หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ โรจนกุล)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หลวงลิขิตปรีชา
(ปลอบ โรจนกุล)
เจ้ากรมพระอาลักษณ์
กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
เกิด พ.ศ. 23??, กรุงเทพมหานคร
เสียชีวิต พ.ศ. 2418, กรุงเทพมหานคร
บิดา หลวงพิสณฑ์ยุทธการ (ปึก โรจนกุล)
บทบาท/งาน 1. งานเอกสารและหนังสือ
2. ราชเลขานุการในพระองค์
ขุนนางในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

หลวงลิขิตปรีชา (พ.ศ. 23?? - พ.ศ. 2418) เดิมชื่อ ปลอบ เป็นข้าหลวงปลัดกรมกองรายงานหนังสือไปมา ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ ฝ่ายวังหน้า (เทียบเท่ากับออกญาศรีภูริยปรีชาราชเสนาบดีศรีสารลักษณ์ วังหลวง[1]) และราชเลขานุการในพระองค์ [2] และเป็นนักกวีในสมัยรัชกาลที่ 2 - รัชกาลที่ 3 [3] ถือศักดินา 1,500 [4] (บางตำราก็ว่าถือศักดินา 1,800) [5] ปรากฏในทำเนียบตำแหน่งข้าราชการ ฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเป็นทำเนียบในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว [6] บิดาชื่อนายพันโท หลวงพิสณฑ์ยุทธการ (ปึก โรจนกุล) ถือศักดินา 2000 [7] สืบสกุล "โรจนกุล" ต้นสกุลคือ เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)

ชีวประวัติหน้าที่การงาน[แก้]

เมื่อ พ.ศ. 2362 สมัยรัชกาลที่ 2 หลวงลิขิตปรีชาได้ทูลละอองแปล "เลียดก๊ก พงศาวดารจีน" [8] โดยทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการพร้อมกับ ขุนมหาสิทธิโวหาร พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบัว กรมหมื่นนเรศร์โยธี หลวงญาณปรีชา เจ้าพระยายมราช เจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสง วงศาโรจน์) พระยาโชดึกราชเศรษฐี หลวงวิเชียรปรีชา ขุนท่องสื่อ จมื่นไวยวรนาถ นายเล่ห์อาวุธ และจ่าเรศ ดังปรากฏในย่อหน้าที่ 3 ของพงศาวดารเล่มนี้ว่า "ห้องสินแลในเลียดก๊กนั้น ว่าด้วยพระเจ้าบู๊อ่องครองเมืองทั้งปวงคิดทำศึกกัน ข้าพเจ้าหลวงลิขิตปรีชา เจ้ากรมอาลักษณ์ชำระขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย"

ภาพแสดงการลำเลียงกองทัพไปเมืองพระตะบอง

ช่วงรัชกาลที่ 3 ขณะนั้นมีสงครามระหว่างเขมร และญวน เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้จัดกองทัพเพื่อยกไปเมืองพระตะบอง ใกล้กับจังหวัดจันทบุรี ณ วันเดือนยี่ ปีกุนเอกศก กรมอาลักษณ์ซึ่งหลวงลิขิตปรีชา เจ้ากรมขณะนั้นเป็นนายทัพ พร้อมเสื้อพระราชทานนายทัพ ดอกถี่ 1 ชุด ได้จัดบัญชีแก่กองทัพเจ้าคุณจำนวน 2 คน เป็นนาย 1 คน และไพร่ 1 คน และขุนสาราบรรจง ปลัดกรมขวา เป็นนายกอง พร้อมเสื้อพระราชทานนายกอง ดอกลาย 1 ชุด จัดกำลังขุนหมื่นในกรมจัดกำลังจำนวน 25 คน ประกอบด้วยขุนหมื่นในกรม 7 คน ช่างสมุด 6 คน ช่างสมุดเลว 9 คน นาย 2 คน และ ไพร่ 1 คน ตามลำดับ ดังปรากฏในประชุมพงศาวดาร เล่ม 41 ภาคที่ 66 (ต่อ) – 67 เรื่อง จดหมายเหตุรายวันทัพสมัยกรุงธนบุรี เล่าเรื่องไปชะวา ครั้งที่ 3 ฉบับที่ 2 บัญชีกองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เมื่อยกไปเมืองพระตะบอง หน้า 180 วรรคที่ 2 ความว่า "กรมอาลักษณ์ หลวงลิขิตปรีชา นาย ๑ ไพร่ ๑ เป็น ๒ ขุนสาราบรรจง ๑ ขุนหมื่นในกรม ๗ ช่างสมุด ๖ เป็น ๑๓ ช่างสมุดเลว ๙ นาย ๒ ขุนหมื่น ๒๒ เป็น ๒๔ ไพร่ ๑ เป็น ๒๕"

เมื่อ พ.ศ. 2368 สมัยรัชกาลที่ 3 ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม 6 ค่ำ เดือน 8 ปีระกาสัพศก [9] [10] [11] [12] พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุริยวงศ์ กรมหลวงพิเศษศรีสวัสดิสุขวัฒนวิไชย ได้จัดข้าทูลอองธุลีพระบาทสนองพระราชบันทูลสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (พระองค์เจ้าชายอรุโณทัย) ให้ชำระคัมภีร์สาตรพยากรณ์ฤกษบนล่าง วิทธีวิชาไมยมนต์เลกยันต์แลอาถันข่มนาม และพระราชพิทธีข่มนามที่พยุหะ ซึ่งหลวงลิขิตปรีชาเชิญตำรับ "พระพิไชยสงคราม"พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นพระสมุดพระราชตำรับจำนวน 14 เล่ม เป็นตำราลับปกปิดที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงแต่งขึ้นเมื่อปีมะเมีย สัมฤทธิ์ศก ตรงกับ พ.ศ. 2041 [13] โดยชำระพร้อมกับพระยาบำเรอบริรักษ์ จางวางมหาดเล็ก พระมหาวิเชียรธรรม จางวางราชบัณฑิต พระโหราธิบดี จางวางโหรพระราชวังหลัง พระเทวะโลกย์ จางวางโหร หลวงสุธรรมมาจารย์ หลวงไตรเพทวิไศรย หลวงญาณเวทและขุนโลกยพรหมา ปลัดกรม ดังความว่า [14] "...พระเจ้าน้องยาเธอรับพระราชปริหาญ จัดข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้มีสติปัญญา ได้ พระยาบำเรอบริรักษ์ จางวางมหาดเล็ก ๑ พระมหาวิชาธรรม ๑ จางวาง ราชบัณฑิต ๑ หลวงลิขิตรปรีชา เจ้ากรมอาลักษณ์ ๑ หลวงสุธรรมาจารย์ ๑ พระโหราธิบดี จางวางโหร ๑ หลวงญาณเวท ๑ หลวงไตรเพทวิไศรย ๑ ขุนโลกยพรหมา ปลัดกลม ๑ รวม ๙ นาย พระเจ้าน้องยาเธอเป็นแม่กอง ครั้น ณ วัน ๕ ๘ ค่ำ ปีระกาสัพศก พร้อมกัน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ หลวงลิขิตรปรีชา เจ้ากรมพระอาลักษณ์ เชิญพระตำรับพระพิไชยสงครามข้างที่ออกมาเป็นสมุดพระราชตำรับ ๑๔ เล่ม ให้ลงมือจับชำระสอบสวนกันที่ฟั่นเฟือนวิปลาดซ้ำกันก็วงกาตกเต็มให้ถูกถ้วนแล้วขึ้นกราบทูลพระกรุณา ทุกเวลาเสด็จออกวถายสังฑภัตทาน ทรงฟังเทศนาเช้าเย็น ภอพระทัยบ้าง ทรงชำระวงกาดัดแปลงบ้าน โปรดให้ออกมาเรียบเรียงชำระใหม่บ้าง แต่ได้ชำระพระตำรับพระพิไชยสงคราม ณ วัน ๕ ๘ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๘๗ ปีระกาสัพศก จนถึง ณ วัน จึงสำเร็จ ให้คัดส่งเข้าไว้ข้างที่ฉบับหนึ่งไว้ ณ หอหลวงฉบับหนึ่ง..." และได้ร่วมนิพนธ์วรรณกรรมในรัชกาลที่ 1 เรื่อง "ศิริวิบุลยกิตต์" ซึ่งเป็นเพลงยาวกลบทและกลอักษรกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หลวงนายชาญภูเบศร์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทัศน์ กรมหมื่นไกรสรวิชิต ขุนธนสิทธิ์และจ่าจิตร์นุกูล

เมื่อ พ.ศ. 2390 สมัยรัชกาลที่ 3 [15] หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) รับสั่งจากเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ให้แปลหนังสือ “องเลโบ” อักษรญวนออกเป็นไทย รวมทั้งให้เป็นผู้พาพญาราชเดชกับพญาธนาบดี องค์ญวนของสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) ทั้ง 2 องค์เข้ามาแจ้งราชการที่กรุงเทพด้วย เมื่อแปลเสร็จแล้วหลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) นำหนังสือบอก และสำเนาแปลหนังสือญวนคำให้การของพญาราชเดชกับพญาธนาธิบดี ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบแล้ว ทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้าฯ ว่า “ตั้งแต่แผ่นดินเทียวตรีมา ๗ ปี ได้ทรงฟังแต่หนังสือขุนนางญวนแม่ทัพซึ่งมีไปมาถึงเจ้าพญาบดินทรเดชา ก็เห็นเป็นปากร้ายตามทำนองแต่ก่อน พึ่งจะได้ทรงทราบสำนวนเจ้าเทียวตรีรู้ทำนองครั้งนี้ เห็นเป็นปากกล้าใจอ่อนผิดกับทำนองเจ้ามินมาง, เจ้าญาลอง, ทรงพระราชดำริราชการเมืองเขมรเข้าพระทัยว่า ทำนองญวนก็จะเหมือนกันกับทำนองแต่ก่อน ที่ไหนจะให้กลับมาให้สมคิดสมหมายง่าย ๆ พระราชดำริผิดไปแล้ว เจ้าพญาบดินทรเดชา ฯ คิดราชการถูกอุตส่าห์พวกเพียรจนสำเร็จได้ตามความปรารถนา ด้วยเดชะพระบารมีพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวที่จะได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้ตั้งอยู่ในเมืองเขมรฐีติการ ควรที่จะยินดีรับขวัญเอา ได้มาเถิงเมืองพร้อมเมืองแล้วก็กระหมวดไว้ให้หมั่น แต่ญวนเอาเมืองเขมรของเราไปตั้งแต่ปีวอกจัตวาศนับได้ถึง ๓๖ ปีแล้ว พึ่งได้ คืนมาเป็นของเราเมื่อ ณ วัน ๕ ๗ ค่ำ ปีมะแมนพศก และเจ้าพญาบดินทรเดชาฯ ออกไปลำบากกรากกรำคิดราชการจะเอาเมืองเขมรคืนตั้งแต่ปีมะเส็งเบ็ญจศกช้านานถึง ๑๕ ปี อุปมาเหมือนหนึ่งว่ายน้ำอยู่กลางพระมหาสมุทรไม่เห็นเกาะเห็นฝั่ง พึ่งจะได้”

หลวงลิขิตปรีชายังได้แต่งคำโคลงจารึก [16] [17] และแต่งหนังสือต่างๆ เช่น

ภาพจารึกเพลงยาวกลบทและกลอักษร แผ่นที่ 20 (กลบทพระจันท์ธรงกลด) พบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
1. จารึกโคลงภาพฤๅษีดัดตน ท่าที่ 27 (ท่าดัดตนแก้ลมชักปากเบี้ยว)
จารึกนี้กล่าวถึงพระฤๅษีกาลสิทธิ์ (ฤๅษีปู่เจ้าสมิงพราย) แสดงบทอาสนะแห่งฤๅษีด้วยท่าตัดตนแก้ลมชักปากเบี้ยว ลมลิ้นตาย ลมเท้าเหน็บ ลมมือเหน็บ ด้วยการใช้มือหนึ่งเหนี่ยวไหล่ กดปลายนิ้วลงเหนือซอกรักแร้ และอีกมือหนึ่งหน่วงข้อเท้า โดยกดหัวแม่มือกดลงที่เอ็นเหนือตาตุ่มด้านใน จารึกดังกล่าวถูกค้นพบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
2. จารึกโคลงภาพฤๅษีดัดตน ท่าที่ 45 (ท่าดัดตนแก้เท้าเย็นสบาย ใจสวิงสวาย)
จารึกนี้กล่าวถึงพระฤๅษีกบิล แสดงบทอาสนะแห่งฤๅษีด้วยท่าดัดตนแก้เท้าเย็น ใจสวิงสวาย โดยการไขว้เท้าหนึ่งไปวางบนตักของอีกข้างหนึ่ง ซึ่งถูกสองมือกุมเข่า รัดแข้งยกเอาไว้จารึกดังกล่าวถูกค้นพบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
3. จารึกโคลงภาพคนต่างภาษา แผ่นที่ 31 (ภาพเขมร) [18]
เป็นหนึ่งในจารึกโคลงภาพต่างภาษาจำนวน 32 แผ่น จารึกนี้กล่าวถึงอัตลักษณ์และตัวตนชนชาติเขมรว่ามีผิวดำ นับถือศาสนาพุทธ อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชาทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นเมืองขึ้นของสยาม แต่งกายโดยนุ่งผ้าปูม สวมเสื้อสีคราม คาดแพรเยื่อไม้ของญวนที่สะเอว และไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม ไม่ไว้ไรผม จารึกดังกล่าวถูกค้นพบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
4. จารึกโคลงภาพคนต่างภาษา แผ่นที่ 32 (ภาพลิ่วขิ่ว) [19]
เป็นหนึ่งในจารึกโคลงภาพต่างภาษาจำนวน 32 แผ่น จารึกนี้กล่าวถึงอัตลักษณ์และตัวตนชนชาติลิ่วขิ่ว ว่ามีการเกล้าผมมวยเหมือนจุกเด็ก สวมเสื้อสีหมากสุกยาวคลุมเข่า โพกศีรษะ บ้านเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก และมีการถวายบรรณาการแด่จีนจารึกดังกล่าวถูกค้นพบที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
5. จารึกเพลงยาวกลบทและกลอักษร แผ่นที่ 8 (กลบทกินรเกบบัว)
จารึกกลบทกินรเกบบัว มีคำจารึก 19 บรรทัดซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงความชอกช้ำใจจากหญิงคนรักที่กลับห่างเหินไป
6. จารึกเพลงยาวกลบทและกลอักษร แผ่นที่ 20 (กลบทพระจันท์ธรงกลด)
จารึกกลบทพระจันท์ธรงกลด มีคำจารึก 22 บรรทัดซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงความโศกเศร้าเพราะการพลัดพรากจากหญิงคนรัก
7. จารึกเพลงยาวกลบทและกลอักษร แผ่นที่ 39 (กลบทก้านต่อดอก)
จารึกกลบทก้านต่อดอก มีคำจารึก 19 บรรทัดซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงความทุกข์ระทมที่ต้องอยู่ห่างไกลจากหญิงอันเป็นที่รัก
8. ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน (พ.ศ. 2374-2381) (จารึกวัดโพธิ์) หมวดวรรณคดี ได้รับการขึ้นทะเบียน มรดกความทรงจำของโลก [20] [21] เมื่อ พ.ศ. 2551 โดย คณะกรรมการองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)
9. พระราชปุจฉาในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 5 เล่ม 2 [22]
10. นิราศสรวมครวญ [23] [24]
นิราศสรวมครวญเป็นวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วยโคลงสุภาพชาตรีจำนวน 186 บท และใช้ร่ายสุภาพปิดท้ายโคลงนิราศ ซึ่งหลวงลิขิตปรีชาร่วมแต่งกับขุนสาราบรรจง ขุนจำนงสุนธร และนายเวรจำลอง ภายหลังหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนีได้ตรวจสอบ ชำระใหม่และเขียนเพิ่มเติมเป็นฉบับ นรินทร์จัน-ประชันนรินทร์อิน ทรงใช้นามปากกาว่า “พ.ณ.ประมวญมารค”

ตัวอย่างคำประพันธ์

เทเวนทรวาสุเทพท้าว ผทมสินธุ์
อ่อนอาสน์อุรัคคินทร์ ค่ำเช้า
ทรงสังข์จักราจิณ เจนหัตถ์
หลับอย่าลืมละเจ้า ปิ่นไท้ผไทสยาม
นิราศสรวมครวญ
11. เพลงยาวเรื่อง กำนันหลอกพราน
เพลงยาวเรื่อง กำนันหลอกพราน [25] เป็นนิทานบันเทิงคดีที่หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ร่วมแต่งกับนายนาน บางขุนพรหม เป็นเพลงยาวมีความยาว 27 บท ไม่ปรากฏปีที่แต่งแน่ชัด เพลงยาวนิทานดังกล่าวถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารวชิรญาณวิเศษ [26] (วารสารที่ออกในนามหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระบรมราชตระกูล) หมวดนิทานคำกลอน เล่ม 8 แผ่นที่ 20 ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก 111 ตรงกับ พ.ศ. 2435 ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา (ขณะนั้นทรงพระอิสริยายศ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิธาดา) ทรงเป็นกรรมสัมปาทิก (คณะบรรณาธิการ) ปีที่ 12 และสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ (ปัจจุบันคือสำนักหอสมุดแห่งชาติ) ในขณะนั้น และเพลงยาวเรื่อง กำนันหลอกพราน ถูกตีพิมพ์อีกครั้งในหนังสือ นิทานวชิรญาณ เล่ม 1 [27] เมื่อ พ.ศ. 2555 โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร

ตัวอย่างคำประพันธ์

นิทานนี้ท่านผู้เถ้าเล่าแถลง
จริงหรือเท็จอยู่กับคนต้นแสดง หวังชี้แจงแต่ผู้เขลาเยาว์ปัญญา
เปนคติจะช่วยเตือนอย่าเฟือนหลง เร่งดำรงยั้งใจให้นักหนา
อันกลลวงหลายอย่างทางพูดจา ใครเสียทีเสียท่าน่าหัวเราะ
กำนันหลอกพราน

นอกจากนี้ยังได้แต่งตำรับพุทธศาสตร์ "ตำรานพรัตน์" [28] [29] [30] ประกอบในตำราไสยศาสตร์ทูนเกล้า ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ว่า "วชิรํ รัตตํ อินฺทนีลํ เวฬุริยํ รัตฺตกาฬมิสิสกํ โอทาตปีตมิสสฺกํ นีลํ ปุสฺสราคํ มุตตาหารญจาติ อิมานิ นวากาทีนิ รตนานิ ตฺสมา รตนชาติ โย อเนกวิธา นานาปเทเสสุ อุปปชฺชนตีติ เวทิตฺพพา" ซึ่งท่านร่วมกันสอบตำราพร้อมกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) พระมหาวชิรธรรรม หลวงภักดีจินดาและนายชม รวมถึงบรรดากวีท่านอื่น ๆ ที่ได้ร่วมนิพนธ์กับหลวงลิขิตปรีชาช่วงรัชกาลที่ 3 เช่น พระมหามนตรี (ทรัพย์) ขุนธนสิทธิ์ หมื่นพรหมสมพัตรสร หมื่นนิพนธ์อักษร ครูแจ้ง นายเกตุ นายช้าง นายนก นายพัต และกวีหญิงอีก 2 ท่านคือ คุณพุ่มและคุณสุวรรณ

หลวงลิขิตปรีชาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน ได้เป็นปลัดกรมกองรายงานหนังสือไปมา เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวังบวร (วังหน้า) และราชเลขานุการในพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับหนังสือเวียนไปมา งานพระราชพิธี พระสุพรรบณัฏ งานแปลหนังสือ นิพนธ์หนังสือตำราคำกลอนร่วมกับกรมราชบัณฑิต กรมโหร และหนังสือราชการต่างๆ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาฯพระมหากษัตริย์ ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) (26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 – 2398) กวีราชสำนักในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และอาลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (เจ้าฟ้าจุฑามณี) ดำรงตำแหน่งจางวางกรมพระอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวังบวร (วังหน้า) ถือศักดินา 2500 ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามั่ง กรมพระยาเดชาดิศรทรงดูแลกับกรมกรมพระอาลักษณ์[31]

พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์) ผู้ค้นคว้า รวบรวม และบันทึกเรื่องราวของสุนทรภู่ ได้เขียนบันทึกคำกล่าวของพระอมรสินธพ (นก) ซึ่งเล่าว่า “เวลานั้น ใบฎีกามี ของสมเด็จพระปรมา [32] ได้เป็นหลวงลิขิตปรีชา เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ท่านผู้นี้เจ้ายศเจ้าศักดิ์ ถือความมั่งมีภาคภูมิเต็มที่อย่างขุนนางโบราณคือ บ่าวไพร่นุ่งห่มร่มค้างคาว กล้องยาแดงกาน้ำเป็นต้น สุนทรภู่ถึงเป็นจางวางก็จริง แค่ลดความมั่งมีให้ท่านเจ้ากรม เวลาจะนั่งจะเดินอยู่ในกิริยาเป็นผู้ถ่อมตน ยอมเป็นผู้ที่ ๒ ไม่ตีตนเสมอเลย”

พี่น้องและทายาท[แก้]

หลวงลิขิตปรีชามีพี่น้องและทายาทผู้สืบทอดสกุล ดังต่อไปนี้

1. รองอำมาตย์เอก หลวงวิโรจน์รัฐกิจ (เปรื่อง โรจนกุล)
หลังจากที่สำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นก่อนแพแตก พ.ศ. 2443 – พ.ศ. 2474 รับราชการเป็นเจ้าเมืองต่าง ๆ ดังนี้ [33]
พ.ศ. 2472 – 2473 นายตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
พ.ศ. 2473 – 2474 นายอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2474 – 2475 นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2474 – 2478 ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง
พ.ศ. 2479 – 2481 ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่
พ.ศ. 2480 – 2482 ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี
พ.ศ. 2481 – 2482 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
2. รองอำมาตย์โท ขุนโรจนกุลประพัทธ์ (ปอนด์ โรจนกุล)
ขุนโรจนกุลประพัทธ์ ถือศักดินา 800 สำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเช่นเดียวกันกับหลวงวิโรจน์รัฐกิจ รับราชการดังนี้
พ.ศ. 247? – 2474 นายอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
พ.ศ. 2474 – 2475 นายอำเภอเมืองเพ็ชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์
พ.ศ. 2475 – 247? นายอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
3. ศรีชัย โรจนกุล (แป้น โรจนกุล)
สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวิสุทธรังษี จังหวัดกาญจนบุรีแล้วจึงไปศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลัวจากสำเร็จการศึกษาแล้วได้เป็นราชการในกรมเสมียนตรามหาดไทย สังกัดกรมหาดไทยและเป็นทหารม้ารักษาพระองค์ และภายหลังได้ย้ายมาเป็นนายอำเภอ
พ.ศ. 253? – 2536 นายอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2527 ท่านได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ดังนี้ [34]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

หมายเหตุ:พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์ กรมราชเลขานุการในขณะนั้นรับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ข้าราชการกรมพระอาลักษณ์ในรัชกาลก่อนมาจนถึงปีวอกวัตวาศกศักราช 123 ในงานพระราชพิธีสมภาคาภิเษก โดยหมายให้ข้าราชการมาบอกบัญชีที่กรมพระอาลักษณ์ หมายวันที่วันที่ 18 สิงหาคม 2444 โดยให้มาแจ้งความที่หม่อมนิวัทธอิศรวงษ์ (หม่อมราชวงศ์พยอม อิศรศักดิ์) ณ กรมพระอาลักษณ์ ให้จดบัญชีชื่อตั้งชื่อเดิม และรับตำแหน่งยศเป็นที่อะไร ปีใด ศักราชใด ให้เสร็จภายในวันที่ 10 กันยายน รัตนโกสินทร์ศก 122 (พ.ศ. 2446) [35] [36] สำหรับตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์โปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ต.ช.) (ป.ม.) ประจำตำแหน่ง เหรียญราชอิสริยาภรณ์ (ร.ด.ม.) และ (ร.บ.ม.) สำหรับนักกวี ส่วน (ร.จ.พ.) กรณีที่รับราชการมามากกว่า 25 ปี สำหรับเครื่องราชอิสรยาภรณ์จุลจอมเกล้าโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้สำหรับตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ (ชั้น ท.จ.) และร่วมทำหน้าที่ราชการทหาร การสงคราม (ต่อมารัชกาลภายหลังโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีแทน)

สกุลโรจนกุล[แก้]

โรจนกุล เป็นนามสกุลพระราชทานตระกูลขุนนางเจ้าเมืองพิษณุโลก และเป็นหนึ่งในสกุลเก่าแก่ของไทย [37] ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตรา พระราชบัญญัติขนานนามสกุล เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามสกุลให้หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ โรจนกุล) กับนายพันโท หลวงพิสณฑ์ยุทธการ (ปึก โรจนกุล) [38] ผู้เป็นบิดาด้วยในฐานะที่เป็นขุนนางในรัชกาลก่อนเพื่อสืบตระกูลเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เจ้าเมืองพิษณุโลก เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2456 ตามประกาศพระราชทานนามสกุลครั้งที่ 5 [39] ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 30 หน้าที่ 1,238 ลำดับนามสกุลพระราชทานเลขที่ 368 พระราชทานนามสกุลว่า "โรจนะกุล" (สะกดภาษาไทยตามราชกิจจานุเบกษา ปัจจุบันสะกดว่า "โรจนกุล") อักษรโรมัน "Rochanakul" สกุลเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธรในขณะนั้นรับสนองพระบรมราชโองการ

ลำดับสมาชิกวงศ์ตระกูล[แก้]

สมาชิกวงศ์ตระกูลนับตั้งแต่ต้นสกุลสืบขึ้นสูงสุดเท่าที่จะสืบได้มีรายนาม และราชทินนามดังนี้ [40][41][42][43][44][45]

  • เจ้าพระยาสุรสีห์พิศณุวาธิราช ชาติพัทยาธิเบศราธิบดี อภัยพิริยบรากรมภาหุ หรือเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) พ.ศ. 2262 - 2311 เจ้าเมืองพิษณุโลก (บุตร 3 คน)
  • (1) หลวงลิขิตปรีชา (ปลอบ โรจนกุล) (พ.ศ. 23?? - 2418) เจ้ากรมพระอาลักษณ์
  • ศรีชัย โรจนกุล (แป้น โรจนกุล) (พ.ศ. ? - 2538) เสมียนตรามหาดไท และปลัดอำเภอ
  • (3) รองอำมาตย์โท ขุนโรจนกุลประพัทธ์ (ปอนด์ โรจนกุล) นายอำเภอ

อ้างอิง[แก้]

  1. กรมพระอาลักษณ์เป็นหนึ่งในกรมมนตรี 6 เป็นกรมขึ้นตรงต่อพระเจ้าแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่ด้านเอกสารสำคัญ เช่น ประกาศพระบรมราชโองการ พระราชพิธี พระสุพรรณบัฏ และเอกสารราชการที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ราชทินนามตำแหน่งเจ้ากรม (วังหลวง) คือ ออกญาศรีภูริยปรีชาราชเสนาบดีศรีสารลักษณ์ ศักดินา 5000 ส่วนวังหน้าถือศักดินากึ่งหนึ่งของวังหลวงตามธรรมเนียม หรือลดหลั่นศักดินาลงไปตามความสำคัญของกรมและบรรดาศักดิ์
  2. เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ สั่งให้ยกกรมพระอาลักษณ์และกรมรัฐมนตรีสภามาสมทบอยู่ในกรมราชเลขานุการ โดยรวมเป็นแผนกเดียวกันแต่ให้คงชื่อกรมทั้งสองนั้นอยู่ เนื่องจากมีหน้าที่เนื่องกันกับกรมราชเลขานุการแต่งบประมาณยังแยกกันอยู่
  3. ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต. ประวัติวรณคดีวิจารณ์ไทย พ.ศ. 2325-2525 ทอไหมในสายน้ำ 200 ปี วรรณคดีวิจารณ์ไทย. กรุงเทพฯ : ประพันธ์สานส์, 2541. 291 หน้า. ISBN : 974-230-708-0
  4. ประวัติขุนนางวังหน้า ร. 2. กรุงเทพ หน้าที่ 12
  5. เทพ สุนทรศารทูล. ชีวประวัติพระสุนทรโวหาร (ภู่ ภู่เรือหงส์). กรุงเทพฯ : พระนารายณ์, 2533. 225 หน้า. ISBN : 974-575-133-2.
  6. สมบัติ ปลาน้อย. เจ้าฟ้าจุฑามณี, พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์รวมสาส์น (1977), 2536. 315 หน้า.
  7. ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติศักดินาทหารทหารบกและศักดินาทหารเรือ. ประกาศ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท วันที่ 1 เดือน 9 ขึ้น 5 ค่ำ ปีชวดสัมฤทธิศกศักราช 1250 เป็นวันที่ 7215 ในรัชกาลปัจจุบัน
  8. พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร. สำเภาสยาม ตำนานเจ๊กบางกอก. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์. ตุลาคม 2544
  9. ปูมราชธรรม เอกสารสมัยอยุธยาจากหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2545. 224 หน้า
  10. นิยะดา เหล่าสุนทร. พินิจวรรณคดี รวมบทความวิชาการด้านวรรณคดี. กรุงเทพฯ : แม่คำผาง, 2544.
  11. ตำราพิไชยสงครามคำกลอน. งานพระราชทานเพลิงศพ นายพลตรี พระยารามจตุรงค์ (เพ็ชร บุณยรัตพันธุ์), สำนักพิมพ์ โสภณพิพรรฒธนากร, 2469
  12. ภมรี สุรเกียรติ. เสนางตพยุหะ และพยุหจักรี: ตำราพิชัยสงครามพม่าสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18. สงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. ปีที่ 20;1:235.
  13. ชอบ ภักดิ์ศรีวงศ์, พลตรี. "หลักการรบของไทย" ประวัติศาสตร์การสงคราม. นครนายก : โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, กุมภาพันธ์ 2522.
  14. "ตำราพิไชยสังคราม" สมุดไทยดำ อักษรไทย เส้นสีเหลือง, 179, หน้าต้น อ้างถึงใน วสันต์ มหากาญจนบะ, 2539, 13-14
  15. หงษ์ สิงเสนี, คุณหญิง. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 56 ว่าด้วยเหตุการณ์เมืองเขมรตอนเสร็จสงครามไทยกับญวน. กรุงเทพฯ : พิพรรฒธนากร, พฤษภาคม 2475
  16. กลิ่น คงเหมือนเพชร. วรรณกรรมทักษิณ: วรรณกรรมปริทัศน์. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์, 2004. 728 หน้า
  17. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
  18. สุจิตต์ วงษ์เทศ. ศิลปวัฒนธรรม เล่มที่ 24 ฉบับที่ 4-6. [ม.ป.ป.] : 2546.
  19. สุจิตต์ วงษ์เทศ. คนแปลกหน้านานาชาติของกรุงสยาม. มติชน 2546.
  20. ยูเนสโกขึ้นทะเบียน ‘จารึกวัดโพธิ์’ ‘มรดกความทรงจำของโลก’. (2551, 1 เมษายน). ASTV ผู้จัดการออนไลน์.
  21. เก้า มกรา, (2551). ธรรมลีลา, (89).
  22. พระราชปุจฉาในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 5 เล่ม 2. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2513.
  23. เอมอร จิตตะโสภณ. วรรณคดีนิราศ. ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2521
  24. จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี, หม่อมเจ้า. นิราศนรินทร์คำโคลงและนิราศปลีกย่อย ฉบับพิมพ์. กรุงเทพ ฯ : แพร่พิทยา, 2513. 347 หน้า
  25. หลวงลิขิตปรีชา, นาน บางขุนพรหม. นิทานคำกลอน, วชิรญาณวิเศษ. 8, 20 (23 กุมภาพันธ์ 111) : 325 - 237.
  26. หนังสือเก่าชาวสยาม, วชิรญาณวิเศษ เล่ม ๘ แผ่น ๑๖ - ๒๐. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สำนักหอสมุดแห่งชาติ.
  27. กรมศิลปากร, สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. นิทานวชิรญาณ เล่ม 1 - 2. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2555. 849 หน้า ISBN 978-616-283-002-0.
  28. ห้องสมุดส่วนตัวรัตนชาติ
  29. บรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค), สมเด็จเจ้าพระยา, และคณะ. ตำรานพรัตน์. พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทรงแจกในงานทรงบำเพ็ญพระราชกุศล “ฉลองพระชนมายุครบหกสิบพรรษา” วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2464. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2464.
  30. เอนก นาวิกมูล. เที่ยวชมหนังสือเก่า. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, 2541. 385 หน้า
  31. ศุภวัฒย์ เกษมศรี, พลตรี หม่อมราชวงศ์, และรัชนี ทรัพย์วิจิตร. พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าในพระราชวงศ์จักรี. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2549. 360 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-221-818-8
  32. หมายถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
  33. มหาเสวกเอก เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย รับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ เรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนคำว่าเมืองเรียกว่าจังหวัด ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 28 พฤษภาคม 2459 เล่ม 33 หน้า 51
  34. ราชกิจจานุเบกษา. การประกาศรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ช้างเผือก และมงกุฎไทย พ.ศ. 2527. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 102 ตอนที่ 17, 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528, หน้า 1,184.
  35. ราชกิจจานุเบกษา. หมายให้ข้าราชการมาบอกบัญชีที่กรมพระอาลักษณ์. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์ ราชเลขานุการ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลาในรัชกาลก่อนมาจนถึงปีวอกวัตวาศกศักราช ๑๒๓๔ ในงานพระราชพิธีสมภาคาภิเษก. กรุงเทพ ฯ. เล่มที่ 18 หน้า 296 วันที่ 18 สิงหาคม 2444.
  36. ตำแหน่งข้าราชการกรมรัฐมนตรีและกรมอาลักษณ์ รัตนโกสินทร์ศก 118 ตำแหน่งเจ้ากรมอาลักษณ์
  37. 10 นามสกุลเก่าแก่ของไทย. Facebook คลังประวัติศาสตร์ไทย
  38. อมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช), จมื่น. กำเนิดนามสกุล เล่ม 2 พระราชกรณียกิจสำคัญในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา : 2511.
  39. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติขนามนามสกุล พุทธศักราช 2456, เล่ม 30 14 กันยายน พ.ศ. 2456, หน้า 1238
  40. พระบรมราชาธิบาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำ กรมหลวงนรินทรเทวี ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 4
  41. แผนที่ลำดับสกุล ฉบับท้าวอนงครักษา (ลม้าย) หลวงพิสูทธิภัณฆรักษา (แต้ม ศิริวัฒนกุล) รวบรวม
  42. แผนที่ลำดับสกุล ฉบับหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทรโรจวงศ์)
  43. แผนที่ลำดับสกุล ฉบับพระมิตรกรรมรักษา (นัดดา บุรณศิริ) และคำชี้แจงของคุณหญิงเนื่อง เพ็ชรัตน์สงคราม
  44. แผนที่ลำดับสกุล ฉบับขุนนนวิจารณ์ (นน ทองอิน)
  45. แผนที่ลำดับสกุล ฉบับกฤตภาส โรจนกุล รวบรวม
  • พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน 28. กรุงเทพ : คุรุสภา, [ม.ป.ป.]. หน้า หน้าที่. ISBN 974-8185-47-8
  • สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, และสมเด็จพระมาตุฉาเจ้า พระอัครราชเทวี. ประชุมพงศาวดาร 81 ภาค. รับสั่งให้กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณรวบรวมพิมพ์เมื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล ในงานศพพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดนัยวรนุช, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทย สพานยศเส, 2457.
  • พิเศศ บุรณะสมบัติ. ประวัติศาสตร์การปกครองของไทย: ตั้งแต่เริ่มเลือกตั้งเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์รวมสาส์น. 2536. 302 หน้า
  • อักษร โสภณ. สกุลไทย, ฉบับที่ 1652-1659; ฉบับที่ 1661-1663
  • กฤตภาส โรจนกุล. โรจนกุล ชีวประวัติและเชื้อสายสัมพันธ์. กรุงเทพฯ : [ม.ป.ท.], 2554.
  • พระราชวังพญาไท