สโมสรกีฬาราชประชา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ราชประชา บีทียู
ราชประชานนทบุรี.png
ชื่อเต็ม สโมสรกีฬาราชประชา
ฉายา ตราชฎากรุงเทพธนบุรี
ก่อตั้ง พ.ศ. 2511
สนาม ม.เทคโนราชมงคลรัตนโกสินทร์
ความจุ 1,000
เจ้าของ
ประธาน ไทย พลตรี หม่อมหลวงสุปรีดี ประวิตร
ผู้จัดการ ไทย ประพันธ์ เปรมศรี
ผู้ฝึกสอน ไทย พัฒนพงษ์ ศรีปราโมช
ลีก ดิวิชั่น 2
ฤดูกาล 2555
อันดับล่าสุด อันดับที่ 6
เว็บไซต์
ฤดูกาลปัจจุบัน
ทีมเหย้า
ทีมเยือน1

สโมสรกีฬาราชประชา เป็นสโมสรฟุตบอล ในประเทศไทย ปัจจุบันลงเล่นในไทยแลนด์ดิวิชั่น 2 ถือเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศไทย สโมสรได้รับการยกย่องในด้านการสนับสนุนนักฟุตบอลเยาวชน และถือเป็นสโมสรหนึ่งที่ผลิตนักฟุตบอลป้อนเข้าสู่ที่ชาติไทยมากที่สุดตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี สโมสรกีฬาราชประชายังได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของฟุตบอลอาชีพในประเทศไทย เนื่องจากเป็นทีมที่ลงแข่งขันฟุตบอลสโมสรในระดับสูงสุดทีมแรกที่ไม่ใช่ทีมราชการ,รัฐวิสาหกิจ,ทหาร,ตำรวจ,ธนาคาร หรือ ตัวแทนบริษัทห้างร้านใหญ่ๆ หากแต่เป็นเพียงทีมที่ทำฟุตบอลอย่างเดียวเท่านั้นโดยไม่มีกิจการอื่นมาคอยสนับสนุนงบประมาณ

สโมสรถูกก่อตั้งอย่างเป็นทางการครั้งแรกในชื่อ "ทีมราชประชานุเคราะห์ดับเพลิง" โดย พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร สโมสรลงเล่นอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511 กับสโมสรทหารอากาศ และได้ขับเคี่ยวยืนหยัดในวงการฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนานจะถึงปัจจุบัน

ราชประชาเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในบรรดาสโมสรไทยด้วยการชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานประเภท ก. 4 ครั้ง , ถ้วยพระราชทานประเภท ข. 1 ครั้ง, ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ 2 ครั้ง, ถ้วยพระราชทาน มวก.นนทบุรี 2 ครั้ง, เอฟเอคัพ 5 ครั้ง (มากกว่าทุกสโมสร) และ ไทยแลนด์ดิวิชั่น 2 1 ครั้ง

ประวัติสโมสร[แก้]

พ.ศ. 2509 - พ.ศ. 2519[แก้]

สโมสรกีฬาราชประชา ก่อตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2509 โดย พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ในชื่อ ทีมฟุตบอลราชประชานุเคราะห์ดับเพลิง ในขณะนั้น พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการตำรวจดับเพลิง เป็นประธานฝ่ายปฏิบัติการพิเศษของมูลินิธิราชประชานุเคราะห์ อีกทั้งยังรับผิดชอบงานฟุตบอลของสโมสรตำรวจด้วย สโมสรราชประชานุเคราะห์จึงได้ก่อตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นทางการในปี พ.ศ. 2509 ด้วยแนวคิดที่ว่า กีฬา เท่านั้นที่จะเบี่ยงเบนความสนใจด้านอบายมุขของเยาวชนได้ โดยเดิมนั้นมูลนิธิฯ ได้จัดให้มีการอบรมลูกเสือราชประชาฯ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร จึงได้เสริมกีฬาเข้าไปในหลักสูตรลูกเสือ ท่านได้นำนักเตะดังในยุคนั้นมาฝึกสอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ เดิมนั้น ราชประชานุเคราะห์ริเริ่มด้วยการเป็นทีมเยาวชนของสโมสรตำรวจ

สโมสรราชประชานุเคราะห์ลงแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511 กับสโมสรทหารอากาศ ในฟุตบอลการกุศลช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช ราชประชาฯเอาชนะสโมสรทหารอากาศ แชมป์ถ้วย ก. ในขณะนั้น ไปได้ 1-0 งานฟุตบอลการกุศลครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกเพลงสดุดีมหาราชาได้ถูกบรรเลงและขับร้อง ต่อหน้าสาธารณชน ด้วความโด่งดังของสโมสรที่สามารถพิชิต ทหารอากาศ ได้ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้เชิญราชประชาฯ ให้เข้าร่วมการแข่งขัน ถ้วยพระราชทานประเภท ก. โดยไม่ต้องไต่ชั้น ซึ่งส่งผลให้ ราชประชาฯ ต้องแยกตัวมาบริหารจัดการเอง และไม่ขึ้นกับ ทีมตำรวจ อีกต่อไป

ในปี พ.ศ. 2514 ราชประชาฯ ทำในสิ่งที่ไม่มีสโมสรไหนในประเทศไทยเคยทำมาก่อน คือการส่งนักฟุตบอลไปฝึกที่ประเทศเยอรมันตะวันตกเป็นเวลา 2 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นการลงทุนที่ได้ผลทันตาเห็นเมื่อราชประชาฯ กลับมาคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานประเภท ก. ในต้นปี พ.ศ. 2515 ในทันที นักเตะดังของราชประชาฯในชุดประวัติศาสตร์นี้ ได้แก่ ณรงค์ สังข์สุวรรณ, ประพนธ์ ตันตริยานนท์, ทินกร แพทย์เจริญ, สัมฤทธิ์ เสชนะ, เชิดศักดิ์ ชัยบุตร, โรจนะ สมุนไพร, เพ็ญพัฒน์ วงษ์สวรรค์ โดยมีผู้ฝึกสอนคือ ยรรยง ณ หนองคาย และ กุนเธ่อร์ กลอมบ์

เมื่อกลางปีเดียวกันนั้น 8 นักเตะราชประชาฯ ได้รับโอกาสสุดพิเศษ ติดทีมกรุงเทพ 11 พบกับทีมซานโต๊ส ที่นำโดย "ไข่มุกดำ" เปเล่ และท้ายที่สุดในปลายปี ราชประชาฯสามารถคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ มาครองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ทำให้เป็นสโมสรแรกในประเทศไทยที่สามารถคว้าดับเบิลแชมป์ได้สำเร็จ คือการนำถ้วยพระราชทานประเภท ก. ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนำถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ มาประดิษฐานควบคู่กันได้

ต่อมาราชประชานุเคราะห์ต้องเผชิญกับวิกฤตการเมืองในปี พ.ศ. 2516 ซึ่งทำให้ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจดับเพลิงไปด้วย และทำให้นักฟุตบอลของสโมสรที่เป็นตำรวจต้องถูกสั่งย้ายไปรับราชการในที่ต่างๆกัน

ในปีเดียวกันนั้นเองสโมสรราชประชานุเคราะห์ แยกตัวออกจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เพื่อความสะดวกในการบริหารงานและการบัญชี โดยเปลี่ยนชื่อสโมสรใหม่ว่าสโมสรกีฬาราชประชา พร้อมได้โค้ชใหม่อย่าง ประวิทย์ ไชยสาม

ในปีต่อมา สโมสรๆได้สถาปนาทีมเยาวชนของสโมสรเอง ภายใต้ชื่อ "ทีมพัฒนาเยาวชน" หลังจากที่นักเตะชุดบุกเบิกเริ่มปลดระวางลงไป นักเตะสายเลือดใหม่ของราชประชาในยุคนี้ที่ถูกดันขึ้นมาได้แก่ วศิณ มาศพงษ์, ประพันธ์ เปรมศรี, ประพนธ์ พงษ์พานิช, วิทยา เลาหกุล, วรวรรณ ชิตะวณิช, สุทิน ไชยกิตติ, สุรัก ไชยกิตติ, มาด๊าด ทองท้วม

พ.ศ. 2520 - พ.ศ. 2529[แก้]

ราชประชาเสีย วิทยา เลาหกุล ที่ไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่น (และเยอรมันในเวลาต่อมา) แต่ก็ได้นักเตะรุ่นใหม่มาเข้ามาเพิ่มอีกอาทิเช่น สมปอง นันทประภาศิลป์, ศักดริน ทองมี, สาธิต จึงสำราญ นักเตะราชประชาบ่มเพาะฝีเท้าจนกระทั่งประสบความสำเร็จสูงสุดในปี พ.ศ. 2523-2524-2525 คือได้แชมป์ถ้วยพระราชทานประเภท ก. ในปี พ.ศ. 2523 แชมป์ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ ในปี พ.ศ. 2524 และได้แชมป์ ถ้วยพระราชทานประเภท ก. อีกครั้งในปี พ.ศ. 2525 นับเป็นครั้งที่ 2 ที่สโมสรสามารถนำถ้วยพระราชทานสูงสุดทั้ง 2 ใบ มาประดิษฐานควบคู่กันได้

ในปี พ.ศ. 2527 ร.ท.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร บุตรชายของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร เริ่มเข้ามามีบทบาทในสโมสรมากขึ้นหลังจากที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ หนึ่งในแนวคิดใหม่ของราชประชาในยุคนี้คือการเป็นทีมแรกในประเทศไทยที่มีสปอนเซอร์หน้าอกเสื้อ ด้วยความอนุเคราะห์จาก คุณพรเทพ เตชะไพบูลย์ และ สุราแม่โขง แม่โขงและราชประชายังได้ร่วมมือกันริเริ่มโครงการ "ราชประชา แกรนด์ทัวร์" คือการนำทีมราชประชาไปตระเวนแข่งขันกับทีมท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้สัมผัสกับดารานักฟุตบอลระดับประเทศ

ในปี พ.ศ. 2529 ราชประชาได้รับโอกาสสุดพิเศษ ลงแข่งนัดกระชับมิตร กับ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ยอดทีมจากเกาะอังกฤษ โดยราชประชาพ่ายไปแบบประทับใจคนไทย 2-0

พ.ศ. 2530 - พ.ศ. 2539[แก้]

ราชประชาสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อโค้ชประวิทย์ ไชยสามถึงแก่อนิจกรรม จึงได้ดันนักเตะรุ่นใหญ่ของทีมอย่าง สุทิน และ สุรัก ไชยกิตติ ให้มาเป็นโค้ชแทน นักเตะรุ่นใหม่ของราชประชาในยุคนี้ได้แก่ สราวุธ สุขประเสริฐ, ยุทธนา พลศักดิ์, อนุพงษ์ พลศักดิ์, พัฒนพงษ์ ศรีปราโมช, พัทยา เปี่ยมคุ้ม, สมาน ดีสันเที๊ยะ, ทรงกลด หมื่นนุปิง, อิริค ไชยสงคราม นักเตะราชประชาชุดนี้สามารถคว้าแชมป์ยูคอม เอฟ เอ คัพ ได้ในปี พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2537

ต่อมาสโมสรได้รับความอนุเคราะห์จาก ยูคอม ที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลักภายใต้ชื่อสโมสรใหม่ว่า "ยูคอมราชประชา" ยูคอม นำเงินทุนจำนวนมากมาให้สโมสรจับจ่ายใช้สอยซื้อนักเตะเพิ่ม หนึ่งในนั้นคือการซื้อตัวครั้งประวัติศาสตร์ สโมสรคว้าตัว "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ศูนย์หน้าดรีมทีมจาก ธ.กรุงไทย ในราคา 3 แสนบาท นักเตะชื่อดังอีกหลายคนได้ย้ายเข้ามาอยู่ในสโมสร อาทิเช่น รุ่งเพชร เจริญวงศ์, วิฑูรย์ ถาวรหมื่น, ชูเกียรติ หนูสลุง, บทชาย พ้นยาก, สุชิน พันธุ์ประภาส

ถึงแม้ราชประชาในยุคนี้จะไม่สามารถคว้าแชมป์ได้มากมายเมื่อเทียบกับคุณภาพนักเตะที่มีอยู่ แต่ก็ยังถือว่าประสบความสำเร็จได้รองแชมป์หลายรายการ

พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2549[แก้]

ในปี พ.ศ. 2541 หลังจากที่ฟุตบอลระดับสูงสุดของประเทศ เปลี่ยนรูปแบบจาก ถ้วย ก. มาเป็น ไทยลีก ได้เพียง 3 ปี ราชประชาก็มีเหตุต้องตกชั้น เนื่องด้วยถูกโปรแกรมการฝึกซ้อมของทีมชาติรบกวนตลอดฤดูกาลแข่งขัน ราชประชาลงเล่นในระดับ ดิวิชั่น 1 และได้สร้างดาวรุ่งประดับวงการฟุตบอลไทยในยุคนี้ได้แก่ พิพัฒน์ ต้นกันยา, อภิเชษฐ์ พุฒตาล, สถิติ แพงมา, ไพรัช ทับเกตุแก้ว, อนุชา กิจพงษ์ศรี, ดัสกร ทองเหลา, ยุทธจักร ก้อนจันทร์ แต่กระนั้นก็ไม่สามารถพาทีมกลับขึ้นไปเล่นไทยลีกได้ นักเตะฝีเท้าดีหลายคนต่างค่อยๆ ทยอยกันย้ายออกเพื่ออนาคตที่ดีกว่า จนกระทั่งสโมสรต้องตกชั้นไป ถ้วยพระราชทานประเภท ข. เมื่อปี พ.ศ. 2547

ราชประชาในปี พ.ศ. 2549 ที่ดูเหมือนจะไร้อนาคต ความหวังของสโมสรได้ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง โดย กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตผู้อำนวยการตลาดหลักทรัพย์ ผู้ชื่นชอบในสโมสรมาตั้งแต่เด็ก ที่อาสาเข้ามาบริหารสโมสรแทน พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร กิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้นำเพื่อนสนิทอย่าง ณรงค์วิทย์ อุ่นแสงจันทร์ และ สุชาติ อินทรลักษณ์ มาร่วมทำทีมด้วย ราชประชาชุดใหม่นี้ประกอบนักเตะเยาวชนฝีเท้าดีจากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี อาทิเช่น ธีรศิลป์ แดงดา, รณชัย รังสิโย, วิสูตร บุญเป็ง, นฤพล อรมณ์สวะ, กวิน ธรรมสัจจานันท์, ธีราทร บุญมาทัน, นิรันดร์ พันทอง

พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน[แก้]

ต้นปี พ.ศ. 2550 ราชประชาสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ถึงแก่อนิจกรรม แต่สโมสรก็ต้องเดินหน้าต่อด้วยผู้นำรุ่นต่อไปอย่าง พล.ต.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ราชประชาเริ่มกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ ถ้วยพระราชทานประเภท ข. ในปี พ.ศ. 2551 (แต่เป็นการแข่งขันของฤดูกาล 2550) ทำได้สิทธิ์ขึ้นไปเล่น ดิวิชั่น 2

ในปี พ.ศ. 2552 ราชประชาจับมือกับ อบจ.นนทบุรี ภายใต้ชื่อใหม่ว่า "สโมสรกีฬาราชประชานนทบุรี" พร้อมทั้งตัดสินใจลงหลักปักฐานใช้สนามกีฬาจังหวัดนนทบุรี เป็นสนามเหย้า ราชประชานนทบุรีประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 2 ลีกภูมิภาค ได้อย่างเหลือเชื่อ เนื่องจากเป็นผู้ตามหลังเชียงราย ยูไนเต็ด มาตลอดในรอบมินิลีก นักเตะหลักที่เพิ่มมาจากชุดแชมป์ถ้วย ข. ได้แก่ สุริยา กุพะลัง, กรพรหม จรูญพงศ์, ประกิต ดีพร้อม, โชคดี อินทรลักษณ์, ตามีซี หะยียูโซ๊ะ, เยน เอมิเล่, ดาวุด้า วูลัมป้า, สุภัทร อ้นทอง, ชูศักดิ์ สุวรรณา

ปัจจุบัน ราชประชา แข่งขันอยู่ในระดับ ดิวิชั่น 2

พ.ศ. 2556 สโมสรราชประชา ได้จับมือกับ มหาวิทยาลัยชื่อดังย่านฝั่งธน มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยใช้เด็กจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีเป็นหลักในการแข่งขันดิวิชั่น2 โซน กรุงเทพตะวันตก

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

ชุด ไทยลีก ดิวิชัน 2 2556[1] หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 ไทย GK อรรถพล รู้ธรรม
2 ไทย DF ประสิทธิ์ ตูบไธสง
3 ไทย DF ไอศูรย์ แสนวงษ์
4 ไทย DF วศิน สุดขำ
5 ไทย DF อลงกต ชันแสง
6 ไทย DF พิษณุ ทาติด
7 ไทย MF จักรินทร์ อินทจักร์
8 ไทย MF ทศวรรษ พิทาดำ
9 ฝรั่งเศส FW Tou Maxime
10 มาดากัสการ์ FW Dimitri Carlos Zozimar
11 ไทย FW ศุภกิจ ประทุมศิริ
13 ไทย FW เฉลิมชัย เทียนแก้ว
14 ไทย MF วิสุทธิ์ วงคะสุ่ม
15 มาดากัสการ์ FW Ratsimbafy Heritiana Thierry
16 ไทย DF ปริญญา จันทร์ส่อง
17 ไทย FW ธเนศ จันทร์แก้ว
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
18 ไทย GK กิตติพงศ์ วงษ์ผาบ
19 ไทย MF จิตรกรณ์ วอนิล
20 ไนจีเรีย MF Onyemelukwe Okechukwu Eric
21 ไทย MF รัชภาคย์ ดวงฟ้า
23 ไทย MF ฟูตินันท์ นิวาส
26 ไทย DF ผดุงเกียรติ วิริยะธนกิตติ์
27 ไทย DF ชัยยุทธ คู่มงคลชัย
28 ไทย MF นัฐพล แซมทอง
29 ไทย MF ศิริพงษ์ พันธ์ดี
30 ไทย DF ฉัตรชัย ชัยมาลา
32 ไทย DF อลงกรณ์ ประทุมวงศ์
33 ไทย FW ธนายุต บุญมีฤทธิ์
35 ไทย GK วิทยา วงษ์เอี่ยม
37 ไทย MF วชิระ แจ่มสกุล
39 ไทย DF พงษ์ดนัย บุญกอ
40 ไทย MF เบญจนงค์ ผูกวาจา

ผู้ฝึกสอน[แก้]

ผู้บริหาร[แก้]

อดีตผู้เล่นที่โดดเด่น[แก้]

อดีตโค้ชที่โดดเด่น[แก้]

ผลงาน[แก้]

ผลงานที่ดีสุดในระดับเอเชีย[แก้]

  • เอเชียนคัพวินเนอร์คัพ - รอบ 2 (ฤดูกาล 1995/96)
  • ตูกูมูด้าคัพ (อินโดนีเซีย) - ชนะเลิศ 2 ครั้ง - 2525, 2527
  • โบโดรอยด์ โทรฟี่ อินเดีย - รองชนะเลิศ 2544

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.rajprachafc.com/players.php นักฟุตบอล สโมสรกีฬาราชประชา

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]