เคชา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เคชา
Kesha Planes Fire & Rescue premiere July 2014 (cropped).jpg
เคชาในงานปฐมทัศน์ภาพยนตร์ เพลนส์ 2 ผจญเพลิงเหินเวหา ที่โรงละครเอลกาปิตันเธียเตอร์ ในเดือนกรกฎาคม 2014
เกิด เคชา โรส เซเบิร์ต
1 มีนาคม ค.ศ. 1987 (30 ปี)
ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย, สหรัฐ
อาชีพ นักร้อง นักแต่งเพลง แร็ปเปอร์
ปีปฏิบัติงาน 2005–ปัจจุบัน
บ้านเกิด แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี สหรัฐ
บิดามารดา พีบี เซเบิร์ต (มารดา)
เว็บไซต์ keshaofficial.com
อาชีพทางดนตรี
แนวเพลง
ค่ายเพลง
ส่วนเกี่ยวข้อง

เคชา โรส เซเบิร์ต[1] (อังกฤษ: Kesha Rose Sebert; เกิด 1 มีนาคม ค.ศ. 1987) (เดิมถูกออกแบบชื่อเป็น Ke$ha) เป็นนักร้องชาวอเมริกัน ใน ค.ศ. 2005 ขณะอายุ 18 ปี เคชาเซ็นสัญญากับค่ายเพลงเคโมซาบีเรเคิดส์ของดร.ลู้ก เธอแจ้งเกิดในต้นปี ค.ศ. 2009 หลังจากมีส่วนร่วมในเพลง "ไรต์ราวด์" ซิงเกิลอันดับหนึ่งของโฟล ไรเดอ ดนตรีและภาพลักษณ์ของเคชาผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จทันที จากอัลบั้มแรกชื่อ แอนิมัล เปิดตัวบนชาร์ตในสิบอันดับแรกในหลายประเทศ เธอเคยมีซิงเกิลอันดับหนึ่งสามเพลง ได้แก่ "ทิกทอก" และ "วีอาร์ฮูวีอาร์" ในฐานะนักร้องเดี่ยว และ "ทิมเบอร์" ในฐานะนักร้องรับเชิญ ขณะเดียวกัน เธอได้แต่งเพลงให้ศิลปินคนอื่น ๆ อีกหลายคน กลายเป็นนักแต่งเพลงที่เป็นที่นับถือ อัลบั้ม วอร์เรียร์ สตูดิโออัลบั้มที่สองของเธอ ออกจำหน่ายใน ค.ศ. 2012 มีเพลง "ดายยัง" ซิงเกิลติดสิบอันดับแรกติดต่อกันเป็นเพลงที่แปด ครั้งหนึ่ง "ทิกทอก" เคยเป็นหนึ่งในซิงเกิลดาวน์โหลดที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำยอดขายได้มากกว่า 14 ล้านซิงเกิลทั่วโลก

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 เคชาเป็นโจทก์ในคดีหลายคดีกับดร.ลู้ก อดีตโปรดิวเซอร์ของเธอ ซึ่งมีการฟ้องร้องกันไปมา เคชากล่าวหาดร.ลู้กในเรื่องการข่มเหงทางร่างกายและอารมณ์ และการกีดกันในการทำงาน ขณะที่ดร.ลู้กอ้างการผิดสัญญาและถูกทำให้เสียชื่อเสียง ระหว่างนี้ เคชาออกได้ซิงเกิลเดียว เธอกลับมาทำงานดนตรีอย่างเต็มตัวได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 2017 โดยออกสตูดิโออัลบั้มที่สามชื่อ เรนโบว์ และซิงเกิลแรกคือ "เพรย์อิง"

เคชาเคยพัวพันกับสิทธิสัตว์และกิจกรรมเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT)[2][3] เธอได้รับรางวัลและได้เข้าชิงรางวัลมากมาย เช่น เธอชนะรางวัลเอ็มทีวียุโรปมิวสิกอะวอร์ดสาขาศิลปินหน้าใหม่ในปี ค.ศ. 2010 จนถึงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2013 มีการบันทึกว่าเธอขายเพลงได้มากกว่า 33 ล้านหน่วยในสหรัฐ และ 60 ล้านหน่วยทั่วโลก[4][5]

อ้างอิง[แก้]