สงครามอิรัก–อิหร่าน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก สงครามอิหร่าน-อิรัก)
Jump to navigation Jump to search
สงครามอิรัก–อิหร่าน
เป็นส่วนหนึ่งของ ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย
Iran-Iraq war-gallery.png
ทหารเด็กชาวอิหร่านถูกประจำการเป็นกองหน้า; ร่างของทหารอิหร่านที่ถูกสังหารโดยทหารอิรัก (บนขวา); การอัปปางของเรือรบ USS Stark ซึ่งถูกโจมตีโดยขีปนาวุธอิรักโดยความเข้าใจผิด; กองกำลังมูจาฮีดีนอิหร่านถูกสังหารโดยกองทัพอิหร่าน (กลางขวา); เชลยสงครามอิรัก; ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ZU-23-2 ถูกใช้งานโดยกองทัพอิหร่าน (ล่างขวา)
วันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1980 – 20 สิงหาคม ค.ศ. 1988
(7 ปี 10 เดือน 4 สัปดาห์ 1 วัน)
สถานที่ ชายแดนอิหร่าน-อิรัก
ผลลัพธ์ เอาชนะกันไม่ได้
  • อิรักไม่สามารถผนวกดินแดนทางตะวันออกของแม่น้ำชัฏฏุลอะร็อบ และไม่สามารถหนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดคูเซสถานของอิหร่านได้อีกต่อไป
  • อิหร่านไม่สามารถโค่นซัดดัม ฮุสเซนลงได้ และไม่สามารถทำลายแสนยานุภาพทางทหารของอิรักได้
  • ทั้งสองฝ่ายยอมรับมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 598 ที่ให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงโดยทันที
  • อิรักเป็นหนี้มหาศาลกว่า 130 พันล้านดอลลาร์ต่อชาติพันธมิตรอาหรับ
คู่ขัดแย้ง
 อิหร่าน  อิรัก
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
อิหร่าน รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี
(ผู้นำสูงสุดอิหร่าน)

อิหร่าน อะบุล ฮาซัน บานีซาดร์
(ประธานาธิบดีอิหร่าน)

อิรัก ซัดดัม ฮุสเซน
(ประธานาธิบดีอิรัก)
กำลัง
ช่วงต้นสงคราม:[15]
ทหาร 110,000–150,000 นาย,
1,700–2,100 รถถัง,[16] (ใช้งานได้ 500)[17]
1,000 รถหุ้มเกราะ
300 ปืนใหญ่ที่ใช้ได้[18]
320 เครื่องบินทิ้งระเบิด (ใช้งานได้ ~100),
750 เฮลิคอปเตอร์
หลังอิรักถอนกำลังจากอิหร่านในปี 1982:
ทหาร 350,000
700 รถถัง
2,700 รถหุ้มเกราะ
400 ปืนใหญ่,
350 เครื่องบินรบ,
700 เฮลิคอปเตอร์
ช่วงต้นปี 1988:[19]
ทหาร 600,000 นาย
1,000 รถถัง
800 รถหุ้มเกราะ
600 ปืนใหญ่หนัก
60–80 เครื่องบินรบ-ทิ้งระเบิด,
70–90 เฮลิคอปเตอร์
ช่วงต้นสงคราม:[20]
ทหาร 200,000 นาย
2,800 รถถัง
4,000 APCs,
1,400 ปืนใหญ่
380 เครื่องบินรบ-ทิ้งระเบิด
350 เฮลิคอปเตอร์
หลังอิรักถอนกำลังจากอิหร่านในปี 1982:
ทหาร 175,000 นาย
1,200 รถถัง
2,300 รถหุ้มเกราะ
400 ปืนใหญ่
450 เครื่องบินรบ
180 เฮลิคอปเตอร์
เมื่อสงครามสิ้นสุด:
ทหาร 1,500,000 นาย[21]
~5,000 รถถัง
8,500–10,000 APCs,
6,000–12,000 ปืนใหญ่
900 เครื่องบินรบ-ทิ้งระเบิด
1,000 เฮลิคอปเตอร์
กำลังพลสูญเสีย
123,220–160,000 ตายในหน้าที่ และ 60,711 สูญหายในหน้าที่ (คำอ้างของอิหร่าน)[22][23]
200,000–600,000 ตาย (ประมาณการโดยที่อื่น)[22][24][25][26][27][28][29][30][31]
800,000 ตาย (คำอ้างของอิรัก)[22]

40,000–42,875 เชลยสงคราม[32][33]
11,000–16,000 พลเรือนตาย[22][23]
เศรษฐกิจเสียหายมูลค่า US$627 พันล้าน[24][34]

105,000–375,000 ตายในหน้าที่[32][34][35][36][37]
250,000–500,000 ตาย (ประมาณการโดยที่อื่น)[38]

70,000 เชลยสงคราม[25][36]
เศรษฐกิจเสียหายมูลค่า $561 พันล้าน[24][34]

พลเรือนของทั้งสองฝ่าย ตายมากกว่า 100,000 คน[39]
(ไม่รวมพลเรือนที่ตายในปฏิบัติการอัลอัลฟาลอีกราว 50,000-100,000 คน)[40]

สงครามอิรัก–อิหร่าน (อังกฤษ: Iran–Iraq War) เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศอิหร่านและประเทศอิรัก ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 1980 ถึงสิงหาคม 1988 มีการประเมินว่าสงครามครั้งนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกันกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (30.6 ล้านล้านบาท)

สงครามอิรัก–อิหร่านเริ่มขึ้นเมื่ออิรักทำการรุกรานอิหร่านในวันที่ 22 กันยายน 1980 อันเนื่องมาจากข้อพิพาททางชายแดนที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน หลังการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี ได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของอิหร่านและประกาศตนเป็นผู้นำอิสลามนิกายชีอะห์ ทำให้มุสลิมชีอะฮ์อันเป็นคนส่วนมากในอิรักขึ้นมาก่อจลาจลต่อต้านการปกครองของรัฐบาลนิกายซุนนี ขณะเดียวกัน อิรักก็มีความพยายามจะขึ้นมามีอิทธิพลครอบงำภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแทนที่อิหร่าน แม้ว่าอิรักจะใช้โอกาสที่อิหร่านกำลังวุ่นวายนี้เข้าโจมตีอิหร่านโดยไม่ประกาศก่อน แต่เข้ายึดครองยังได้ไม่มากก็ถูกโต้กลับอย่างรวดเร็ว อิหร่านสามารถชิงดินแดนที่สูญเสียไปทั้งหมดคืนมาได้ภายในเดือนมิถุนายน 1982 และตลอดหกปีจากนี้ อิหร่านก็กลายเป็นฝ่ายรุกไล่เข้าไปในดินแดนอิรัก

แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ร้องให้มีการหยุดยิงนับสิบๆครั้ง แต่การสู้รบก็ดำเนินไปจนถึงวันที่ 20 สิงหาคม 1988 และสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 598 ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับคำขอหยุดยิง ซึ่งภายหลังข้อสรุปนี้ กองทัพอิหร่านต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการถอนกำลังออกจากดินแดนอิรักโดยยึดเอาหลักเขตแดนก่อนสงคราม[41] เชลยสงครามคนสุดท้ายของสงครามนี้ถูกส่งตัวกลับประเทศตนในปี 2003[42][43]

สงครามครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันกว่าหนึ่งล้านคนแต่กลับไม่มีฝ่ายใดได้หรือสูญเสียดินแดนเลย สงครามครั้งนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในแง่ของกลยุทธ ทั้งการใช้แท่นปืนกล, การโจมตีแบบคลื่นมนุษย์, การใช้อาวุธเคมีจำนวนมากโดยกองทัพอิรัก ประเทศอิสลามจำนวนมากอยู่ฝ่ายเดียวกับชาติตะวันตกในสงครามครั้งนี้ นั่นคือการสนับสนุนอิรักโดยการให้เงินกู้, ยุทโธปกรณ์ และภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงที่อิรักโจมตีอิหร่าน ซึ่งในระหว่างสงคราม มีการวิจารณ์จากสื่อว่า "ประชาคมโลกต่างพากันเงียบกริบตอนอิรักใช้อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงต่ออิหร่านและชาวเคิร์ด"[44][45][46] และกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะประกาศให้อิรักเป็นผู้ก่อสงครามก็จนกระทั่ง 11 ธันวาคม 1991 สิบสองปีให้หลังจากที่อิรักทำการรุกรานอิหร่าน และเป็นเวลาสิบหกเดือนหลังอิรักรุกรานคูเวต ซึ่งบานปลายเป็นสงครามอ่าว

เบื้องหลัง[แก้]

ความขัดแย้งอิรัก-อิหร่าน[แก้]

อิหร่านและอิรักมีความขัดแย้งกันจากปัญหาเชื้อชาติ ประชากรส่วนใหญ่ของอิรักมีเชื้อสายอาหรับใช้ภาษาอารบิก ในขณะที่ส่วนน้อยมีเชื้อสายเปอร์เซียใช้ภาษาเปอร์เซีย คนเชื้อสายเปอร์เซียในอิรักมีสถานะเป็นรองเชื้อสายอาหรับอยู่เสมอและมักถูกกดขี่โดยคนเชื้ออาหรับ ทำให้ชาวอิรักเชื้อสายเปอร์เซียเหล่านี้เกิดความคับแค้นใจต่อชาวอิรักเชื้อสายอาหรับ ปัญหาเช่นนี้เกิดในอิหร่านเช่นกัน ประชากรของอิหร่านมีเชื้อสายเปอร์เซียกับอาหรับอย่างละครึ่ง แต่ชนชั้นปกครองในอิหร่านเกือบทั้งหมดเป็นเชื้อสายเปอร์เซีย ฉะนั้นในอิหร่านเองก็มีความไม่พอใจของคนเชื้อสายอาหรับต่อคนเชื้อสายเปอร์เซีย

คนอิหร่านเชื้อสายอาหรับส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ทางตะวันตกของประเทศในจังหวัดคูเชสถานติดกับพรมแดนอิรัก ซึ่งจังหวัดคูเชสถานนี้เป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน ขณะเดียวกัน อิรักก็พยายามอ้างอยู่เสมอว่าจังหวัดดังกล่าวเป็นดินแดนของอิรัก ถึงกับตั้งชื่อให้ว่า จังหวัดอราเบแซน ทหารของสองประเทศมักมีการปะทะกันย่อมๆอยู่เสมอในจังหวัดนี้

นอกจากนี้ยังมีปัญหาชนกลุ่มน้อยที่เรียกว่า "ชาวเคิร์ด" เป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอารยัน ไม่มีประเทศเป็นของตนเองแต่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของอิรัก, อิหร่าน, ตุรกี และสหภาพโซเวียต ชาวเคิร์ดได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐอิสระของตนเองขึ้นในอิหร่าน ชาวเคิร์ดได้ก่อจลาจลขึ้นในอิหร่านในปี 1930 และถูกรัฐบาลอิหร่านปราบปรามอย่างรุนแรง ชาวเคิร์ดจำนวนมากหลบหนีเข้าไปยังอิรัก การปราบปราบอย่างรุนแรงทำให้ชาวเคิร์ดหมดหวังที่จะตั้งรัฐอิสระของตนในอิหร่าน และตั้งเป้าหมายที่จะตั้งรัฐอิสระขึ้นในอิรักแทน จนกระทั่งในปี 1969 ชาวเคิร์ดในอิรักกลายเป็นปัญหามากขึ้นเมื่อพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านได้ให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน, การทูต และด้านอื่นๆแก่ชาวเคิร์ดในอิรัก ต่อมาในปี 1974 รัฐบาลอิรักเข้าประนีประนอมกับรัฐบาลอิหร่านเนื่องจากเห็นว่าขณะนั้นอิหร่านเป็นชาติแข็งแกร่งและยังเป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกา การเจรจาดังกล่าวกลายเป็น "สนธิสัญญาแอลเจียร์ ค.ศ. 1975" ที่ทางอิหร่านจะยุติให้การสนับสนุนแก่ชาวเคิร์ดแลกกับการที่อิรักเสียส่วนหนึ่งของปากแม่น้ำซัท-เอล-อาหรับแก่อิหร่าน

จากสนธิสัญญาดังกล่าว จะเห็นได้ว่า อิหร่านไม่ได้มีส่วนแก้ปัญหาชาวเคิร์ดในอิรักเลย แต่อิรักกลับต้องเสียดินแดนส่วนหนึ่งแก่อิหร่าน อิรักมองว่าสนธิสัญญาดังกล่าวหาความเป็นธรรมไม่ได้

จุดยืนของสหรัฐอเมริกา[แก้]

สหรัฐอเมริกาถือเป็นมิตรประเทศของประเทศอิหร่านก่อนการปฏิวัติ แม้กระทั่งหลังการปฏิวัติอิหร่านแล้ว รัฐบาลของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ ก็ยังคงมองอิหร่านเป็นปราการเพื่อต่อต้านอิรักและสหภาพโซเวียต สหรัฐมีการเจรจาเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับรัฐบาลเฉพาะกาลของอิหร่าน มีการอนุมัติความร่วมมือด้านข่าวกรองระหว่างสองประเทศในปี 1979 ทั้งสหรัฐและอิหร่าน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ขาดสะบั้นลงเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ตัวประกันอิหร่าน และอิหร่านยังกล่าวหาสหรัฐว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารอิหร่านในปี 1953 สหรัฐได้ตัดทางการทูตเป็นการตอบโต้ ในขณะที่บรรดาผู้นำของอิหร่านรวมทั้งรูฮุลลอฮ์ โคมัยนีต่างเชื่อทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าสหรัฐให้ "ไฟเขียว" แก่ซัดดัม ฮุสเซน ในการบุกอิหร่าน และยังสงใสว่าสหรัฐจะใช้อิรักเป็นหมากในการแก้แค้นเรื่องวิกฤตตัวประกัน ตามบันทึกของประธานาธิบดีคาร์เตอร์เองก็ได้ระบุในไดอารีของเขาว่า "พวกผู้ก่อการร้ายอิหร่านกำลังจะทำเรื่องบ้าๆอย่างฆ่าตัวประกันชาวอเมริกันถ้าพวกเขาถูกบุกโดยอิรัก ที่เขาบอกว่าเป็นหุ่นเชิดของอเมริกา"

อ้างอิง[แก้]

  1. Parsi, Trita; Menashri, David (2007). "ISRAEL i. RELATIONS WITH IRAN". pp. 213–223. http://www.iranicaonline.org/articles/israel-i-relations-with-iran. 
  2. Iran and Syria| Jubin Goodarzi
  3. Copulsky, Alex (Winter 2008), "Death of a Salesman", Harvard Political Review 356 (6370): 627, Bibcode:1992Natur.356..627R, doi:10.1038/356627a0 
  4. Metz, Helen Chapin, ed. (1988), "The Soviet Union", Iraq: a Country Study, Library of Congress Country Studies
  5. Metz, Helen Chapin, ed. (1988), "Arms from The Soviet Union", Iraq: a Country Study, Library of Congress
  6. Metz, Helen Chapin, ed. (1988), "Arms from France", Iraq: a Country Study, Library of Congress[ต้องการตรวจสอบความถูกต้อง]
  7. Timmerman, Kenneth R., Chapter 7: Operation Staunch, "Fanning the Flames: Guns, Greed & Geopolitics in the Gulf War", Iran Brief 
  8. "Brief History of Qatar". Heritage of Qatar. http://www.heritageofqatar.org/history/. เรียกข้อมูลเมื่อ 7 November 2012. 
  9. Vatanka, Alex (22 March 2012). "The Odd Couple". The Majalla (Saudi Research and Publishing Company). สืบค้นเมื่อ 7 November 2012. 
  10. Friedman, Alan. Spider's Web: The Secret History of How the White House Illegally Armed Iraq, Bantam Books, 1993.
  11. Timmerman, Kenneth R. (1991). The Death Lobby: How the West Armed Iraq. New York: Houghton Mifflin Company. ISBN 0-395-59305-0. 
  12. http://www.ft.com/cms/s/0/52add2c4-30b4-11e1-9436-00144feabdc0.html
  13. Anthony, John Duke; Ochsenwald, William L.; Crystal, Jill Ann. "Kuwait". Encyclopædia Britannica. 
  14. Schenker, David Kenneth (2003). Dancing with Saddam: The Strategic Tango of Jordanian-Iraqi Relations. The Washington Institute for Near East Policy / Lexington Books. ISBN 0-7391-0649-X. 
  15. Pollack, p, 186
  16. Farrokh, Kaveh, 305 (2011)
  17. Pollack, p. 187
  18. Farrokh, Kaveh, 304 (2011)
  19. Pollack, p. 232
  20. Pollack, p. 186
  21. Pollack, p. 3
  22. 22.0 22.1 22.2 22.3 Hiro, Dilip (1991). The Longest War: The Iran–Iraq Military Conflict. New York: Routledge. p. 205. ISBN 9780415904063. OCLC 22347651. 
  23. 23.0 23.1 Abrahamian, Ervand (2008). A History of Modern Iran. Cambridge, U.K.; New York: Cambridge University Press. pp. 171–175, 212. ISBN 9780521528917. OCLC 171111098. 
  24. 24.0 24.1 24.2 Rajaee, Farhang (1997). Iranian Perspectives on the Iran–Iraq War. Gainesville: University Press of Florida. p. 2. ISBN 9780813014760. OCLC 492125659. 
  25. 25.0 25.1 Mikaberidze, Alexander (2011). Conflict and Conquest in the Islamic World: A Historical Encyclopedia. Santa Barbara, California: ABC-CLIO. p. 418. ISBN 9781598843361. OCLC 775759780. 
  26. Hammond Atlas of the 20th Century (1999) P. 134-5
  27. Dunnigan, A Quick and Dirty Guide to War (1991)
  28. Dictionary of Twentieth Century World History, by Jan Palmowski (Oxford, 1997)
  29. Clodfelter, Michael, Warfare and Armed Conflict: A Statistical Reference to Casualty and Other Figures, 1618-1991
  30. Chirot, Daniel: Modern Tyrants : the power and prevalence of evil in our age (1994)
  31. "B&J": Jacob Bercovitch and Richard Jackson, International Conflict : A Chronological Encyclopedia of Conflicts and Their Management 1945-1995 (1997) p. 195
  32. 32.0 32.1 Potter, Lawrence G.; Sick, Gary (2006). Iran, Iraq and the Legacies of War. Basingstoke: Palgrave Macmillan. p. 8. ISBN 9781403976093. OCLC 70230312. 
  33. Zargar, Moosa; Araghizadeh, Hassan; Soroush, Mohammad Reza; Khaji, Ali (December 2012). "Iranian casualties during the eight years of Iraq-Iran conflict". Revista de Saúde Pública (São Paulo: Faculdade de Higiene e Saúde Pública da Universidade de São Paulo) 41 (6): 1065–1066. ISSN 0034-8910. OCLC 4645489824. doi:10.1590/S0034-89102007000600025. สืบค้นเมื่อ 2 November 2013. 
  34. 34.0 34.1 34.2 Hiro, Dilip (1991). The Longest War: The Iran–Iraq Military Conflict. New York: Routledge. p. 251. ISBN 9780415904063. OCLC 22347651. 
  35. Rumel, Rudolph. "Centi-Kilo Murdering States: Estimates, Sources, and Calculations". Power Kills. University of Hawai'i. http://www.hawaii.edu/powerkills/SOD.TAB14.1C.GIF. 
  36. 36.0 36.1 Karsh, Efraim (2002). The Iran–Iraq War, 1980-1988. Oxford: Osprey Publishing. p. 89. ISBN 9781841763712. OCLC 48783766. 
  37. Koch, Christian; Long, David E. (1997). Gulf Security in the Twenty-First Century. Abu Dhabi: Emirates Center for Strategic Studies and Research. p. 29. ISBN 9781860643163. OCLC 39035954. 
  38. Ian Black. "Iran and Iraq remember war that cost more than a million lives". the Guardian. http://www.theguardian.com/world/2010/sep/23/iran-iraq-war-anniversary. 
  39. Rumel, Rudolph. "Lesser Murdering States, Quasi-States, and Groups: Estimates, Sources, and Calculations". Power Kills. University of Hawai'i. http://www.hawaii.edu/powerkills/SOD.TAB15.1D.GIF. 
  40. Sinan, Omar (25 June 2007). "Iraq to hang 'Chemical Ali'". Tampa Bay Times. Associated Press. 
  41. Farrokh, Kaveh. Iran at War: 1500–1988. Oxford: Osprey Publishing. ISBN 9781780962214. 
  42. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ molavi05
  43. Fathi, Nazila (14 March 2003). "Threats And Responses: Briefly Noted; Iran-Iraq Prisoner Deal". The New York Times. 
  44. "IRAQ vii. IRAN–IRAQ WAR". Encyclopædia Iranica. 15 December 2006. http://www.iranicaonline.org/articles/iraq-vii-iran-iraq-war. 
  45. Hiltermann, Joost (17 January 2003). "America Didn't Seem to Mind Poison Gas". Global Policy Forum. http://www.globalpolicy.org/component/content/article/169/36403.html. 
  46. King, John (31 March 2003). "Arming Iraq and the Path to War". U.N. Observer & International Report. http://www.iranchamber.com/history/articles/arming_iraq.php. 

ดูเพิ่ม[แก้]