จิ้งจอกภูเขาหิมะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

จิ้งจอกภูเขาหิมะ (จีน: 雪山飛狐, อังกฤษ: Fox Volant of the Snowy Mountain, Flying Fox of Snowy Mountain) หรือ เซาะฮัวปวยฮู้ เป็นนิยายกำลังภายในของกิมย้งจัดเป็นเรื่องสั้นที่เขียนได้ดีที่สุดและโดดเด่นที่สุดของยุทธจักรนิยาย โดยวิธีการดำเนินแบบเล่าเรื่อง มาตรแม้นว่าเป็นเรื่องราวเดียวกันแต่เมื่อกล่าวจากปากแต่ละคนกลับผิดแผกแตกต่าง[1]ตลอดทั้งเนื้อเรื่องกล่าวถึงปริศนาลี้ลับมากมาย ใช้วิธีการผูกเรื่องคล้ายกับการสืบสวนคดีแบบปากต่อปากจากนั้นนำเรื่องราวทั้งหมดมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนได้ปรากฏข้อเท็จจริง ในด้านของเนื้อหาแม้ไม่นับว่าเลิศพบจบแผ่นดินดุจดั่งสามไตรภาคมังกรหยก แปดเทพอสูรมังกรฟ้า และกระบี่เย้ยยุทธจักร แต่นับว่าสามารถสะท้อนนิสัยใจคอพื้นเพของมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยมเรื่องหนึ่งโดยผ่านการกล่าววาจาซึ่งสะท้อนลักษณะนิสัยและความคิดของมนุษย์ อนึ่งนั้นมาตรแม้นว่าจิ้งจอกภูเขาหิมะจะมีเนื้อเรื่องและตัวละครเกี่ยวเนื่องกันกับจิ้งจอกอหังการแต่นักอ่านสามารถอ่านโดยแยกจากกันได้ ทั้งนี้เพราะแม้ว่าจิ้งจอกภูเขาหิมะเขียนขึ้นก่อนแต่กลับเป็นเรื่องราวภายหลังจิ้งจอกอหังการ และกิมย้งแต่งโดยให้ทั้งสองเป็นเอกเทศแยกจากกัน แต่ถึงกระนั้นเมื่อนำเรื่องนี้มาสร้างภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ผู้สร้างก็ยังมิวายรวมสองเรื่องเข้าด้วยกันเป็น จิ้งจอกภูเขาหิมะ เรื่องเดียวอยู่ดี

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

เนื้อเรื่องดำเนินในปีรัชกาลเคียงล้งฮ่องเต้ปีที่สิ่สิบห้า โดยฉากหลังเกิดขึ้นที่ภูเขาหิมะทางตอนเหนือ จิ้งจอกภูเขาหิมะโอ้วฮุยมีนัดสะสางบัญชีส่วนตัวกันกับเจ้าบ้านแซ่โต่วซึ่งอาศัยอยู่บนหุบเขา เจ้าบ้านโต่วทราบว่าจิ้งจอกภูเขาหิมะมีฝีมือสูงเยี่ยมดังนั้นจึงได้เชื้อเชิญยอดฝีมือจากทั่วสารทิศมารับมือ อันได้แก่ พุทธหน้าทอง เมี้ยวนั้งหงส์ผู้ได้รับขนานนาบว่าพิชิตทั่วแผ่นดินไร้ผู้ต่อต้าน หลวงจีนชราป้อชิว และฮ่วมปังจู้(ประมุขพรรคแซ่ฮ่วม)พรรคกกระยาจกกอบกู้ฮั่น โดยที่เมี้ยวเยียกลั้งธิดาของเมี้ยวนั้งหงส์ได้รุดขึ้นเขามาก่อนบิดา ในขณะเดียวกันสำนักมังกรฟ้าฝ่ายเหนือใต้ ได้ติดตามสองพ่อลูกแซ่เทาขึ้นมายังเซาะซัว(ภูเขาหิมะ)ด้วยเนื่องจากข้องใจเกี่ยวกับการตายของอดีตเจ้าสำนักคนก่อนฉั้งกุยลุ้ง จนในที่ทั้งหมดก็ได้มารวมกันที่หมู่ตึงตระกูลโต่ว

ในขณะที่ทั้งหมอรอจิ้งจอกภูเขาหิมะโอ้วฮุยอยู่นั้นก็ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับจุดมุ่งมาของตน โดยทั้งหมดเริ่มจากเรื่องราวของสมบัติประจำสำนักมังกรฟ้าซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสมบัติของเจ้าช่วงอ๋องลี้จื่อเซ้งนั่นเอง โดยเมื่อครั้งที่ลี้จื่อเซ้งถูกโง้วซำกุย(อู๋ซานกุ้ย)หักหลังชักนำกองกำลังนอกด่านเข้าสู่ตงง้วนนั้นได้ติดลงล้อมของข้าศึก ในขณะที่อับจนหนทางองค์รักษ์คนสนิทของช่วงอ๋องแซ่โอ้วฉายาจิ้งจอกเหินฟ้า ได้ออกอุบายโดยนำศพของทหารมาปลอมแปลงเป็นศพของช่วงอ๋องแล้วยอมสวามิภักดิ์ต่อโง้วซำกุย ในขณะที่เจ้าช่วงอ๋องได้หนีไปเร้นกายยังหุบเขาไกลตา ภายหลังนั้นจิ้งจอกเหินฟ้าได้พยายามยุแยงให้โง้วซำกุยขัดแย้งกับราชสำนัก แต่น่าเสียดายที่องค์รักษ์อีกสามคนของเจ้าช่วงอ๋อง อันได้แก่ แม่ทัพเมี้ยว ฮ่วม และฉั้งต้องเข้าใจผิดจิ้งจอกเหินฟ้า จนเป็นเหตุให้จิ้งจอกเหินฟ้าถูกทั้งสองฆ่าตาย

พอบุตรชายของจิ้งจอกเหินฟ้าทราบเรื่องเข้าก็ได้นัดหมายองค์รักษ์ทั้งสามคนมาพบ และได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจ้าช่วงอ๋อง น่าเสียดายที่องค์รักษ์ทั้งสามคนนั้นวู่วามพอทราบเรื่องเข้าต่างก็ฆ่าตัวตายโดยไม่บอกกล่าวสาเหตุ จนนำมาซึ่งความเจ็บแค้นของบุตรหลานและพาลเข้าใจว่าบุตรของจิ้งจอกเหินฟ้าดำเนินอุบายอำมหิตต่อองค์รักษ์ทั้งสามคน

ดาบของเจ้าช่วงอ๋องนั้นเป็นลายแทงขุมทรัพย์ที่เจ้าช่วงอ๋องใช้ซุกซ่อนไว้ก่อนพ่ายแพ้แก่ทัพราชวงศ์เช็ง โดยต้องใช้คู่กับปิ่นปักผมของตระกูลเมี้ยวจึงจะหาลายแทงถูก

ภายหลังเป็นระยะเวลาหลายร้อยปีปริศนาการตายขององค์รักษ์ทั้งสามยังคงไม่เป็นที่คลี่คลาย จนกระทั่งถึงรุ่นของเมี้ยวนั้งหงส์ โอ้วเจ่กตอ(โอ้วดาบเดียว)สองสามีภรรยา ฉั้งกุยล้ง และฮ่วมปังจู้

เมื่อราวๆยี่สิบเจ็ดปีก่อนนั้น เมี้ยวนั้งหงส์ได้ติดตามหาร่องรอยของโอ้วเจ่กตอ โดยใช้วิธีประกาศว่าตนเป็นผู้พิชิตทั่วแผ่นดินไร้ผู้ต่อต้านออกไปเพื่อสะกิดให้โอ้วเจ่กตอต้องการประลองยุทธ์ด้วย วิธีนี้บังเอิญได้ผลพอดี โอ้วเจ่กตอและโอ้วฮูหยินซึ่งขณะนั้นตั้งครรภ์ใกล้คลอดบุตรก็ได้เข้าสู่แผ่นดินตงง้วนเพื่อรับคำท้าประลองของเมี้ยวนั้งหงส์ โดยที่ผ่านเมี้ยวนั้งหงส์นั้นมีผู้ติดตามมาด้วยก็คือฉั้งกุยล้งและศิษย์สำนักมังกรฟ้า และฮ่วมปังจู้

โดยความจริงนั้นเมี้ยวนั้งหงส์ไม่ได้คิดถึงความแค้นของรุ่นองค์รักษ์ทั้งสี่แต่อย่างใด แต่หากคิดไม่ตกเกี่ยวกับปริศนาการหายตัวของบิดาและบิดาของฉั้งกุยล้ง ซึ่งเขาเชื่อว่ามีสาเหตุเกี่ยวกับโอ้วเจ่กตอด้วย ดังนั้นเพื่อต้องการทราบความจริงต้องเอาชนะโอ้วเจ่กตอเท่านั้น

ฝ่ายโอ้วเจ่กตอนั้นความจริงก็ได้ใช้สอยให้หมอพกช้ำซึ่งทำคลอดให้แก่ฮุหยินของตนได้ไปบอกให้แก่เมี้ยวนั้งหงส์แล้วตลอดจนสาเหตุแห่งความแค้นนับร้อยปีของสองตระกูล แต่ตอนนั้นความลับนี้มิได้เปิดเผยเพราะเมี้ยวนั้งหงส์ไม่อยู่และผู้รับฟังข้อความก็คือฉั้งกุยล้งซึ่งฉั้งกุยล้งมุ่งหมายกำจัดทั้งสองคนจึงไม่ต้องการให้ความลับนี้เปิดเผย(เพราะตั้งใจจะให้ทั้งเมี้ยวนั้งหงส์และโอ้วเจ่กตอตกตายพร้อมกัน) ภายหลังหมอแก้ฟกช้ำผู้นั้นก็คือหลวงจีนชราป้อชิวนั่นเอง

เมี้ยวนั้งหงส์และโอ้วเจ่กตอยิ่งประลองยุทธ์กันยิ่งนับถือเลื่อมใสกันและกัน จนกระทั่งคิดนับถือกันเป็นสหาย เมี้ยวนั้งหงส์บอกว่าหากตนได้ตกตายไปขอให้โอ้วเจ่กตอไปฆ่าเซียงเกี่ยมเม้งเพื่อล้างแค้นให้แก่น้องชายและน้องสะใภ้ตนด้วย และตนก็รับปากว่าหากโอ้วเจ่กตอต้องตายภายใต้คมกระบี่ตนก็จะรับทารกน้อยนั้นเป็นบุตรบุญธรรมด้วย

ทั้งสองต่อสู้กันติดต่อกันเป็นเวลาห้าวันยังไม่รู้ผลจนกระทั่งโอ้วฮูหยินสังเกตออกว่าหนึ่งในท่าไม้ตายของเมี้ยวนั้งหงส์คือ ท่าตวัดกระบี่กระเรียนขาวสยายปีกนั้นก่อนใช้เมี้ยวนั้งหงส์จะกระตุกก่อนใช้ออกดังนั้นพอวันรุ่งขึ้นก็ส่งเสียงไอให้สามีตนชิงสยมก่อนในจังหวะที่ท่านี้จะบรรลุผล โอ้วเจ่กตอแม้ได้ชัยแต่ก็ไม่ภูมิใจเพราะเห็นว่าตนมีภรรยาช่วยดังนั้นจึงบอกว่าทั้งสองแลกเปลี่ยนอาวุธกันโดยโอ้วเจ่กตอจะใช้เพลงกระบี่ตระกุลเมี้ยว ส่วนเมี้ยวนั้งหงส์ให้ใช้เพลงดาบตระกูลโอ้ว

ภายหลังเมี้ยวนั้งหงส์เห็นว่าตนร่ำเรียนเพลงดาบได้ช้ากว่าโอ้วเจ่กตอรำเรียนเพลงกระบี่ ดังนั้นดัดแปลงท่าซัวเอาเลียะปอ(นางนวลโฉบเคลื่อน)ของเพลงดาบตระกูลโอ้วโดยจากเดิมนั้นท่านี้ฟันลงก่อนแล้วค่อยฟันขึ้นจึงกลายเป็นฟันขึ้นก่อนแล้วค่อยฟันลง ดาบนี้พอดีฟันถูกโอ้วเจ่กตอความจริงสมควรฟันจนแขนขาด แต่เมี้ยวนั้งหงส์ยั้งมือเอาไว้ ส่วนโอ้วเจ่กตอก็เตะโต้ซึ่งความจริงสามารถทำให้พิการหรือตายได้แต่โอ้วเจ่กตอยั้งเท้าไว้จึงทำให้ไม่สามารถลุกได้เท่านั้น

แต่มิคาดทั้งสองกันเป็นเวลาหลายวันต่างนับถือเลื่อมใสกันและกันจนบางวันนั้นนอนด้วยกันและวางอาวุธไว้ด้านนอก จนมีผู้ฉาบยาพิษเอาไว้ ดาบของเมี้ยวนั้งหงส์พอสะกิดโลหิตของโอ้วเจ่กตอพิษก็แล่นเข้าสู่หัวใจทันที โอ้วฮูหยินพอเห็นสามีสิ้นใจก็แทงท้องตายไปด้วยโดยฝากฝังให้เมี้ยวนั้งหงส์เลี้ยงดูบุตรของตน

แต่เมี้ยวนั้งหงส์พอเห็นสองสามีตระกูลโอ้วตายก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พอกลับไปยังห้องของโอ้วเจ่กตอก็เห็นว่าทารกหายไปแล้ว จึงเข้าใจว่าทารกนั่นตายและสาบานว่าจะต้องสืบทราบสาเหตุการตายของโอ้วเจ่กตอสองสามีภรรยาและบุตรให้ได้

ความจริงนั้นบุตรของโอ้วเจ่กตอถูกเพ้งอาสี่เด็กรับใช้ที่โอ้วเจ่กตอช่วยเหลือไว้ อุ้มออกมาจากโรงเตี้ยม ซึ่งเพ้งอาสี่วิ่งหนีฉั้งกุยล้งจนถูกฟันแขนขาด

ภายหลังยี่สิบเจ็ดปีเพ้งอาสี่ก็เลี้ยงดูทารกคนนั้นจนเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นจิ้งจอกภูเขาหิมะในวันนี้นั่นเอง

ส่วนการตายของฉั้งกุยล้งเกิดจากความคับแค้นใจที่ถูกโอ้วฮุยสืบทราบว่าตนเป็นผู้วางยาพิษจนเป็นเหตุให้บิดามารดาต้องตายดังนั้นจึงทำทีเป็นถอนตัวเร้นกาย เพื่อหลบหนีโอ้วฮุย แต่มิคาดภายในวันประกาศตัวล้างมือเมี้ยวนั้งหงส์กลับปรากฏกายที่ห้องหับของตน โดยเมี้ยวนั้งหงส์มาหาฉั้งกุยล้งเพื่อต้องการทราบถึงสาเหตุการตายของภรรยาตน(ซึ่งเป็นชู้กับฉั้งกุยล้ง) ฉั้งกุยล้งรู้สึกเสียใจและบอกว่าก่อนตายน้ำลั้ง(ภรรยาของเมี้ยวนั้งหงส์)ฝากปิ่นปักผมคืน เมี้ยวนั้งหงส์พอได้ปิ่นปักผมก็สาธิตวิธีการเปิดปิ่นให้ฉั้งกุยล้งดูจนปรากฏลายแทงขุมทรัพย์ซึ้งใช้คู่กับดาบวิเศษของลี้จื่อเซ้ง ฉั้งกุยล้งรุ้สึกคับแค้นจนอยากตายจึงยิงเกาทัณฑ์พิษของเทาจื้ออันฆ่าตัวตาย จนเป็นเหตุให้สำนักมังกรฟ้าผิดใจกับสองพ่อลูกแซ่เทาจนติดตามมาถึงเซาะซัวนั่นเอง

พวกละโมภโลภมากทั้งหมดเห็นดังนั้นจึงครากุมเมี้ยวเยียลั้งเอาไว้และนำปิ่นปักผมของนางติดมือไปเพื่อหาตำแหน่งของขุมทรัพย์ซึ่งอยุ่บนภูเขาหิมะแห่งนี้ และนำเมี้ยเยียกลั้งไปซ่อนไว้ในห้องใหญ่ของบ้านตระกูลโต่ว ซึ่งโอ้วฮุยขึ้นเขามาพอดีแล้ว เห็นมียอดฝีมือมากมายจึงแอบไปซุกตัวที่เตียงนอนก่อนแต่บังเอิญไปนอนเตียงเดียวกันกับเมี้ยวเยียกลั้งพอดี แต่เห็นเมี้ยวนั้งหงส์ติดกับดักของเจ้าบ้านแซ่โต่ว ซึ่งอันทีจริงนั้นเจ้าบ้านแซ่โต่วและฮ่วมปังจู้ได้รับว่ายวานจากราชสำนักให้จับกุมเมี้ยวนั้งหงส์โดยที่ราชสำนักคิดว่าเมี้ยวนั้งหงส์เป็นภัยต่อแผ่นดินนั่นเอง โอ้วฮุยเห็นเมี้ยวนั้งหงส์ถูกล่ามโซ่จึงเข้าไปช่วยเหลือ จนเมี้ยวนั้งหงส์หลุดจากพันธนาการ แต่เมี้ยวนั้งหงส์เห็นบุตรีของตนอยู่เตียงเดียวกันกับโอ้วฮุยจึงเดือดดาลจนกระทั่งลงมือ โอ้วฮุยเห็นว่าเรื่องยากคลี่คลายจึงผละจากไปก่อน

โอ้วฮุยพออกจากบ้านของโต่วฮีเม้ง ก็ทราบว่าพวกหลวงจีนป้อชิวต้องไปที่ขุมทรัพย์ของช่วงอ๋องแน่ ซึ่งอันที่จริงนั้นขุมทรัพย์ช่วงอ๋องเป็นสถานที่พบรักของโอ้วเจ่กตอสองสามีภรรยานั่นเอง ขอเล่ากลับไปยังความหลังบ้างแต่เดิมนั้นนอกจากดาบวิเศษ ปิ่นปักผมแล้ว ยังมีบทกวีที่บอกลายแทงของขุมทรัพย์อีก โอ้วเจ่กตอทราบเรื่องกวีจึงออกตามหาขุมทรัพย์ส่วนโอ้วฮูหยินเป็นญาติของโต่วฮีเม้งก็ทราบเรื่องนี้ด้วย ทั้งสองพอหาขุมทรัพย์ไปบังเอิญมีเรี่องกัน แต่ยิ่งต่อสู้ยิ่งนิยมชมชอบกันในที่สุดร่วมมือกันหาขุมทรัพย์จนเจอ และต่างสาบานรักกันโดยบอกว่าทรัพย์สมบัติของช่วงอ๋องไหนเลยยิ่งใหญ่เท่ารักแท้โดยเขียนไว้ที่ผนังภายในขุมทรัยพ์ และยังได้เขียนบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ให้โอ้วฮุยอีกด้วย พอโอ้วฮุยโตขึ้นได้มาอาศัยอยู่กับโต้วฮีเม้งด้วยโต่วฮีเม้งละโมภอยากได้ทรัพย์สมบัติพอดีเห็นห่อผ้า"พิชิตทั่วแผ่นดินไร้ผู้ต่อต้าน"ของเมี้ยวนั้งหงส์ที่เคยห่อให้โอ้วฮุยตอนแรกเกิด ก็เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับขุมทรัยพ์จึงได้เก็บมันเอาไว้ครอบครอง ซึ่งโอ้วฮุยได้ขึ้นเขาหิมะขึ้นมานั้นก็เพื่อต้องการห่อผ้านี้คืนนั่นเอง

ซึ่งภายในขุมทรัยพ์นั้นนอกจากอักษรจารึกรักแท้ของโอ้วเจ่กตอสองสามีภรรยาแล้วยังมีศพของบิดาของเมี้ยวนั้งหงส์และฉั้งกุยล้งตายโดยสภาพศพอยู่ในท่วงท่าฆ่าฟันกันอยู่ด้วย

โอ้วฮุยเห็นพวกหลวงจีนป้อชิวโลภมากจึงปิดทางเข้าออกของขุมทรัยพ์เอาไว้ โอ้วฮุยและเมี้ยเยียกลั้งรู้สึกชอบพอกันจึงสาบานฝากรักกันโดยเมี้ยวเยียกลั้งบอกว่า"ข้าพเจ้าจะเลียนเยี่ยงมารดาท่าน มิให้เป็นเยี่ยงมารดาข้าพเจ้าเด็ดขาด"อันหมายความว่าตนจะรักมั่นโอ้วฮุยจำแม้วันตายเหมือนกันโอ้วฮูหยิน และจะไม่ทรยศหักหาญน้ำใจตนดังที่น้ำลั้งทำกับเมี้ยวนั้งหงส์นั่นเอง

ส่วนเมี้ยงนั้งหงส์พอสยบเหล่ายอดฝีมือได้ ก็ติดตามโอ้วฮุยและธิดาของตนมา เห็นทั้งสองกอดกันกลางหิมะ ก็พลันสะกิดถึงภรรยาของตนเองจนคิดจะฆ่าโอ้วฮุย

ฝ่ายโอ้วฮุยเองก็ต้องการพิสูจน์ว่าระหว่างดาบตระกูลโอ้วของตน กับเพลงกระบี่ตระกูลเมี้ยวของท่าน ที่แท้เป็นวิชาฝีมือใดเป็นอับดับหนึ่งของแผ่นดินกันแน่

ทั้งสองได้ต่อสู้กันบนยอดของภูเขาหิมะ โดยเมี้ยวนั้งหงส์อาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมมาเนิ่นนานกว่าบวกกับเคล็ดความพิสดารของวิชาฝีมือเข้าหักหาญโอ้วฮุย ส่วนโอ้วฮุยอาศัยพละกำลังที่หนุ่มแน่นกว่าเข้าต่อกร

จนกระทั่งในที่สุดเมี้ยวนั้งหงส์สามารถลุกไล่โอ้วฮุยจนมือไม้ปั่นป่วนได้และทันใดนั้นก็ติดตามมาด้วยท่าตวัดกระบี่กระเรียนขาวสยายปีกทันที แต่โอ้วฮุยทราบถึงจุดอ่อนจุดนี้จึงคิดชิงลงมือ

จิ้งจอกภูเขาหิมะจบด้วยปริศนาทิ้งเอาไว้

โอ้วฮุยที่แท้สามารถกลับมาพบพานนาง(เมี้ยวเยียกลั้ง)โดยปลอดภัยหรือไม่? ดาบของโอ้วฮุยที่แท้จะฟันลงหรือไม่?

ตัวละครที่สำคัญ[แก้]

โอ้วฮุย(สำเนียงจีนกลางเรียกว่าหูเฟย) (胡斐) - ตัวเอกของเรื่อง เป็นลูกชายของโอ้วเจ่กตอ(หูอิเตา) ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตจากเพ้งอาสี่(ผิงอาซิ) หลังจากพ่อแม่บังเกิดเกล้าเสียชีวิต โอ้วฮุยร่ำเรียนวิทยายุทธจากตำราที่บิดาบันทึกไว้จนเก่งกาจได้รับสมญานามเป็นจิ้งจอกภูเขาหิมะ

เมี้ยวนั้งหงส์(สำเนียงจีนกลางเรียกเหมียวเหรินเฟิ่ง)ทายาทขององครักษ์แซ่เมี้ยวผู้มีฉายาว่า พุทธหน้าทอง ฝีมือสูงส่งจนได้ถูกเรียกขานว่า "พิชิตทั่วแผ่นดินไร้ผู้ต่อต้าน"

อ้างอิง[แก้]

  1. เป็นสำนวนที่น.นพรัตน์ใช้ในการเขียนคำนำของผู้แปล