สุพจน์ ไข่มุกด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
บทความนี้มีเนื้อหาที่สั้นมาก ต้องการเพิ่มเติมเนื้อหาหรือพิจารณารวมเข้ากับบทความอื่นแทน
สุพจน์ ไข่มุกด์
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไทย
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 1 กันยายน พ.ศ. 2488 (72 ปี)

สุพจน์ ไข่มุกด์ (เกิด 1 กันยายน พ.ศ. 2488) รองประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคนที่หนึ่ง[1] อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ยกร่าง พ.ศ. 2558) และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550


ประวัติการศึกษา

  • รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการฑูต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขาการฑูต, Institut International d' Administration Publique (IIAP) ประเทศฝรั่งเศส
  • ปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ, Universite des Sciences Sociales de Toulouse ประเทศฝรั่งเศส

ประวัติการทำงาน

  • เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ (เข้ารับตำแหน่ง วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๖)
  • เอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (เข้ารับตำแหน่ง วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓)
  • ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ - ๑ กันยายน ๒๕๕๘)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

ข้อวิจารณ์

ในการประชุม สสร. ครั้งที่ 22/2550 วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน 2550 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการอภิปรายเรื่อง การร่างรัฐธรรมนูญให้รับรอง "ความหลากหลายทางเพศ" ใช้เวลากว่าสองชั่วโมง โดย สุพจน์ ไข่มุกด์ สมาชิก สสร. กล่าวว่า "...ด้วยความเห็นใจนะครับ แต่ว่าความเห็นใจนั้น คงจะมาเปลี่ยนแปลงหลักการคงไม่ได้นะครับ...ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เกิดมา ชายก็คือชาย หญิงก็คือหญิง...ผมถือว่า เป็นหลักการสากล...วรรคที่สองของมาตรา 30 บอกว่า ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน อันนี้มันก็ล็อกในตัวมันเองนะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้...ระบุไว้มีสองเพศเท่านั้นเอง คือ ชาย และหญิง เพราะฉะนั้นความหลากหลายทางเพศที่ใส่เข้ามา ถ้าหมายถึงเพศที่สามแล้ว มันก็คงจะติดนี่อยู่...[ส่วน] ทางด้านกฎหมาย คือว่า ปัญหาถ้าว่ ามีเพศเพิ่มขึ้นจากชายและหญิงเป็นเพศที่สาม กฎหมายต่าง ๆ คงจะอลวนกันหมดเลย เพราะว่าจะต้องมีการแก้กฎหมาย...มันจะเกิดความโกลาหลแค่ไหน ในเรื่องของกฎหมายแพ่ง กฎหมายครอบครัวต่าง ๆ..."[2]

ในการไต่สวนความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2557 สุพจน์กล่าวตอนหนึ่งว่า "รถไฟความเร็วสูงยังไม่จำเป็นสำหรับไทย และเป็นไปได้ควรให้ถนนลูกรังหมดไปจากประเทศก่อน"[3]

อ้างอิง