เจลีก ดิวิชัน 1

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจลีก ดิวิชัน 1
J1 League.png
ก่อตั้ง2535
ประเทศ ญี่ปุ่น
สมาพันธ์เอเอฟซี
จำนวนทีม18
ระดับในพีระมิด1
ตกชั้นสู่เจลีก ดิวิชัน 2
ถ้วยระดับประเทศถ้วยพระจักรพรรดิ
ยามาซากิ นาบิสโก คัพ
ฟุจิซีร็อกซ์ ซูเปอร์คัพ
ถ้วยระดับนานาชาติเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก
ทีมชนะเลิศปัจจุบันโยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส
(2019)
ชนะเลิศมากที่สุดคะชิมะ แอนท์เลอร์ส (8 ครั้ง)
หุ้นส่วนโทรทัศน์SKY PerfecTV! (ประเทศญี่ปุ่น)
EPSN Brasil (ประเทศบราซิล)
สยามสปอร์ต , เอ็มคอตเอชดี (ประเทศไทย)
เว็บไซต์เว็บไซต์ทางการ
เจลีก ดิวิชัน 1 ฤดูกาล 2020

เจลีก ดิวิชัน 1 (ญี่ปุ่น: J1リーグ โรมาจิJ1 Rīgu ทับศัพท์จาก J1-League) เป็นลีกระดับสูงสุดของ ฟุตบอลลีกอาชีพแห่งประเทศญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 日本プロサッカーリーグ โรมาจิNippon Puro Sakkā Rīgu) และเป็นการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพเจลีก ระดับสูงสุดของประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในลีกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเอเชีย และเป็นลีกเดียวที่ถูกจัดอันดับไว้ในคลาส A โดยสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย

ชื่อของ เจลีก ดิวิชัน 1 ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น เจ1 ลีก ตั้งแต่ฤดูกาล 2015 และเมื่อมีผู้สนับสนุนหลักคือ เมจิ ยะสึดะ ไลฟ์ จึงมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เมจิ ยะสึดะ เจ1 ลีก แต่ในประเทศไทยยังนิยมเรียกว่า เจลีก ดิวิชัน 1

ประวัติ[แก้]

 ก่อนยุคลีกอาชีพ (ก่อน 1992)[แก้]

ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ยุคเจลีก การแข่งขันระดับสูงสุดของสโมสรในญี่ปุ่น Japan Soccer League (JSL) ซึ่งจัดว่าเป็นลีกสมัครเล่น[1] แม้ในยุคทศวรรษที่ 1960 และ 1970 จะได้รับความนิยมขึ้นมา (ช่วงที่ทีมชาติญี่ปุ่นได้เหรียญทองแดงจากกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1968 ที่เม็กซิโก) แต่ JSL ก็เริ่มซบเซาอีกครั้งในช่วงทศวรรษที่ 1980 เช่นเดียวกับฟุตบอลลีกทั่วโลก แฟนบอลลดน้อยลง สนามคุณภาพไม่ดี และทีมชาติญี่ปุ่นก็ไม่ได้ทีมชั้นนำของเอเชียแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA) จึงได้ตัดสินใจก่อตั้งลีกอาชีพขึ้นมาเพื่อยกระดับของทีมชาติ เพิ่มความนิยมให้กับลีกในประเทศ และให้มีแฟนบอลมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ เจลีกจึงได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1992 โดยมีสโมสรจาก JSL ดิวิชัน 1 เข้าร่วมการแข่งขัน 8 สโมสร ดิวิชัน 2 อีก 1 สโมสร และมีสโมสรชิมิซุ เอส-พัลส์ สโมสรน้องใหม่เข้าร่วมการแข่งขันอีก 1 สโมสร และได้มีการเปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็น ลีกฟุตบอลญี่ปุ่น (Japan Football League: JFL) จัดว่าเป็นลีกกึ่งอาชีพ แต่เจลีกก็ยังไม่ได้เริ่มอย่างเป็นทางการเพราะในตอนนั้นยังมีการแข่งขันยะมะซะกิ นาบิสโก คัพอยู่ ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลจริงในปี 1993

ฤดูกาลแรกและยุครุ่งเรือง (1993-1995)[แก้]

เจลีก เริ่มต้นอย่างเป็นทางการฤดูกาลแรกในวันที่ 15 พฤษภาคม 1993 โดยมี 10 ทีมเข้าร่วมการแข่งขัน นัดเปิดสนามเป็นการพบกันระหว่าง เวอร์ดี้ คะวะซะกิ (ปัจจุบันคือ โตเกียว เวอร์ดี้) กับ โยะโกะฮะมะ เอฟ มารินอส ที่สนามกีฬาแห่งชาติคะซุมิกะโอกะ

หลังยุครุ่งเรือง (1996-1999)[แก้]

สามปีแรกของเจลีกประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ในต้นปี 1996 แฟนบอลลดลงอย่างรวดเร้ว และในปี 1997 มีแฟนบอลเข้าชมเฉลี่ยต่อเกมเหลือเพียงแค่ 10,131 คนเท่านั้น เทียบกับในปี 1994 มีแฟนบอลเกมละ 19,000 คน

เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานและรูปแบบเกม (1999-2004)[แก้]

ฝ่ายจัดการแข่งขันมองว่าแนวทางในขณะนั้นน่าจะเป็แนวทางที่ผิด จึงได้เริ่มแก้ปัญหา โดยมีทางแก้ไขอยู่สองวิธีด้วยกัน

วิธีแรก คือการออก วิสัยทัศน์ เจลีก 100 ปี โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีสโมสรอาชีพ 100 สโมสรในประเทศญี่ปุ่นภายในปี 2092 ซึ่งจะเป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีของลีกพอดี นอกจากนี้ ฝ่ายจัดการแข่งขันลีกยังสนับสนุนให้สโมสรต่างๆช่วยกันสนับสนุนกีฬาฟุตบอลและกีฬาอื่นๆในท้องถิ่นเพื่อให้ได้รับความนิยมจากคนพื้นที่มากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มรากหญ้า และสนับสนุนให้หาผู้สนับสนุนเป็นธุรกิจใหญ่ในท้องที่นั้นๆ ทางลีกเชื่อว่าความสัมพันธ์กับเมืองและชาวเมืองนั้นจะทำให้สโมสรดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน มากกว่าการมุ่งหาผู้สนับสนุนที่เป็นนักธุรกิจเจ้าใหญ่ๆระดับประเทศอย่างเดียวเท่านั้น

วิธีที่สองคือ การปรับโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของลีกในปี 1999 โดยมี 9 สโมสรจากลีกกึ่งอาชีพ JFL และอีก 1 สโมสรจากเจลีก ร่วมสร้าง เจลีก ดิวิชัน 2 เริ่มทำการแข่งขันตั้งแต่ปี 1999 และดันให้ลีกอันดับสองอย่าง JFL กลายเป็นลีกอันดับ 3 ไป

และในยุคนี้จนถึงกี 2004 (ยกเว้นปี 1996) เจลีกถูกแบ่งเป็น 2 เลก และนำแชมป์เลกแรกกับเลกที่สองมาเพลย์ออฟหาแชมป์และรองแชมป์ของลีกไป แต่แชมป์เลกแรกกับเลกสองเป็นทีมเดียวกันก็ถือว่าเป็นแชมป์ไปโดยปริยาย แต่ระบบนี้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2005

ใช้ระบบลีกยุโรปและเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก (2005-2008)[แก้]

นับตั้งแต่ฤดูกาล 2005 เจลีก ดิวิชัน 1 มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 18 ทีม (จากที่เคยมี 16 ทีมในปี 2004) และระบบฤดูกาลแข่งขันเริ่มเปลี่ยนมาใช้แบบสโมสรในยุโรป ทีมที่ต้องตกชั้นเพื่มจาก 2 เป็น 2.5 ทีม นั่นคือ ทีมอันดับสามจากท้ายตารางจะต้องไปเล่นเพลย์ออฟกับทีมอันดับ 3 ในเจลีกดิวิชัน 2 เพื่อหาผู้ที่ต้องตกไปอยู่ดิวิชัน 2

อย่างไรก็ตาม ในสมัยก่อน สโมสรเจลีกไม่ค่อยจะจริงจังกับการแข่งชันเอเชียนแชมเปียนส์ลีกเท่าไหร่นักเนื่องจากต้องเดินทางไกลและคุณภาพของทีมที่ต้องแข่งด้วยนั้นยังไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ในปี 2008 มีทีมญี่ปุ่นผ่านเข้าไปสู่รอบก่อนรองชนะเลิศถึง 3 ทีมด้วยกัน[2]

แต่เมื่อได้มีการผนวกเอลีกเข้าสู่ฟุตบอลเอเชียตะวันออก และเริ่มมีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ชาวเอเชียเริ่มหันมาสนใจฟุตบอลรายการนี้กันมากขึ้น ทำให้ลีกญี่ปุ่นและสโมสรต่างๆของญี่ปุ่นเริ่มหันมาให้ความสนใจฟุตบอลรายการเอเชียมากขึ้น ตัวอย่างเช่น คะวะซะกิ ฟรอนตาเล เริ่มสร้างฐานแฟนบอลในฮ่องกง ได้หลังจากที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการนี้ในฤดูกาล 2007[3] และจากการที่อุระวะ เรดไดมอนส์และกัมบะ โอซะกะคว้าแชมป์เอเชียได้ในปี 2007 และ 2008 ความนิยมและความสนใจในฟุตบอลเวทีเอเชียก็เริ่มมีกขึ้น ด้วยเหตุนี้ ประกอบกับการจัดการลีกที่ดี สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียจึงได้ยกย่องให้เจลีกเป็นลีกที่อยู่ในอันดับสงสุด และมีโอกาสเล่นฟุตบอลเอเชียถ้วยใหญ่ถึง 4 ที่นับตั้งแต่ปี 2009 และลีกยังได้โอกาสในการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดให้กับต่างประเทศ โดยเฉพาะในชาติเอเชียด้วยกัน

นับตั้งแต่ปี 2008 แชมป์รายการถ้วยพระจักรพรรดิสามารถเข้าร่วมการแข่งขันแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลต่อไปได้เลย แทนที่จะต้องรอไปเล่นในปีถัดไป (เช่น โตเกียวเวอร์ดี้เคยได้แชมป์รายการนี้ในปี 2005 แต่ต้องไปแข่งระดับเอเชียในฤดูกาล 2007 แทนที่จะเป็นฤดูกาล 2006) ด้วยเหตุนี้ จึงมีหนึ่งทีมที่ต้องเสียสละ นั่นคือ คะชิมะแอนต์เลอส์ ที่ได้แชมป์ในปี 2007 ก็ถูกระงับสิทธิ์ในการไปเล่นแทน แต่อย่างไรก็ตาม คะชิมะแอนต์เลอส์ก็ยังสามารถไปเล่นฟุตบอลเอเชียในปี 2009 ได้เนื่องจากสามารถคว้าแชมป์เจลีก ดิวิชัน 1 ในปี 2008 ได้นั่นเอง

เจลีกยุคใหม่ (2009-2016)[แก้]

ในปี 2009 เกิดการเปลี่ยนแปลงในลีกครั้งใหญ่อีกครั้ง เริ่มจากการมี 4 สโมสรเข้าร่วมรายการเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก ต่อด้วยการมีทีมตกชั้นเพิ่มเป็น 3 ทีม นอกจากนี้ ด้วยกฎใหม่ของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย เจลีกจึงต้องตั้งกฎให้มีผู้เล่นต่างชาติได้เพียง 4 คน แต่ต้องมี 1 คนที่มาจากชาติสมาชิกของสมาพันธ์ (ที่ไม่ใช่ญี่ปุ่น) นอกจากนั้น ยังมีการบังคับใช้ระบบไลเซนส์ของสโมสรเจลีกเพื่อตั้งมาตรฐานการอยู่ในลีกอาชีพสูงสุด

ในปี 2015 เจลีก ดิวิชัน 1 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เจ1 ลีก นอกจากนี้ ระบบลีกของเจลีกถูกแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน โดยในหนึ่งปีจะถูกแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ช่วง ส่วนช่วงที่สามจะเป็นช่วงสำหรับการเพลย์ออฟเพื่อตัดสินแชมป์ โดยมีทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน 5 ทีม ได้แก่ ทีมที่ทำคะแนนรวมสูงสุด 1 ทีม ทีมที่เก็บคะแนนได้มากที่สุดสองทีมในช่วงที่ 1 และทีมที่เก็บคะแนนได้มากที่สุดสองทีมในช่วงที่ 2

เจลีกยุคปัจจุบัน (2017-)[แก้]

แม้ฝ่ายจัดการแข่งขันคิดจะใช้ระบบแบ่งครึ่งลีกไปประมาณ 5 ปี แต่ระบบนี้ได้มีการยกเลิกและเปลี่ยนไปเป็นระบบตารางคะแนนเดียวเช่นเดิมตั้งแต่ปี 2017 หลังจากได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์และได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ดีจากแฟนบอล[4] นั่นคือ ทีมที่ทำผลงานทั้งฤดูกาลได้ดีที่สุด จะได้แชมป์ไปครอง

ฤดูกาล 2020[แก้]

ระบบลีก[แก้]

เจลีก ดิวิชัน 1 ในฤดูกาล 2560 (ค.ศ. 2017) มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 18 ทีม ทำการแข่งขันแบบพบกันหมดแบบเหย้า-เยือน ดังนั้น หนึ่งสโมสรจะทำการแข่งขันทั้งหมด 34 เกม และทีมที่ชนะจะได้ 3 คะแนน แพ้ได้ 0 คะแนน และหากเสมอกันได้ 1 คะแนน การจัดอันดับจะคิดคะแนนตามแต้ม และหากมีจำนวนแต้มเท่ากัน จะใช้หลักการจัดอันดับดังนี้

  • พิจารณาจากผลต่างของประตูได้ และประตูเสีย (Goals Difference)
  • พิจารณาเฉพาะประตูได้ (Goals Scored)
  • พิจารณาจากผลการแข่งขันของทีมที่มีคะแนนเท่ากันที่เคยแข่งกันมาในฤดูกาล (Head To Head)
  • พิจารณาคะแนนวินัย (Disciplinary Points)

หากจำเป็นจะมีการจับสลาก แต่ถ้าหากมีสองทีมที่ได้คะแนนเท่ากันในอันดับที่ 1 ทั้งสองทีมจะได้แชมป์ร่วมกัน สามอันดับแรกจะได้สิทธิ์เข้าแข่งขัน เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลถัดไป และทีมสามอันดับสุดท้ายตกชั้นสู่ เจลีก 2

เงินรางวัล (อ้างอิงจากปี 2015)
  • แชมป์ (ผู้ชนะในรอบชิงของรอบแชมป์เปี้ยนชิพ): 100,000,000 เยน
  • ผู้ชนะสเตจ 1 และ สเตจ 2: 50,000,000 เยน
  • อันดับที่ 1 ในผลรวมคะแนนทั้ง 2 สเตจ: 80,000,000 เยน
  • อันดับที่ 2 ในผลรวมคะแนนทั้ง 2 สเตจ: 30,000,000 เยน
  • อันดับที่ 3 ในผลรวมคะแนนทั้ง 2 สเตจ: 20,000,000 เยน
  • ผู้ชนะในรอบแรกและรอบรองชนะเลิศของรอบแชมป์เปี้ยนชิพ : 15,000,000 เยน

สโมสรที่เข้าร่วมการแข่งขัน[แก้]

สโมสร ที่ตั้ง สนาม จำนวนผู้ชม ฤดูกาลที่ผ่านมา
โยโกฮามะ เอฟซี คานางาวะ มิตสึซาวะสเตเดียม 15,046 เจ2 (อันดับที่ 2)
โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส นิสสัน สเตเดียม 72,327 เจ1 (ชนะเลิศ)
โชนัน เบลมาเร บีเอ็มดับบลิวสเตเดียมฮิรัตสุกะ 18,500 เจ1 (อันดับที่ 16)
คะวะซะกิ ฟรอนตาเล โทะโดะโระกิสเตเดียม 26,232 เจ1 (อันดับที่ 4)
กัมบะ โอซะกะ โอซะกะ พานาโซนิค สเตเดียม ซุอิตะ 39,694 เจ1 (อันดับที่ 7)
เซเรซโซ โอซากะ สนามกีฬายันมาร์

สนามกีฬาคันโช

18,007

47,853

เจ1 (อันดับที่ 5)
ซางัน โทซุ ซางะ เอคิมาเอะ สเตเดียม 24,130 เจ1 (อันดับที่ 15)
โออิตะ ทรินิตา โออิตะ โชวะ เดนโกะ โดม โออิตะ 40,000 เจ1 (อันดับที่ 9)
อูราวะ เรดไดมอนส์ ไซตามะ สนามกีฬาไซตะมะ 2002 63,700 เจ1 (อันดับที่ 14)
วิสเซล โคเบะ เฮียวโงะ โนเอเวอร์ สเตเดียม 30,132 เจ1 (อันดับที่ 8)
เวกัลตะ เซ็นได มิยะงิ ยูร์เทค สเตเดียม เซ็นได 19,694 เจ1 (อันดับที่ 11)
คาชิวะ เรย์โซล ชิบะ ฮิตาชิ คาชิวะ สเตเดียม 15,900 เจ2 (ชนะเลิศ)
คอนซาโดเล ซัปโปโระ ฮกไกโด ซัปโปโระ โดม

ซัปโปโระ อัตสึเบตสึ สเตเดียม

41,484

20,861

เจ1 (อันดับที่ 10)
เอฟซี โตเกียว โตเกียว สนามกีฬาอะยิโนะโมะโตะ 49,970 เจ1 (อันดับที่ 2)
ชิมิซุ เอส-พัลส์ ชิซุโอะกะ ไอเอไอ สเตเดียม 20,339 เจ1 (อันดับที่ 12)
คาชิมะ แอนต์เลอส์ อิบารากิ สนามฟุตบอลคาชิมะ 40,728 เจ1 (อันดับที่ 3)
นาโงยะ แกรมปัส ไอชิ สนามกีฬาปาโลมา มิซุโฮะ

สนามกีฬาโทโยตะ

27,001

45,000

เจ1 (อันดับที่ 13)
ซานเฟรซ ฮิโรชิมะ ฮิโรชิมะ อีดิออน สเตเดียม 36,894 เจ1 (อันดับที่ 6)

สถิติ[แก้]

ทำเนียบแชมป์[แก้]

ยุคแบ่งฤดูกาล (1993-2004) ตัวหนา ทีมที่เป็นแชมป์; † แข่งแบบฤดูกาลเดียว; ‡ ทีมเดียวกันชนะทั้งสองสเตจ

สเตจที่ 1 สเตจที่ 2
1993 คาชิมะ แอนต์เลอส์ เวอร์ดี คาวาซากิ
1994 ซานเฟรซ ฮิโรชิมะ เวอร์ดี คาวาซากิ
1995 โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส เวอร์ดี คาวาซากิ
1996 คาชิมะ แอนต์เลอส์
1997 คาชิมะ แอนต์เลอส์ จูบิโล อิวาตะ
1998 จูบิโล อิวาตะ คาชิมะ แอนต์เลอส์
1999 จูบิโล อิวาตะ ชิมิซุ เอส-พัลส์
2000 โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส คาชิมะ แอนต์เลอส์
2001 จูบิโล อิวะตะ คาชิมะ แอนต์เลอส์
2002 จูบิโล อิวะตะ
2003 โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส
2004 โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส อุราวะ เรด ไดมอนด์ส

ยุคฤดูกาลเดียว (2005–2014)

ฤดูกาล ชนะเลิศ รองชนะเลิศ อันดับที่ 3
2005 กัมบะ โอซะกะ อุราวะ เรด ไดมอนด์ส คาชิมะ แอนต์เลอส์
2006 อุราวะ เรด ไดมอนด์ส คะวะซะกิ ฟรอนตาเล่ กัมบะ โอซะกะ
2007 คาชิมะ แอนต์เลอส์ อุราวะ เรด ไดมอนด์ส กัมบะ โอซะกะ
2008 คาชิมะ แอนต์เลอส์ คะวะซะกิ ฟรอนตาเล่ นะโงะยะ แกรมปัส
2009 คาชิมะ แอนต์เลอส์ คะวะซะกิ ฟรอนตาเล่ กัมบะ โอซะกะ
2010 นาโงยะ แกรมปัส กัมบะ โอซะกะ เซเรโซ่ โอซะกะ
2011 คะชิวะ เรย์โซล นาโงยะ แกรมปัส กัมบะ โอซะกะ
2012 ซานเฟรซ ฮิโระชิมะ เวกัลตะ เซนได อุราวะ เรด ไดมอนด์ส
2013 ซานเฟรซ ฮิโระชิมะ โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส คะวะซะกิ ฟรอนตาเล
2014 กัมบะ โอซะกะ อุราวะ เรด ไดมอนด์ส คาชิมะ แอนต์เลอส์

ยุคแบ่งฤดูกาล (2015-2016) ตัวหนา ทีมที่เป็นแชมป์; † แข่งแบบฤดูกาลเดียว; ‡ ทีมเดียวกันชนะทั้งสองสเตจ

ฤดูกาล สเตจที่ 1 สเตจที่ 2
2015 อุราวะ เรด ไดมอนด์ส ซานเฟรซ ฮิโระชิมะ
2016 คาชิมะ แอนต์เลอส์ อุราวะ เรด ไดมอนด์ส

ยุคฤดูกาลเดียว (2017–ปัจจุบัน)

ฤดูกาล ชนะเลิศ รองชนะเลิศ อันดับที่ 3
2017 คะวะซะกิ ฟรอนตาเล คาชิมะ แอนต์เลอส์ เซเรซโซ โอซะกะ
2018 คะวะซะกิ ฟรอนตาเล ซานเฟรซ ฮิโระชิมะ คาชิมะ แอนต์เลอส์
2019 โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส เอฟซี โตเกียว คาชิมะ แอนต์เลอส์
2020

ทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด[แก้]

สโมสร ชนะเลิศ รองชนะเลิศ ฤดูกาลที่ชนะเลิศ ฤดูกาลที่รองชนะเลิศ
คาชิมะ แอนต์เลอส์
8
3
1996, 1998, 2000, 2001, 2007, 2008, 2009, 2016 1993, 1997, 2017
โยโกฮามะ เอ็ฟ มารินอส
4
3
1995, 2003, 2004, 2019 2000, 2002, 2013
จูบิโล อิวะตะ
3
3
1997, 1999, 2002 1998, 2001, 2003
ซานเฟรซ ฮิโระชิมะ
3
2
2012, 2013, 2015 1994, 2018
คะวะซะกิ ฟรอนตาเล่
2
3
2017, 2018 2006, 2008, 2009
กัมบะ โอซะกะ
2
2
2005, 2014 2010, 2015
โตเกียว เวอร์ดี
2
1
1993, 1994 1995
อูราวะ เรดไดมอนส์
1
5
2006 2004, 2005, 2007, 2014, 2016
นาโงยะ แกรมปัส
1
2
2010 1996, 2011
คะชิวะ เรย์โซล
1
0
2011
ชิมิซุ เอส-พัลส์
0
1
1999
เวกัลตะ เซนได
0
1
2012
เอฟซี โตเกียว
0
1
2019

อ้างอิง[แก้]

  1. "When Saturday Comes - How Japan created a successful league". Wsc.co.uk. 2010-07-18. สืบค้นเมื่อ 2013-12-12.
  2. John Duerden (11 August 2008). "Asian Debate: Is Japan Becoming Asia's Leader?". Goal.com. สืบค้นเมื่อ 19 August 2012.
  3. 川崎Fが香港でブレーク中、生中継で火 (in Japanese). NikkanSports. March 8, 2008. สืบค้นเมื่อ March 8, 2008.CS1 maint: unrecognized language (link)
  4. Duerden, John. "J.League seeks to wrestle back spotlight from Chinese Super League". ESPN FC. ESPN. สืบค้นเมื่อ 2 March 2017.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]