ข้ามไปเนื้อหา

ปราสาทตาพรหม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ปราสาทตาพรหม
ปราสาทตาพรหมใน ค.ศ. 2019
ศาสนา
ศาสนาพุทธ
นิกายมหายาน
จังหวัดจังหวัดเสียมราฐ
เทพปรัชญาปารมิตา
ที่ตั้ง
ที่ตั้งเมืองพระนคร
ประเทศกัมพูชา
ปราสาทตาพรหมตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา
ปราสาทตาพรหม
ที่ตั้งในประเทศกัมพูชา
พิกัดภูมิศาสตร์13°26′06″N 103°53′21″E / 13.43500°N 103.88917°E / 13.43500; 103.88917
สถาปัตยกรรม
ผู้ก่อตั้งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
เสร็จสมบูรณ์1186; 840 ปีที่แล้ว (1186)
ปราสาทตาพรหม
แผนที่
ข้อมูลทั่วไป
ประเภทปราสาทหิน ศาสนสถาน
สถาปัตยกรรมเขมรโบราณ
เริ่มสร้างราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13
ข้อมูลทางเทคนิค
โครงสร้างหินทราย

ปราสาทตาพรหม (เขมร: ប្រាសាទតាព្រហ្ម, UNGEGN: Ta Prôhm, ALA-LC: Tā Brahm [taː prom]; "บรรพบุรุษพรหม") เป็นชื่อสมัยใหม่ของวิหารใกล้นครเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ตั้งอยู่ทางตะวันออกของนครธมประมาณกิโลเมตรเดียว และอยู่ตรงขอบใต้สุดของบารายตะวันออก สร้างขึ้นในรูปแบบบายนช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 และเดิมมีชื่อเรียกว่า ราชวิหาร (เขมร: រាជវិហារ, UNGEGN: Réachvĭhar, ALA-LC: Rājvihār [riəc.vihiə]) พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งจักรวรรดิเขมร ทรงสถาปนาเป็นอารามพุทธมหายานและศูนย์การเรียนรู้ที่อุทิศแด่พระราชมารดา[1] โดยต้องใช้ประชาชนเกือบ 80,000 คนในการดูแลรักษาหรือเข้าร่วมงานที่วิหาร รวมถึงข้าราชบริพารกว่า 2,700 นายและนักเต้นรำ 615 คน[1]

วิหารนี้ได้รับการเรียกขานเป็น "วิหารทูมเรเดอร์" หรือ "วิหารแอนเจลีนา โจลี" จากการปรากฏในภาพยนตร์ ลาร่า ครอฟท์ ทูมเรเดอร์ (2001)[1][2]

วิหารนี้สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ปูน และเมื่อถูกทิ้งร้าง ต้นไม้ก็หยั่งรากลงในหินที่คลายตัว[3] ต้นไม้เติบโตท่ามกลางซากปรักหักพัง และป่าโดยรอบทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในวิหารที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด[3] สถานที่แห่งนี้อยู่ในรายการแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกตั้งแต่ ค.ศ. 1992

ประวัติ

[แก้]

สถาปนาและขยาย

[แก้]

ใน ค.ศ. 1186 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างและงานสาธารณะขนาดใหญ่ ราชวิหาร ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าตาพรหม ("บรรพบุรุษพรหม") เป็นหนึ่งในวิหารแรก ๆ ที่ก่อตั้งขึ้นตามโครงการดังกล่าว ศิลาจารึกเพื่อรำลึกถึงการสถาปนาระบุวันที่เป็น ค.ศ. 1186[4]

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างราชวิหารเพื่ออุทิศแด่พระราชวงศ์ ปรัชญาปารมิตาที่เป็นบุคลิษฐานแห่งความรู้ปรพจำวิหารนี้ วาดแบบตามพระราชมารดา วิหารโดยรอบทางเหนือและใต้ในวงล้อมที่สามอุทิศแด่ Jayamangalartha คุรุของกษัตริย์[5]:174 และพระเชษฐาตามลำดับ ทำให้ปราสาทตาพรหมเป็นคู่ที่เสริมกับอารามปราสาทพระขรรค์ที่อุทิศใน ค.ศ. 1191 ภาพหลักที่แทนด้วยพระโพธิสัตว์โลเกศวร และอิงแบบตามพระราชบิดา[6]

ศิลาจารึกขิงวิหารระบุว่าที่นี่เป็นที่อยู่ของประชาชนกว่า 12,500 คน (รวมนักบวชชั้นสูง 18 รูป และนักเต้นรำ 615 คน) กับพลเมืองในหมู่บ้านโดยรอบ 80,000 คนต่างทำงานเพื่อจัดหาบริการและสิ่งของจำเป็น นอกจากนี้ แผ่นจารึกยังระบุด้วยว่าวิหารแห่งนี้สะสมทรัพย์สมบัติไว้มากมาย อาทิ ทองคำ ไข่มุก และผ้าไหม[7] การขยายและการต่อเติมปราสามตาพรหมยังคงเกิดขึ้นจนถึงรัชสมัยพระเจ้าศรีนทรวรมันในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13

ละทิ้งและฟื้นฟู

[แก้]
รากสมพงเลี้อยตามห้อง

หลังจากจักรวรรดิเขมรได้ล่มสลายลงราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 ปราสาทตาพรหมก็ถูกทิ้งร้างและไม่ได้รับการพูดถึงมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ จนกระทั่งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จึงได้เริ่มความพยายามในการบูรณะโดยสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ[8]

ใน ค.ศ. 1992 ยูเนสโกจัดให้ปราสาทตาพรหมเป็นแหล่งมรดกโลก การบูรณะและฟื้นฟูตาพรหมเป็นโครงการร่วมมือระหว่างกรมสำรวจโบราณคดีอินเดียกับ APSARA (Authority for the Protection and Management of Angkor and the Region of Siem Reap)[9]

ใน ค.ศ. 2013 กรมสำรวจโบราณคดีอินเดียบูรณะส่วนต่างๆ ของบริเวณวิหารเกือบทั้งหมด โดยบางส่วนก่อสร้างขึ้นใหม่หมด[9] ทางเดินไม้ ชานชาลา และราวบันไดเชือกถูกสร้างขึ้นรอบ ๆ สถานที่เพื่อปกป้องโบราณสถานจากความเสียหายเพิ่มเติมจากนักท่องเที่ยว

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 การบูรณะหอนางระบำ (Hall of Dancers) เสร็จสมบูรณ์[10]

ภาพ

[แก้]
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 "Ta Prohm". Lonely Planet.
  2. Shoard, Catherine (25 November 2010). "Holy Jolie: Cambodian temple takes Angelina's name". The Guardian.
  3. 1 2 "Ta Prohm". Atlas Obscura.
  4. Glaize, p.143. For the text of the foundational stele and its translation into French, see Coèdes, "La stèle de Ta-Prohm."
  5. Coedès, George (1968). Walter F. Vella (บ.ก.). The Indianized States of Southeast Asia. trans.Susan Brown Cowing. University of Hawaii Press. ISBN 978-0-8248-0368-1.
  6. Freeman and Jacques, p.136.
  7. Glaize, p.143.
  8. Glaize, p.141.
  9. 1 2 "ASI rebuilding the glory of Buddhist complex in Cambodia". The Hindu. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-07-31.
  10. Sokny, Chea (15 November 2022). "Ta Prohm's 'Hall of Dancers' set for tourists". The Phnom Penh Post.

อ่านเพิ่ม

[แก้]
  • Albanese, Marilia (2006). The Treasures of Angkor (Paperback). Vercelli: White Star Publishers. ISBN 88-544-0117-X.
  • Coèdes, George. "La stèle de Ta-Prohm," in Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient, Vol.6, No.1-2 (1906), pp. 44–86. This article, written in French by Angkor-scholar Coedes, gives the original text of the foundational stele at Ta Prohm, as well as a French translation of the text. The article is available online at gallica.bnf.fr, the website for the Bibliothèque nationale de France.
  • Freeman, Michael and Jacques, Claude. Ancient Angkor. River Books, 1999. ISBN 0-8348-0426-3.
  • Glaize, Maurice (1993). "The Monuments of the Angkor Group". theangkorguide.com.
  • Jessup, Helen Ibbitson; Brukoff, Barry (2011). Temples of Cambodia - The Heart of Angkor (Hardback). Bangkok: River Books. ISBN 978-616-7339-10-8.
  • Rooney, Dawn. Angkor: An Introduction to the Temples. Odyssey Publications 3rd edition 1999.ISBN 962-217-601-1.
  • Bruno Bruguier, Juliette Lacroix, (2009). Phnom Penh et les provinces méridionales. Guide archéologique du Cambodge, Reyum. ISBN 9789995055417.