แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮะกุ พ.ศ. 2554

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮะกุ
ภาพถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์เหนือเซ็นได
ภาพถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์เหนือเซ็นได
แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮะกุ พ.ศ. 2554 ซึ่งตั้งอยู่ใน ญี่ปุ่น
แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮะกุ พ.ศ. 2554
โตเกียว
โตเกียว
เซ็นได
เซ็นได
วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554
เวลา 05:46:23 UTC
(14:46 ท้องถิ่น)
ระยะเวลา 6 นาที[1]
ขนาด 9.0 แมกนิจูด[2][3]
ความลึก 32 กิโลเมตร (19.9 ไมล์)
จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว 38°19′19″N 142°22′08″E / 38.322°N 142.369°E / 38.322; 142.369พิกัดภูมิศาสตร์: 38°19′19″N 142°22′08″E / 38.322°N 142.369°E / 38.322; 142.369
ประเภท แผ่นดินไหวเมกะทรัสต์
ประเทศที่ได้รับผลกระทบ ญี่ปุ่น
ประเทศบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก
ความเสียหายทั้งหมด น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ไฟไหม้ สิ่งก่อสร้างและสาธารณูปโภคเสียหาย อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์
สึนามิ ใช่ (สูงสุด 40.5 เมตร)
แผ่นดินถล่ม ใช่
แผ่นดินไหวนำ ใช่
แผ่นดินไหวตาม 1,235 ครั้ง
ผู้ประสบภัย ผู้เสียชีวิต 15,729 ราย[4][5] บาดเจ็บ 5,719 ราย[4][5] สูญหาย 4,539 ราย[4][5]

แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งแปซิฟิกโทโฮะกุ พ.ศ. 2554 (ญี่ปุ่น: 東北地方太平洋沖地震 โทโฮะกุ ชิโฮ ไทเฮโย-โอะกิ จิชิน[6] ?) เป็นแผ่นดินไหวเมกะทรัสต์เกิดใต้ทะเล ขนาด 9.0 แมกนิจูด นอกชายฝั่งญี่ปุ่น เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.46 น. ตามเวลามาตรฐานญี่ปุ่น (05:46 UTC) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554[2][3][7] จุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหวมีรายงานว่า อยู่นอกชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรโอชิกะ ภาคโทโฮะกุ โดยมีจุดเกิดแผ่นดินไหวอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดิน 32 กิโลเมตร[8][9] นับเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในห้าแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของโลกเท่าที่มีการบันทึกสมัยใหม่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2443[7][10][11] และก่อให้เกิดคลื่นสึนามิทำลายล้างซึ่งสูงที่สุดถึง 40.5 เมตร ในมิยะโกะ จังหวัดอิวะเตะ ภาคโทโฮะกุ [12][13] บางพื้นที่พบว่าคลื่นได้พัดพาลึกเข้าไปในแผ่นดินลึกถึง 14 กิโลเมตร[14] และมีคลื่นที่เล็กกว่าพัดไปยังอีกหลายประเทศหลายชั่วโมงหลังจากนั้น ได้มีการประกาศเตือนภัยสึนามิและคำสั่งอพยพตามชายฝั่งด้านแปซิฟิกของญี่ปุ่นและอีกอย่างน้อย 20 ประเทศ รวมทั้งชายฝั่งแปซิฟิกทั้งหมดของประเทศอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้[15][16][17] ซึ่งนอกเหนือไปจากการสูญเสียชีวิตและการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานของญี่ปุ่นแล้ว คลื่นสึนามิดังกล่าวยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ขึ้น ซึ่งหลัก ๆ เป็นอุบัติเหตุแกนปฏิกรณ์ปรมาณูหลอมละลายระดับ 7 ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ และการกำหนดพื้นที่อพยพได้มีผลกระทบถึงราษฎรนับหลายแสนคน[15][18] แผ่นดินไหวดังกล่าวรุนแรงเสียจนทำให้เกาะฮนชูเลื่อนไปทางตะวันออก 2.4 เมตร พร้อมกับเคลื่อนแกนหมุนของโลกไปเกือบ 10 เซนติเมตร[19][20]

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นะโอะโตะ คัง กล่าวว่า "ในช่วงเวลาหกสิบห้าปีนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง วิกฤตการณ์ครั้งนี้นับว่าร้ายแรงและยากลำบากที่สุดสำหรับญี่ปุ่น"[21] สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 15,729 ราย บาดเจ็บ 5,719 ราย และสูญหาย 4,539 ราย ในพื้นที่สิบแปดจังหวัด เช่นเดียวกับอาคารที่ถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายกว่า 125,000 หลัง[4][5] แผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งความเสียหายอย่างหนักต่อถนนและรางรถไฟ เช่นเดียวกับเหตุเพลิงไหม้ในหลายพื้นที่ และเขื่อนแตก[14][22] บ้านเรือนราว 4.4 ล้านหลังคาเรือนทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ และอีก 1.5 ล้านคนไม่มีน้ำใช้[23] เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหลายเครื่องไม่สามารถใช้การได้ และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างน้อยสามเครื่องได้รับความเสียหาย เนื่องจากแก๊สไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นในอาคารคลุมเครื่องปฏิกรณ์ชั้นนอก และยังได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิเกิดระเบิดขึ้นเกือบ 24 ชั่วโมงหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งแรก อย่างไรก็ตาม แรงระเบิดในพื้นที่ไม่รวมสารกัมมันตรังสีอยู่ด้วย[24][25][23] ประชาชนซึ่งอยู่อาศัยในรัศมี 20 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิและรัศมี 10 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดนิถูกสั่งอพยพ

ประมาณการความเสียหายเบื้องต้นเฉพาะที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวอย่างเดียว อยู่ระหว่าง 14,500 ถึง 34,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[26] ธนาคารกลางญี่ปุ่นอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 15 ล้านล้านเยน เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554 เพื่อพยายามฟื้นฟูสภาพการตลาดให้กลับคืนสู่สภาพปกติ[27] เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ธนาคารโลกประมาณการความเสียหายระหว่าง 122,000 ถึง 235,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[28] รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศว่ามูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิอาจมีมูลค่าสูงถึง 309,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้มันเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา[29]

แผ่นดินไหว[แก้]

แผนที่การสังเกตความรุนแรงแผ่นดินไหวอันเกิดจากแผ่นดินไหวหลัก

แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกที่ระดับความลึกค่อนข้างน้อยเพียง 32 กิโลเมตร โดยศูนย์กลางแผ่นดินใหญ่อยู่ห่างจากคาบสมุทรโอชิกะ ภาคโทโฮะกุ ประมาณ 72 กิโลเมตร เป็นเวลาอย่างน้อยหกนาที[1] นครใหญ่ที่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่สุดคือ เซ็นได บนเกาะฮนชู เกาะหลักของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว 130 กิโลเมตร กรุงโตเกียวอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว 373 กิโลเมตร[2] แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวนำอย่างรุนแรง และมีรายงานแผ่นดินไหวตามอีกหลายร้อยครั้งตามมา ฟอร์ช็อก (แผ่นดินไหวนำ) ใหญ่ครั้งแรกเป็นเหตุแผ่นดินไหวนำความรุนแรง 7.2 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ห่างจากจุดที่เกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 11 มีนาคมไปอย่างน้อย 40 กิโลเมตร ตามด้วยฟอร์ช็อกอีกสามครั้งที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ซึ่งล้วนแต่ความรุนแรงมากกว่า 6 แมกนิจูด[2][30] หลังเกิดแผ่นดินไหว อาฟเตอร์ช็อกความรุนแรง 7.0 แมกนิจูด ได้รับรายงานเมื่อเวลา 15.06 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ตามด้วย 7.4 เมื่อเวลา 15.15 น. และ 7.2 เมื่อเวลา 15.26 น.[31] อาฟเตอร์ช็อกมากกว่าแปดร้อยครั้งมีความรุนแรงมากกว่า 4.5 แมกนิจูดตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวหลัก[32] อาฟเตอร์ช็อกเป็นไปตามกฎโอโมริ ซึ่งกล่าวว่า อัตราอาฟเตอร์ช็อกลดลงแปรผันตรงกับเวลาตั้งแต่แผ่นดินไหวหลัก ดังนั้น อาฟเตอร์ช็อกจึงเกิดขึ้นน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่อาจเกิดขึ้นเรื่อย ๆ อีกหลายปี[33]

หนึ่งนาทีก่อนผลกระทบจากแผ่นดินไหวจะรู้สึกได้ในกรุงโตเกียว ระบบแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ซึ่งมีเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวมากกว่าหนึ่งพันตัวในญี่ปุ่น ได้ส่งคำเตือนออกอากาศทางโทรทัศน์เกี่ยวกับเหตุแผ่นดินไหวแก่ชาวญี่ปุ่นหลายล้านคน คลื่นเอสแผ่นดินไหว ซึ่งเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว 4 กิโลเมตรต่อวินาที จึงใช้เวลา 90 วินาทีในการเดินทาง 373 กิโลเมตรไปยังกรุงโตเกียว สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เชื่อว่าระบบการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าสามารถช่วยหลายชีวิต[34][35] คำเตือนต่อสาธารณชนถูกส่งไปราว 8 วินาทีหลังคลื่นพีแรกถูกตรวจจับ หรือ 31 วินาทีหลังเกิดแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงที่ประเมินไว้น้อยกว่าความเป็นจริงในบางพื้นที่ในคันโตและโทโฮะกุ[36]

ตอนแรก USGS รายงานความรุนแรงของแผ่นดินไหวอยู่ที่ 7.9 แมกนิจูด แต่ปรับเพิ่มเป็น 8.8 และ 8.9 อย่างรวดเร็ว[37] และปรับเพิ่มอีกครั้งเป็น 9.0 แมกนิจูด[3][38]

ธรณีวิทยา[แก้]

แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นโดยแผ่นแปซิฟิกมุดตัวลงใต้แผ่นเปลือกโลกใต้ฮนชูเหนือ ซึ่งแผ่นเปลือกโลกแผ่นใดที่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์[39][40] แผ่นแปซิฟิก ซึ่งเคลื่อนที่ด้วยอัตรา 8 ถึง 9 เซนติเมตรต่อปี ลาดลงไปใต้แผ่นเปลือกโลกซึ่งรองรับฮนชู และปลดปล่อยพลังงานออกมามหาศาล การเคลื่อนไหวนี้ดึงแผ่นเปลือกโลกที่อยู่ข้างบนลงจนกระทั่งเกิดความเครียดมากพอที่จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้น การแตกทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นหลายเมตร แผ่นดินไหวความรุนแรงระดับนี้โดยปกติแล้วจะมีความยาวรอยเลื่อนอย่างน้อย 480 กิโลเมตร และมักเกิดขึ้นโดยมีพื้นผิวรอยแยกค่อนข้างตรงและยาว เพราะรอยต่อแผ่นเปลือกโลกและเขตมุดตัวในพื้นที่ของรอยเลื่อนไม่ตรง ความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้ที่เกิน 8.5 แมกนิจูดจึงผิดปกติ และสร้างความประหลาดใจแก่นักแผ่นดินไหววิทยาบางคน[41] พื้นที่ศูนย์กลางแผ่นดินไหวขยายจากนอกชายฝั่งจังหวัดอิวะเตะไปจนถึงนอกชายฝั่งจังหวัดอิบาระกิ[42] สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ว่า แผ่นดินไหวอาจทำให้เขตรอยเลื่อนแตกออกจากอิวะเตะถึงอิบะระกิ โดยมีความยาว 500 กิโลเมตร และกว้าง 200 กิโลเมตร[43][44] การวิเคราะห์แสดงว่า แผ่นดินไหวนี้ประกอบด้วยชุดเหตุการณ์สามอย่างประกอบกัน[45] แผ่นดินไหวอาจมีกลไกลคล้ายคลึงกับแผ่นดินไหวใหญ่ใน พ.ศ. 1412 โดยมีขนาดคลื่นพื้นผิวที่ 8.6 ซึ่งได้ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่เช่นกัน[46] แผ่นดินไหวใหญ่ที่ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิอื่น ถล่มพื้นที่ชายฝั่งซานริกุใน พ.ศ. 2439 และ 2486

การสั่นไหวที่รุนแรงถูกจัดให้อยู่ในระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของมาตรความรุนแรงแผ่นดินไหวของสำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นในคุริฮาระ จังหวัดมิยะงิ[47] ส่วนในจังหวัดอื่นอีกสามจังหวัด ได้แก่ จังหวัดฟุกุชิมะ จังหวัดอิบะระกิ และจังหวัดโทะชิงิ ถูกบันทึกไว้ว่าอยู่ในระดับ 6 บนตามมาตราดังกล่าว ส่วนสถานีแผ่นดินไหวในจังหวัดอิวะเตะ จังหวัดกุมมะ จังหวัดไซตะมะ และจังหวัดชิบะ วัดความรุนแรงได้ในระดับ 6 ล่าง และ 5 บนในโตเกียว

สำนักงานข้อมูลปริภูมิ (Geospatial Information Authority) ญี่ปุ่น รายงานการทรุดตัวของแผ่นดิน ที่วัดค่าโดยจีพีเอสจากค่าล่าสุดเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554[48] ที่ลดลงมากที่สุดคือ คาบสมุทรโอชิกะ จังหวัดมิยะงิ 1.2 เมตร[49] ด้านนักวิทยาศาสตร์ว่า การทรุดตัวดังกล่าวเป็นการถาวร และจะส่งผลให้ชุมชนที่ประสบการทรุดตัวของแผ่นดินนี้จะเสี่ยงต่อภาวะอุทกภัยในช่วงน้ำขึ้นมากยิ่งขึ้น[50]

พลังงาน[แก้]

แผ่นดินไหวดังกล่าวปลดปล่อยพลังงานพื้นผิวออกมากว่า 1.9±0.5×1017 จูล[51] ซึ่งประกอบด้วยพลังงานสั่นสะเทือนและสึนามิ ซึ่งเป็นเกือบสองเท่าของพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 230,000 คน หากสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานดังกล่าวได้ พลังงานคลื่นพื้นผิวจากแผ่นดินไหวนี้จะเพียงพอต่อนครขนาดลอสแอนเจลิสได้ทั้งปี[33] สำหรับพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาทั้งหมด หรือที่รู้จักกันว่า โมเมนต์แผ่นดินไหว มีค่ามากกว่า 200,000 เท่าของพลังงานพื้นผิว และสามารถคำนวณได้อยู่ที่ 3.9×1022 จูล[52] น้อยกว่าแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดียเมื่อ พ.ศ. 2547 เล็กน้อย พลังงานดังกล่าวเท่ากับทีเอ็นที 9,320 จิกะตัน หรืออย่างน้อย 600 ล้านเท่าของพลังงานของระเบิดนิวเคลียร์ที่ถล่มฮิโระชิมะ

สถาบันพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยตัวเลขซึ่งระบุว่าแผ่นดินไหวดังกล่าวสร้างความเร่งสูงสุดของพื้นดินอยู่ที่ 0.35 จี (3.43 ม./วินาที²) ใกล้กับจุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว[53] จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยโตเกียวชี้ว่าในบางพื้นที่มีค่าความเร่งสูงสุดเกินกว่า 0.5 จี (4.9 ม./วินาที²) [54] ด้านสถาบันวิจัยโลกศาสตร์และการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ (NIED) ของญี่ปุ่นได้คำนวณค่าความเร่งสูงสุดของพื้นดินไว้ที่ 2.99 จี (29.33 ม./วินาที²) [55] ส่วนค่าที่บันทึกได้มากที่สุดในญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.7 จี ในจังหวัดมิยะงิ ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว 75 กิโลเมตร ส่วนค่าที่อ่านได้สูงสุดในพื้นที่มหานครโตเกียวอยู่ที่ 0.16 จี[56]

ผลกระทบทางธรณีฟิสิกส์[แก้]

แผ่นดินไหวดังกล่าวได้ขยับส่วนทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นไปราว 2.4 เมตรเข้าใกล้ทวีปอเมริกาเหนือ[19][40] ทำให้ผืนทวีปของญี่ปุ่นบางส่วน "กว้างขึ้นกว่าแต่ก่อน"[40] ส่วนของญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้จุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุดขยับไปมากที่สุด[40] สไตน์ระบุว่าแนวชายฝั่งยาว 400 กิโลเมตรลดระดับลงตามแนวดิ่ง 0.6 เมตร ทำให้คลื่นสึนามิเคลื่อนที่พัดเข้าสู่พื้นดินได้ไกลขึ้นและเร็วขึ้น[40] การประเมินขั้นต้นเสนอว่า แผ่นแปซิฟิกอาจเลื่อนไปทางตะวันตกมากที่สุด 20 เมตร[57] การประเมินขั้นต้นอีกแหล่งหนึ่ง ชี้ว่าการเลื่อนไหลอาจเป็นระยะทางมากถึง 40 เมตร[58] มีความยาวระหว่าง 300 ถึง 400 กิโลเมตร และกว้าง 100 กิโลเมตร หากข้อมูลดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ยืนยัน แผ่นดินไหวครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว[59] วันที่ 6 เมษายน ยามฝั่งญี่ปุ่นระบุว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวเลื่อนก้นทะเลใกล้กับจุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว 24 เมตร และยกระดับก้นทะเลนอกชายฝั่งจังหวัดมิยะงิสูงขึ้น 3 เมตร[60]

แผ่นดินไหวดังกล่าวได้ย้ายตำแหน่งแกนโลกไป โดยประเมินไว้ระหว่าง 10 ถึง 25 เซนติเมตร[61][40][62] การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกเล็กน้อยหลายอย่าง รวมทั้งความยาวของวันและความเอียงของโลก[62] อัตราเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลกเพิ่มขึ้น ทำให้วันหนึ่งสั้นลง 1.8 ไมโครวินาทีเนื่องจากการกระจายมวลโลกใหม่ การเคลื่อนย้ายแกนเกิดขึ้นจากการกระจายมวลบนพื้นผิวของโลกใหม่[63] ซึ่งเปลี่ยนแปลงโมเมนต์ความเฉื่อยของโลก จากผลกระทบในการอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุม การเปลี่ยนแปลงความเฉื่อยดังกล่าวทำให้อัตราการหมุนของโลกเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย[64] ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้[62] สำหรับแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงระดับนี้[19][63]

ปรากฏการณ์ดินเหลว (soil liquefaction) ในโกโต กรุงโตเกียว

ปรากฏการณ์ดินเหลว (soil liquefaction) ปรากฏชัดเจนในพื้นดินที่เกิดจากการถมทะเล (reclaimed land) รอบกรุงโตเกียว โดยเฉพาะในอุรายาสุ[65] นครชิบะ ฟุนาบาชิ นาราชิโนะ (จังหวัดชิบะ) และในเขตโกโต เอโดงาวา มินาโตะ ชูโอะ และโอตะในกรุงโตเกียว มีบ้านหรืออาคารถูกทำลายอย่างน้อย 30 หลัง และอาคารอื่นอีก 1,046 หลังได้รับความเสียหายในระดับต่าง ๆ กัน[66] ท่าอากาศยานฮาเนดะที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งส่วนใหญ่สร้างบนพื้นที่ดินเกิดจากการถมทะเลนั้น ไม่ได้รับความเสียหาย โอดาอิบะก็เผชิญกับปรากฏการณ์ดังกล่าวเช่นกัน แต่ความเสียหายเล็กน้อยมาก[67]

ภูเขาไฟชินโมะอิเดะเกะ ภูเขาไฟบนเกาะคิวชู ปะทุขึ้นสองวันหลังจากแผ่นดินไหวดังกล่าว จากที่เคยปะทุขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าการปะทุดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวหรือไม่[68] ในแอนตาร์กติกา คลื่นแผ่นดินไหวจากแผ่นดินไหวดังกล่าวได้รับรายงานว่าทำให้ธารน้ำแข็งวิลแลนส์ไถลไป 0.5 เมตร[69]

อาฟเตอร์ช็อก[แก้]

ญี่ปุ่นเกิดอาฟเตอร์ช็อกมากกว่า 1,200 ครั้งนับแต่เกิดแผ่นดินไหวขึ้น โดยมี 60 ครั้ง ที่มีความรุนแรงมากกว่า 6.0 แมกนิจูด และมีอย่างน้อย 3 ครั้ง ที่มีความรุนแรงมากกว่า 7.0 แมกนิจูด อาฟเตอร์ช็อกความรุนแรง 7.7 และ 7.9 แมกนิจูด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม[70] และครั้งที่สามเกิดขึ้นนอกชายฝั่งเมื่อวัที่ 7 เมษายน โดยความรุนแรงยังไม่สามารถตกลงกันได้ มีจุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหวอยู่ใต้ทะเล 66 กิโลเมตรนอกชายฝั่งเซ็นได สำนักอุตุนิยมวิทยากำหนดความรุนแรงไว้ที่ 7.4 MJMA ขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐลดลงเหลือ 7.1 แมกนิจูด[71] มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสี่คน และกระแสไฟฟ้าถูกตัดขาดเป็นบริเวณกว้างทางตอนเหนือของญี่ปุ่น รวมทั้งการสูญเสียพลังงานภายนอกไปยังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮิงาชิโดริ และโรงงานแปรสภาพเชื้อเพลิงโรกกาโช[72][73][74] สี่วันให้หลัง วันที่ 11 เมษายน เกิดอาฟเตอร์ช็อกความรุนแรง 6.6 แมกนิจูดถล่มฟุกุชิมะอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมและมีผู้เสียชีวิตสามคน[75][76]

จนถึงอาฟเตอร์ช็อกวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ที่ยังดำเนินไป แผนที่ที่อัปเดตเป็นประจำแสดงอาฟเตอร์ช็อกที่มีความรุนแรงมากกว่า 4.5 แมกนิจูด ทั้งใกล้หรือนอกชายฝั่งตะวันออกของฮนชูในเจ็ดวันหลังสุด[77] แสดงให้เห็นว่าเกิดขึ้น 20 ครั้ง

คลื่นสึนามิ[แก้]

แผนที่พลังงานของคลื่นสึนามิจาก NOAA

แผ่นดินไหวดังกล่าวซึ่งเกิดจากการนูนขึ้น 5 ถึง 8 เมตร บนก้นทะเลยาว 180 กิโลเมตร ห่างจากชายฝั่งตะวันออกของโทโฮะกุ 60 กิโลเมตร[78] ทำให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกของหมู่เกาะตอนเหนือของญี่ปุ่น และส่งผลให้เกิดความสูญเสียชีวิตนับหลายพัน และหลายเมืองถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง คลื่นสีนามิยังได้แพร่ขยายไปทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก และมีการออกคำเตือนและคำสั่งอพยพในหลายประเทศที่ติดมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งตลิดชายฝั่งแปซิฟิกของอเมริกาเหนือและใต้ ตั้งแต่อะแลสกาไปจนถึงชิลี[15][16][17] อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสึนามิจะเดินทางไปถึงหลายประเทศ แต่ก็มีผลกระทบค่อนข้างน้อย ชายฝั่งชิลีส่วนที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่ห่างจากญี่ปุ่นมากที่สุด (ราว 17,000 กิโลเมตร[79]) ส่วนระยะทางบนโลกที่ไกลที่สุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ครึ่งเส้นรอบวง ราว 20,000 กิโลเมตร[80]) ก็ยังได้รับผลกระทบเป็นคลื่นสึนามิสูง 2 เมตร[81][82] คลื่นสึนามิสูง 38.9 เมตรถูกประเมินที่คาบสมุทรโอโมเอะ เมืองมิยะโกะ จังหวัดอิวะเตะ[13]

ญี่ปุ่น[แก้]

แผนที่คลื่นสึนามิสูงสุดที่บันทึกได้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในญี่ปุ่น สีแดงเป็นคลื่นที่รุนแรงที่สุด

ประกาศเตือนภัยสึนามิออกโดยสำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นจัดสึนามิดังกล่าวในระดับสูงสุดตามมาตราของตน โดยจัดเป็น "สึนามิขนาดใหญ่" ซึ่งมีความสูงอย่างน้อย 3 เมตร[83] การคาดการณ์ความสูงที่แท้จริงนั้นแตกต่างกันไป โดยมีการคาดการณ์สูงสุดในจังหวัดมิยะงิที่ 6 เมตร[84] คลื่นสึนามิพัดเข้าท่วมพื้นที่ประมาณ 561 ตารางกิโลเมตรในญี่ปุ่น[85]

แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.46 น. ตามเวลามาตรฐานญี่ปุ่น ห่างจากแนวชายฝั่งญี่ปุ่นที่ใกล้ที่สุดไปราว 67 กิโลเมตร และตอนแรกมีการประเมินว่าคลื่นสึนามิจะใช้เวลาเดินทางมายังพื้นที่แรกที่ได้รับผลกระทบระหว่าง 10 ถึง 30 นาที ตามด้วยพื้นที่เหนือขึ้นไปและใต้ลงมาตามภูมิศาสตร์ของแนวชายฝั่ง หลังเกิดแผ่นดินไหวขึ้นหนึ่งชั่วโมงเล็กน้อย เมื่อเวลา 15.55 น. ตามเวลามาตรฐานญี่ปุ่น คลื่นสึนามิได้รับรายงานว่าพัดเข้าท่วมท่าอากาศยานเซ็นได ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งจังหวัดมิยะงิ[86][87] โดยคลื่นได้พัดพาเอารถยนต์และเครื่องบิน ตลอดจนท่วมอาคารเป็นจำนวนมากขณะที่คลื่นถาโถมเข้าไปในแผ่นดิน[23][88] นอกจากนี้ ยังมีรายงานคลื่นสึนามิความสูง 4 เมตรเข้าถล่มจังหวัดอิวะเตะ[89] เขตวาคาบายาชิในเซ็นไดยังได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักเป็นพิเศษ[90] แหล่งอพยพคลื่นสึนามิที่กำหนดไว้อย่างน้อย 101 แห่งได้รับความเสียหายจากคลื่น[91]

เช่นเดียวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547 และเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิส ความเสียหายจากคลื่นที่พัดเข้าถล่ม แม้ว่าจะกินพื้นที่จำกัดเฉพาะในท้องถิ่นกว่ามาก แต่ก็ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าตัวแผ่นดินไหวเอง มีรายงานว่า เมืองทั้งเมืองถูกทำลายจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิในญี่ปุ่น รวมทั้งเมืองมินามิซานริกุ ซึ่งมีผู้สูญหายกว่า 9,500 คน[92] ร่างของผู้เสียชีวิตหนึ่งพันคนถูกเก็บกู้ในเมืองเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554[93] ในบรรดาปัจจัยที่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากคลื่นสึนามิสูงนั้น ข้อหนึ่งเป็นเพราะแรงกระแทกของน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่คาดฝัน และกำแพงสึนามิที่ตั้งอยู่ในนครหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบ ป้องกันได้เฉพาะคลื่นสึนามิที่ขนาดเล็กกว่านี้มาก นอกจากนี้ หลายคนที่ถูกคลื่นสึนามิพัดพาไปคิดว่าพวกตนอยู่บนที่สูงพอจะปลอดภัยแล้ว[94]

พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองคุจิและพื้นที่ส่วนใต้ของโอฟุนาโตะรวมทั้งบริเวณท่าเรือเกือบถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง[95][96] นอกจากนี้ เมืองที่เกือบถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงคือ ริคุเซนตาคาตะ ซึ่งมีรายงานว่าคลื่นสึนามิมีความสูงเท่ากับตึกสามชั้น[97][98][99] เมืองอื่นที่ได้รับรายงานว่าถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายอย่างหนักจากคลื่นสึนามิ ได้แก่ โอนากาวะ, นะโตะริ, โอะสึชิ และยะมะดะ (จังหวัดอิวะเตะ) นะมิเอะ โซมะ และมินะมิโซมะ (จังหวัดฟุกุชิมะ) และโอนะงะวะ นะโตะริ อิชิโนะมะกิ และเคะเซ็นนุมะ (จังหวัดมิยะงิ) [100][101][102][103][104] ผลกระทบรุนแรงที่สุดจาดคลื่นสึนามิเกิดขึ้นตามแนวชายฝั่งยาว 670 กิโลเมตรตั้งแต่เอริมะทางเหนือไปจนถึงโออาราอิทางใต้ ซึ่งการทำลายล้างส่วนใหญ่ในพื้นที่เกิดขึ้นในชั่วโมงหลังจากเกิดแผ่นดินไหว[105] คลื่นสึนามิยังได้พัดพาเอาสะพานเพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมต่อกับมิยาโตจิมะ จังหวัดมิยะงิ ทำให้ประชากร 900 คนบนเกาะขาดการติดต่อทางบกกับแผ่นดินใหญ่[106] คลื่นสึนามิสูง 2 เมตรพัดถล่มจังหวัดชิบะ ราวสองชั่วโมงครึ่งให้หลังเหตุแผ่นดินไหว ก่อให้เกิดความเสียหายแย่างหนักต่อนครอย่าง อาซาฮี[107]

13 มีนาคม พ.ศ. 2554 สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเผยแพร่รายละเอียดการสังเกตคลื่นสึนามิที่บันทึกไว้รอบแนวชายฝั่งของญี่ปุ่นหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว การอ่านค่าเหล่านี้ รวมทั้งค่าสึนามิสูงสุด (tsunami maximum reading) สูงกว่า 3 เมตร[108] ค่าที่ได้นั้นเป็นข้อมูลมาจากสถานีบันทึกที่ดำเนินการโดยสำนักอุตุนิยมวิทยารอบแนวชายฝั่งญี่ปุ่น หลายพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากคลื่นความสูง 1 ถึง 3 เมตร และประกาศสำนักอุตุนิยมวิทยายังมีคำเตือนว่า "ตามแนวชายฝั่งบางส่วน คลื่นสึนามิอาจสูงกว่าที่สังเกตจากจุดสังเกต" การบันทึกคลื่นสึนามิสูงสุดแรกสุดนั้นอยู่ระหว่าง 15.12 ถึง 15.21 น. ระหว่าง 26 ถึง 35 นาทีหลังเกิดแผ่นดินไหว ประกาศยังรวมรายละเอียดการสังเกตคลื่นสึนามิเบื้องต้น เช่นเดียวกับแผนที่รายละเอียดมากกว่าของแนวชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิ[109][110]

23 มีนาคม พ.ศ. 2554 สถาบันวิจัยท่าเรือและท่าอากาศยานรายงานความสูงของสึนามิโดยเยือนจุดท่าเรือหรือโดยการส่งข้อมูลทางไกลจากนอกชายฝั่ง โดยค่าที่วัดได้สูงกว่า 10 เมตร ได้แก่ พื้นที่ท่าเรือโอฟุนาโตะ 24 เมตร, ท่าเรือประมงโอนางาวะ 15 เมตร และพื้นที่ท่าอากาศยานเซ็นได 12 เมตร[111][112]

ทีมวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโยโกฮามา และมหาวิทยาลัยโตเกียว ยังรายงานว่าสึนามิที่อ่าวเรียวริ โอฟุนาโตะ มีความสูงประมาณ 30 เมตร พวกเขาพบอุปกรณ์ประมงกระจัดกระจายอยู่บนผาสูงเหนืออ่าว[113] ที่ทาโร อิวะเตะ นักวิจัยมหาวิทยาลัยโตเกียวรายงานว่า ความสูงของคลื่นสึนามิที่ประเมินไว้อยู่ที่ 37.9 เมตร ถึงไหลเขาที่อยู่ห่างจากแนวชายฝั่งประมาณ 200 เมตร[114] เช่นเดียวกัน ที่ไหล่เขาของภูเขาใกล้เคียง 400 เมตร จากท่าเรือประมงอาเนโยชิ (姉吉漁港) บนคาบสมุทรโอโมเอะ (重茂半島) ในมิยะโกะ, อิวะเตะ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและเทคโนโลยีโตเกียว พบว่า คลื่นสึนามิที่ประเมินไว้สูงถึง 38.9 เมตร[13] ความสูงระดับนี้คาดว่าน่าจะเป็นประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น จนถึงวันที่รายงาน ซึ่งเกิน 38.2 เมตร จากแผ่นดินไหวเมจิ-ซานริกุ พ.ศ. 2439[115]

การศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นพบว่า มีประชากรเพียง 42% ในพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดอิวะเตะ มิยะงิ และฟุกุชิมะใส่ใจต่อคำเตือนคลื่นสึนามิทันทีหลังแผ่นดินไหวและมุ่งหน้าขึ้นที่สูง ในบรรดาผู้ที่พยายามอพยพหลังทราบคำเตือนดังกล่าว มีเพียง 5% เท่านั้นที่ถูกพัดพาไปโดยคลื่นสึนามิ และในบรรดาผู้ที่ไม่ใส่ใจต่อคำเตือน มี 49% ถูกพัดพาไปกับคลื่น[116]

ประเทศอื่นรอบมหาสมุทรแปซิฟิก[แก้]

แอนิเมชันการขึ้นฝั่งของคลื่นสึนามิ โดย NOAA

ไม่นานหลังเกิดแผ่นดินไหว ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกในฮาวายเฝ้าระวังสึนามิและประกาศสำหรับตำแหน่งในแปซิฟิก เมื่อเวลา 7.30 น. UTC ศูนย์เตือนภัยฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยอย่างกว้างขวางซึ่งครอบคลุมทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก[117][118] รัสเซียสั่งอพยพประชากร 11,000 คนจากพื้นที่ชายฝั่งของหมู่เกาะรีวกีว[119] ศูนย์เตือนภัยสึนามิชายฝั่งตะวันตกและอะแลสกาของสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศเตือนภัยสึนามิสำหรับพื้นที่ชายฝั่งของรัฐแคลิฟอร์เนียส่วนใหญ่ รัฐออริกอนทั้งหมด และส่วนตะวันตกของอะแลสกา และรายงานสึนามิครอบคลุมแนวชายฝั่งแปซิฟิกส่วนใหญ่ของอะแลสกา รัฐวอชิงตันและบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา[120][121] ในรัฐแคลิฟอร์เนียและโอเรกอน คลื่นสึนามิสูงถึง 2.4 เมตรเข้าถล่มบางพื้นที่ ทำความเสียหายแก่อู่เรือและท่าเรือ[122][123] ในเคอร์รีเคาน์ตี (Curry County) รัฐโอเรกอน เกิดความเสียหาย 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งพื้นที่อู่เรือ 3,600 ฟุตที่ท่าเรือบรุกกิงส์ (Brookings) เคานต์ตีได้รับเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากองค์กรเพื่อการบริหารจัดการสถานการ์ณฉุกเฉินแห่งรัฐบาลกลาง (FEMA)[124] คลื่นสึนามิสูง 1 พัดเข้าถล่มแวนคูเวอร์ในประเทศแคนาดา[121] ทำให้มีการอพยพบางส่วน ทำให้เรือถูกห้ามออกสู่ทะเลรอบเกาะเป็นเวลา 12 ชั่วโมงหลังคลื่นกระทบฝั่ง ทิ้งให้ชาวเกาะหลายคนติดอยู่ในพื้นที่ปราศจากวิธีออกไปทำงาน[125][126]

ในฟิลิปปินส์ คลื่นสูงถึง 0.5 เมตรพัดเข้าถล่มชายฝั่งตะวันออกของประเทศ บ้านบางหลังตามชายฝั่งจายาปุระ (Jayapura) ประเทศอินโดนีเซีย ถูกทำลาย[127] ทางการในวีวัก (Wewak) เซปิกตะวันออก (East Sepik) ปาปัวนิวกินี อพยพผู้ป่วย 100 คนจากโรงพยาบาลของนครแห่งนั้น ก่อนที่จะถูกคลื่นพัดกระทบ ก่อให้เกิดความเสียหายประเมินไว้ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐฮาวายประมาณความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะอย่างเดียวอยู่ที่ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีความเสียหายต่อทรัพย์สินของเอกชนอีกหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้ง โรงแรมรีสอร์ต โดยประเมินความเสียหายไว้หลายสิบล้านดอลล่าร์[128] มีรายงานว่าคลื่นสูง 1.5 เมตรจมเวิ้งน้ำปะการังและเกาะสปิต (Spit Island) ของมิดเวย์อะทอลล์ ทำให้นกทะเลที่ทำรังอยู่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติมิดเวย์อะทอลล์ตายกว่า 110,000 ตัว[129] สำหรับประเทศแปซิฟิกใต้อื่นอีกบางประเทศ รวมทั้งตองกาและนิวซีแลนด์ และดินแดนอเมริกันซามัวและกวมของสหรัฐ เผชิญกับคลื่นขนาดใหญ่กว่าปกติ แต่ไม่มีรายงานความเสียหายมากนัก[130] อย่างไรก็ตาม ถนนบางสายในกวมถูกปิดและประชาชนถูกอพยพจากพื้นที่ลุ่มต่ำ[131]

ตามชายฝั่งแปซิฟิกของเม็กซิโกและอเมริกาใต้ มีรายงานคลื่นสึนามิพัดถล่ม แต่ในหลายพื้นที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยไปจนถึงไม่เกิดผลกระทบเลย[132] มีรายงานว่าคลื่นสูง 1.5 เมตรพัดเข้าถล่มเปรู และบ้านเรือนมากกว่า 300 หลังคาเรือนได้รับความเสียหาย[132] คลื่นสึนามิในชิลีเองก็มีขนาดใหญ่พอที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือนมากกว่า 200 หลังคาเรือน[133] โดยมีคลื่นสูงถึง 3 เมตร[134][135] ในหมู่เกาะกาลาปาโกส มี 260 ครอบครัวได้รับความช่วยเหลือหลังคลื่นสูง 3 เมตรพัดเข้าถล่ม คลื่นดังกล่าวมาถึงยี่สิบชั่วโมงหลังแผ่นดินไหว แต่ก็หลังประกาศแจ้งเตือนภัยสึนามิถูกยกเลิกไปแล้ว[136][137] สิ่งปลูกสร้างบนหมู่เกาะได้รับความเสียหายอย่างหนัก และมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหนึ่งคน แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต[138][139]

คลื่นสึนามิดังกล่าวยังทำให้ภูเขาน้ำแข็งแตกออกจากหิ้งน้ำแข็งซูลส์เบอร์เกอร์ (Sulzberger Ice Shelf) ในแอนตาร์กติกา ห่างจากจุดเกิดแผ่นดินไหวออกไป 13,000 กิโลเมตร ภูเขาน้ำแข็งหลักวัดขนาดได้ 9.5 คูณ 6.5 กิโลเมตร หรือพื้นที่ประมาณเกาะแมนฮัตตัน และหนาประมาณ 80 เมตร รวมแล้วมีน้ำแข็งแตกออกไป 125 ตารางกิโลเมตร[140][141]

ความเสียหายและผลกระทบ[แก้]

ความความเสียหายจากสึนามิระหว่างเซ็นไดกับอ่าวเซ็นได
พาโนรามาของพื้นที่ริกุเซนทาคาตาซึ่งถูกคลื่นกวาดพาไป

ระดับและขอบเขตความเสียหายอันเกิดจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่เกิดตามมานั้นใหญ่หลวง โดยความเสียหายส่วนใหญ่นั้นเป็นผลจากคลื่นสึนามิ คลิปวิดีโอของเมืองที่ได้รับผลกระทบเลวร้ายที่สุดแสดงให้เห็นภาพของเมืองที่เหลือเพียงเศษซาก ซึ่งแทบจะไม่เหลือส่วนใดของเมืองเลยที่ยังมีสิ่งปลูกสร้างเหลืออยู่[142] การประเมินขอบเขตมูลค่าความเสียหายอยู่ในระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบก่อนและหลังในพื้นที่ที่ถูกทำลายล้างนั้นแสดงให้เห็นความเสียหายอย่างมโหฬารที่เกิดในหลายพื้นที่[143][144] แม้ญี่ปุ่นจะลงทุนเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับกำแพงกั้นน้ำต่อต้านสึนามิ ซึ่งลากผ่านอย่างน้อย 40% ของแนวชายฝั่งทั้งหมด 34,751 กิโลเมตร และมีความสูงถึง 12 เมตรก็ตาม แต่คลื่นสึนามิก็เพียงทะลักข้ามยอดกำแพงกั้นน้ำบางส่วน และทำให้กำแพงบางแห่งพังทลาย[145]

สำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่น แถลงเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554 ว่า มีอาคาร 45,7000 หลังถูกทำลาย และอีก 144,300 หลังได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ อาคารที่ได้รับความเสียหายนั้น ประกอบด้วย 29,500 หลังในจังหวัดมิยะงิ 12,500 หลังในจังหวัดอิวะเตะ และ 2,400 หลังในจังหวัดฟุกุชิมะ[146] โรงพยาบาลขนาดใหญ่กว่า 20 เตียง 300 แห่งในโทโฮะกุได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติดังกล่าว โดยมี 11 โรงถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง[147] แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิก่อให้เกิดกองวัสดุก่อสร้างและซากปรักหักพังที่ประเมินไว้ 24-25 ล้านตันในญี่ปุ่น[148][149]

มีการประเมินว่ารถยนต์และรถบรรทุกกว่า 230,000 คน ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายไปในภัยพิบัติ จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 ชาวจังหวัดอิวะเตะ มิยะงิ และฟุกุชิมะ ได้ร้องขอจดทะเบียบยานพาหนะออกจากระบบ (deregistration) กว่า 15,000 คันหรือลำ หมายความว่า เจ้าของยานพาหนะเหล่านี้ทราบว่าซ่อมแซมไม่ได้หรือเรือไม่อาจกู้ได้[150]

ความสูญเสีย[แก้]

ในบรรดาศพ 13,135 ศพที่ถูกเก็บกู้จนถึงวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554 กว่า 12,143 ศพ หรือกว่า 92.5% เสียชีวิตเพราะจมน้ำ เหยื่ออายุ 60 ปีหรือมากกว่า คิดเป็น 65.2% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด และ 24% ของเหยื่อทั้งหมดอยู่ในวัยเจ็ดสิบ[151] จนถึงวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554 กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการของญี่ปุ่น แถลงว่า กระทรวงฯ ทราบว่ามีเด็กอย่างน้อย 82 คนกลายเป็นเด็กกำพร้าจากภัยพิบัติดังกล่าว[152] แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ จนถึงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554 คร่าชีวิตนักเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายไป 378 คน และมีผู้สูญหายอีก 158 คน[153] ด้านกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นรายงานว่า มีชาวต่างชาติเสียชีวิตสิบเก้าคน[154] จนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 สมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่นเสียชีวิตไปสามนาย ขณะปฏิบัติภารกิจบรรเทาสาธารณภัยในโทโฮะกุ[155]

คลื่นสึนามิยังมีรายงานว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกหลายศพนอกประเทศญี่ปุ่น ชายคนหนึ่งเสียชีวิตในจายาปุระ ปาปัว อินโดนีเซีย หลังถูกคลื่นกวาดลงทะเลไป[156] ชายซึ่งกล่าวกันว่าพยายามถ่ายภาพคลื่นสึนามิที่กำลังถาโถมเข้ามาที่ปากแม่น้ำแคลมัธ (Klamath) ทางใต้ของนครครีเซนท์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกกวาดลงทะเลไป[157][158][159] ร่างไร้ชีวิตของเขาถูกพบเมื่อวันที่ 2 เมษายน ตามหาดโอเชียนในฟอร์ทสตีเฟนส์ รัฐออริกอน ห่างไปทางเหนือ 530 กิโลเมตร[160][161]

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์[แก้]


โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ, ฟุกุชิมะไดนิ, โอะนะงะวะ และโทไก ซึ่งประกอบด้วยเตาปฏิกรณ์ทั้งสิ้น 11 เตา ถูกปิดลงอัตโนมัติหลังแผ่นดินไหว[162] ส่วนฮิกาชิโกริ ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือเช่นกัน ปิดตัวลงไปแล้วก่อนหน้านี้เพื่อตรวจสอบตามกำหนด ระบบทำความเย็นนั้นจำเป็นเพื่อกำจัดความร้อนจากการสลายหลังเครื่องปฏิกรณ์ถูกปิดลง และเพื่อรักษาบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว กระบวนการหล่อเย็นสำรองได้พลังงานจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลฉุกเฉินที่โรงไฟฟ้า และที่โรงงานแปรสภาพเชื้อเพลิงใช้แล้วร็อกคาโช (Rokkasho)[163] ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิและไดนิ คลื่นสึนามิถาโถมข้ามยอดกำแพงกั้นน้ำและทำลายระบบพลังงานดีเซลสำรอง ทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงที่ฟุกุชิมะไดอิชิ รวมทั้งเกิดเหตุระเบิดขนาดใหญ่ขึ้นสามครั้งและการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี มีผู้ถูกอพยพไปมากกว่า 200,000 คน[164] หลังจากความพยายามลดอุณหภูมิไม่ประสบผลมาเกือบสัปดาห์ จึงมีการใช้รถดับเพลิงและเฮลิคอปเตอร์ในการเทน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ [165][166]

เมื่อวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ย่างเข้าสู่เดือนที่สอง ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่าฟุกุชิมะไดอิชิมิใช่อุบัติเหตุนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุด แต่ยุ่งยากซับซ้อนที่สุด[167] การวิเคราะห์ภายหลังบ่งชี้ว่าเครื่องปฏิกรณ์สามเครื่อง (หน่วยที่ 1, 2 และ 3) หลอมละลายและน้ำหล่อเย็นยังคงรั่วไหล[15] จนถึงฤดูร้อน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม, หัวหน้าสำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์และอุตสาหกรรม และหัวหน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน ต้องพ้นจากตำแหน่งไป[168]

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงเครื่องปฏิกรณ์ทั้งหกของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ

ญี่ปุ่นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหลังระบบหล่อเย็นล้มเหลวที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยใกล้เคียงถูกอพยพไป[169][170] เจ้าหน้าที่ทางการจากสำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์และอุตสาหกรรมญี่ปุ่นรายงานระดับกัมมันตภาพรังสีในโรงไฟฟ้าสูงขึ้นมากกว่าปกติถึง 1,000 เท่า[171] และระดับกัมมันตภาพรังสีนอกโรงไฟฟ้าสูงถึง 8 เท่าจากปกติ[172] ภายหลัง ยังมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดนิที่อยู่ห่างออกไป 11 กิโลเมตรทางใต้[173] ซึ่งทำให้เครื่องปฏิกรณ์ที่ประสบปัญหาทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นหกเครื่อง[174]

มีรายงานว่า ไอโอดีนกัมมันตภาพรังสีถูกตรวจจับได้ในน้ำก๊อกในฟุกุชิมะ โทะชิงิ กึนมะ โตเกียว ชิบะ ไซตะมะ และนิอิงาตะ และซีเซียมกัมมันตภาพรังสีในน้ำก๊อกในฟุกุชิมะ โทะชิงิ และกึนมะ[175][176][177] ซีเซียม ไอโอดีนและสทรอนเตียมกัมมันตภาพรังสี[178]ยังได้ถูกพบในดินบางพื้นที่ของฟุกุชิมะ นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นต้องแทนที่ดินที่ปนเปื้อน[179] ผลิตภัณฑ์อาหารยังถูกพบว่าปนเปื้อนจากสารกัมมันตภาพรังสีในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่น[180] วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554 รัฐบาลจังหวัดอิบะระกิห้ามการประมงปลาแซนด์ เลซ (sand lace) หลังพบว่าสปีชีส์ดังกล่าวถูกปนเปื้อนโดยซีเซียมกัมมันตภาพรังสีสูงกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด[181] จนถึงปลายเดือนกรกฎาคม เนื้อวัวปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีถูกพบวางขายอยู่ที่ตลาดในกรุงโตเกียว[182]

เกิดไฟไหม้ขึ้นในส่วนกังหันของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โอนางาวะหลังแผ่นดินไหว[163][183] โดยเกิดขึ้นในอาคารอันเป็นที่ตั้งของกังหันที่ตั้งอยู่แยกจากเครื่องปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้า[169] และถูกดับไปหลังจากนั้นไม่นาน[184] โรงไฟฟ้าดังกล่าวถูกปิดลงเพื่อเป็นการระวังไว้ก่อน[185]

วันที่ 13 มีนาคม มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับต่ำสุด[186] เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าโอนางาวะ เมื่อค่ากัมมันตภาพรังสีชั่วคราวเกินระดับที่ได้รับอนุญาตในพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า[187][188] บริษัทผลิตไฟฟ้าโตเกียวแลถงว่า นี่อาจเป็นเพราะกัมมันตภาพรังสีจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ แต่ไม่ใช่จากโรงไฟฟ้าโอนางาวะเอง[189]

อาฟเตอร์ช็อกเมื่อวันที่ 7 เมษายน ทำให้โรงงานแปรสภาพเชื้อเพลิงใช้แล้วร็อกคาโชและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮิงาชิโดริสูญเสียพลังงานภายนอก แต่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองยังทำงานอยู่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โอนางาวะเสียสายไฟฟ้าภายนอก 3 จาก 4 เส้น และเสียระบบหล่อเย็นเป็นเวลานานถึง 80 นาที มีน้ำปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมที่โอนางาวะเล็กน้อย[190]

เครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 2 ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โตไคถูกปิดลงอัตโนมัติ[162] วันที่ 14 มีนาคม มีรรายงานว่าปั๊มระบบหล่อเย็นของเครื่องปฏิรณ์ดังกล่าวหยุดทำงาน[191] อย่างไรก็ตาม บริษัทพลังงานอะตอมญี่ปุ่น แถลงว่า ยังมีปั๊มระบบประปาที่สองที่ยังรักษาระบบหล่อเย็นต่อไป แต่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสองในสามเครื่องที่ให้พลังงานแก่ระบบหล่อเย็นใช้การไม่ได้[192]

ท่าเรือ[แก้]

ความเสียหายของเรือและปั้นจั่นในท่าเรือเซ็นได

ท่าเรือทั้งหมดของญี่ปุ่นปิดชั่วคราวหลังจากเกิดแผ่นดินไหว ก่อนที่บางแห่งในโตเกียวหรือใต้ลงไปกว่านั้นจะเปิดใช้อีกครั้งในเวลาไม่นาน ท่าเรือตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ฮาชิโนเฮะ เซ็นได อิชิโนะมะกิ และโอนาฮามะถูกทำลาย ในขณะที่ท่าเรือชิบะ (ซึ่งรองรับอุตสาหกรรมไฮโดรคาร์บอน) และท่าเรือคาชิมะ ซึ่งเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับเก้าในญี่ปุ่น ได้รับความเสียหายเช่นกัน แต่น้อยกว่ามาก ท่าเรือที่ฮิตะชินะกะ, ฮิตะชิ, โซมะ, ชิโอะกะมะ, เคะเซ็นนุมะ, โอะฟุนะโตะ, คะมะชิ และมิยะโกะ ได้รับความเสียหายเช่นกัน และคาดการณ์ว่าจะไม่สามารถเปิดใช้ได้อีกหลายสัปดาห์[193] ท่าเรือหมดทั้ง 15 แห่งเปิดใช้งานอีกครั้งโดยจำกัดการเดินเรือเมื่อถึงวันที่ 29 มีนาคม[194] ท่าเรือโตเกียวได้รับความเสียหายเล็กน้อย ผลกระทบของแผ่นดินไหวรวมไปถึงควันที่มองเห็นได้ลอยขึ้นมาจากอาคารในท่าเรือ ซึ่งบางส่วนของท่าถูกน้ำท่วม รวมทั้งการเหลวตัวของดินในพื้นที่ที่จอดรถของโตเกียวดิสนีย์แลนด์[195][196]

เขื่อนแตกและน้ำ[แก้]

เขื่อนแตกที่ฟุจินุมะ

เขื่อนชลประทานฟุจินุมะในซุกะงะวะแตก[197] ทำให้เกิดอุทกภัยและน้ำได้พัดพาบ้านเรือนไปกับกระแสน้ำห้าหลัง[198] มีผู้สูญหายแปดคน และศพผู้เสียชีวิตสี่ศพถูกค้นพบในเช้าวันรุ่งขึ้น[199][200][201] ตามรายงาน ประชาชนท้องถิ่นบางคนพยายามซ่อมแซมรอยแตกของเขื่อนก่อนที่เขื่อนจะแตก[202] เมื่อวันที่ 12 มีนาคม เขื่อน 252 แห่งถูกตรวจสอบ และพบว่าเขื่อนทั้งหกแห่งมีรอยแตกตื้น ๆ บริเวณสันเขื่อน อ่างเก็บน้ำที่เขื่อนคอนกรีตถ่วงน้ำหนักแห่งหนึ่งมีการพังทลายตามลาดที่ไม่น่าวิตกกังวล เขื่อนที่ได้รับความเสียหายทั้งหมดสามารถดำเนินการต่อไปโดยไม่มีปัญหา สี่เขื่อนในพื้นที่แผ่นดินไหวยังไม่สามารถเข้าถึงได้ เมื่อการติดต่อทางถนนสามารถเข้าถึงได้ ผู้เชี่ยวชาญจะถูกส่งไปตรวจสอบเพิ่มเติม[203]

ทันทีหลังเกิดหายนะดังกล่าวขึ้น มีอย่างน้อย 1.5 ล้านครัวเรือนได้รับรายงานว่าไม่สามารถเข้าถึงน้ำประปาได้[204][205] จนถึงวันที่ 21 มีนาคม ยอดดังกล่าวลดลงเหลือ 1.04 ล้านครัวเรือน[206]

ไฟฟ้า[แก้]

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสายส่งกระแสไฟฟ้า

ตามข้อมูลของโทโฮะกุอิเล็กทริกพาวเวอร์ (TEP) มีบ้านเรือนราว 4.4 ล้านหลังคาเรือนทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้[207] เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเครื่องปฏิกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปหลายเครื่องไม่สามารถใช้การได้หลังจากเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งลดกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าของบริษัทผลิตไฟฟ้าโตเกียว (TEPCO) ลง 21 จิกะวัตต์[208] มาตรการตัดกระแสไฟฟ้า (rolling blackout) เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม จากการขาดแคลนพลังงานซึ่งเป็นผลมาจากแผ่นดินไหว TEPCO ซึ่งปกติแล้ว ผลิตไฟฟ้าอย่างน้อย 40 จิกะวัตต์ ประกาศว่าขณะนี้ทางบริษัทสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียงราว 30 จิกะวัตต์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะไฟฟ้าร้อยละ 40 ที่ใช้ในพื้นที่เขตมหานครโตเกียวปัจจุบันได้รับไฟฟ้าที่ผลิตจากเครื่องปฏิกรณ์ในจังหวัดนิอิงะตะและฟุกุชิมะ[209] เครื่องปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิและฟุกุชิมะไดนิถูกปิดตัวลงอัตโนมัติหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นครั้งแรก และได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นตามมา คาดว่าจะมีมาตรการตัดกระแสไฟฟ้านานสามชั่วโมงถึงสิ้นเดือนเมษายนและจะส่งผลกระทบถึงจังหวัดโตเกียว คะนะงะวะ ชิซุโอกะ ยะมะนะชิ ชิบา อิบะระกิ ไซตะมะ โทะชิงิ และกุมมะ[210] การเต็มใจลดการใช้กระแสไฟฟ้าโดยผู้บริโภคในเขตคันโตช่วยลดความถี่และระยะที่เกิดไฟฟ้าดับจากที่เคยทำนายไว้[211] การลดการใช้ไฟฟ้าโดยสมัครใจของผู้บริโภคในพื้นที่คันโตช่วยลดความถี่และระยะเวลาของการตัดกระแสไฟฟ้าที่คาดการณ์ไว้[212] จนถึงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554 จำนวนครัวเรือนทางตอนเหนือของญี่ปุ่นที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ลดลงเหลือ 242,927 ครัวเรือน[206]

TEP ปัจจุบันไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมให้กับเขตคันโตได้ เพราะเครื่องปฏิกรณ์ของ TEP เองก็ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวด้วยเช่นกัน คันไซอิเล็กทริกพาวเวอร์คอมปานี (Kepco) ไม่สามารถแบ่งกระแสไฟฟ้าให้ได้ เพราะระบบของบริษัททำงานอยู่ที่ 60 เฮิรตซ์ ขณะที่ของ TEPCO และ TEP ทำงานที่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาทางอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคในยุคเริ่มแรกในคริสต์ทศวรรษ 1880 ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นไม่มีสายส่งไฟฟ้าทั่วประเทศที่เป็นเอกภาพ[213] สถานีย่อยสองแห่ง ในชิซุโอกะและนางาโนะ สามารถแปลงความถี่และส่งกระแสไฟฟ้าจากคันไซไปยังคันโตและโทโฮะกุ แต่มีกำลังสูงสุดจำกัดอยู่ที่ 1 จิกะวัตต์ และจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องปฏิกรณ์หลายเครื่องนั้น อาจต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะฟื้นฟูระดับการผลิตกระแสไฟฟ้าทางตะวันออกของญี่ปุ่นให้กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดแผ่นดินไหว[214]

ในควมพยายามจะช่วยบรรเทาการขาดแคลนพลังงาน ผู้ผลิตเหล็กกล้าสามรายในภูมิภาคคันโตได้สนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่ผลิตโดยโรงไฟฟ้าแบบเก่าภายในองค์กร ให้แก่ TEPCO เพื่อแจกจ่ายต่อไปยังสาธารณชน ซูมิโตโมเมทัลอินดัสตรีส์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 500 เมกะวัตต์ เจเอฟอีสตีล 400 เมกะวัตต์ และนิปปอนสตีล 500 เมกะวัตต์[215] ผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ในคันโตและโทโฮะกุยังตกลงในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 โดยเปิดโรงงานเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ และปิดวันพฤหัสบดีและวันศุกร์เพื่อช่วยบรรเทาการขาดแคลนไฟฟ้าระหว่างฤดูร้อน พ.ศ. 2554[216]

ส่วนกังหันลมพาณิชย์ของญี่ปุ่น ซึ่งรวมมีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ามากกว่า 2,300 เมกะวัตต์ ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิเลย รวมทั้งทุ่งกังหันลมนอกชายฝั่งคามิสุ ซึ่งถูกสึนามิโดยตรง[217]

น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน[แก้]

เพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันของคอสโมออยล์คอมปานีในจังหวัดอิชิฮาระ

โรงกลั่นน้ำมันของคอสโมออยล์คอมปานี ซึ่งมีกำลังการผลิต 220,000 บาร์เรลต่อวัน[218] เกิดเพลิงลุกไหม้อันเป็นผลมาจากแผ่นดินไหวที่อิชิฮาระ จังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว[219] ไฟถูกดับลงหลังลุกไหม้เป็นเวลาสิบวัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บรวมหกคน และทำลายคลังน้ำมันไปด้วย ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันแห่งอื่น ๆ ชะลอการผลิตจากการตรวจสอบความปลอดภัยและการสูญเสียพลังงาน[220][221] ในเซ็นได โรงกลั่นน้ำมันกำลังการผลิต 145,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นของบริษัทโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เจเอกซ์นิปปอนออยล์แอนด์เอเนอร์จี ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้จากแผ่นดินไหวด้วยเช่นกัน[218] มีการอพยพคนงาน[222] แต่ประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิได้ขัดขวางความพยายามที่จะดับไฟกระทั่งวันที่ 14 มีนาคม เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการวางแผนดำเนินการ[218]

การวิเคราะห์ประเมินว่าการบริโภคน้ำมันหลายประเภทอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็นถึง 300,000 บาร์เรลต่อวัน (รวมทั้งก๊าซธรรมชาติเหลว) เพื่อใช้ป้อนให้กับเครื่องปฏิกรณ์ชนิดเผาผลาญเชื้อเพลิงซากฟอสซิลเพื่อพยายามทดแทนกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ 11 จิกะวัตต์ของญี่ปุ่น[223][224]

เครื่องปฏิกรณ์ของเมืองเซ็นไดที่นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวได้รับความเสียหายอย่างหนัก และวัตถุดิบถูกชะลอไว้อย่างน้อยเดือนหนึ่ง[225]

การคมนาคม[แก้]

ผู้โดยสารรถไฟในโตเกียว กับการหยุดชะงักการเดินทางที่เกิดขึ้นทั่วประเทศญี่ปุ่น

เครือข่ายคมนาคมของญี่ปุ่นหยุดชะงักอย่างรุนแรง ทางด่วนสายโทโฮะกุหลายส่วนที่อยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นได้รับความเสียหาย[226] ทางด่วนดังกล่าวปิดให้บริการกระทั่งวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554[227][228] บริการรถรางทั้งหมดในโตเกียวหยุดชะงัก ประเมินว่าผู้โดยสารอย่างน้อย 20,000 คนติดค้างอยู่ที่สถานีหลัก ๆ ทั่วนคร[229] ไม่กี่ชั่วโมงหลังแผ่นดินไหว บริการรถไฟบางส่วนได้กลับมาให้บริการอีกครั้ง[230] รถไฟส่วนใหญ่ในพื้นที่โตเกียวได้กลับมาเปิดให้บริการทั้งหมดภายในวันรุ่งขึ้น (12 มีนาคม)[231] นักท่องเที่ยวกว่าสองหมื่นคนใช้ชีวิตอยู่ภายในโตเกียวดิสนีย์แลนด์ในคืนวันที่ 11-12 มีนาคม[232]

คลื่นสึนามิท่วมท่าอากาศยานเซ็นไดเมื่อเวลา 15.55 น. ตามเวลามาตรฐานญี่ปุ่น[86] ราวหนึ่งชั่วโมงหลังแผ่นดินไหวครั้งแรก ทั้งท่าอากาศยานนานาชาตินะริตะและฮาเนดะได้ชะลอการให้บริการหลังจากแผ่นดินไหว โดยเที่ยวบินส่วนใหญ่เปลี่ยนไปลงท่าอากาศยานแห่งอื่นเป็นเวลาราว 24 ชั่วโมง[196] สายการบินสิบสายที่ปฏิบัติการที่นะริตะได้ย้ายที่ทำการยังฐานทัพอากาศโยโกตะที่อยู่ใกล้เคียงแทน[233]

บริการรถไฟทั่วญี่ปุ่นจำนวนมากถูกยกเลิก โดยบริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออกชะลอการให้บริการทั้งหมดทั้งวัน[234] รถไฟสี่ขบวนบนสายชายฝั่งมีรายงานว่าขาดการติดต่อกับผู้ให้บริการ รถไฟขบวนหนึ่ง ซึ่งเป็นรถไฟสี่ตู้ขบวนบนสายเซ็นเซกิ ถูกพบว่าตกราง และผู้โดยสารได้รับการช่วยเหลือไม่นานหลังจาก 8.00 น. ของวันรุ่งขึ้น[235] ทางรถไฟ 62 จากทั้งหมด 70 สายของบริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออกได้รับความเสียหายระดับหนึ่ง[194] ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด 23 สถานีบน 7 สายทางรถไฟ ถูกพัดพาไป โดยทำความเสียหายหรือสูญเสียรางใน 680 จุด และพื้นที่รัศมี 30 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิไม่สามารถเข้าได้[236]

ไม่พบรถไฟหัวกระสุนชิงกันเซ็งตกรางทั้งในและนอกกรุงโตเกียว แต่การให้บริการก็หยุดชะงักไปเช่นกัน[196] โทไดโดชิงกันเซ็งได้กลับมาให้บริการอย่างจำกัดภายในวันเดียวกัน และเปิดให้บริการตามตารางเวลาปกติภายในวันรุ่งขึ้น ขณะที่โจเอ็ตสุและนางาโนะชิงกันเซ็งได้กลับมาให้บริการอีกครั้งในวันที่ 12 มีนาคม ส่วนการให้บริการยามางาตะชิงกันเซ็งกลับมาให้บริการแบบจำกัดวันที่ 31 มีนาคม[237] สายโทโฮะกุชิงกันเซ็งได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยบริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออกประเมินว่า รางกว่า 1,100 ส่วน ซึ่งมีระดับความเสียหายตั้งแต่หลังคาสถานีถล่มไปจนถึงเสาไฟฟ้าแรงสูงหักงอ ต้องการการซ่อมแซม โทโฮะกุชิงกันเซ็งบางส่วนกลับมาให้บริการอีกครั้งเฉพาะในพื้นที่คันโตเมื่อวันที่ 15 มีนาคม โดยมีบริการไป-กลับเที่ยวเดียวต่อชั่วโมงระหว่างกรุงโตเกียวกับนาสุ-ชิโอบาระ[238] และบริการพื้นที่โทโฮะกุบางส่วนกลับมาให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ระหว่างโมริโอกะและชิน-อาโอโมริ[239] อาคิตะชิงกันเซ็งกลับมาให้บริการอีกครั้งแบบจำกัดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม[240]

มาตรการตัดกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในฟุกุชิมะ ได้ส่งผลลึกซึ้งต่อเครือข่ายรางรอบกรุงโตเกียว ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ทางรางหลักเริ่มมีรถไฟออกโดยเว้นช่วงห่าง 10-20 นาที จากปกติที่เว้นช่วงเพียง 3-5 นาที และให้บริการเป็นบางสายเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน ส่วนสายอื่น ๆ จะถูกปิดอย่างสมบูรณ์ ที่เด่นคือ สายหลักโทไกโด สายโยโคสุกะ สายหลักโซบุ และสายชูโอ-โชบุ หยุดให้บริการทั้งวัน[241] ซึ่งนำไปสู่ภาวะจราจรใกล้อัมภาตภายในเมืองหลวง โดยมีการเข้าแถวยาวที่สถานีรถไฟ และหลายคนไม่สามารถไปทำงานหรือกลับบ้านได้ ผู้ให้บริการทางรางเพิ่มจำนวนรถอีกไม่กี่วันถัดมา กระทั่งดำเนินการได้ 80% จากจำนวนปกติ จนถึงวันที่ 17 มีนาคม และช่วยบรรเทาความแออัดของผู้โดยสารที่เลวร้ายที่สุดลงได้

โทรคมนาคม[แก้]

บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์พี้นฐานได้รับผลกระทบอย่างมากในพื้นที่ที่มีแผ่นดินไหว[242] ในวันที่เกิดแผ่นดินไหวนั้น บริษัทกระจายเสียงอเมริกัน เอ็นพีอาร์ ไม่สามารถติดต่อใครในเซ็นไดผ่านโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตได้เลย บริการอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ที่สาธารณูปโภคพื้นฐานยังคงมีอยู่ แม้แผ่นดินไหวจะสร้างความเสียหายแก่ระบบเคเบิลใต้ทะเลหลายส่วนที่นำขึ้นบกในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ ระบบเหล่านี้สามารถเลี่ยงส่วนที่ได้รับผลกระทบไปยังส่วนที่ซ้ำซ้อนกันแทนได้[243][244] ในญี่ปุ่น มีเพียงไม่กี่เว็บไซต์เท่านั้นที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ในตอนแรก[245] ผู้ให้บริการฮอตสปอตวายฟายหลายแห่งได้รับมือกับเหตุแผ่นดินไหวโดยให้บริการเข้าถึงเครือข่ายของพวกเขาฟรี[245] และผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมและวีโอไอพีอเมริกัน อาทิ เอทีแอนด์ที สปรินท์ เวอไรซอน[246] ที-โมไบล์[247] และบริษัทวีโอไอพี อาทิ เน็ตทอล์ก[248] และโวแนจ[249] เสนอให้โทรศัพท์ไปญี่ปุ่นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในเวลาที่กำหนด (บางบริษัทรวมทั้งโทรศัพท์กลับด้วย) เช่นเดียวกับบริษัทด็อยซ์ส เทเลคอมของเยอรมนีด้วย[250]

ศูนย์อวกาศ[แก้]

องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่นได้สั่งอพยพพนักงานจากศูนย์อวกาศสึกุบะในสึกุบะ จังหวัดอิบะระกิ ศูนย์อวกาศดังกล่าวถูกปิดลง โดยมีรายงานได้รับความเสียหายบางส่วน ศูนย์อวกาศซึกุบะเป็นที่ตั้งของห้องควบคุมชิ้นส่วนของสถานีอวกาศนานาชาติ[251][252] วันที่ 2 มีนาคม ศูนย์ควบคุมสึกุบะกลับมาปฏิบัติการเต็มตัวสำหรับห้องปฏิบัติการคิโบของสถานีอวกาศและยานพ่วงเอชทีวี[253]

สมบัติทางวัฒนธรรม[แก้]

ความเสียหายที่เกิดแก่โคมไฟโบราณที่ศาลเจ้าโทะกิวะ เมืองมิโตะ

สมบัติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น 549 ชิ้นได้รับความเสียหาย รวมทั้งหอจดหมายเหตุแห่งชาติ 5 แห่ง สมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญ 143 ชิ้น อนุสาวรีย์ในญี่ปุ่น 120 แห่ง กลุ่มอาคารโบราณ 7 แห่ง และสมบัติทางวัฒนธรรมพื้นบ้านสำคัญที่จับต้องได้อีก 3 ชิ้น อนุสาวรีย์หินที่แหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก ถูกทำให้โค่นลง[254][255][256][257] ในกรุงโตเกียว เกิดความเสียหายแก่สวนโคะอิชิกะวะ โคะระกุ, สวนริกุงิ, สวนฮะมะริกิว อนชิ, และกำแพงปราสาทเอโดะ[258] ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของสะสมที่เป็นของพิพิธภัณฑ์ หอสมุดและหอจดหมายเหตุยังไม่สมบูรณ์[259] ไม่มีความเสียหายแก่อนุสรณ์และแหล่งประวัติศาสตร์ฮิราอิซุมิในจังหวัดอิวะเตะ และการชี้แนะสำหรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในเดือนมิถุนายนได้ใช้เป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับจากนานาชาติและการฟื้นฟู[260]

ผลที่ตามมา[แก้]

ผลที่ตามมาจากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ รวมทั้งวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมและผลกระทบต่อเศรษฐกิจขนานใหญ่ คลื่นสึนามิส่งผลให้มีผู้อพยพมากถึง 300,000 คนในภูมิภาคโทโฮะกุ[261] ตลอดจนการขาดแคลนอาหาร น้ำ ที่พักอาศัย ยาและเชื้อเพลิงในผู้รอดชีวิต รัฐบาลญี่ปุ่นตอบสนองโดยระดมกำลังป้องกันตนเอง ขณะที่อีกหลายประเทศส่งทีมค้นหาและกู้ภัยช่วยค้นหาผู้รอดชีวิต องค์การช่วยเหลือทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลกยังได้ตอบสนอง โดยกาชาดญี่ปุ่นรายงานได้รับเงินบริจากว่า 1 พันล้านเยน ผลกระทบทางเศรษฐกิจมีทั้งปัญหาเฉียบพลัน ซึ่งการผลิตทางอุตสาหกรรมหยุดชะงักไปในหลายโรงงาน และปัญหาในระยะยาวกว่าในด้านการฟื้นฟูบูรณะ ซึ่งมีการประเมินไว้ที่ 10 ล้านล้านเยน[262]

การรายงานตามสื่อ[แก้]

บริษัทแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะแห่งชาติของญี่ปุ่น เอ็นเอชเค และโทรทัศน์ดาวเทียมญี่ปุ่น ชะลอรายการตามปกติเพื่อรายงานสถานการณ์ที่ดำเนินไป ส่วนเครือข่ายโทรทัศน์ทั่วประเทศญี่ปุ่นอีกหลายเจ้า ยังได้ออกอากาศการรายงานข่าวภัยพิบัติอย่างไม่ขาด ยูสตรีม (Ustream) ออกอากาศรายงานข่าวสดของเอ็นเอชเค, โตเกียวบรอดแคสติงซิสเตม, ฟูจิทีวี, ทีวีอาซาฮี, ทีวีคานางาวะ, และซีเอ็นเอ็นทางอินเทอร์เน็ต เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554 โยโคโซนิวส์ รายการวิทยุผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (webcast) จัดเวลาการออกอากาศรายงานข่าวล่าสุดที่รวบรวมจากสำนักข่าวญี่ปุ่นแห่งต่าง ๆ และแปลเป็นภาษาอังกฤษตามเวลาจริง คำเตือนทั้งหมดออกอากาศผ่านเอ็นเอชเค ในห้าภาษา อันได้แก่ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนแมนดาริน ภาษาเกาหลีและภาษาโปรตุเกส

เอ็นเอชเคเป็นที่รู้จักกันว่าสงบเยือกเย็น เปรียบเทียบกับสำนักข่าวต่างประเทศอย่างซีเอ็นเอ็นหรือฟ็อกซ์นิวส์แชนแนล ซึ่งการรายงานมีข้อผิดพลาดและก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติในญี่ปุ่น การวิจารณ์เดียวกันยังชี้ว่า สื่อข่าวญี่ปุ่นบางครั้งระมัดระวังเกินไปในการหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและเชื่อมั่นต่อแถลงการณ์ที่ชวนให้สับสนโดยผู้เชี่ยวชาญและทางการ

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "震災の揺れは6分間 キラーパルス少なく 東大地震研". Asahi Shimbun (ใน Japanese). Japan. 2011-03-17. Archived from the original on 2011-03-21. สืบค้นเมื่อ 2011-03-18. 
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 "Magnitude 9.0 – Near The East Coast Of Honshu, Japan". United States Geological Survey (USGS). สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  3. 3.0 3.1 3.2 Reilly, Michael (11 March 2011). "Japan's quake updated to magnitude 9.0". New Scientist (Short Sharp Science ed.). สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 "Damage Situation and Police Countermeasures associated with 2011 Tohoku district – off the Pacific Ocean Earthquake" (PDF). Japanese National Police Agency. 20 April 2011, 18:00 JST. สืบค้นเมื่อ 15 May 2011. 
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 "平成23年 (2011年) 東北地方太平洋沖地震の被害状況と警察措置" (PDF) (ใน Japanese). Japanese National Police Agency. 14 Aug 2011. 
  6. 気象庁 Japan Meteorological Agency. "平成23年3月11日14時46分頃の三陸沖の地震について(第2報) 気象庁 | 平成23年報道発表資料" (ใน Japanese). JP: JMA. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. )
  7. 7.0 7.1 "New USGS number puts Japan quake at 4th largest". CBS News. 14 มีนาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2011. 
  8. "Séisme et tsunami dévastateurs: plus de 1000 morts et disparus au Japon" [Devastating quake and tsunami: more than 1,000 deaths and many more missing in Japan]. Le Parisien (ใน French). 11 March 2011. สืบค้นเมื่อ 12 March 2011. 
  9. "Tsunami hits north-eastern Japan after massive quake". BBC News (UK). 11 March 2011. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  10. Branigan, Tania (2011-03-13). "Tsunami, earthquake, nuclear crisis – now Japan faces power cuts". The Guardian. Archived from the original on 2011-03-15. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  11. "Japan quake – 7th largest in recorded history". 2011-03-11. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  12. March 11th tsunami a record 40.5 meters high NHK
  13. 13.0 13.1 13.2 Yomiuri Shimbun evening edition 2-11-04-15 page 15, nearby Aneyoshi fishery port (姉吉漁港) (Google map E39 31 57.8, N 142 3 7.6) 2011-04-15, 大震災の津波、宮古で38.9 m…明治三陸上回る by okayasu Akio (岡安 章夫) ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  14. 14.0 14.1 Roland Buerk. "Japan earthquake: Tsunami hits north-east". News. UK: BBC. สืบค้นเมื่อ 12 March 2011. 
  15. 15.0 15.1 15.2 15.3 "Tsunami bulletin number 3". Pacific Tsunami Warning Center/NOAA/NWS. 11 March 2011. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011.  อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "autogenerated2" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  16. 16.0 16.1 Wire Staff (11 March 2011). "Tsunami warnings issued for at least 20 countries after quake". CNN. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  17. 17.0 17.1 "PTWC warnings complete list". สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  18. "3 nuclear reactors melted down after quake, Japan confirms". CNN. สืบค้นเมื่อ 2011-06-06. 
  19. 19.0 19.1 19.2 "Quake shifted Japan by over two meters". Deutsche Welle. March 14, 2011. สืบค้นเมื่อ March 14, 2011. 
  20. Kenneth Chang (March 13, 2011). "Quake Moves Japan Closer to U.S. and Alters Earth's Spin". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  21. "Japanese PM: 'Toughest' crisis since World War II". CNN International (CNN). 13 March 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. }
  22. Saira Syed – "Japan quake: Infrastructure damage will delay recovery" – 16 March 2011 – BBC News – Retrieved 18 March 2011. ถูกบันทึกไว้ 17 มีนาคม 2011 ที่ WebCite
  23. 23.0 23.1 23.2 "NHK WORLD English". NHK. March 12, 2011. สืบค้นเมื่อ March 12, 2011.  อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "nhk-english-stream" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  24. By the CNN Wire Staff. "Report: Explosion at Japanese nuclear plant". Edition.cnn.com. สืบค้นเมื่อ 2011-03-12. 
  25. "Huge blast at Japan nuclear power plant (with video of explosion)". BBC News. 12 March 2011. สืบค้นเมื่อ 12 March 2011. 
  26. Molly Hennessy-Fiske (13 March 2011). "Japan earthquake: Insurance cost for quake alone pegged at $35 billion, AIR says". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  27. Uranaka, Taiga; Kwon, Ki Joon (14 March 2011). "New explosion shakes stricken Japanese nuclear plant". Reuters. Archived from the original on 15 March 2011. สืบค้นเมื่อ 15 March 2011. 
  28. Victoria Kim (March 21, 2011). "Japan damage could reach $235 billion, World Bank estimates". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ March 21, 2011. 
  29. Japan disaster likely to be world's costliest - Yahoo! News
  30. Lovett, Richard A. (2011-03-14). "Japan Earthquake Not the "Big One"?". National Geographic News. Archived from the original on 2011-03-15. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  31. "地震情報 – 2011年3月10日 15時6分 – 日本気象協会 tenki.jp". Archived from the original on 18 April 2011. "地震情報 – 2011年3月11日 15時15分 – 日本気象協会 tenki.jp". Archived from the original on 18 April 2011. "地震情報 – 2011年3月11日 15時26分 – 日本気象協会 tenki.jp". Archived from the original on 18 April 2011. 
  32. "Earthquake Information". Japan Meteorological Agency. Archived from the original on 12 March 2011. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  33. 33.0 33.1 Marcia McNutt (12 March 2011). Energy from quake: if harnessed, could power L.A. for a year. CBS News via YouTube (Google). Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  34. Foster, Peter. "Alert sounded a minute before the tremor struck". The Daily Telegraph. Archived from the original on 2011-03-11. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  35. Talbot, David. "80 Seconds of Warning for Tokyo". MIT Technology Review. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  36. http://www.eqh.dpri.kyoto-u.ac.jp/~masumi/ecastweb/110311/indexj.htm
  37. "Magnitude 8.9 – NEAR THE EAST COAST OF HONSHU, JAPAN 2011 March 11 05:46:23 UTC". United States Geological Survey (USGS). สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  38. "USGS Updates Magnitude of Japan’s 2011 Tohoku Earthquake to 9.0". United States Geological Survey (USGS). 14 March 2011. Archived from the original on 14 March 2011. สืบค้นเมื่อ 18 March 2011. 
  39. Ian Sample. "newspaper: Japan earthquake and tsunami: what happened and why". Guardian. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  40. 40.0 40.1 40.2 40.3 40.4 40.5 Chang, Kenneth (2011-03-13). "Quake Moves Japan Closer to U.S. and Alters Earth's Spin". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  41. Maugh, Thomas H (11 March 2011). "Size of Japan's quake surprises seismologists". Los Angeles Times. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  42. "地震調査委 想定外の連動地震 NHKニュース". .nhk.or.jp. Archived from the original on 11 March 2011. สืบค้นเมื่อ 12 March 2011. 
  43. "時事ドットコム:M8.8、死者300人超=行方不明540人以上−大津波10m・宮城で震度7". Jiji.com. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 12 March 2011. 
  44. "気象庁"マグニチュードは9.0" NHKニュース". .nhk.or.jp. Archived from the original on 27 March 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  45. "asahi.com(朝日新聞社):地殻破壊3連鎖、計6分 専門家、余震拡大に警鐘 – 東日本大震災". Asahi Shimbun. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  46. "asahi.com(朝日新聞社):「数キロ内陸まで津波」 東大地震研・佐竹教授 – 東日本大震災". Asahi Shimbun. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 12 March 2011. 
  47. "Japan Meteorological Agency | Earthquake Information". Jma.go.jp. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  48. "平成23年 (2011年) 東北地方太平洋沖地震に伴う地盤沈下調査" [Land [[subsidence]]caused by 2011 Tōhoku earthquake and tsunami] (ใน Japanese). Geospatial Information Authority of Japan. 14 April 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 15 April 2011.  Wikilink embedded in URL title (help)
  49. Valuie announce from Geospatial Information Authority of Japan, news report by Yomiuri Shimbun 2011-04-15 ver. 13S page 33
  50. Alabaster, Jay, "Quake shifted Japan; towns now flood at high tide", Yahoo! News, 9 May 2011.
  51. "USGS Energy and Broadband Solution". Neic.usgs.gov. สืบค้นเมื่อ 2011-03-12. 
  52. "USGS.gov: USGS WPhase Moment Solution". Earthquake.usgs.gov. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  53. Lavelle, Michelle (2011-03-14). "Japan Battles to Avert Nuclear Power Plant Disaster". National Geographic News. สืบค้นเมื่อ 2011-03-16. 
  54. "EQECAT Analyzes Specific Exposures from Japan Quake/Tsunami". Insurance Journal. Wells Publishing. 2011-03-15. สืบค้นเมื่อ 2011-03-16. 
  55. "2011 Off the Pacific Coast of Tohoku earthquake, Strong Ground Motion". National Research Institute for Earth Science and Disaster Prevention. 2011-03-11. สืบค้นเมื่อ 2011-03-18. 
  56. Erol Kalkan, Volkan Sevilgen (17 March 2011). "March 11, 2011 M9.0 Tohoku, Japan Earthquake: Preliminary results". United States Geological Survey. Archived from the original on 31 March 2011. สืบค้นเมื่อ 22 March 2011. 
  57. Rincon, Paul (14 March 2011). "How the quake has moved Japan". BBC News. Archived from the original on 14 March 2011. สืบค้นเมื่อ 15 March 2011. 
  58. Reilly, Michael (12 March 2011). "Japan quake fault may have moved 40 metres". New Scientist. Archived from the original on 12 March 2011. สืบค้นเมื่อ 15 March 2011. 
  59. Reilly, Michael (2011-03-12). "Japan quake fault may have moved 40 metres". New Scientist. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  60. Japan seabed shifted 24 meters after March quake | Reuters.com ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  61. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ DW
  62. 62.0 62.1 62.2 Chai, Carmen (2011-03-11). "Japan's quake shifts earth's axis by 25 centimetres". Montreal Gazette (Postmedia News). Archived from the original on 2011-03-13. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  63. 63.0 63.1 "Earth's day length shortened by Japan earthquake". CBS News. 2011-03-13. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  64. Harris, Bethan (2011-03-14). "Can an earthquake shift the Earth's axis?". BBC News. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  65. Fukue, Natsuko, "Urayasu still dealing with liquefaction", Japan Times, 8 April 2011, p. 4. ถูกบันทึกไว้ 11 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  66. Yomiuri Shimbun, "Liquefaction Damage Widespread", 10 April 2011.
  67. Bloomberg L.P., "Tokyo Disneyland's parking lot shows the risk of reclaimed land", Japan Times, 24 March 2011, p. 3. ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  68. Hennessy-Fiske, Molly (2011-03-13). "Volcano in southern Japan erupts". Los Angeles Times. Archived from the original on 2011-03-13. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  69. Ananthaswamy, Anil (2011-03-15). "Japan quake shifts Antarctic glacier". สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  70. Magnitude 7.1 - NEAR THE EAST COAST OF HONSHU, JAPAN ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  71. The CNN Wire Staff (8 April 2011). "Fresh quake triggers tsunami warning in Japan". CNN. Archived from the original on 9 April 2011. สืบค้นเมื่อ 7 April 2011.  Unknown parameter |publishdate= ignored (help)
  72. "Four dead as new tremor hits Japan disaster zone". Bangkok Post. 8 April 2011. สืบค้นเมื่อ 8 April 2011. 
  73. Fukushima Nuclear Accident Update Log, IAEA, 7 April 2011 ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  74. NHK, "Strong aftershock kills four", 12 April 2011.
  75. Magnitude 6.6 - EASTERN HONSHU, JAPAN
  76. CNN Wire Staff (11 April 2011). "At least 6 killed in new Japan earthquake". articles.cnn.com. CNN World News. สืบค้นเมื่อ 2011-04-23. 
  77. USGS 10-degree Map Centered at 35°N,140°E of earthquakes of magnitude 4.5 or over
  78. NHK BS News reported 2011-04-03-02:55 JST
  79. "Distance between Dichato, Chile and Sendai, Japan is 17228km". Mapcrow.info. 2007-10-23. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  80. "The circumference of the earth is about 40,000km". Geography.about.com. 2010-06-16. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  81. Attwood, James. "Chile Lifts Tsunami Alerts After Japan Quake Spawns Waves". Bloomberg. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  82. Chilean site: (Tsunami) waves penetrated 70-100 m in different parts of the country
  83. Tsunami Warning System information, Japan Meteorological Agency
  84. "Tsunami Information (Estimated Tsunami arrival time and Height)". 2011-03-11. 
  85. "津波による浸水範囲の面積(概略値)について(第5報)" (PDF) (ใน Japanese). Geospatial Information Authority in Japan (国土地理院). 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 20 June 2011. 
  86. 86.0 86.1 "News: Tsunami rolls through Pacific, Sendai Airport under water, Tokyo Narita closed, Pacific region airports endangered". Avherald.com. 2001-07-06. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  87. "10-meter tsunami observed in area near Sendai in Miyagi Pref". The Mainichi Daily News. 2011-03-11. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  88. "Japan 8.9-magnitude earthquake sparks massive tsunami". Herald Sun. Associated Press. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  89. "Earthquake, tsunami wreak havoc in Japan". rian.ru. 2011-03-11. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  90. "Earthquake", Japan Times, 19 March 2011, p. 16.
  91. Kyodo News, "Tsunami hit more than 100 designated evacuation sites", Japan Times, 14 April 2011, p. 1. ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  92. "9,500 unaccounted for in Miyagi's Minamisanriku: local gov't – The Mainichi Daily News". Mdn.mainichi.jp. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  93. Kyodo News, "2,000 more added to death toll in Miyagi", Japan Times, 15 March 2011, p. 1.
  94. Watts, Jonathan, "Quake survivors search for hope and shelter", Japan Times, 26 March 2011, p. 13.
  95. Tritten, Travis, J., and T. D. Flack, "U.S. rescue teams find devastation in northern city of Ofunato", Stars and Stripes, 15 March 2011, Retrieved 16 March 2011.
  96. "Whole towns gone-no cars or people seen". Yomiuri. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  97. Staff Reporter (12 March 2011) "Wiped off the map: The moment apocalyptic tsunami waves drown a sleepy coast town". www.dailymail.co.uk, Retrieved 12 March 2011
  98. "Honderden doden in Japanse kuststad (Hundreds dead in Japanese coastal town)" (in Dutch). www.rtlnieuws.nl, Retrieved 12 March 2011
  99. "Japan army says 300–400 bodies found in Rikuzentakata: Report". Nst.com.my. 2011-02-03. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  100. Kyodo News, "Miyagi coastal whaling port pulverized, little more than memory", Japan Times, 18 March 2011, p. 3.
  101. Kyodo News, "Deaths, people missing set to top 1,600: Edano", Japan Times, 13 March 2011.
  102. Kyodo News, "Survivors in trauma after life-changing nightmare day", Japan Times, 13 March 2011, p. 2.
  103. Kyodo News, "Death toll may surpass 10,000 in Miyagi", Japan Times, 14 March 2011, p. 1.
  104. Alabaster, Jay, and Todd Pitman, (Associated Press), "Hardships, suffering in earthquake zone", Japan Times, 15 March 2011, p. 3.
  105. Tsunami Slams Japan After Record Earthquake, Killing Hundreds, 11 March (Bloomberg), San Francisco Chronicle, Retrieved 14 March 2011
  106. Kyodo News, "Survivors on cut-off isle were ready for disaster", Japan Times, 19 March 2011, p. 2.
  107. Fukue, Natsuko, "Tsunami came late to unprepared Chiba", Japan Times, 30 March 2011, p. 2. ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  108. Tsunami Information NUMBER 64 (Tsunami Observation), Japan Meteorological Agency, issued 18:05 JST 13 March 2011, Retrieved 14 March 2011. The Iwate Kamaishi-oki reading was obtained by GPS wave meter. ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  109. Tsunami Information NUMBER 64 (Tsunami Observation), Japan Meteorological Agency, issued 18:05 JST 13 March 2011, Retrieved 14 March 2011. (Tohoku district.) ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  110. Tsunami Information NUMBER 64 (Tsunami Observation), Japan Meteorological Agency, issued 18:05 JST 13 March 2011, Retrieved 14 March 2011. (Kanto/Chubu district.) ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  111. "東北地方の港湾における被災状況について (現地調査速報) (平成23年東北地方太平洋沖地震)" [The situation of damage of ports in Tohoku region (site survey) (2011 Tōhoku earthquake and tsunami)] (ใน Japanese). Yokosuka, Kanagawa, Japan: Port and Airport Research Institute (港湾空港技術研究所). 23 March 2011. สืบค้นเมื่อ 28 March 2011. [ลิงก์เสีย]
  112. "別紙2:各港の調査状況について (PDF/608KB)" [Attachment 2: Site survey of Site Tsunami height on each port (PDF/608KB)] (PDF) (ใน Japanese). Yokosuka, Kanagawa, Japan: Port and Airport Research Institute. 23 March 2011. สืบค้นเมื่อ 28 March 2011. [ลิงก์เสีย]
  113. "Researchers: 30-meter tsunami in Ofunato". NHK. Archived from the original on 4 April 2011. สืบค้นเมื่อ 29 March 2011. 
  114. "38-meter-high tsunami triggered by March 11 quake: survey". Kyodo News. 2011-04-03. Archived from the original on 2011-04-06. 
  115. "宮古市田老小堀内漁港での津波遡上高" [Tunami run up height at Miyako city, Taro Koborinai fishing port] (ใน Japanese). Earthquake Research Institute, University of Tokyo. 3 April 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 4 April 2011. 
  116. Jiji Press, "42% didn't immediately flee tsunami", Japan Times, 18 August 2011, p. 2.
  117. "Evacuate all coastal areas immediately, Hawaii Civil Defense says". 2011-03-11. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  118. "Text of PTWC Pacific-wide tsunami warning". 2011-03-11. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  119. CP, Google (2011-03-11). "Tsunami from Japanese quake prompts evacuation of 11,000 residents on Russia's Pacific islands". The Associated Press. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  120. "Tsunami Warning and Advisory #7 issued 03/11/2011 at 3:39 am PST". Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  121. 121.0 121.1 "B.C. tsunami threat passes". CBC.ca. 11 March 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  122. Tsunami Damages Santa Cruz, Crescent City Harbors, KSBW, 11 March 2011
  123. Helen Jung and Jeff Manning, "Waves bring destruction to Oregon's south coast", The Oregonian, 12 March 2011, p. 1+
  124. $1.2M FEMA Tsunami Grant To Ore.'s Curry County - Oregon - Northwest News Story - KTVZ Bend
  125. Twilight tsunami evacuation. Courier Mail (2011-03-14). Retrieved on 2011-04-03. ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  126. Girl, Bowen. (2011-03-16) Diary of a Bowen girl: Japan. Bowendiaries.blogspot.com. Retrieved on 2011-04-03. ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  127. "Tsunami destroys houses in Jayapura". The Jakarta Post. สืบค้นเมื่อ 2011-03-17. 
  128. Nakaso, Dan (14 March 2011) Tsunami damage estimate for Hawaii now tens of millions Star Advertiser, Retrieved 15 March 2011
  129. "Tsunami washes away feathered victims west of Hawaii". CNN. 19 March 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 19 March 2011. 
  130. "South Pacific islands hit by tsunami swells". 11 March 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  131. Tsunami Warning For Guam Extended Until 11 p.m. Pacificnewscenter.com (2011-03-11). Retrieved on 2011-04-03. ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  132. 132.0 132.1 Minor damage in Latin America by Japan's tsunami, channelnewsasia.com, 13 March 2011
  133. (สเปน) Más de 200 casas dañadas dejó seguidilla de olas. ANSA Latina. 03/13/2011.
  134. (สเปน) Caldera: 80 viviendas resultaron destruidas en Puerto Viejo por efecto de las olas. Radio Bio-Bio. 3/12/2011.
  135. (สเปน) Más de 200 casas dañadas dejó seguidilla de olas que azotaron las costas chilenas La Tercera. 3/12/2011.
  136. "Gareth Morgan's Galapagos hotel destroyed by tsunami". The National Business Review. 2011-03-13. สืบค้นเมื่อ 2011-03-17. 
  137. "Ecuador Sends Aid To Galapagos After Islands Hit By Tsunami From Japan". LATIN AMERICA NEWS DISPATCH. 2011-03-15. สืบค้นเมื่อ 2011-03-17. 
  138. Tsunami Aftermath in Galapagos: Update from CDRS' Director Dr. J. Gabriel Lopez. Galapagos.org. Retrieved on 2011-04-03. ถูกบันทึกไว้ 15 มีนาคม 2011 ที่ WebCite
  139. Gareth Morgan's Galapagos hotel destroyed by tsunami|The National Business Review. Nbr.co.nz. Retrieved on 2011-04-03. ถูกบันทึกไว้ 16 มีนาคม 2011 ที่ WebCite
  140. "Japan tsunami caused icebergs to break off in Antarctica". European Space Agency. 9 August 2011. 
  141. Brunt, Kelly M.; Emile A. Okal and Douglas R. MacAyeal (27 April 2011). "Antarctic ice-shelf calving triggered by the Honshu (Japan)". Journal of Glaciology 57 (205): 785–788. สืบค้นเมื่อ 9 August 2011. 
  142. "film shown by BBC showing only rubble where there were buildings". Bbc.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  143. "Before-and-after satellite photographs of devastated regions". Picasaweb.google.com. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  144. "animated images showing undamaged places become damaged". BBC. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  145. Onishi, Norimitsu (2011-03-13). "Seawalls Offered Little Protection Against Tsunami's Crushing Waves". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  146. NHK, "190,000 buildings damaged by March 11 quake", 3 April 2011.
  147. Kyodo News, "Fishermen to Tepco: Don't release water", Japan Times, 9 June 2011, p. 1.
  148. Agence France-Presse/Jiji Press, "Radiation, legalities complicate cleanup efforts", Japan Times, 9 April 2011, p. 2.
  149. Kamiya, Setsuko, "Debris removal, recycling daunting, piecemeal labor", Japan Times, 30 June 2011, p. 3.
  150. Kyodo News, "Applications to deregister cars lost in tsunami soar, Japan Times, 16 June 2011, p. 1.
  151. Kyodo News, "90% of disaster casualties drowned", Japan Times, 21 April 2011, p. 2.
  152. Agence France-Presse/Jiji Press, "At least 82 children were orphaned by disaster, government says", Japan Times, 10 April 2011, p. 2.
  153. Kyodo News, "378 students killed, 158 missing in disaster", Japan Times, 29 April 2011, p. 2. The victims included 234 elementary, 111 junior high and 191 high school students. Direct quote: "Out of the 378 students confirmed dead, 273 were in Miyagi, 59 in Fukushima and 46 in Iwate. The list of missing students is made up of 74 in Miyagi, 52 in Iwate and 32 in Fukushima."
  154. "Japan confirms death of 19 foreigners in March 11 quake, tsunami". Kyodo News. 5 April 2011. Archived from the original on 7 April 2011. สืบค้นเมื่อ 7 April 2011. 
  155. Kyodo News, "GSDF member dies during relief", Japan Times, 28 May 2011, p. 2.
  156. "Japan Tsunami Strikes Indonesia, One Confirmed Dead". The Jakarta Globe. 12 March 2011. Archived from the original on 12 March 2011. สืบค้นเมื่อ 12 March 2011. 
  157. "California tsunami death: NorCal man drowns trying to photograph tsunami – KSWB". Fox5sandiego.com. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 14 March 2011. 
  158. Associated Press (13 March 2011). "Man swept out to sea by tsunami was Bend native". The Oregonian. Archived from the original on 15 March 2011. สืบค้นเมื่อ 27 March 2011. 
  159. "Klamath tsunami victim identified; search comes up empty". The Times-Standard (Eureka, CA). 13 March 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 27 March 2011. 
  160. "Body found in Oregon identified as missing tsunami victim". BNO News. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 12 April 2011. 
  161. Tsunami victim remains wash ashore near Fort Stevens. Koinlocal6.com (2011-03-12). Retrieved on 2011-05-02.
  162. 162.0 162.1 "Japan earthquake: Evacuations ordered as fears grow of radiation leak at nuclear plant; News.com.au". News. AU. 2011. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. "According to the industry ministry, a total of 11 nuclear reactors automatically shut down at the Onagawa plant, the Fukushima No. 1 and No. 2 plants and the Tokai No. 2 plant after the strongest recorded earthquake in the country's history" 
  163. 163.0 163.1 "Japan initiates emergency protocol after earthquake". Nuclear Engineering International. 11 March 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  164. "Japan's nuclear fears intensify at two Fukushima power stations". The Guardian. 2011-03-13. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  165. "Helicopters dump water on nuclear plant in Japan". CNN. สืบค้นเมื่อ 2011-03-17. 
  166. "東京消防庁 3号機に向け放水". NHK News. 2011-03-19. Archived from the original on 2011-03-21. สืบค้นเมื่อ 2011-03-19. 
  167. "Analysis: A month on, Japan nuclear crisis still scarring," International Business Times (Australia). 9 April 2011, retrieved 12 April 2011; excerpt, According to James Acton, Associate of the Nuclear Policy Program at the Carnegie Endowment for International Peace, "Fukushima is not the worst nuclear accident ever but it is the most complicated and the most dramatic ... This was a crisis that played out in real time on TV. Chernobyl did not." ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  168. http://www.cnn.com/2011/WORLD/asiapcf/08/04/japan.nuclear.crisis/index.html?eref=ib_topstories
  169. 169.0 169.1 McCurry, Justin (11 March 2011). "Japan Declares 'Nuclear Emergency' after Quake". The Guardian (London). Archived from the original on 12 March 2011. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  170. "Japan Tsunami". BBC News. Archived from the original on 28 January 2011. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  171. "Radioactive Material May Have Leaked from Japanese Reactor". CNN International. 11 March 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 11 March 2011. 
  172. Hiroko Tabuchi, Matthew L. Wald. Partial Meltdowns Presumed at Crippled Reactors. The New York Times, 13 March 2011
  173. Chico Harlan: Japan quake: With two natural disasters and a nuclear emergency, recovery begins. The Washington Post, 12 March 2011. Retrieved 13 March 2011. ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  174. Rik Myslewski. Sixth Japanese nuclear reactor loses cooling. The Register, 13 March 2011. Retrieved 13 March 2011. ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  175. "asahi.com(朝日新聞社):福島市内の水道水から放射性物質検出 国の基準は下回る – 東日本大震災". Asahi Shimbun. 3 January 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 17 March 2011. 
  176. "1都5県の水道水から放射性物質、国基準下回る : 科学". Yomiuri Shimbun. 19 March 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 19 March 2011. 
  177. "水道水 制限値を全国で下回る". NHK News. Archived from the original on 19 March 2011. สืบค้นเมื่อ 19 March 2011. 
  178. asahi.com(朝日新聞社):福島の土壌から微量ストロンチウム 水溶性の放射性物質 - 社会 ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  179. "asahi.com(朝日新聞社):原発から40キロの土壌、高濃度セシウム 半減期30年 – 東日本大震災". Asahi.com. 1 March 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 26 March 2011. 
  180. Jae Hur. "Food Contamination Set to Rise as Japan Fights Radiation Crisis at Reactor". Bloomberg. Archived from the original on 18 April 2011. 
  181. "High level of cesium detected in sand lances". NHK World. 5 April 2011. Archived from the original on 18 April 2011. 
  182. http://www.ktvz.com/health/28520368/detail.html
  183. Mogi, Chikako (11 March 2011). "Fire at Tohoku Elec Onagawa nuclear plant -Kyodo | Reuters". Reuters. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  184. "Fire at nuclear power plant extinguished". The Australian. 12 March 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  185. "Sea water injected into troubled Fukushima power plant | The Manila Bulletin Newspaper Online". mb.com.ph. 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  186. "IAEA update on Japan Earthquake". iaea.org. 2011. Archived from the original on 12 March 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  187. "IAEA update on Japan Earthquake". iaea.org. 13 March 2011. Archived from the original on 12 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  188. Chico Harlan, Steven Mufson: Japanese nuclear plants' operator scrambles to avert meltdowns. The Washington Post, 11 March 2011 ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  189. "Sea water injected into troubled Fukushima power plant | The Manila Bulletin Newspaper Online". mb.com.ph. 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  190. Japan Earthquake: More Nuclear Plants Lose Power, International Business Times, Jesse Emspak, April 8, 2011 ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  191. "Cooling system pump stops at Tokai No.2 plant-Kyodo; Energy & Oil; Reuters". af.reuters.com. 13 March 2011. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  192. Takenaka, Kiyoshi (13 March 2011). "Tokai No.2 nuke plant cooling process working – operator | Reuters". uk.reuters.com. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 13 March 2011. 
  193. "Status of Japanese ports 5 days after devastating quake and tsunami". Reuters. 2011-03-15. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  194. 194.0 194.1 Nihon Keizai Shimbun, "90 percent of major transport networks back in operation", 29 March 2011.
  195. "Tokyo Disneyland hit by liquefaction after quake". MediaCorp Channel NewsAsia. 2011-03-11. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  196. 196.0 196.1 196.2 "Japan issues top tsunami warning after major quake". MediaCorp Channel NewsAsia. 2011-03-11. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  197. "Japan's Afternoon of Horror". The Gulf Today. 2011-03-12. Archived from the original on 2011-03-13. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  198. "1,500 dead or missing after huge earthquake, tsunami". Asahi Shimbun. 2011-03-13. Archived from the original on 2011-03-13. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  199. "Dam Breaks In Northeast Japan, Washes Away Homes". Arab Times. 2011-03-12. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  200. Azuma, Kita (2011-03-12). "Pacific Ocean coast Earthquake" (ใน Japanese). MSN. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  201. "5 buildings collapsing dam outflow Hukushima Sukagawa" (ใน Japanese). Fukushima News. 2011-03-13. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  202. "Lupo Fujinuma Sukagawa dam collapsed eight people missing" (ใน Japanese). Fukushima News. 2011-03-12. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  203. "A quick report on Japanese Dams after the Earthquake". Chinese National Committee on Large Dams. 2011-03-12. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  204. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ waterfoodheat
  205. Uranaka, Taiga; Kwon, Ki Joon (14 March 2011). "Quake-hit Japan battles to avert radiation leak". Reuters. Archived from the original on 15 March 2011. สืบค้นเมื่อ 14 March 2011. 
  206. 206.0 206.1 Nomiyama, Chiz (21 March 2011). "Factbox: Japan disaster in figures". Reuters. Archived from the original on 21 March 2011. สืบค้นเมื่อ 21 March 2011. 
  207. "People near Japan nuke plant told to leave". News. AU: Yahoo!. Archived from the original on 2011-09-01. 
  208. "Power Outage To Deal Further Blows To Industrial Output". Nikkei.com. 14 March 2011, 04:34. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  209. "東京電力ホームページ – エネルギーの最適サービスを通じてゆたかで快適な環境の実現に貢献します -" (ใน Japanese). Tokyo Electric Power Company. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  210. "News". Nikkan Sports. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 
  211. Joe, Melinda, "Kanto area works on energy conservation", Japan Times, 17 March 2011, p. 11.
  212. Joe, Melinda, "Kanto area works on energy conservation", Japan Times, 17 March 2011, p. 11. ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  213. http://www.itworld.com/business/140626/legacy-1800s-leaves-tokyo-facing-blackouts
  214. Hongo, Jun, "One certainty in the crisis: Power will be at a premium", Japan Times, 16 March 2011, p. 2.
  215. NHK, "Steel makers provide TEPCO with electricity", 27 March 2011.
  216. Nakata, Hiroko, "Auto industry agrees to adopt weekend work shifts", Japan Times, 20 May 2011, p. 1.
  217. Wood, Elisa (2011-05-25). "The Dangers of Energy Generation". Renewable Energy World. Archived from the original on 2011-06-03. 
  218. 218.0 218.1 218.2 Fernandez, Clarence (2011-03-14). "Japan's shipping, energy sectors begin march back from quake". Reuters. Archived from the original on 2011-03-14. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  219. Japan earthquake causes oil refinery inferno Daily Telegraph, London, 11 March 2011
  220. Fires, safety checks take out Japanese refineries Argus Media, 14 March 2011. Accessed: 18 March 2011.
  221. Japanese refiners try to offset shortages Argus Media, 15 March 2011. Accessed: 18 March 2011.
  222. Tsukimori, Osamu; Negishi, Mayumi (2011-03-11). "JX refinery fire seen originated from shipping facility". Reuters. Archived from the original on 2011-03-14. สืบค้นเมื่อ 2011-03-14. 
  223. Analysis - Oil markets adjust to Japan’s disaster Argus Media, 16 March 2011. Accessed: 18 March 2011.
  224. Japan quake begins to impact LNG trade Argus Media, 15 March 2011. Accessed: 18 March 2011.
  225. Tsunami Disaster: “Japan’s Sendai says LNG Infrastructure Badly Damaged” Argus Media, 16 March 2011. Accessed: 18 March 2011.
  226. "Fears of massive death toll as ten-metre tall tsunami races across Pacific after sixth largest earthquake in history hits Japan". Daily Mail. 2011-03-11. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  227. NHK World, "Tohoku Expressway Reopened To All Traffic", 24 March 2011.
  228. Chu, Kathleen; Sakamaki, Sachiko (24 March 2011). "Highway to Japan Quake Area Opens as Casualties Pass 25,000". Bloomberg Businessweek. Archived from the original on 24 March 2011. สืบค้นเมื่อ 24 March 2011. 
  229. NHK News, 23:30 JST
  230. "Many Rail Services In Tokyo Suspended After Quake". NIKKEI. 2011-03-12. สืบค้นเมื่อ 2011-03-12. 
  231. Associated Press, "When Tokyo's clockwork trains stopped ticking", Japan Times, 13 March 2011, p. 3.
  232. Kyodo News, "Disney reality check for the stuck", Japan Times, 13 March 2011, p. 3.
  233. Kyodo News, "USS Reagan on way", Japan Times, 13 March 2011, p. 2.
  234. "JR東日本:列車運行情報" (ใน Japanese). Traininfo.jreast.co.jp. สืบค้นเมื่อ 2011-03-11. 
  235. "脱線のJR仙石線車内から、県警ヘリで9人救出 : 社会 : YOMIURI ONLINE(読売新聞)" (ใน Japanese). Yomiuri.co.jp. สืบค้นเมื่อ 2011-03-12. 
  236. 23駅流失、線路被害680か所…JR東日本 : 社会 : YOMIURI ONLINE(読売新聞) ถูกบันทึกไว้ 18 เมษายน 2011 ที่ WebCite
  237. "Full Tohoku Shinkansen Line services to be restored by late April". The Asahi Shimbun Company. 30 March 2001. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 2 April 2011. 
  238. "asahi.com(朝日新聞社):東北新幹線、東京―那須塩原で再開 各停、1時間に1本". Asahi Shimbun. 15 March 2001. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 15 March 2011. 
  239. "No. of dead or missing tops 22,000; bodies buried in rare measure". JAPANTODAY. 22 March 2001. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 2 April 2011. 
  240. "Gradual Restoration Of Infrastructure Continues At Disaster Areas". Nikkei. 18 March 2001. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 2 April 2011. 
  241. "asahi.com(朝日新聞社):計画停電で影響が出る主な鉄道(午前7時現在) – 社会". Asahi Shimbun. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 14 March 2011. 
  242. "Tokyo phone lines jammed, trains stop". Times of India. 2011-03-12. "The temblor shook buildings in the capital, left millions of homes across Japan without electricity, shut down the mobile phone network and severely disrupted landline phone service." 
  243. "In Japan, Many Undersea Cables Are Damaged: Broadband News and Analysis «". Gigaom.com. สืบค้นเมื่อ 2011-03-17. 
  244. Cowie, James (2011-03-11). "Japan Quake – Renesys Blog". Renesys.com. สืบค้นเมื่อ 2011-03-15. 
  245. 245.0 245.1 "Japan's phone networks remain severely disrupted". Computerworld. 2011-03-12. 
  246. "AT&T, Sprint & Verizon Offer Free Calls & Texts to Japan from U.S. [UPDATED]". Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 30 March 2011. 
  247. "T-Mobile USA Waives Call Charges to Japan and Wi-Fi Calling and Text Messaging Charges to and From Japan". สืบค้นเมื่อ 29 May 2011. 
  248. "netTALK Extends Free Calling to Japan Through April". Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 30 March 2011. 
  249. "Vonage offers free calls to Japan". Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 30 March 2011. 
  250. "Deutsche Telekom: Konzern erleichtert Kommunikation nach Japan". สืบค้นเมื่อ 29 May 2011. 
  251. Malik, Tariq (2011-03-12). "Quake forces closure of Japanese space center". msnbc.com. สืบค้นเมื่อ 2011-03-17. 
  252. "asahi.com(朝日新聞社):茨城の宇宙機構施設が損傷 「きぼう」一部管制できず – サイエンス" (ใน Japanese). Asahi.com. Archived from the original on 2011-03-18. สืบค้นเมื่อ 2011-03-17. 
  253. "spaceflightnow.com". Stephen Clark. Archived from the original on 18 April 2011. สืบค้นเมื่อ 28 March 2011. 
  254. "Damages to Cultural Properties in the Great East Japan Earthquake". Agency for Cultural Affairs. สืบค้นเมื่อ 19 May 2011. [ลิงก์เสีย]
  255. "国宝の松島・瑞巌寺、壁4、5カ所にひび割れ 文化庁". Asahi Shimbun. 14 March 2011. Archived from the original on 17 March 2011. สืบค้นเมื่อ 25 March 2011. 
  256. "岡倉天心ゆかりの文化財「六角堂」、津波で消失". Daily Yomiuri. 12 March 2011. สืบค้นเมื่อ 6 May 2011. 
  257. "Map of National Treasures, Important Cultural Properties (Buildings) Damaged". Ritsumeikan. สืบค้นเมื่อ 9 May 2011. [ลิงก์เสีย]
  258. "Damage to Cultural Properties". Agency for Cultural Affairs. 27 April 2011. สืบค้นเมื่อ 9 May 2011. 
  259. "An Interim Report on the Situation of Cultural Heritage in Japan after the Tohoku district -off the Pacific Ocean Earthquake (or Tohoku Earthquake)". ICCROM. สืบค้นเมื่อ 8 May 2011. 
  260. "UNESCO move brings joy". Daily Yomiuri. สืบค้นเมื่อ 9 May 2011. 
  261. "asahi.com(朝日新聞社):避難者、16都県で31万9121人―21日午後11時 – 社会". Asahi.com. 2011-03-21. Archived from the original on 2011-03-22. สืบค้นเมื่อ 2011-03-29. 
  262. "Japan looks for market stability after quake". The Independent. 2011-03-13. สืบค้นเมื่อ 2011-03-13. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]