วัดเส้าหลิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พิกัดภูมิศาสตร์: 34°30′01″N 112°54′56″E / 34.50028, 112.91556

วัดเส้าหลิน
บริเวณด้านหน้าอาราม "ต้าฉงเป่าเทียน"
บริเวณด้านหน้าอาราม "ต้าฉงเป่าเทียน"

วัดเส้าหลิน (อังกฤษ: Shoalin Temple; จีน: 少林寺; พินอิน: Shàolínsì เส้าหลินซื่อ; แต้จิ๋ว: เสี้ยวลิ้มยี่; คำแปล: วัดป่าบนเขาเส้าซื่อ) เป็นวัดทางพระพุทธศาสนานิกายมหายานที่มีความเก่าแก่อายุมากกว่า 1,500 ปี[1][2][3] ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซานซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนห้ายอดเขาอันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อในประเทศจีน[4] เทือกเขาซงซานเป็นเทือกเขาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศจีน ทั้งในด้านของประวัติศาสตร์และในแวดวงยุทธภพ ประกอบไปด้วยยอดเขาใหญ่น้อยจำนวน 72 ยอด ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็นสองกลุ่มคือในกลุ่มของเขาไท่ซื่อ (จีน: 太室山) จำนวน 36 ยอด และกลุ่มของเขาเส้าซื่อ (จีน: 少室山) จำนวน 36 ยอด ในอำเภอเติงเฟิง เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน อยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองเจิ้งโจวและเมืองลั่วหยาง[5] บริเวณรอบ ๆ วัดเส้าหลินเป็นพื้นที่โล่งกว้าง สำหรับใช้ในการฝึกวิทยายุทธของหลวงจีน รายล้อมด้วยป่าเจดีย์หรือถ่าหลิน ซึ่งเป็นสุสานของเจ้าอาวาสและหลวงจีนในวัดเส้าหลิน ซึ่งมีมาตั้งแต่ในยุคสมัยของราชวงศ์ถัง

วัดเส้าหลินมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในประเทศจีนและในต่างประเทศ ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งวิชาการต่อสู้และศิลปะการป้องกันตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน และได้รับการกล่าวขานอย่างมากในเรื่องของวิทยายุทธ หมัดมวย พลังลมปราณและกังฟูเส้าหลิน ปรากฏชื่อในนิยายกำลังภายในหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งล้วนแต่กล่าวถึงวิชาเพลงหมัดมวย พลังลมปราณหรือกังฟูเส้าหลินอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยายกำลังภายในซึ่งเป็นผลงานของกิมย้งเช่น มังกรหยก, จอมใจจอมยุทธ์, จิ้งจอกภูเขาหิมะ เป็นต้น ปัจจุบันวัดเส้าหลินมีหลวงจีนที่บวชเพื่อศึกษาธรรมะและกังฟูจำนวน 180 องค์[6] โดยมีหลวงจีน ชิ ยงซิน (จีน: 釋永信) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน[7] และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในประเทศจีน ที่ทางรัฐบาลจีนกำลังร้องขอต่อองค์กรยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก[8]

เนื้อหา

[แก้] ประวัติ

พระโพธิธรรมเถระ ต้นกำเนิดวิทยายุทธวัดเส้าหลิน

วัดเส้าหลิน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1038 ในสมัยของไท่เหอเจ้าผู้ครองรัฐวุ่ยเหนือ ในปี พ.ศ. 929 - พ.ศ. 1077 เนื่องจากวัดเส้าหลินตั้งอยู่บนยอดเขาเส้าซื่อ (จีน: 少室) ทางด้านทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน (จีน: 松山) และครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดด้วยป่าหรือหลิน (จีน: ) ในภาษาจีน จึงเป็นที่มาของชื่อ วัดเส้าหลิน วัดเส้าหลินในสมัยบุกเบิกยังไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง หลังจากวัดเส้าหลินสร้างขึ้นมาได้ประมาณ 32 ปี ในปี พ.ศ. 1070 พระโพธิธรรมเถระหรือตั๊กม้อ พระภิกษุจากประเทศอินเดีย ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนานิกายเซนที่วัดเส้าหลินเป็นครั้งแรก เห็นว่าวัดเส้าหลินตั้งอยู่บนเขาซงซานมีความสงบร่มรื่น เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมจนบรรลุพุทธศาสนานิกายเซน จึงเข้าพำนักและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดเส้าหลิน ชื่อเสียงของวัดเส้าหลินจึงอยู่ในฐานะเป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธนิกายเซนในประเทศจีน ทำให้วัดเส้าหลินที่อยู่ท่ามกลางป่าเขา กลายเป็นที่รู้จักของประชาชนเพิ่มมากขึ้น[9]

ตั๊กม้อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาแก่ชาวจีนเป็นอันมาก โดยเฉพาะการพัฒนาวิทยายุทธเส้าหลินให้ลึกล้ำขึ้นกว่าเดิม ถ่ายทอดธรรมะและวิชากังฟูให้แก่หลวงจีนในวัดได้ฝึกฝนเพื่อออกกำลังกายและฝึกสมาธิ เนื่องจากเห็นว่าหลวงจีนส่วนใหญ่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถนั่งสมาธิวิปัสสนาและเจริญกรรมฐานอย่างเคร่งครัด จึงหัดให้หลวงจีนเริ่มฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งควบคู่กับการปฏิบัติธรรม การฝึกสอนวิทยายุทธของตั๊กม้อได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นที่มาของวรยุทธวัดเส้าหลินที่สง่างามและทรงพลังเช่น หมัดเส้าหลิน (Shaolin Chuan) หรือเพลงหมัดเส้าหลิน (Shaolin Ch'uan Fa) รวมทั้งหมด 18 ท่า อีกทั้งเป็นการปฏิรูปวิทยายุทธครั้งสำคัญเช่น การขยายท่าฝ่ามืออรหันต์จาก 18 ท่า เป็น 72 ท่า โดยเล็งเห็นว่าวิชากังฟูของเส้าหลินควรได้รับการถ่ายทอดให้ขยายออกไปเหมือนเช่นเดียวกับนิกายเซนที่ตั๊กม้อได้เดินทางมาเผยแพร่

เจตนารมณ์ของตั๊กม้อประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ศิษย์ของตั๊กม้อเมื่อลาสิกขาออกไปจากวัดเส้าหลินแล้ว ส่วนใหญ่กลายเป็นวีรบุรุษของชาวจีนที่รู้จักกันเป็นอย่างดีเช่นงักฮุย แม้ในประเทศจีนจะมีวัดอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากความเก่าแก่ประกอบกับชื่อเสียงอันโด่งดังในด้านของวิชากังฟูเส้าหลิน เป็นเหตุให้หลวงจีนหลาย ๆ องค์นิยมเดินทางมาบวชเพื่อศึกษาธรรมะและกังฟูที่วัดเส้าหลิน ส่งผลให้ผู้คนมากมายเริ่มเดินทางเข้าวัดเส้าหลินเพื่อฝึกฝนวิชากังฟูจนได้รับความนิยมในเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นมหาอำนาจกำลังภายในของจีนมากว่าพันปี ทั้งยังเกิดสาขาวัดเส้าหลินนับสิบแห่งทั่วทุกมุมของโลก[10]

ตามตำนานจีนโบราณ ศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลินมีต้นกำเนิดจากการที่หลวงจีนในวัดเส้าหลิน ใช้วิชากังฟูเพื่อฝึกฝนร่างกายและออกกำลังกาย เพื่อเป็นการขจัดความเมื่อยล้าจากการนั่งสมาธิวิปัสนากรรมฐานเป็นเวลานาน ต่อมาได้มีการพัฒนาจนกลายเป็นรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดเส้าหลิน ชาวจีนเชื่อกันว่าผู้ที่คิดค้นสุดยอดวิชากังฟูเส้าหลินคือปรมาจารย์ตั๊กม้อ พระภิกษุผู้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากชมพูทวีป เพื่อมาเผยแพร่พุทธศาสนานิกายเซน เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดเส้าหลิน และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามบันทึกบน "ถังไท่จงชื่อเส้าหลินซื่อจู่เจี้ยวเปย" แท่นหินสลักคำสอนหลักของวัดเส้าหลินระบุว่า หลวงจีน 13 องค์ของวัดเส้าหลิน ได้เข้าช่วยเหลือจักรพรรดิถังไท่จงหรือหลี่ซื่อหมินแห่งราชวงศ์ถัง ในระหว่างปี พ.ศ. 1161 - พ.ศ. 1450 ฝ่าวงล้อมในระหว่างการสู้รบกับทหารของราชวงศ์สุยตอนปลายจนได้รับชัยชนะ ต่อมาถังไท่จงได้ทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีนที่ร่วมในการสู้รบให้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพ พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่และสิงโตหิน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอารามหน้าวัดเส้าหลินจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้ทรงอนุญาตให้หลวงจีนวัดเส้าหลินเข้าร่วมฝึกซ้อมแบบทหารร่วมกับกองกำลังทหารในราชสำนัก[11]

ในขณะเดียวกันถังไท่จงก็ทรงอนุญาตให้หลวงจีนวัดเส้าหลินสามารถฆ่าสัตว์ตัดชีวิตรวมทั้งสามารถฉันเนื้อสัตว์ได้ และจากการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ จากราชสำนัก ทำให้วัดเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ในสมัยซ่งหรือซ้อง ในปี พ.ศ. 1503 - พ.ศ. 1822 กังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด จนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ในปี พ.ศ. 2159 - พ.ศ. 2454 และในปี พ.ศ. 2270 หลังการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงได้ประมาณ 5 ปี จากเหตุผลทางการเมือง ราชสำนักได้ลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง แม้ว่าหลวงจีนวัดเส้าหลินจะถูกห้ามไม่ให้ฝึกกังฟู แต่ยังคงมีการลักลอบแอบฝึกกังฟูกันอย่างลับ ๆ ทั้งในและนอกวัดเส้าหลิน ทำให้วิชากังฟูแบบเส้าหลินยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

วัดเส้าหลินดั้งเดิมนั้นถูกเผาทำลายไปตั้งแต่สมัยจักรพรรดิหยงเจิ่งส่งกองทัพมากวาดล้างและเผาทำลายวัดเส้าหลิน แต่ถึงอย่างไรก็ตามกังฟูเส้าหลินที่มีรากฐานมาจากวันเส้าหลินแห่งแรกในเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอหนาน ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศจีนและทั่วทุกแห่งในโลก ในส่วนของวัดเส้าหลินที่ถูกเผาทำลาย ปัจจุบันมีการทำนุบำรุงบูรณะหลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 1,500 ปี วัดเส้าหลินการถูกเผาครั้งยิ่งใหญ่จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน และตั้งแต่ใน ปี พ.ศ. 2000 วัดเส้าหลินมีการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ รื้อบริเวณรอบ ๆ ที่ถูกไฟเผาไหม้ ปลูกต้นไม้ มีการสร้างอารามต่าง ๆ ขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างสวยงามในปี พ.ศ. 2400 ปัจจุบันในประเทศจีนมีวัดเส้าหลินสามแห่ง แห่งแรกตั้งอยู่บนเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอนาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดพุทธศาสนานิกายเซนและกังฟูเส้าหลิน แห่งที่สองตั้งอยู่ที่ภูเขาผานซาน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หงวน และแห่งที่สามตั้งอยู่ที่ภูเขาจิ่วเหลียนซาน มณฑลฮกเกี้ยน เรียก "สำนักเสี้ยวลิ้มใต้" คู่กับ "สำนักเสี้ยวลิ้มเหนือ" ที่ภูเขาซงซาน สำนักใหญ่ของวัดเส้าหลิน[12] แบ่งออกเป็น 2 สายหลัก ๆ คือสายพระบู๊ซึ่งเป็นสายของการการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลินของตั๊กม้อ และสายพระวินัยซึ่งเป็นสายที่เน้นการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพุทธศาสนาเป็นสำคัญ[13]

[แก้] สถาปัตยกรรม

ป่าเจดีย์ สุสานเจ้าอาวาสและหลวงจีนในวัดเส้าหลิน

สถาปัตยกรรมภายในวัดเส้าหลินมีเป็นจำนวนมาก บริเวณรอบ ๆ ด้านหน้าของอารามต้าฉงเป่าเทียนประกอบด้วยอารามหลายหลัง ซึ่งล้วนแต่เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณที่มีความงดงามเฉพาะตัวเช่น อารามตั๊กม้อ, อารามไป๋อี, อารามพระพุทธ, อารามเจ้าอาวาส โดยเฉพาะอารามเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินในเทือกเขาซงซาน เคยใช้เป็นสถานที่สำหรับต้อนรับวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย[14] ภายในอารามหลวงหรืออารามตั๊กม้อมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวจีนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเดินทางมากราบไว้สักการบูชา ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ภายรอบนอกบริเวณอารามหลวง มีรูปสลักวิชากังฟูเส้าหลินทั้งชายและหญิงในกระบวนท่าต่าง ๆ จำนวน 24 กระบวนท่า โดยแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ เช่น โซนกระบวนท่าการฝึกขั้นพื้นฐาน โซนกระบวนท่านั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน ฯลฯ และรูปปั้นพระโพธิธรรมหรือปรมาจารย์ตั๊กม้อ ผู้ให้กำเนิดวิชากังฟูเส้าหลิน รายล้อมด้วยป่าเจดีย์จำนวนมากกว่า 200 องค์ ซึ่งเป็นสุสานสำหรับฝังเจ้าอาวาสและหลวงจีนวัดเส้าหลิน ที่มีรูปแบบและลักษณะแตกต่างลดหลั่นกันไปตามแต่ฐานะของผู้ที่เสียชีวิต ป่าเจเดีย์รอบ ๆ บริเวณวัดเส้าหลินจัดเป็นแหล่งโบราณสถานที่มีวัตถุก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมและปติมากรรมอันควรค่าแก่การศึกษาค้นคว้าของประเทศจีน

บริเวณหน้าวัดเส้าหลินมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่และรูปปั้นสัตว์มงคลตามตำนานเทพเจ้าจีนเช่น ปีซีซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีน ปีซีนั้นมีร่างกายเป็นเต่าแต่มีส่วนหัวเป็นมังกร มีความแข็งแรง ซุกซน ดื้อดึง และด้วยความที่แข็งแรงและซุกซน ปีซีจึงสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฏรชาวจีน จนเรื่องทราบถึงเจ้าแม่กวนอิมจึงเสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อปราบความซุกซนของปีซีด้วยการใช้แผ่นหินทับไว้บนหลัง เพื่อให้ปีซีฟังพระสวดมนต์ รูปสลักปีซีในบริเวณวัดเส้าหลินจึงมักปรากฏอยู่ใกล้ ๆ บริเวณกระถางธูป ตามความเชื่อแต่โบราณเหมือนกับว่าเพื่อให้ปีซีได้กลิ่นธูปและฟังเสียงพระสวดมนต์

ชาวจีนนิยมเดินทางมาวัดเส้าหลินและนิยมขอพรจากปีซีด้วยการใช้มือลูบไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเช่น ถ้าลูบบริเวณส่วนหัวของปีซีเชื่อว่าจะโชคดี ถ้าลูบบริเวณลำคอเชื่อว่าจะปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าลูบไปตามซี่ฟันของปีซีจะมีโชคลาภทรัพย์สิน และสำหรับผู้ที่ต้องการจะมีบุตรให้ลูบบริเวณส่วนหลังของปีซี ปัจจุบันวัดเส้าหลินบนเทือกเขาซงซานกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจีน นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชาวจีนเองก็นิยมเดินทางมาเที่ยวชมและสักการบูชาพระพุทธรูปทีวัดเส้าหลิน เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดเขาจึงมีอากาศบริสุทธิ์และค่อนข้างหนาวเย็น[15]

[แก้] วิทยายุทธวัดเส้าหลิน

วิทยายุทธวัดเส้าหลิน เป็นการฝึกฝนและเสริมสร้างสมรรถภาพของร่างกายที่ดีที่สุดทางหนึ่งของหลวงจีนในวัดเส้าหลิน เป็นการฝึกฝนเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย เสริมสร้างสมาธิ สติปัญญา ความมีระเบียบวินัยและคุณธรรม วิทยายุทธวัดเส้าหลินว่ามีความรุนแรงในการปะทะเป็นอย่างมาก ซึ่งเกิดจากพลังลมปราณภายในร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นเวลานาน สามารถทะลวงพื้นอิฐให้เป็นรอยยุบได้อย่างง่ายดาย ความรุนแรงของวิทยายุทธวัดเส้าหลินสามารถเพิ่มแรงในการต่อสู้ด้วยกำลังภายในหรือพลังลมปราณที่หมั่นฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา

วิทยายุทธของวัดเส้าหลิน มีจุดเริ่มต้นจากรากฐานของวิทยายุทธที่มีความแตกต่างจากสำนักอื่น วิทยายุทธและศิลปะการต่อสู้ของวัดเส้าหลินโดยเฉพาะศิลปะการต่อด้วยสู้มือเปล่า เป็นวิทยายุทธที่เป็นที่เลื่องลือมากที่สุดในกระบวนท่าทั้งหมด เกิดจากการประยุกต์ขึ้นจากธรรมชาติแวดล้อมผนวกกับวิทยายุทธลมปราณที่เกิดจากการนั่งสมาธิวิปัสสนา กลายเป็นกำลังภายในที่มีองค์ประกอบพื้นฐานอยู่หลายอย่างอันเป็นเอกลักษณ์ได้แก่[16]

  • เพลงหมัดอรุโณทัย (First Strike) เป็นวิทยายุทธต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่มีความรวดเร็วในการโจมตี ซึ่งเร็วกว่าศัตรูเมื่อปล่อยหมัดออกพร้อมกัน
  • วิทยายุทธตัวเบาเส้าหลิน (Flying) เป็นวิทยายุทธพื้นฐานเพื่อใช้สำหรับหลบหนีสัตว์ร้ายในป่าเช่น เสือ หมาป่า ที่วิ่งได้เร็วกว่า เมื่อใช้วิทยายุทธตัวเบา หลวงจีนวัดเส้าหลินสามารถลอยตัวกลางอากาศได้ในระยะหนึ่ง
  • วิทยายุทธคงกระพันเส้าหลิน (Protection) หลวงจีนวัดเส้าหลินมักใช้ว่านชนิดหนึ่งผสมน้ำอาบชำระล้างร่างกายทุกวัน ซึ่งว่านที่ใช้ผสมน้ำอาบนั้นมีสรรพคุณทางป้องกันร่างกายจากอาวุธทุกประเภทได้เป็นอย่างดี
  • วิทยายุทธลมปราณ (Trample) เกิดจากการกำหนดจิตและกายรวมเป็นหนึ่ง ลมปราณจากการกำหนดพลังแฝงภายในร่างกายจะแสดงออกมาในรูปของเพลงหมัดและเพลงเตะที่มีความหนักแน่นและดุดัน

[แก้] รากฐานของกังฟูเส้าหลิน

รากฐานของกังฟูเส้าหลินได้แก่พลังลมปราณและวิทยายุทธ ถือกำเนิดขึ้นโดยพระโพธิธรรม สาเหตุของการฝึกกังฟูเส้าหลินนอกเหนือจากการเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายให้แข็งแรงแล้ว เหตุผลสำคัญอีกประการในการฝึกกังฟูมาจากสถานที่ตั้งของวัดเส้าหลินซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาซงซานรายล้อมด้วยป่าไม้จำนวนมาก รวมทั้งในป่ารอบ ๆ วัดเส้าหลินมีสัตว์ร้ายนานาชนิด หลวงจีนในวัดเส้าหลินจึงต้องมีการฝึกวิทยายุทธไว้ต่อสู้ป้องกันตัวและได้รับการพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งรากฐานกังฟูวัดเส้าหลินมาจากท่วงท่าการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมของสัตว์เช่นหมัดตระกูลหงส์ เป็นการเลียนแบบท่าทางของหงส์

วิชาหมัดเมาซึ่งเป็นอีกหนึ่งในวิชากังฟูเส้าหลินที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก โดยกฎของทางวัดเส้าหลิน การดื่มสุราและของมึนเมาทุกชนิดเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ลีลาท่าทางของวิชาหมัดเมาที่เดินไม่ตรงทาง เอียงซ้าย เอียงขวา ตัวโก่งงอ บิดเอวและแขนขาไปมา ในขณะที่มือทำท่าราวกับจับไหเหล้าเอาไว้ตลอดเวลา นาน ๆ ครั้งจึงทำท่ายกขึ้นมาด้วยท่าทางราวกับกำลังดื่มกินพร้อมกับเดินเซเซหลังไปมา ตีลังกาหน้าและหลัง ซึ่งลักษณะของคนเมาทั้งหมดนี้ รวมทั้งกระบวนท่าต่าง ๆ ที่หลวงจีนวัดเส้าหลินทำการฝึกฝน แทบจะไม่ต่างจากบุคลิกและลักษณะท่าทางของคนเมาแม้แต่น้อย เป็นการใช้จินตนาการในการเลียนแบบท่าทางและความรู้สึกของคนเมา ซึ่งแท้จริงแล้ววิชาหมัดเมาของวัดเส้าหลิน เป็นการฝึกกำลังช่วงขาและเอว[16]

[แก้] พลังลมปราณ

การฝึกกังฟูเส้าหลิน กำลังภายในร่างกายเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ต้องกำหนดจิตและรวบรวมพลังลมปราณให้ออกในจุดที่ต้องการมากที่สุด พลังลมปราณเป็นพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาในขณะที่กำลังออกกำลังกายหรือต่อสู้กับศัตรู พลังลมปราณเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็นพลังที่มีอยู่จริงในร่างกายของมนุษย์ทุกคน[17] สามารถสัมผัสหรือรู้สึกได้ด้วยการเพ่งพิจารณาโดยจิตที่เป็นสมาธิ ดังนั้นชาวจีนโบราณจึงมีความเชื่อว่าถ้าหากต้องการจะมีอายุยืนยาว มีสุขภาพแข็งแรง มนุษย์จะต้องทำตนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับฟ้าให้ได้โดยผ่านการหายใจที่ถูกต้อง[18] พลังลมปราณเป็นพลังที่ดำรงอยู่ในจักรวาลประกอบจากพลังงาน 6 ชนิด ตามความเชื่อของวิชาการแพทย์โบราณของจีน พลังงานของลมปราณเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถเคลื่อนไหวและมีชีวิตอยู่ได้[19]

[แก้] กังฟูเส้าหลิน

กังฟูหมายถึงวิชาที่ว่าด้วยการใช้เทคนิคในการเข้าปะทะต่อสู้เป็นสำคัญ มีรูปแบบการร่ายรำ กระบวนยุทธและชั้นเชิงในการต่อสู้เป็นหลัก ในการฝึกกังฟูจะมีหลักศิลปะกายบริหารที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยมุ่งเน้นการประสานพลังภายในและภายนอกซึ่งเป็นจุดเด่นโดยเฉพาะของกังฟู กังฟูเส้าหลินเป็นการถ่ายทอดวิชากังฟูแบบโบราณจากรุ่นสู่รุ่นมานานกว่าพันปี การฝึกกังฟูควบคู่กับการศึกษาพระธรรมของหลวงจีนวัดเส้าหลิน ไม่ได้เป็นการฝึกฝนไว้เพื่อต่อสู้หรือทำร้ายผู้อื่น แต่เป็นการฝึกฝนเพื่อให้เข้าถึงธรรมะและเป็นอีกทางที่เข้าสู่ธรรม ทำให้มีสมาธิเพิ่มมากขึ้น มีความรู้กว้างขวาง ทำสมาธิเพื่อให้จิตใจโล่งและสงบทำให้เข้าถึงแก่นธรรมได้มากขึ้น[16]

ภายหลังจากตั๊กม้อได้เดินทางมาเผยแพร่พุทธศาสนานิกายเซนในจีน และพำนักที่วัดเส้าหลิน ได้สังเกตเห็นว่าการที่หลวงจีนแต่ละองค์มีร่างกายอ่อนแอ ไม่แข็งแรง เมื่อนั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐานนาน ๆ อาจทำให้สุขภาพร่างกายเกิดการเสื่อมถอยเนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกาย จึงคิดค้นวิชากังฟูและเพลงหมัดมวยขึ้น โดยพิจารณาจากท่วงท่าและกิริยาของสรรพสัตว์ในป่าบนเทือกเขาซงซาน นำมาดัดแปลงเป็นกระบวนท่าต่าง ๆ ที่เหมาะสมให้หลวงจีนวัดเส้าหลินฝึกฝน ภายใต้การเคลื่อนไหวเพาะบ่มร่างกายและความสงบนิ่ง เพาะบ่มจิตใจให้บริสุทธ์เพื่อเข้าถึงแก่นของธรรมะ และนำไปใช้ในการป้องกันตัว[20] วิชากังฟูในยุคแรกที่ตั๊กม้อเป็นผู้คิดค้นขึ้น เริ่มจากกระบวนท่าพื้น ๆ อย่างเสือ กวาง วานร นกและหมี และได้รับการพัฒนาสู่กระบวนท่าอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นหลังจากตั๊กม้อถ่ายทอดวิชากังฟูให้แก่หลวงจีนวัดเส้าหลินควบคู่กับการปฏิบัติธรรม กิจวัตรประจำวันหลังจากทำวัตรเช้า ทำสมาธิสวดมนต์เสร็จสิ้น หลวงจีนวัดเส้าหลินต่างฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงด้วยการรำเพลงมวยและฝึกกังฟูเส้าหลินมาเป็นเวลานานกว่าพันปีจนถึงปัจจุบัน

การฝึกกังฟูของหลวงจีนวัดเส้าหลินจะเริ่มฝึกในช่วงเช้าตรู่ของแต่ละวัน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการศึกษาและท่องพระธรรม และในขณะเดียวกันใช้ช่วงเวลาเช้า 2 ชั่วโมง และช่วงบ่ายอีก 2 ชั่วโมงในการฝึกกังฟู โดยคงรูปแบบกระบวนท่าต่าง ๆ จากวัฒนธรรมการฝึกดั้งเดิมของกังฟูเส้าหลิน จากประวัติที่บันทึกกระบวนท่ากังฟูเส้าหลินทั้งหมด 708 ชุด หลวงจีนวัดเส้าหลินจะเลือกฝึกบางกระบวนท่าเท่านั้น ยกเว้นการฝึกขั้นพื้นฐานคือหมัดวัดเส้าหลิน ในส่วนของวิชาหมัดมวย กังฟูเส้าหลินยังคงเอกลักษณ์สำคัญที่การดัดแปลงท่วงท่ามาจากสัตว์นานาชนิด หลากหลายรูปแบบ โดยกระบวนท่าที่ได้รับความนิยมคือ หมัดพยัคฆ์ มวยเหยี่ยว ตั๊กแตนสวดมนต์ กระเรียนขาว เสือดาว ราชสีห์ นาคี มังกร[16] ฯลฯ ซึ่งในการฝึกวิชาหมัดมวยนั้นจะได้ทั้งพละกำลังภายนอกภายในและการสงบจิตใจตามมาด้วย

การฝึกกังฟูเส้าหลินท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บท่ามกลางหิมะ เป็นหนึ่งในกิจกรรมปกติของหลวงจีนวัดเส้าหลิน ความยากลำบากในการฝึกฝนถือเป็นการเพาะบ่มจิตใจให้เข้มแข็ง การนั่งสมาธิท่ามกลางหิมะ ถือเป็นวิธีการฝึกบำเพ็ญตบะอย่างหนึ่งตามวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของวัดเส้าหลิน ถ้าหลวงจีนองค์ไหนนั่งสมาธิสาย จะถูกลงโทษด้วยการให้นั่งคุกเข่าบนพื้นหิมะจนกว่าจะหมดธูปหนึ่งก้าน[21] ในประเทศจีนวิชากังฟูของวัดเส้าหลินมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก กังฟูหลายอย่างในจีนล้วนแต่มีต้นกำเนิดมาจากกังฟูวัดเส้าหลินทั้งสิ้น รวมถึงวิชาหมัดมวยเส้าหลินที่ปรากฏในภาพยนตร์จีนกำลังภายในหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งมักปรากฏภาพหมัดนกกระเรียนขาว หมัดมังกรเส้าหลินเหนือ กระบวนท่าของเส้าหลินเหนือมักเน้นการเตะในขณะที่เส้าหลินใต้เน้นกระบวนท่าที่ใช้ฝ่ามือจู่โจม วิชาหมัดมวยเด่น ๆ เช่นหมัดเสือดำ หมัดนกกระเรียนของวัดเส้าหลิน แท้จริงแล้ววิชากังฟูเส้าหลินไม่มีการแบ่งแยกเป็นฝ่ามือและเท้า กังฟูเส้าหลินแต่โบราณที่ใช้ในการต่อสู้ต้องพร้อมด้วยหมัด มือและฝ่าเท้า

[แก้] กระบวนท่า

[แก้] 18 อรหันต์

18 อรหันต์ (จีน: 十八罗汉的来历) ในวัดเส้าหลินโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกล่าวถึงด่าน 18 อรหันต์, ค่ายกล 18 อรหันต์, 18 ด่านมนุษย์ทองคำและการฝึกเพลงหมัดมวยในสมัยโบราณ เมื่อหลวงจีนวัดเส้าหลินสำเร็จวิชาถึงขั้นสูงสุด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝ่าด่าน 18 อรหันตร์ให้ได้เสียก่อน จึงจะถือว่าสำเร็จวิชากังฟูจากวัดเส้าหลินอย่างแท้จริง และสามารถเดินทางลงจากเขาซงซานได้ แท้จริงแล้วคำว่า "18 อรหันต์" ที่ปรากฏในภาพยนตร์จีนและนวนิยายกำลังภายในในวัดเส้าหลินคือพระพุทธรูปจำนวน 18 องค์ที่ประดิษฐานล้อมองค์พระประธานในอารามหลวงวัดเส้าหลิน

วัดเส้าหลินในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ในอารามหลวงต้าโสวงเป่าเตี้ยนหรือพระอุโบสถใหญ่ในพระพุทธศาสนานิกายเถรยาน บริเวณกึ่งกลางของอารามหลวงจะประดิษฐานพระประธานสามองค์คือ พระเมตไตรยโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มัญชุศรี และพระโพธิสัตว์โลเกศวร บริเวณด้านขวามือของพระประธานทั้งสามองค์ จะเรียงรายด้วยรูปสลักของพระจำนวน 18 องค์ ซึ่งคือ 18 อรหันต์ โดยคำว่าอรหันต์หมายถึงสาวกจำนวน 16 รูปของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา

คำว่า "อรหันต์" อ่าน "อะ-ระ-หัน" เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต ในทางพระพุทธศาสนา การบำเพ็ญตนเพื่อสำเร็จมรรคผลนั้นไม่เหมือนกัน จึงมีการแบ่งความสำเร็จในการเข้าถึงมรรคพลที่แตกต่างกัน การสำเร็จขั้นอรหันต์นั้นถือเป็นการสำเร็จขั้นสูงสุดของการบำเพ็ญตนเองในพระพุทธศาสนาฝ่ายหินยาน สำหรับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน การสำเร็จขั้นอรหันต์แบ่งออกเป็นขั้นพุทธโพธิสัตว์และขั้นอรหันต์ ซึ่งการสำเร็จมรรคผลในขั้นอรหันต์คือ จะต้องสามารถละกิเลาต่าง ๆ และสิ่งเศร้าหมองทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวงด้วยคุณธรรมและพระพุทธศาสนา หลุดพ้นจากวงจรชีวิตการเวียนว่ายตายเกิด จึงเรียนว่าสำเร็จขั้นอรหันต์

เดิมทีพระอรหันต์มีทั้งหมด 16 องค์ ซึ่งยังไม่สำเร็จขั้นปรินิพพาน คงอยู่ในโลกมนุษย์เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาและธรรมะแก่มนุษย์โลก ได้แก่

พระอรหันต์ทั้ง 16 องค์นี้ มีพระปิณโฑดำรงตำแหน่งหัวหน้าพระอรหันต์ และพระปันถกหนึ่งใน 16 อรหันต์คือพระเมตไตรย ซึ่งพระอรหันต์ทั้ง 16 องค์ในอารามหลวงวัดเส้าหลินตรงกับพระอรหันต์ที่พระราชวังปักกิ่ง และต่อมาได้มีการเพิ่มพระนนทมิตรและพระปินโทลขึ้น ทำให้จากเดิมพระอรหันต์มีเพียง 16 องค์กลายเป็น 18 องค์ จากหลักฐานทางพระพุทธศานาระบุไว้ไม่เหมือนกัน บ้างเรียกพระอรหันต์ทั้งหมดรวมกันว่า 18 อรหันต์ บ้างว่าเป็นศากกะและพระสงฆ์ถุงผ้า ต่อมาจักรพรรดิเฉียนหลง (จีน: 乾隆) ในปี พ.ศ. 2278 - พ.ศ. 2339 ถือพระอรหันต์องค์ที่ 17 เป็นอรหันต์สยบมังกร องค์ที่ 18 เป็นองค์ปราบเสือคือองค์พระสังกัจจายน์ การถือกำเนิดของ 18 อรหันต์ ยังไม่มีคัมภีร์เล่มใดกล่าวยืนยันหลักฐานได้แน่นอน เนื่องจากในสมัยนั้นจิตกรชาวจีนได้วาดภาพพระอรหันต์เพิ่มขึ้นอีกสององค์ จึงกลายเป็น 18 อรหันต์ ทำให้ภาพของ 18 อรหันต์กลายเป็นที่สามารถพบเห็นอย่างแพร่หลายต่อมา และมักประดิษฐานพระอรหันต์ 18 องค์ไว้สองข้างของพระอุโบสถใหญ่โดยเฉพาะวัดจีนนิกายมหายาน[22]

[แก้] อาวุธ

[แก้] คัมภีร์ตั๊กม้อ

[แก้] คัมภีร์อี้จินจิง

[แก้] คัมภีร์สีสุ่ยจิง

[แก้] คัมภีร์ลอปาหลัวฮั่วโส่ว

[แก้] โรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลิน

โรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลินแห่งหนึ่งในประเทศจีน
โลโก้โรงเรียนเส้าหลิน วูซู ไทยแลนด์

บริเวณรอบเชิงเขาของเทือกเขาซงซานในมณฑลเหอหนาน รอบ ๆ วัดเส้าหลิน มีโรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลินเป็นจำนวนมาก สำหรับฝึกสอนกังฟูเส้าหลิน กายกรรม การฝึกฝนพลังลมปราณและกำลังภายในโดยใช้อาวุธแบบโบราณเช่นดาบ หอก กระบี่ ฯลฯ ตลอดเส้นทางจากเมืองเติงเฟิงจนถึงหน้าประตูของวัดเส้าหลิน มีโรงเรียนสอนกังฟูถึง 83 แห่ง มีนักเรียนประมาณ 40,000 คน ซึ่งนักเรียนเหล่านี้สามารถเรียกได้ว่าอนาคตนั้นอาจก้าวเข้าสู่อาชีพบอดี้การ์ดหรือนักแสดงบทบู๊เช่นเฉินหลง, เจ็ท ลี เป็นต้น[23]

การฝึกกังฟูเส้าหลินไม่เฉพาะเจาะจงแต่ชาวจีนเท่านั้น ชาวต่างชาติต่างให้ความนิยมเดินทางมาเรียนศิลปะการต่อสู้ที่โรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลิน มีชาวต่างชาติทั้งชายและหญิงเป็นจำนวนมากที่สนใจและคลั่งไคล้ในศิลปะการต่อสู้แบบจีน เดินทางมาเพื่อศึกษาวิทยายุทธและกังฟูเส้าหลินเป็นจำนวนมากกว่า 10,000 คน กลายเป็นธุรกิจในด้านของศิลปะการป้องกันตัวและศิลปะการต่อสู้ภายใต้ชื่อของ "เส้าหลิน" จนกระทั่งเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินต้องจัดตั้งบริษัทพัฒนาอุตสาหกรรมวัดเส้าหลินแห่งเหอหนานขึ้น เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิปัญญาของวัดเส้าหลิน ที่มีอายุมากกว่า 1,500 ปี[24]

ในประเทศจีน โรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลินเป็นโรงเรียนประจำ นักเรียนที่เข้ารับการฝึกสอนจะต้องเรียนหนังสือตามหลักสูตรเหมือนกับโรงเรียนทั่วไปในประเทศจีนในช่วงเช้า และฝึกวิทยายุทธในช่วงบ่ายโดยแต่งกายและโกนศีรษะแบบพระและเณรในวัดเส้าหลิน โรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลินนอกจากให้การเรียนการสอนตามหลักสูตรบังคับแล้ว โรงเรียนกังฟูเหล่านี้ได้นำความสามารถในด้านศิลปะการต่อสู้ของนักเรียน เปิดการแสดงโชว์ให้แก่นักท่องเที่ยวที่เยี่ยมชมโรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลิน เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่โรงเรียน

การแสดงการต่อสู้ป้องกันตัวในโรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลินมีมากมายหลากหลายรูปแบบเช่น การต่อสู้ด้วยมือเปล่า การใช้อาวุธต่าง ๆ ผสมผสานกับท่าร่ายรำที่แข็งแกร่ง อ่อนไหวและสะบัดพลิ้วในท่วงท่าและลีลาในการร่ายรำ การแสดงโชว์เพลงหมัดมวย เพลงดาบ เพลงกระบี่ เพลงทวน เพลงกระบอง ฯลฯ ปัจจุบันโรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลินในประเทศจีน ล้วนแต่มีนักเรียนให้ความสนใจเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก โรงเรียนบางแห่งมีนักเรียนจำนวนหลายร้อยคน บางแห่งมีมากนับพันคน เนื่องจากจีนมีจำนวนประชากรค่อนข้างมากที่สนใจศึกษากังฟูเส้าหลิน และต้องการเป็นผู้ที่มีความสามารถโดนเด่นแตกต่างจากผู้อื่นรวมทั้งเป็นเส้นทางในการเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในประเทศจีนอีกด้วย

ในประเทศไทย โรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลินตั้งอยู่ถนนศรีนครินทร์ บริเวณด้านหลังของเสรีเซ็นเตอร์ภายใต้ชื่อ "โรงเรียนเส้าหลิน วูซู ไทยแลนด์" เป็นโรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลินที่อาจารย์ผู้ฝึกสอนเป็นพระจากโรงเรียนสอนกังฟูและศิลปะการป้องกันตัววัดเส้าหลิน รุ่นที่ 34 จำนวน 3 คนในการฝึกสอนกังฟูให้แก่ผู้ที่สนใจศิลปะการต่อสู้และเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวจีน โดยการเรียนการสอนของโรงเรียนเส้าหลิน วูซู ไทยแลนด์ จะเน้นการนั่งสมาธิและการอบอุ่นร่างกาย การกระโดดตีลังกา การใช้กระบองผสมผสานท่วงท่าร่ายรำตามแบบจีนโบราณ

โรงเรียนเส้าหลิน วูซู ไทยแลนด์ มีนักเรียนที่สนใจฝึกกังฟูเส้าหลินเกือบ 200 คน ซึ่งมีเหตุผลแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล[25] ในการเรียนการสอนนักเรียนทุกคนต้องฝึกฝนในท่าพื้นฐานการยืน 5 ท่าคือหม่าปู้หรือท่าขี่ม้า, กงปู้หรือท่าธนู, พู่ปู้หรือท่าทอดขา, ตู๋ลี่ปู้หรือท่ายืนขาเดียว และชูปู้หรือท่าลวง ซึ่งถือว่าเป็นท่ามวยจีนพื้นฐาน และท่ามือพื้นฐานหรือจีเปิ่นโส่วฝ่าคือท่าหมัดตรง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานการต่อยมวยจีนเกือบทุกสายวิชา โดยหมัดสองข้างจะเก็บไว้ที่สีข้างหรือเหนือกระดูกสะโพก หนีบศอกชี้ไปด้านหลังและหงายหมัดขึ้น รวมทั้งการฝึกท่าผลักฝ่ามือคือการใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่เป้าหมายแทนหมัด นิ้วทั้งสี่ตั้งตรง พับเก็บนิ้งโป้งเพื่อป้องกันนิ้วหัก เมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้วจะฝึกฝนการใช้อาวุธและฝึกมวยตามลำดับ

[แก้] การขยายสาขา

[แก้] คัมภีร์ยา

[แก้] ศึกชิงเจ้ายุทธจักร

วัดเส้าหลิน ตำนานแห่งการต่อสู้หรือกังฟูเส้าหลินอันมีชื่อเสียงแห่งเทือกเขาซงซาน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วทุกมุมโลกผ่านทางหนังจีนประเภทกำลังภายใน นวนิยายกำลังภายในจำนวนมาก ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเซินเจิ้น จัดมหกรรมการแข่งขัน "ดาวดังกังฟู" หรือ K-STAR ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นการค้นหาสุดยอดเจ้ายุทธจักรกังฟูแห่งเส้าหลิน เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมแข่งขันจากทั่วทุกมุมโลก โดยห้ามพระและเณรในวัดเส้าหลินเข้าร่วมการแข่งขัน แบ่งโซนการแข่งขันออกเป็น 11 โซน เพื่อครอบคลุมพื้นที่การแข่งขันในทวีปต่าง ๆ ทั่วทุกแห่งในโลก ได้แก่ 6 เขตในประเทศจีนดังนี้[26]

  1. เมืองปักกิ่ง
  2. เมืองเซี่ยงไฮ้
  3. เมืองเฉิงตู
  4. เมืองเสิ่นหยาง
  5. เมืองเจิ้งโจว
  6. เมืองเซินเจิ้น

ในต่างประเทศแบ่งเป็นโซนทวีปอเมริกาที่สหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรปที่เยอรมนี ทวีปโอเชียเนียที่ออสเตรเลีย ทวีปแอฟริกาจัดที่อียิปต์ ส่วนทวีปเอเชียจัดขึ้น 2 ประเทศที่เกาหลีใต้และไทย

การแข่งขันศึกชิงเจ้ายุทธจักรของวัดเส้าหลิน จะเริ่มเปิดรับสมัครในวันที่ 16 มีนาคม15 เมษายน พ.ศ. 2549 หลังจากนั้นจะใช้ระยะเวลาประมาณสองเดือนครึ่งเพื่อทำการคัดเลือกผู้เข้าร่วมการแข่งขันในรอบแรกและรอบรองชนะเลิศระหว่าง 16 เมษายน30 มิถุนายน และรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นตั้งแต่ 1 กรกฎาคม15 สิงหาคม พ.ศ. 2549 โดยศึกชิงเจ้ายุทธจักรในประเทศจีนจะเริ่มจากคัดเลือกผู้มีฝีมือเขตการแข่งขันละ 18 คน ก่อนเข้าไปปะทะหมัดมวยกันในรอบรองชนะเลิศจนได้จอมยุทธ์ "18 อรหันต์" จาก 6 เขตในจีน ส่วน 5 ทวีปที่เหลือจะคัดเลือกให้ได้ "สุดยอดจองหงวนฝ่ายบู๊" เขตละเพียง 1 คนเท่านั้น

หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมการแข่งขัน "18 อรหันต์" และ "จองหงวนฝ่ายบู๊" ซึ่งจะเป็นตัวแทนในแต่ละทวีปรวม 23 คน จะร่วมเก็บตัวเพื่อฝึกวิทยายุทธที่วัดเส้าหลินเป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมทั้งเข้าร่วมรับฟังคำแนะนำเกี่ยวกับการแสดงหมัดมวยก่อนจะเข้าต่อสู้ชิงชัย จนในที่สุดจะได้ "ดาวดังกังฟู" จำนวน 3 รางวัล ตามรูปแบบการสอบคัดเลือกบัณฑิตจีนในสมัยโบราณ ซึ่งแบ่งเป็นจองหงวนหรือจ้วงหยวน รองลงมาเป็นปั้งเหยี่ยนและทั่นฮวา โดยผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 108 คนที่ผ่านรอบแรก จะมีโอกาสร่วมแสดงในละครโทรทัศน์เรื่องตำนานพระนักรบแห่งวัดเส้าหลิน ส่วนผู้ชนะเลิศอาจได้ร่วมแสดงหนังฮอลิวูด ซึ่งอาจจะกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งดาวดังกังฟูเหมือนเช่นเฉิงหลง และเจ็ท ลี ในอนาคต

[แก้] การแสดงโชว์กังฟู

[แก้] วัดเส้าหลินในรูปแบบอื่น

[แก้] นิยายกำลังภายใน

[แก้] ภาพยนตร์

[แก้] การ์ตูน

[แก้] เกม

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ การก่อตั้งวัดเส้าหลิน
  2. ^ สุดยอดวิชา วัดเส้าหลิน เรียกข้อมูลจากคอลัมน์ "กระบี่พลิ้ว" ผู้จัดการออนไลน์ 25 เมษายน 2548
  3. ^ Shaolin Temple Quanfa
  4. ^ Shaolin Temples-Most Famous Temple in China
  5. ^ สถานที่ตั้งวัดเส้าหลิน
  6. ^ จำนวนหลวงจีนที่บวชเพื่อศึกษาธรรมะและกังฟูในวัดเส้าหลิน
  7. ^ หลวงจีน ชิ ยงชิน เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัดเส้าหลิน
  8. ^ วัดเส้าหลิน ถิ่นยอดกังฟูแดนมังกร การร้องขอให้เป็นมรดกโลก
  9. ^ พระโพธิธรรม เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดเส้าหลิน
  10. ^ ความนิยมในการฝึกกังฟูเส้าหลิน
  11. ^ ถังไท่จงชื่อเส้าหลินซื่อจู่เจี้ยวเปย แท่นหินสลักคำสอนหลักของวัดเส้าหลิน
  12. ^ สกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก, ถาวร สิกขโกศล, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์ (ตีพิมพ์ครั้งที่ 3) , พ.ศ. 2543, หน้า 23
  13. ^ สายพระวัดเส้าหลิน
  14. ^ อารามเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน สถานที่สำหรับต้อนรับ วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย
  15. ^ DVD National Geographic:History of China, สารคดี National Geographic เรื่องย้อนรอยประวัติศาสตร์จีน, บริษัทป่องทรัพย์ จำกัด (มหาชน) , DVD Subtitle:English/Thai, 2550
  16. ^ 16.0 16.1 16.2 16.3 DVD National Geographic : Kung Fu Dragons of Wudang, สารคดี National Geographic เรื่องหุบเขาปรมาจารย์กังฟู, บริษัทป่องทรัพย์ จำกัด (มหาชน) , DVD Subtitle:English/Thai, 2550
  17. ^ การฝึกพลังภายใน, มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า, ดร.สุวินัย ภรณวลัย, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, พ.ศ. 2550, หน้า 75
  18. ^ พลังลมปราณ สิ่งที่มองไม่เห็นในร่างกายมนุษย์
  19. ^ มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า, ดร.สุวินัย ภรณวลัย, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, พ.ศ. 2550, หน้า 49
  20. ^ การฝึกเพลงมวย กังฟูเส้าหลินของหลวงจีนวัดเส้าหลิน
  21. ^ การนั่งสมาธิบำเพ็ญตบะท่ามกลางหิมะ หนึ่งในการฝึกฝนสมาธิของหลวงจีนวัดเส้าหลิน
  22. ^ ความเป็นมาของ 18 อรหันต์
  23. ^ โรงเรียนสอนกังฟูวัดเส้าหลิน ถิ่นกำเนิดนักแสดงบู๊แห่งจีน
  24. ^ การจดสิทธิทางปัญญา วิทยายุทธวัดเส้าหลิน
  25. ^ โรงเรียนเส้าหลิน วูซู ไทยแลนด์
  26. ^ วัดเส้าหลินจัดศึกชิงจ้าวยุทธจักร เฟ้นหายอดฝีมือหนึ่งในใต้หล้า! เรียกข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤศจิกายน 2548

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons:Category
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
วัดเส้าหลิน


ประวัติศาสตร์ วัดเส้าหลิน เป็นบทความเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ ที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องการตรวจสอบ เพิ่มเนื้อหาหรือเพิ่มแหล่งอ้างอิง คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น
ข้อมูลเกี่ยวกับ วัดเส้าหลิน ในภาษาอื่น อาจสามารถหาอ่านได้จากเมนู ภาษาอื่น ด้านซ้ายมือ หรือ ดูเพิ่มที่ สถานีย่อย:ประวัติศาสตร์
เครื่องมือส่วนตัว