2023-07-19. สืบค้นเมื่อ 2025-06-04.
  90. "Equipe première". PSG.FR. สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2021.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  91. "Statistiques". Histoire du #PSG (ภาษาฝรั่งเศส).
  92. perdues, RemiSudiste à l'esprit contradictoire amoureux de Paris et du PSG depuis mon enfance Nostalgique à mes heures; Gr, J'aime Me Souvenir De Nos Belles Heures Et Savoure Ces; Rémi, es années Avec "Histoire du PSG" je me régale chaque jour autour des rouge et bleu Voir la bio de (2018-05-09). "Le Palmarès du PSG". Histoire du #PSG (ภาษาฝรั่งเศส).
  93. "Listes des saisons". Histoire du #PSG (ภาษาฝรั่งเศส).
  94. "victoire à l'ICC : PSG, 22 ans après". Paris.canal-historique. 2015-07-30.
  95. "Trophée national du meilleur public sportif - Football Division II - Collection privée Valjustrotinou - Pour la mémoire". valjustrotinou.canalblog.com (ภาษาฝรั่งเศส). 2018-12-24.
  96. "Le Paris Saint-Germain et les finales européennes, acte 3 !". PSG.FR (ภาษาฝรั่งเศส).
  97. "Ligue 1 Uber Eats : la longévité des clubs à la loupe". Ligue1 (ภาษาฝรั่งเศส). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-02-12. สืบค้นเมื่อ 2021-08-11.
  98. perdues, RemiSudiste à l'esprit contradictoire amoureux de Paris et du PSG depuis mon enfance Nostalgique à mes heures; Gr, J'aime Me Souvenir De Nos Belles Heures Et Savoure Ces; Rémi, es années Avec "Histoire du PSG" je me régale chaque jour autour des rouge et bleu Voir la bio de (2019-04-04). "Défense parfaite en Coupe de France : Et de 3 pour le PSG !". Histoire du #PSG (ภาษาฝรั่งเศส).
  99. "Pochettino wins first trophy with PSG". BBC Sport (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2021-08-11.
  100. Brunt, Gordon. "PSG win Coupe de la Ligue to complete domestic quadruple". theScore.com (ภาษาอังกฤษ).
  101. "Cavani becomes first PSG player to score 200 goals for the club | Goal.com". www.goal.com.
  102. "Buffon sets new record! PSG's oldest player in the history of Ligue 1". Daily Active (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2018-08-13. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2021-08-11. สืบค้นเมื่อ 2021-08-11.
  103. ans, GrichkaSupporter du PSG depuis presque 20; Abonné, Ancien; fond, et actuel salarié du club Je vis football à; Grichka, et donc pour le PSG Voir la bio de (2017-06-01). "Les records individuels". Histoire du #PSG (ภาษาฝรั่งเศส). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-08-13. สืบค้นเมื่อ 2021-08-11.{{cite web}}: CS1 maint: numeric names: authors list (ลิงก์)
  104. Zavala, Steve (2021-05-20). "The Numbers Behind Di Maria's Record 104 Assists With PSG". PSG Talk (ภาษาอังกฤษ).
  105. "Neymar". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  106. "Official: Valencia sign Guedes from PSG for €40mn". AS.com (ภาษาอังกฤษ). 2018-08-27.
  107. June 2016, FourFourTwo Staff 27 (2016-06-27). "Eleven trophies and records galore: The best stats from Blanc's PSG reign". fourfourtwo.com (ภาษาอังกฤษ).{{cite web}}: CS1 maint: numeric names: authors list (ลิงก์)
  108. June 2016, FourFourTwo Staff 27 (2016-06-27). "Eleven trophies and records galore: The best stats from Blanc's PSG reign". fourfourtwo.com (ภาษาอังกฤษ).{{cite web}}: CS1 maint: numeric names: authors list (ลิงก์)

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]