พรินซ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พรินซ์
Prince at Coachella 001.jpg
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริง พรินซ์ โรเจอร์ส เนลสัน (1958-2016)
เกิด 7 มิถุนายน ค.ศ. 1958(1958-06-07)
มินนีแอโพลิส, มินนิโซตา, สหรัฐอเมริกา
วันที่เสียชีวิต 21 เมษายน ค.ศ. 2016 (57 ปี)
Chanhassen, มินนิโซตา, สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง ป็อป, ร็อก, ฟังก์, อาร์แอนด์บี
อาชีพ นักร้อง-นักแต่งเพลง, นักดนตรี, โปรดิวเซอร์เพลง, นักแสดง
ช่วงปี 1976–2016
ค่ายเพลง NPG, Columbia, Universal, Arista, Paisley Park, Warner Bros.
ส่วนเกี่ยวข้อง The Revolution; Wendy and Lisa
New Power Generation
The Time; Morris Day
Sheila E.
Kate Bush
Vanity 6; Apollonia 6
Mazarati
The Family
94 East
Madhouse
Jill Jones
Candy Dulfer
Támar

พรินซ์ โรเจอร์ส เนลสัน (อังกฤษ: Prince Rogers Nelson) (7 มิถุนายน ค.ศ. 1958 - 21 เมษายน ค.ศ. 2016) เป็นนักร้องชาวอเมริกัน นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์เพลงและนักแสดง พรินซ์เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายสำหรับผสมผสานผลงาน การแสดงบนเวทีที่มีสีสันและช่วงเสียงร้องที่สูง เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกเสียงร้องแบบ “Minneapolis sound” ผลงานของเขามีความหลากหลายทั้ง ฟังก์ ร็อค อาร์แอนบี โซล ไซคีเดลิค และป็อป

ผลงานในช่วงแรกของเขาจะเป็นเพลง อาร์แอนด์บี ดนตรีโซลและฟังก์ ต่อมาเขาผสมผสานแนวเพลงอื่นเข้ามาด้วยไม่ว่าจะเป็น ป็อป, ร็อก, แจ๊ส, นิวเวฟ, ไซเคเดเลีย และฮิปฮอป เขาได้รับอิทธิพลด้านดนตรีจาก สลาย สโตน, ไมล์ส เดวิส, จิมมี เฮนดริกซ์, โจนี มิตเชลล์, เจมส์ บราวน์, พาร์ไลเมนต์-ฟังก์คาเดลิก และคาร์ลอส ซานตานา เอกลักษณ์อันเด่นชัดของผลงานเขาในช่วงต้นถึงกลางทศวรรษ 1980 เช่น การใช้ดรัมแมชชีนเรียบเรียงเพลงแบบเสียงเครื่องจักรโปร่ง ๆ และการใช้ท่อนริฟฟ์เครื่องสังเคราะห์เสียง ในลักษณะดนตรีอาร์แอนด์บี, ฟังก์ และดนตรีโซล ที่เรียกว่า "ดนตรีมินนิเอโพลิส"

พรินซ์มียอดขายมากกว่า 100 ล้านชุด ทำให้เขาถือเป็นหนึ่งในศิลปินที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล ด้วยผลงานมากมาย มีเพลงกว่า 100 เพลง ทั้งที่เขาร้องเองและของศิลปินอื่น เขาได้รับรางวัลแกรมมี่มาแล้ว 7 ครั้ง, 1 รางวัลลูกโลกทองคำและ 1 รางวัลออสการ์ เขายังมีชื่ออยู่ในร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม ในปี 2004 นิตยสารโรลลิงสโตน จัดอันดับพรินซ์อยู่ที่อันดับ 28 ใน 100 อันดับของศิลปินที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล[1]

พริ้นเสียชีวิตวันที่ 21 เมษายน ค.ศ 2016 ที่บ้าน/สตูดิโอ Paisley Park ในรัฐมินนีโซต สหรัฐอเมริกา หลังจากเกิดโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่ อายุ 57 ปี

ชีวิตช่วงแรก[แก้]

พรินซ์ โรเจอร์ส เนลสัน เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1958 ที่เมืองมินนีแอโพลิส เป็นบุตรชายครอบครัวชาวแอฟริกัน-อเมริกัน มารดาชื่อ แมตตี เดลลา (1933–2002) และบิดาชื่อ จอห์น ลูอิส เนลสัน (1916–2001) และตระกูลครอบครัวของเขาอยู่ในใจกลางรัฐลุยเซียนา ปูย่าตายายทั้งสี่ของเขามาจากรัฐดังกล่าวนี้[2] บิดาของพรินซ์เป็นนักเปียโน และนักประพันธ์เพลง ส่วนมารดาของพรินซ์เป็นนักร้องแนวเพลงแจ๊ส พรินซ์ถูกตั้งชื่อหลังจากที่พ่อของเขาชมการแสดงเวทีชื่อว่า พรินซ์ โรเจอร์ส ซึ่งมาจากกลุ่มดนตรีแจ๊สที่แสดงโชว์ที่มีชื่อว่า พรินซ์ โรเจอร์ส ทรีโอ ในการสัมภาษณ์กับรายการ A Current Affair ในปี ค.ศ. 1991 พ่อของเขาพูดว่า "ผมตั้งชื่อลูกชายของฉันปริ๊นซ์เพราะผมต้องการให้ลูกชายได้ทำทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ผมเคยใฝ่ฝันอยากจะทำ" ชื่อเล่นของพรินซ์ในตอนเด็กว่าสกิปเปอร์ พรินซ์ได้กล่าวว่าเขา "เกิดเป็นโรคลมชัก" และ "เคยมีอาการชัก" เมื่อตอนเขายังหนุ่ม

น้องสาวของพรินซ์ชื่อว่า Tika Evene โดยพี่น้องทั้งสองพัฒนาความสนใจในเพลงนี้ และได้รับการสนับสนุนจากพ่อของพวกเขา[3] โดยพรินซ์ได้แต่งเพลงครั้งแรกชื่อ "Funk Machine" และเล่นเปียโนโดยพ่อของเขาเมื่อตอนอายุได้ 7 ปี ตอนพรินซ์อายุ 10 ปี ครอบครัวของเขาไดเแยกทางจากกัน ต่อมาพรินซ์ได้เปลี่ยนบ้านซ้ำแล้วซ้ำอีก บางครั้งก็อาศัยอยู่กับพ่อของเขา และบางครั้งกับแม่และพ่อเลี้ยงของเขา จากนั้นเขาก็ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของเพื่อนบ้านที่ชื่อ แอนเดอร์สัน และเพื่อนของลูกชายพวกเขา อังเดร แอนเดอร์สัน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นที่รู้จักในนาม André Cymone[4]

พรินซ์ ได้เข้าศึกษาที่เมืองมินนีแอโพลิส ในโรงเรียนมัธยมไบรอันท์จูเนียร์ และโรงเรียนมัธยมเซ็นทรัล ซึ่งเป็นที่เขาเล่น ฟุตบอล ,บาสเกตบอล และเบสบอล เขาเล่นในทีมบาสเกตบอลเซ็นทรัลจูเนียร์[5][6] ต่อมาพรินซ์ได้พบกับจิมมี แจม ในปี ค.ศ. 1973 ที่โรงเรียน และสร้างความประทับใจให้เขาในช่วงชั้นเรียนดนตรีที่มีความสามารถทางดนตรีอย่างหลากหลายของเครื่องดนตรีของเขา[7]

ในอาชีพของเขา[แก้]

1975–84: จุดเริ่มต้นและความก้าวหน้า[แก้]

ในปี ค.ศ. 1974 เปเป้ วิลลี่ สามีของลูกพี่ลูกน้องพรินซ์ อดีตสมาชิกวง 94 East พร้อมกับมาร์ซี่ อิงโวลด์สเตด และคริสตี้ เลเซ็นเบอร์รี่ วิลลี่ได้จ้าง André Cymone และพรินซ์มาบันทึกเสียงเพลงพร้อมกับวง 94 East วิลลี่ได้แต่งเพลง และพรินซ์เล่นกีต้าร์ในเพลง พรินซ์ยังได้แต่งเพลงร่วมกับวิลลี่ให้กับวง 94 East "Just Another Sucker"

ในปี ค.ศ. 1976 พรินซ์ได้ทำเทปเดโมที่มีโปรดิวเซอร์ คริส มูนใน Moon's Minneapolis studio โดยไม่สามารถที่จะบันทึกเสียงได้อย่างถูกต้อง มูนได้ซื้อเทปมาจาก โอเว่น ฮัสเน่ย์ นักธุรกิจในมินนีแอโพลิส ฮัสเน่ย์ ได้ลงนามกับพรินซ์ ตอนเขาอายุ 17 ปี ในการทำสัญญาจัดการ และช่วยเหลือพรินซ์ในการทำเดโมบันทึกเสียงที่ Sound 80 Studios ในเมืองมินนีแอโพลิส ที่มีโปรดิวเซอร์-เอ็นจิเนีย David Z เดโมบันทึกเสียง พร้อมกับชุดสื่อที่ผลิตที่ Husney's ad agency ได้รับความสนใจจากค่ายเพลงหลายค่ายรวมทั้งค่ายวอร์เนอร์บราเธอร์สเรเคิดส์ ,เอแอนด์เอ็มเรเคิดส์ และโคลัมเบียเรเคิดส์[8]

1984–87: เดอะเดอะรีโวลูชั่น ,เพอร์เพิลเรน และการวางจำหน่ายต่อมา[แก้]

พรินซ์ ในช่วงแสดงคอนเสิร์ตในกรุงบรัสเซลส์ Hit N Run Tour ปี ค.ศ. 1986

ในช่วงเวลาที่พรินซ์ เรียกวงดนตรีของเขาในฐานะ เดอะเดอะรีโวลูชั่น ชื่อของวงยังได้รับการตีพิมพ์ในสิ่งที่ตรงกันข้ามบนหน้าปกของ 1999 ภายในตัวอักษร "I" ของคำว่า "Prince" วงดนตรีที่ประกอบด้วย Lisa Coleman และDoctor Fink มือคีย์บอร์ด ,Bobby Z มือกลอง ,Brown Mark มือเบส และDez Dickerson มือกีต้าร์ Jill Jones นักร้องหนุนหลัง ซึ่งยังเป็นส่วนหนึ่งของนักร้องตัวจริงสำหรับอัลบั้ม และคอนเสิร์ตทัวร์ 1999 หลังจากที่คอนเสิร์ตทัวร์ 1999 Dickerson ได้ออกจากกลุ่มเพราะเหตุผลทางศาสนา ในหนังสือ Possessed: The Rise and Fall of Prince (2003) ผู้เขียน อเล็กซ์ ฮาห์น กล่าวว่า Dickerson ก็ยังลังเลที่จะเซ็นสัญญาสามปี และต้องการที่จะไล่ตามกิจการดนตรีอื่น ๆ Dickerson ก็ถูกแทนที่โดย เพื่อนของ Coleman Wendy Melvoin ซึ่งในตอนแรกวงดนตรีถูกนำมาใช้ประปรายในสตูดิโอ แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนในช่วงกลางยุค 1980

A lead single from Purple Rain, "When Doves Cry" became a signature song of Prince's. It features an intro to a guitar solo and a Linn LM-1 drum machine, followed by a looped guttural vocal.

หากมีปัญหาในการเล่นไฟล์นี้ ดูที่ วิธีใช้สื่อ

ตามที่อดีตผู้จัดการของเขา Bob Cavallo ในช่วงต้นยุค 1980 พรินซ์จำเป็นต้องใช้การจัดการของเขาเพื่อให้ได้ข้อตกลงสำหรับเขาที่จะแสดงในภาพยนตร์เมเจอร์ แม้ว่าความจริงจะสิ่งที่ได้รับของเขาถูกจำกัดความนิยมเพลงป๊อป และมิวสิควิดีโอหลายอย่างนี้ส่งผลต่อในภาพยนตร์ฮิต Purple Rain (1984) ที่นำแสดงโดย พรินซ์ และเป็นอัตชีวประวัติอย่างอิสระ และสตูดิโออัลบั้ม ซึ่งเป็นอัลบั้มซาวด์แทร็คของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย อัลบั้ม Purple Rain ทำยอดขายได้มากกว่า 13 ล้านชุดในสหรัฐอเมริกา และติดชาร์ตอันดับที่ 1 ของ Billboard 200 เป็นเวลา 24 สัปดาห์ ติดต่อกัน ภาพยนตร์ยังชนะรางวัลAcademy Award for Best Original Score และทำรายได้กว่า 68 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพลงจากภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ฮิตบนชาร์ตเพลงป๊อปทั่วโลกอันดับที่ 1 ได้แก่ "When Doves Cry" และ "Let's Go Crazy" และเพลงPurple Rain ซึ่งติดอันดับที่ 2 ในชาร์ต Billboard Hot 100 เมื่อถึงจุดหนึ่งในปี ค.ศ. 1984 ขณะเดียวกันพรินซ์มีอัลบั้ม ,ซิงเกิล และภาพยนตร์ อันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรกที่นักร้องประสบความสำเร็จในฝีมือ อัลบั้ม Purple Rain ถูกจัดอันดับ 72 ใน 500 อัลบัมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล จากนิตยสาร Rolling Stone นอกจากนี้ยังรวมอยู่ในรายชื่อของ 100 อัลบั้มตลอดกาลจากนิตยสารไทม์

1987–91: ศิลปินเดี่ยวอีกครั้ง , Sign o' the Times[แก้]

1991–94: The New Power Generation, Diamonds and Pearls, และเปลี่ยนชื่อ[แก้]

ในปี ค.ศ. 1991 วงใหม่ของพรินซ์ได้เปิดตัว the New Power Generation กับมือกีตาร์ Miko Weaver และมือคีย์บอร์ด Doctor Fink พรินซ์ ได้เพิ่มเล่นเบส Sonny T., Tommy Barbarella มือคีย์บอร์ด

1994–2000: ผลผลิตเพิ่มขึ้น และ The Gold Experience[แก้]

ในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 2000 พรินซ์ ได้หยุดใช้ชื่อเล่นสัญลักษณ์ความรัก และกลับมาใช้ชื่อพรินซ์ หลังจากที่หมดสัญญาของเขากับการวางจำหน่ายใน Warner/Chappell ในการแถลงข่าวเขาบอกว่าหลังจากที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระจากความสัมพันธ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับชื่อพรินซ์ เขาจะเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อจริงของเขา โดยพรินซ์ยังคงใช้สัญลักษณ์เป็นโลโก้ ,ปกอัลบั้ม และการเล่นกีต้าร์ในสัญลักษณ์รูปทรงความรัก หลายปีต่อมาการเปิดตัวของ Rave Un2 the Joy Fantastic เพลงใหม่ส่วนใหญ่ของพรินซ์ได้รับการออกจำหน่ายผ่านการบริการสมัครสมาชิกอินเทอร์เน็ตของเขาในเว็บไซต์ NPGOnlineLtd.com (ภายหลัง NPGMusicClub.com)[9]

ในปี ค.ศ. 2000 พรินซ์ได้วางจำหน่ายอัลบั้มไลฟ์แรก One Nite Alone... Live! ซึ่งเป็นการแสดงสดจาก One Nite Alone...Tour ชุด 3 แผ่นซีดี นอกจากนี้ยังมีแผ่นดิสก์ของ "หลังจากการแสดง" ในช่วงเวลาที่พรินซ์พยายามที่จะเข้าถึงกับฐานแฟนคลับของเขาผ่านทางสื่อเว็บไซต์ NPG Music Club ,ก่อนคอนเสิร์ต ,การเช็คเสียง และการเฉลิมฉลองที่เป็นประจำทุกปี ที่เพลสลีย์พาร์ค สตูดิโอของเขา แฟน ๆ ที่ได้รับเชิญเข้าสตูดิโอสำหรับทัวร์ ,การสัมภาษณ์ ,การสนทนา และช่วงการฟังเพลง บางส่วนการสนทนาของเหล่าแฟนถูกสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีอาคิโอะ ที่กำกับโดย Kevin Smith

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2004 พรินซ์ได้ปรากฏตัวในงานรางวัลแกรมมี่ ครั้งที่ 47 พร้อมกับ บียอนเซ่ โนวส์[10][11] ในการแสดงสดเปิด ที่เล่นเพลงเมดเล่ย์ของ "Purple Rain", "Let's Go Crazy", "Baby I'm a Star",และเพลงของบียอนเซ่ "Crazy in Love"[12] เดือนต่อมา พรินซ์ได้มอบรางวัลในงานหอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล [13]

2000–07: การเปลี่ยนแปลง, Musicology ,ย้ายค่าย และ 3121[แก้]

2010–12: 20Ten และ Welcome 2 Tours[แก้]

2013–16: 3rdeyegirl และกลับสู่วอร์เนอร์บราเธอร์ส[แก้]

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2013 พรินซ์ได้ออกเผยแพร่วีดีโอเนื้อเพลง สำหรับเพลงใหม่ชื่อ "Screwdriver" ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2013 พรินซ์ ได้ประกาศทัวร์คอนเสิร์ตฝั่งตะวันตกมีชื่อว่า Live Out Loud Tour พร้อมกับวง 3rdeyegirl ซึ่งเป็นวงแบร็คอัพของเขา และสองวันสุดท้ายของทัวร์ขาแรก ในมินนีแอโพลิส ที่ซึ่งอดีตมือกลอง Revolution Bobby Z นั่งอยู่ในเป็นมือกลองแขกรับเชิญในโชว์ เดือนพฤษภาคม พรินซ์ประกาศข้อตกลงกับ Kobalt Music ในการตลาดและจัดจำหน่ายเพลงของเขา

ในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2013 พรินซ์ได้ออกจำหน่ายซิงเกิลเดี่ยวใหม่ ผ่านทางการดาวน์โหลดของเว็บไซต์ 3rdeyegirl.com ซิงเกิล "Breakfast Can Wait" ซึ่งมีรูปหน้าปกที่มีการเลียนแบบนักร้องของนักแสดงตลก Dave Chappelle ในภาพสเก็ตใน 2000s Comedy Central series Chappelle's Show

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 พรินซ์ได้แสดงสดพร้อมกับ 3rdeyegirl ในลอนดอน ในทัวร์ Hit and Run Tour เริ่มต้นด้วยการแสดงที่ใกล้ชิด เป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นที่ลอนดอนของบ้านนักร้อง Lianne La Havas, ตามด้วยการแสดงที่สองของสิ่งที่พรินซ์อธิบายว่าเป็นซาวน์เช็ค ที่ Electric Ballroom ใน Camden[14] และอื่น ๆ ใน Shepherds Bush Empire[15]

ในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 2014 พรินซ์ได้ออกจำหน่ายซิงเกิลใหม่ "The Breakdown" ซึ่งเขาได้เซ็นสัญญาใหม่กับอดีตค่ายเพลงของเขาวอร์เนอร์บราเธอร์ส หลังจากที่แยกออกไป 18 ปี วอร์เนอร์ประกาศว่าพรินซ์จะออกจำหน่ายอัลบั้มรีมาสเตอร์ดีลักซ์ ของอัลบั้มปี ค.ศ. 1984 Purple Rain ในปี ค.ศ. 2014 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของอัลบั้ม ในทางกลับกัน วอร์เนอร์ให้พรินซ์เป็นเจ้าของแห่งบันทึกต้นแบบของการบันทึกเสียงวอร์เนอร์ของเขา[16][17]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2015 หลังจากการตายของเฟรดดี้ เกรย์ และการจลาจลที่ตามมา, พรินซ์ได้ออกจำหน่ายเพลง "Baltimore" เพื่อไว้อาลัยแด่เกรย์ และการสนับสนุนการประท้วงใน Baltimore[18][19][20][21] นอกจากนี้เขายังจัดคอนเสิร์ตบรรณาการสำหรับเกรย์ที่ Paisley Park ในชื่อ "Dance Rally 4 Peace" ในการที่เขาสนับสนุนให้แฟน ๆ สวมเสื้อเกรย์ เพื่อเป็นเกียรติแด่เฟรดดี้ เกรย์[22]

อัลบั้มก่อนหน้าสุดท้ายของพรินซ์ Hit n Run Phase One เป็นครั้งแรกที่ปล่อยในวันที่ 7 กันยายน 2015 ในการให้บริการสตรีมมิ่งเพลงใน Tidal ก่อนที่จะถูกออกจำหน่ายออกมาในแผ่นซีดี และดาวน์โหลดในวันที่ 14 กันยายน[23] อัลบั้มสุดท้ายของเขา Hit n Run Phase Two คือความหมายต่อเนื่องจากของคราวนี้ และถูกวางจำหน่ายใน Tidal สำหรับสตรีมมิ่งและดาวน์โหลดในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2015[24]

อ้างอิง[แก้]

  1. "The Immortals: The First Fifty". Rolling Stone Issue 946. Rolling Stone. 
  2. Smolenyak, Megan (February 8, 2013). "Hey, Prince, Your Roots Are Showing". The Huffington Post. สืบค้นเมื่อ February 12, 2013. 
  3. "Obituary: John Nelson". The Independent. September 1, 2001. Archived from the original on September 19, 2011. สืบค้นเมื่อ April 25, 2016. 
  4. "André Cymone". สืบค้นเมื่อ December 11, 2010. 
  5. Rothman, Michael (March 4, 2015). "Prince's Bryant Junior High Basketball Photo is Amazing". ABC News. สืบค้นเมื่อ May 1, 2016. 
  6. Tevlin, Jon (March 13, 2004). "The Quiet One: A High School Classmate Recalls the Artist as a Young Man". Star Tribune. สืบค้นเมื่อ May 4, 2016. 
  7. Nolfi, Joey (April 21, 2016). "Jimmy Jam Remembers School Days with Prince: 'Everything was so Forward Thinking'". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ April 23, 2016. 
  8. Kissell, Ted B. (May 2, 2016). "Prince's first manager reflects on the music icon's early days". UCLA Newsroom. Archived from the original on May 3, 2016. สืบค้นเมื่อ May 6, 2016. 
  9. Bugbee, Teo (25 June 2015). "Taylor Swift Follows Prince: The Artist Who Tamed the Corporate Giant". The Daily Beast. สืบค้นเมื่อ 8 May 2016. 
  10. Rys, Dan (April 21, 2016). "Prince and Beyonce at the 2004 Grammy Awards: The Story Behind How the Duet Came Together". Billboard. สืบค้นเมื่อ April 23, 2016. 
  11. Sweeting, Adam (April 22, 2016). "Prince obituary: ‘the music flowed out in an unstoppable torrent’". The Guardian. สืบค้นเมื่อ April 23, 2016. 
  12. Ryan, Patrick (April 21, 2016). "6 of Prince's most legendary live performances you need to see". USA Today. สืบค้นเมื่อ April 23, 2016. 
  13. Wiederhorn, Jon (March 16, 2004). "Kid Rock Makes Jokes, Prince Makes Peace At Rock Hall Ceremony". MTV News. สืบค้นเมื่อ April 23, 2016. 
  14. "Prince to charge $10 for live shows". BBC News. February 5, 2014. สืบค้นเมื่อ February 5, 2014. 
  15. Bychawski, Adam (February 13, 2014). "Prince's Band Release Live Footage of Shepherds Bush Empire Gig". NME. สืบค้นเมื่อ April 22, 2016. 
  16. "Purple Rain Deluxe Edition". Super Deluxe Edition. April 18, 2014. สืบค้นเมื่อ August 10, 2015. 
  17. "Prince Fans Prepare for the Deluge". NPR. April 19, 2014. สืบค้นเมื่อ April 24, 2014. 
  18. "Prince records tribute to Baltimore and Freddie Gray". The Guardian. May 1, 2015. สืบค้นเมื่อ May 5, 2016. 
  19. "Prince to release song dedicated to Baltimore". The Baltimore Sun. May 2, 2015. สืบค้นเมื่อ May 5, 2016. 
  20. Steve Forrest; Ben Brumfield (May 1, 2015). "CNN Exclusive: Prince records ode to Baltimore after Freddie Gray protests". CNN. สืบค้นเมื่อ May 9, 2016. 
  21. Jess Denham (May 1, 2015). "Baltimore riots: Prince records tribute song after Freddie Gray dies in police custody". The Independent (London). สืบค้นเมื่อ May 9, 2016. 
  22. Alex Young (May 4, 2015). "Prince holds dance party in tribute to Freddie Gray". Consequence of Sound. 
  23. "Prince's Album 'HITNRUN' no Longer a Tidal Exclusive, Technically". Music Times. สืบค้นเมื่อ April 21, 2016. 
  24. Derschowitz, Jessica (December 12, 2015). "Prince releases HITNRUN Phase Two on Tidal". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ May 12, 2016.