เกว็น สเตฟานี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
เกว็น สเตฟานี
เกว็น สเตฟานีที่งานเทศกาลภาพยนตร์
สเตฟานีที่งานเทศกาลภาพยนตร์กาน 2011
เกิด เกว็น เรนี สเตฟานี
3 ตุลาคม ค.ศ. 1969 (48 ปี)
ฟูลเลอร์ตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ
จบจาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสเตต ฟูลเลอร์ตัน
อาชีพ
  • นักร้อง
  • นักแต่งเพลง
ปีปฏิบัติงาน 1986–ปัจจุบัน
คู่สมรส เกวิน รอสส์เดล (แต่ง ค.ศ. 2002; หย่า ค.ศ. 2016)
คู่รัก เบลก เชลตัน (2015–ปัจจุบัน)
บุตร 3
ญาติ เอริก สเตฟานี (พี่ชาย)
อาชีพทางดนตรี
แนวเพลง
เครื่องดนตรี ร้อง
ค่ายเพลง อินเตอร์สโคป
ส่วนเกี่ยวข้อง
เว็บไซต์ gwenstefani.com

เกว็น เรนี สเตฟานี (อังกฤษ: Gwen Renée Stefani) เกิด 3 ตุลาคม ค.ศ. 1969 เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง นักออกแบบด้านแฟชั่น ชาวอเมริกัน เธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและนักร้องนำวงโนเดาต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางหลังออกสตูดิโออัลบัมชุดแรก Tragic Kingdom (1995) มีซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จอย่าง "Just a Girl", "Don't Speak", "Hey Baby" และ "It's My Life" หลังจากที่วงว่างเว้นจากการทำงาน สเตฟานีออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวแนวป็อปในปี 2004 ออกสตูดิโออัลบัมเดี่ยวชื่อ Love. Angel. Music. Baby. ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงป็อปในคริสต์ทศวรรษ 80 อัลบั้มได้รับเสียงวิจารณ์และยอดขายที่ดี[1][2] มีซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จอย่าง "What You Waiting For?", "Rich Girl" และ "Hollaback Girl" เพลงหลังขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต บิลบอร์ด ฮอต 100 และยังเป็นซิงเกิ้ลดาวน์โหลดแรกในสหรัฐที่มียอดขายเกินล้าน[3] ในปี 2006 สเตฟานีออกสตูดิโออัลบัมชุด 2 The Sweet Escape มีซิงเกิลประสบความสำเร็จ 2 ซิงเกิลคือ "Wind It Up" และไตเติลแทร็ก "The Sweet Escape" อัลบัมเดี่ยวชุด 3 ชุด This Is What the Truth Feels Like (2016) เป็นอัลบัมเดี่ยวอัลบัมแรกของเธอที่สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต บิลบอร์ด 200

สเตฟานีได้รับ 3 รางวัลแกรมมี่ ในฐานะศิลปินเดี่ยวแล้วเธอยังได้รับอีกหลายรางวัล อย่างเช่น รางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอร์ด บริตอะวอดส์ เวิลด์มิวสิกอะวอดส์ และ 2 รางวัลบิลบอร์ดมิวสิกอวอร์ด ในปี 2003 เธอยังสินค้าประเภทเครื่องแต่งกายในนาม แอล.เอ.เอ็ม.บี. ยังแยกแบรนด์สินค้าอีกชื่อ คือ ฮาราจูกุเกิลส์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นและแฟชั่น ในช่วงเวลานี้เองเธอจะแสดงและปรากฏตัวพร้อมนักเต้นสาว 4 คน ที่รู้จักในชื่อ ฮาราจูกุเกิลส์ เธอแต่งงานกับนักดนตรีชาวอังกฤษ เกวิน รอสส์เดล ระหว่างปี 2002 ถึง 2016 และมีบุตรชายด้วยกัน 3 คน นิตยสาร บิลบอร์ด จัดอันดับให้เธออยู่อันดับ 54 ของศิลปินที่ประสบความสำเร็จที่สุด และอันดับ 37 ของศิลปินที่ประสบความสำเร็จบนฮอต 100 ในทศวรรษ 2000–09[4][5] ช่องวีเอชวันจัดอันดับในปี 2012 ให้เธออยู่อันดับ 13 ของ 100 ศิลปินหญิงในวงการดนตรีที่ยอดเยี่ยมที่สุด[6] หากรวมกับผลงานกับวงโนเดาต์แล้ว สเตฟานีมียอดขายอัลบัมมากกว่า 30 ล้านชุดทั่วโลก[7]

ประวัติ[แก้]

1969–1985: ชีวิตช่วงแรก[แก้]

สเตฟานีเกิดเมื่อ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1969 ที่ฟูลเลอร์ตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย[8] เติบโตในครอบครัวโรมันคาทอลิกในแอนาไฮม์ รัฐแคลิฟอร์เนีย[9] ชื่อของเธอตั้งตามชื่อบริกรหญิงบนเครื่องบนจากบนประพันธ์ปี 1968 เรื่อง Airport ส่วนชื่อกลาง เรเน (Renée) มาจากเพลงของวงเดอะโฟร์ทอปส์ ปี 1968 ที่คัฟเวอร์ของเลฟต์ แบงก์ในปี 1966 ที่ชื่อ "Walk Away Renée"[10] พ่อเธอ เดนนิส สเตฟานี เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลี ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การตลาด (marketing executive) ที่ยามาฮ่า[11] ส่วนแม่ของเธอ แพตตี (สกุลเดิม ฟลินน์)[12] ทำงานเป็นนักบัญชี ก่อนที่จะออกมาเป็นแม่บ้าน[11][13] พ่อแม่ของเกว็นนั้นเป็นแฟนเพลงแนวโฟล์ก ยังให้เธอฟังเพลงของศิลปินอย่าง บ็อบ ดิลลันและเอมมีลู แฮร์ริส[9] เธอยังมีน้องอีก 2 คน คือ จิลล์และทอดด์ และมีพี่ชายชื่อเอริก[9][13] เอริกเคยเป็นมือคียบอร์ดให้วงโนเดาต์ ก่อนจะออกไปทำงานสร้างภาพเคลื่อนไหวเรื่อง เดอะซิมป์สันส์[8]

1986–2004: โนเดาต์[แก้]

ดูบทความหลักที่: โนเดาต์
สเตฟานีแสดงร่วมกับโนเดาต์ในงานวูดู 2002

พี่ชายของเธอ เอริก ได้แนะนำให้เกว็นรู้จักกับดนตรีแนวทูโทน อย่างวงแมดเนสส์และเดอะซีเลกเตอร์ และในปี 1986 เขาได้ชวนเธอให้มาร้องกับวงโนเดาต์ วงแนวสกาที่เขาก่อตั้งขึ้น[8] จนท้ายสุดในปี 1991 วงได้เซ็นสัญญากับอินเตอร์สโคปเรเคิดส์ ออกอัลบั้มชื่อเดียวกับวง เมื่อปี 1992 แต่ดนตรีแบบสกาป็อปเช่นนี้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก เนื่องจากแนวเพลงกรันจ์กำลังเป็นที่นิยม[14] ก่อนที่แนวเพลงนี้จะประสบความสำเร็จในกระแสหลักเพราะวงโนเดาต์และซับไลม์ สเตฟานีเป็นนักร้องรับเชิญให้กับเพลง "Saw Red" ในอัลบัมของซับไลม์ในปี 1994 ที่ชื่อชุด Robbin' the Hood สเตฟานีปฏิเสธความก้าวร้าวของศิลปินหญิงแนวกรันจ์ และเอ่ยถึงนักร้องวงบลอนดี ที่ชื่อ เดบบี แฮร์รี ว่าเธอเป็นการผสมผสานระหว่างพลังกับแรงดึงดูดทางเพศ ว่าเป็นอิทธิสำคัญต่อเธอ[15] อัลบัมชุด 3 ของโนเดาต์ ชุด Tragic Kingdom (1995) ที่ออกหลังจากอัลบัมที่วงออกเอง The Beacon Street Collection (1995) ใช้เวลาทำงานมากกว่า 3 ปี โดย 5 ซิงเกิลจาก Tragic Kingdom อย่าง "Don't Speak" ที่สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตปลายปีของฮอต 100 แอร์เพลย์ ประจำปี 1997[16] สเตฟานีออกจากวิทยาลัย 1 เทอมเพื่อออกทัวร์ Tragic Kingdom แต่ก็ไม่กลับมาเรียนต่อหลังจากที่ทัวร์กินระยะเวลา 2 ปีครึ่ง[9] อัลบัมได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่และขายได้มากกว่า 16 ล้านชุดทั่วโลก จากข้อมูลปี 2004[9][17][18] ในปลายปี 2000 นิตยสาร โรลลิงสโตน ตั้งฉายาเธอว่า "ราชินีเพลงป็อปสารภาพผิด" (The Queen of Confessional Pop)[19]

ช่วงอยู่กับโนเดาต์ที่ประสบความสำเร็จในกระแสหลัก สเตฟานีร่วมงานกับศิลปินอื่นหลายซิงเกิล อย่าง "You're the Boss" ร่วมงานกับไบรอัน เซตเซอร์ ออร์เคสตรา, "South Side" กับโมบี้ และ "Let Me Blow Ya Mind" กับอีฟ ต่อมาในปี 2000 โนเดาต์ออกอัลบั้มที่ได้รับความนิยมน้อยลง ชุด Return of Saturn ที่ต่อยอดอิทธิพลเพลงนิวเวฟจากชุด Tragic Kingdom[20] เนื้อเพลงส่วนใหญ่มุ่งประเด็นที่ความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของสเตฟานีกับหัวหน้าวงบุช ณ ขณะนั้น ที่ชื่อเกวิน รอสส์เดล และเรื่องความไม่แน่ใจ รวมถึงการตัดสินใจในการลงหลักปักฐานและการมีบุตรของเธอ[21] อัลบัมในปี 2001 ชุด Rock Steady เพิ่มกลิ่นอายเร็กเกและแดนซ์ฮอลล์มากขึ้น แต่ยังคงแนวนิวเวฟในฉบับของวงไว้ โดยทั่วไปแล้วได้รับเสียงวิจารณ์ด้านบวก[22] อัลบัมนี้มีซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จในแง่อันดับในสหรัฐ[23] ซิงเกิล "Hey Baby" และ "Underneath It All" ได้รับรางวัลแกรมมี่ จากนั้นอัลบัมรวมเพลงฮิต The Singles 1992–2003 บรรจุเพลงคัฟเวอร์ของวงทอล์กทอล์ก เพลง "It's My Life" ออกวางขายในปี 2003 อีฟและสเตฟานีได้รับรางวัลแกรมมี่สาขาการร่วมงานเพลงร้องหรือแร็ปยอดเยี่ยมจากเพลง "Let Me Blow Ya Mind"[24]

2004–2006: เลิฟ. แอนเจิล. มิวสิก. เบบี. และเปิดตัวงานแสดง[แก้]

สเตฟานีแสดงใน ฮาราจูกะเลิฟเวอส์ทัวร์ ปี 2005

อัลบัมเดี่ยวเปิดตัวของสเตฟานี ชุด เลิฟ. แอนเจิล. มิวสิก. เบบี. ออกจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2004 อัลบัมชุดนี้มีการร่วมงานกับโปรดิวเซอร์และศิลปินมากมาย อย่างเช่น โทนี แคแนล, ทอม รอทร็อก, ลินดา เพอร์รี, อังเดรทรีเทาซันด์, เนลลี ฮูเพอร์, เดอะเนปจูนส์ และนิวออร์เดอร์ สเตฟานีสร้างสรรค์อัลบั้มนี้โดยนำเพลงที่เธอยังฟังครั้งเรียนอยู่ไฮสกูลมาทำให้ทันสมัย และ แอล.เอ.เอ็ม.บี. ก็ได้รับอิทธิพลจากความหลากหลายด้านดนตรีในคริสต์ทศวรรษ 1980 และต้นยุคคริสต์ทศวรรษ 1990 อาทิเพลงนิวเวฟ, ซินท์ป็อปและอิเล็กโทร[25] การตัดสินใจของสเตฟานีในการออกงานเดี่ยวก็เป็นโอกาสที่ดีให้เธอลงลึกถึงแนวเพลงป็ฮป แทนที่จะทำให้ทั้งโลกเชื่อในความสามารถ ความลึกและคุณค่าความเป็นศิลปิน[1] ผลก็คือ ได้รับเสียงวิจารณ์ผสมกันไป ดังคำบรรยายที่ว่า "สนุกอย่างที่สุด แต่ไม่เชิงว่ามีเกลื่อนกลาด โดยถูกทำลายจากคำวิจารณ์ของสังคม"[26] อัลบัมเปิดตัวบนชาร์ต บิลบอร์ด 200 ที่อันดับ 7 และขายได้มากกว่า 309,000 ชุดในสัปดาห์แรก[27] แอล.เอ.เอ็ม.บี. ประสบความสำเร็จได้รับการยืนยันแผ่นเสียงทองคำขาวหลายแผ่นในสหรัฐ,[11] สหราชอาณาจักร,[28] ออสเตรเลีย,[29] และแคนาดา[30]

ซิงเกิลแรกจากอัลบัมนี้คือ "What You Waiting For?" เปิดตัวที่อันดับ 1 ของแอเรียซิงเกิลส์ชาร์ต และเปิดตัวอันดับ 47 บน บิลบอร์ด ฮอต 100 ของสหรัฐ[31] และสามารถอยู่ในท็อป 10 ของชาร์ตโดยส่วนมาก[32] เพลงนี้เป็นการอธิบายว่าทำไมสเตฟานีถึงผลิตผลงานอัลบัมเดี่ยวออกมาและสาธยายถึงความกลัวของเธอหลังออกจากวงโนเดาต์มาออกเดี่ยว[33] ยังพูดถึงความต้องการจะมีลูก[34] "Rich Girl" เป็นซิงเกิลที่ 2 ของอัลบัม ได้ร่วมร้องกับแร็ปเปอร์ อีฟและมีโปรดิวเซอร์คือ ดร. เดร เป็นการดัดแปลงมาจากเพลงป็อปในคริสต์ทศวรรษ 1990 ของศิลปินอังกฤษที่ชื่อ ลูซี ลู แอนด์ มิชชี วัน เนื้อเพลงถือเป็นการคัฟเวอร์แบบหลวม ๆ มาก แต่เมโลดีนั้นใกล้เคียงกับเพลง "If I Were a Rich Man" ของ ฟิดเดลอร์ออนเดอะรูฟ ซิงเกิล "Rich Girl" เป็นการพิสูจน์ได้ถึงความสำเร็จในหลายรูปแบบ โดยติดท็อป 10 ในสหรัฐและสหราชอาณาจักร[31][35] ซิงเกิลที่ 3 ของอัลบัม "Hollaback Girl" ถือเป็นซิงเกิลอันดับ 1 ซิงเกิลแรกของเธอในสหรัฐและอันดับ 1 ลำดับที่ 2 ในออสเตรเลีย ส่วนที่อื่น สามารถติดใน 10 อันดับแรก[31][36] ยังเป็นเพลงแรกในสหรัฐที่มียอดดาวน์โหลดเกินล้าน และเป็ฯเพลงที่ได้รับความนิยมตลอดปี 2005[3] ซิงเกิลที่ 4 "Cool" ออกจำหน่ายไม่นานนักหลังที่ซิงเกิลก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จ โดยติดท็อป 20 ในสหรัฐและสหราชอาณาจักร[31][35] เนื้อเพลงและมิวสิกวิดีโอที่ถ่ายทำที่ทะเลสาบโกโม ในประเทศอิตาลี มีเนื้อหาเกี่ยวข้อกับอดีตคนรักของเธอ แคแนล[37] "Luxurious" เป็นซิงเกิลที่ 5 ของอัลบัม แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าเพลงก่อน ๆ "Crash" ออกจำหน่ายช่วงต้นปี 2006 ในฐานะซิงเกิลที่ 6 ถือเป็นตัวทดแทนอัลบัมถัดมาของ เลิฟ. แอนเจิล. มิวสิก. เบบี. ที่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากเธอตั้งครรภ์[38]

ในปี 2004 สเตฟานีเริ่มมีความสนใจในการแสดงภาพยนตร์และเริ่มออดิชันหนังหลายเรื่อง อย่างเช่น Mr. & Mrs. Smith[39] เธอมีผลงานเรื่องแรก รับบทเป็นจีน ฮาร์โลว์ในภาพยนตร์กำกับโดยมาร์ติน สกอร์เซซีเรื่อง The Aviator ในปี 2004 สกอร์เซซีมีบุตรสาวที่เป็นแฟนเพลงโนเดาต์ เขาได้แสดงความสนใจที่จะรับเลือกเธอแสดงหลังจากเห็นภาพยถ่ายของเธอที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมาริลิน มอนโรจากนิตยสาร Teen Vogue ในปี 2003[40][41] เพื่อเตรียมการจะรับบทนี้ สเตฟานีอ่านหนังสืออัตชีวประวัติของเธอ 2 เรื่องและดูหนังที่ฮาร์โลว์แสดง 18 เรื่อง[9] การถ่ายทำในส่วนของเธอใช้เวลา 4 ถึง 5 วัน สเตฟานีมีบทพูดเพียงเล็กน้อย[42] สเตฟานียังพากย์เสียงให้กับตัวละครในวิดีโอเกมปี 2004 Malice อย่างไรก็ดีก่อนที่จะเสร็จสิ้น บริษัทเลือกที่จะไม่ใช้เสียงของสมาชิกวงโนเดาต์นี้[43]

2006–2008: The Sweet Escape[แก้]

สเตฟานีแสดงใน เดอะสวีตเอสเคปทัวร์ ปี 2007

สตูดิโออัลบัมชุดที่ 2 ของสเตฟานี ชุด The Sweet Escape ออกขาย 1 ธันวาคม 2006[44] สเตฟานียังคงทำงานร่วมกับแคแนล, เพอร์รี และเดอะเนปจูนส์ รวมถึงเอค่อนและทิม ไรซ์-ออกซ์ลีย์จากวงร็อกอังกฤษ คีน อัลบัมนี้เน้นเพลงอิเล็กทรอนิกส์และแดนซ์สำหรับคลับมากขึ้นกว่าอัลบัมชุดก่อน[11] อัลบัมออกพร้อมกับดีวีดีการออกทัวร์ครั้งแรกของสเตฟานี ที่ใช้ชื่อชุดว่า Harajuku Lovers Live อัลบัมชุดนี้ได้รับเสียงตอบรับผสมกันไป ทั้งบอกว่า "ได้ความรู้สึกขุ่นหมองอย่างน่าประหลาดใจ, ความรู้สึกเหมือนอัตชีวประวัติเล็กน้อย แต่สเตฟานีก็ยังไม่ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นดีวาที่ได้พึงพอใจ"[45] และยังเรียกอัลบัมนี้ว่า "การกลับมาที่เร่งรีบ ที่ดูซ้ำกับ เลิฟ. แอนเจิล. มิวสิก. เบบี. แต่พลังน้อยกว่า"[46]

"ไวนด์อิตอัป" ซิงเกิลนำของอัลบัม ได้รับเสียงวิจารณ์ผสมกันไป ที่มีการใช้คำพูดเรื่อยเปื่อยและการสอดแทรกเพลงจากหนัง มนต์รักเพลงสวรรค์ เข้าไป[47] เพลงประสบความสำเร็จพอสมควร ขึ้นสูงสุดใน 10 อันดับแรกในสหรัฐและสหราชอาณาจักร[48] ส่วนไตเติลแทร็กได้รับการตอบรับดีอย่างกว้างขวาง ขึ้นชาร์ตใน 10 อันดับแรกมากกว่า 15 ประเทศ รวมถึงขึ้นสูงสุดอันดับ 2 ทั้งสหรัฐ, ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ในการประชาสัมพันธ์อัลบัม The Sweet Escape สเตฟานีเป็นผู้ให้คำปรึกษาในฤดูกาลที่ 6 ของรายการ อเมริกันไอดอล และแสดงเพลงร่วมกับเอค่อน เพลงนี้ยังได้รับการเสนอชื่อรางวัลแกรมมี่ในสาขาการร่วมงานเพลงป็อปยอดเยี่ยม[49] อีก 3 ซิงเกิลจากอัลบัม "4 in the Morning", "Now That You Got It" ที่ร่วมร้องกับเดเมียน มาร์เลย์ และ "Early Winter" ในการประชาสัมพันธ์อัลบัม สเตฟานีเดินทางรอบโลก ในเดอะสวีตเอสเคปทัวร์ ที่ครอบคลุมพื้นที่ในอเมริกาเหนือ, ยุโรป, เอเชียและแปซิฟิก และบางส่วนของละตินอเมริกา จากบทสัมภาษณ์ใน เอนเตอร์เทนเมนต์วีกลี ฉบับ 6 มิถุนายน 2011 เธอเล่าว่า เธอไม่มีแผลที่จะกลับมาออกผลงานเดี่ยว โดยบอกว่า "เป็นช่วงเวลาตอนนั้น ที่ดูจะยาวกว่าที่พวกเราคิดว่า ด้วยเพราะเป็นแรงดลใจและคุณก็ต้องไปในสักที่ที่คุณจะต้องไปในช่วงเวลานั้นของชีวิต แต่ทุกอย่างก็ลงตัวอย่างที่ควรจะเป็น"[50]

2009–2013: กลับมาทำโนเดาต์[แก้]

ขณะที่สเตฟานีกำลังประชาสัมพันธ์อัลบัม The Sweet Escape อยู่นั้น วงโนเดาต์ก็เริ่มทำงานอัลบัมชุดใหม่โดยไม่มีเธอ[51] วางแผนไว้ว่าจะทำให้เสร็จหลังจากทัวร์เดอะสวีตเอสเคปทัวร์ของเธอจบลง[52] เดือนมีนาคม 2008 วงเริ่มมีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของวงในฟอรัมอย่างเป็นทางการของวง สเตฟานีก็โพสต์ในวันที่ 28 มีนาคม 2008 ว่าได้เริ่มเขียนเพลงแล้วแต่ยังทำได้ช้าอยู่ เหตุเพราะเธออยู่ในช่วงตั้งครรภ์บุตรคนที่ 2[53] โนเดาต์ประกาศบนเว็บไซต์ทางการของวงว่าต้องการออกทัวร์ในปี 2009 ขณะที่กำลังจะทำผลงานอัลบัมล่าสุดกำลังเสร็จ และวางไว้ว่าจะออกในปี 2010[54] ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2008 มีการประกาศว่าโนเดาต์จะเป็นวงนำในเทศกาลแบมบูเซิล 2009 ในเดือนพฤษภาคม ร่วมกับวงฟอลล์เอาต์บอย วงออกทัวร์ในประเทศเสร็จในฤดูร้อนปี 2009[55]

วันที่ 11 มิถุนายน 2012 วงประกาศบนเว็บไซต์ทางการของวงว่า อัลบัมใหม่จะออกวันที่ 25 กันยายน โดยมีซิงเกิลแรกออก 16 กรกฎาคม ใช้ชื่ออัลบัมว่า Push and Shove ซิงเกิลแรกคือ "Settle Down" กำกับมิวสิกวิดีโอโดยโซฟี มุลเลอร์ (ก่อนหน้านี้กำกับมิวสิกวิดีโอหลายตัวให้โนเดาต์) ในช่วงเวลานั้นเองโนเดาต์เป็นผู้ให้คำปรึกษารับเชิญในรายการ เอกซ์แฟกเตอร์ ฉบับสหราชอาณาจักร[56] "Settle Down" ขึ้นอันดับสูงสุดอันดับ 34 บน บิลบอร์ด ฮอต 100 ขณะที่อัลบัมสูงสุดอันดับ 3 บนชาร์ต บิลบอร์ด 200 ต่อมาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2012 วงได้ดึงมิวสิกวิดีโอ "Looking Hot" ออกจากอินเทอร์เน็ต เนื่องจากได้รับเสียงวิจารณ์ว่าใจดำกับชนพื้นเมืองอเมริกัน[57]

2014–2016: เดอะวอยซ์ และ ดิสอีสวอตเดอะทรุทฟีลส์ไลก์[แก้]

ผลงาน[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Murison, Krissi (December 10, 2004). "Gwen Stefani : Love Angel Music Baby". NME. สืบค้นเมื่อ May 10, 2007. 
  2. Collis, Clark (November 22, 2006). "Holla Back". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ April 17, 2007. 
  3. 3.0 3.1 Hiatt, Brian (January 19, 2006). "Stefani, Peas Lead Singles Boom". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ April 17, 2007. 
  4. "Decade End Charts – Artists Of The Decade". Billboard. 2009. Archived from the original on September 30, 2011. สืบค้นเมื่อ July 10, 2011. 
  5. "Decade End Charts – Hot 100 Artists". Billboard. 2009. Archived from the original on October 8, 2012. สืบค้นเมื่อ July 10, 2011. 
  6. Graham, Mark (February 13, 2012). "VH1's 100 Greatest Women In Music (Complete List)". VH1. Archived from the original on March 4, 2012. 
  7. McGibbon, Rob (May 13, 2007). "No natural born popstar". The Sunday Telegraph. Archived from the original on May 19, 2007. สืบค้นเมื่อ August 9, 2016. 
  8. 8.0 8.1 8.2 Jeffries, David. "Gwen Stefani | Biography". AllMusic. สืบค้นเมื่อ April 17, 2014. 
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 Van Meter, Jonathan (April 2004). "The First Lady of Rock". Style.com. Archived from the original on January 20, 2008. สืบค้นเมื่อ April 16, 2007. 
  10. Entertainment Weekly, issue 910. Page 94, sidebar. December 8, 2006.
  11. 11.0 11.1 11.2 11.3 Hooper, Joseph (February 16, 2007). "L.A.M.B. Chops". Elle (258): 220. Archived from the original on July 26, 2011. สืบค้นเมื่อ January 25, 2007. 
  12. George, Kat (March 8, 2015). "20 Artists Who Took Their Mom on the Red Carpet". VH1. สืบค้นเมื่อ September 7, 2016. 
  13. 13.0 13.1 "Gwen Stefani – Profile". E! News. Archived from the original on September 16, 2008. สืบค้นเมื่อ September 28, 2008. 
  14. Bush, John. "No Doubt | Biography". AllMusic. สืบค้นเมื่อ April 17, 2014. 
  15. Strauss, Neil (January 31, 2002). "No Doubt's Anniversary Party". Rolling Stone. Archived from the original on June 25, 2009. สืบค้นเมื่อ April 17, 2007. 
  16. "1997 The Year in Music – Hot 100 Airplay". Billboard 109 (52): YE-36. December 27, 1997 – January 3, 1998. ISSN 0006-2510. สืบค้นเมื่อ April 17, 2014. 
  17. Errico, Marcus (January 7, 1997). "Babyface, Celine Dion Dominate Grammy Nominations". E! News. สืบค้นเมื่อ April 17, 2014. 
  18. "List of Grammy award nominations". CNN. January 6, 1998. สืบค้นเมื่อ April 30, 2007. 
  19. Dunn, Jancee (December 14, 2000). "Gwen Stefani: The Queen of Confessional Pop". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ November 28, 2014. 
  20. Erlewine, Stephen Thomas. "Return of Saturn – No Doubt". AllMusic. สืบค้นเมื่อ April 27, 2007. 
  21. Willman, Chris (May 12, 2000). "No Doubt: Future Tense?". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ April 27, 2007. 
  22. Cinquemani, Sal. "No Doubt: Rock Steady". Slant Magazine. December 12, 2004. Retrieved April 30, 2007.
  23. "No Doubt | Awards". AllMusic. สืบค้นเมื่อ April 17, 2014. 
  24. "Past Winners Search". Grammy Awards. The Recording Academy. สืบค้นเมื่อ November 30, 2011. 
  25. Vineyard, Jennifer. "Gwen Stefani: Scared Solo". MTV. Archived from the original on May 12, 2007. สืบค้นเมื่อ April 23, 2007. 
  26. Cinquemani, Sal (November 20, 2004). "Gwen Stefani: Love. Angel. Music. Baby.". Slant Magazine. สืบค้นเมื่อ June 4, 2007. 
  27. Whitmire, Margo (December 1, 2004). "U2's 'Bomb' Explodes At No. 1". Billboard. สืบค้นเมื่อ March 13, 2007. 
  28. "Certified Awards Search". British Phonographic Industry. June 16, 2005. Archived from the original on July 4, 2011. สืบค้นเมื่อ November 30, 2011. 
  29. "ARIA Charts – Accreditations – 2005 Albums". Australian Recording Industry Association. สืบค้นเมื่อ April 23, 2007. 
  30. "Gold Platinum Database". Music Canada. April 24, 2006. Archived from the original on September 16, 2013. สืบค้นเมื่อ November 30, 2011. 
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 แม่แบบ:BillboardID/G/แม่แบบ:BillboardEncode/G/chart?f=379 "Gwen Stefani – Chart history: The Hot 100". Billboard. สืบค้นเมื่อ November 30, 2011. 
  32. "Gwen Stefani – What You Waiting For?". Ultratop. สืบค้นเมื่อ November 30, 2011. 
  33. Vineyard, Jennifer (November 10, 2004). "Gwen Stefani's Debut Solo LP Inspired By Insecurity And Japan". MTV News. สืบค้นเมื่อ August 6, 2016. 
  34. Salmon, Chris (March 2, 2007). "'I just want to make music and babies'". The Guardian. สืบค้นเมื่อ August 6, 2016. 
  35. 35.0 35.1 "Gwen Stefani". Official Charts Company. สืบค้นเมื่อ October 5, 2012. 
  36. "Gwen Stefani – Hollaback Girl". Ultratop. สืบค้นเมื่อ November 30, 2011. 
  37. Vineyard, Jennifer (June 21, 2005). "Gwen Stefani's Song About Tony Kanal To Be Her Next Single". MTV News. สืบค้นเมื่อ August 6, 2016. 
  38. Vineyard, Jennifer (December 24, 2005). "Gwen Stefani Confirms Pregnancy While Onstage In Florida". MTV News. สืบค้นเมื่อ August 6, 2016. 
  39. "Gwen Stefani Bares All in Elle Tell-All". Extra. January 30, 2007. Archived from the original on January 10, 2014. สืบค้นเมื่อ March 21, 2007. 
  40. Vineyard, Jennifer (February 13, 2004). "Gwen Stefani Feeling Hella Good About Role In Scorsese Flick". MTV News. สืบค้นเมื่อ August 6, 2016. 
  41. Vineyard, Jennifer (December 2, 2004). "Gwen Stefani Says Acting Is A Lot Harder Than Singing". MTV News. สืบค้นเมื่อ August 6, 2016. 
  42. "Have no fear, No Doubt still here". USA Today. May 4, 2004. สืบค้นเมื่อ April 17, 2007. 
  43. Hwang, Kaiser (January 23, 2004). "Remember Malice?". IGN. สืบค้นเมื่อ August 6, 2016. 
  44. "Gwen Stefani : Releases : The Sweet Escape". Interscope Records. Archived from the original on September 29, 2012. สืบค้นเมื่อ May 17, 2011. 
  45. Michel, Sia (December 1, 2006). "The Sweet Escape (2006): Gwen Stefani". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ January 9, 2007. 
  46. Sheffield, Rob (December 12, 2006). "Gwen Stefani: The Sweet Escape". Rolling Stone. Archived from the original on April 20, 2007. สืบค้นเมื่อ January 9, 2007. 
  47. Macia, Peter (October 25, 2006). "Wind It Up". Pitchfork. Archived from the original on January 4, 2009. สืบค้นเมื่อ April 29, 2007. 
  48. "Gwen Stefani – Wind It Up". Ultratop. สืบค้นเมื่อ November 30, 2011. 
  49. "2008 Grammy Award Winners and Nominees". The New York Times. February 9, 2008. สืบค้นเมื่อ November 30, 2011. 
  50. Anderson, Kyle (June 6, 2011). "Gwen Stefani and No Doubt on their next step – EXCLUSIVE". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ December 4, 2011. 
  51. Vineyard, Jennifer; Richard, Yasmine (May 12, 2006). "No Doubt — Minus Gwen — In Early Stages Of New Album". MTV News. สืบค้นเมื่อ August 6, 2016. 
  52. Cohen, Jonathan (December 12, 2006). "Stefani: No Timetable For No Doubt Reunion". Billboard. สืบค้นเมื่อ December 31, 2006. 
  53. "new album". NoDoubt.com. 2008. Retrieved March 30, 2008.
  54. "2009 Tour". NoDoubt.com. 2008. Retrieved November 22, 2008.
  55. "No Doubt : Tour Archive". Archived from the original on June 6, 2011. สืบค้นเมื่อ September 7, 2016. 
  56. "Album and Single Announcement!". NoDoubt.com. June 11, 2012. Retrieved June 12, 2012.
  57. Toney, Veronica (November 5, 2012). "No Doubt apologizes, pulls ‘Looking Hot’ video - Celebritology 2.0". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ December 20, 2012. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]