ข้ามไปเนื้อหา

วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร
วัดราชสิทธาราม
แผนที่
ชื่อสามัญวัดราชสิท, วัดพลับ
ที่ตั้งซอยอิสรภาพ 23 ถนนอิสรภาพ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600
ประเภทพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร
นิกายเถรวาท มหานิกาย
พระประธานพระพุทธจุฬารักษ์
เจ้าอาวาสพระราชวิสุทธิโสภณ (ไชยวัฒน์ ชยวฑฺโฒ)
เวลาทำการทุกวัน 06.00–21.00 น.
เว็บไซต์somdechsuk.org
หมายเหตุ
ชื่อที่ขึ้นทะเบียนวัดราชสิทธาราม
ขึ้นเมื่อ22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492
เป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร
เลขอ้างอิง0000136
icon สถานีย่อยพระพุทธศาสนา

วัดราชสิทธาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร[1] เดิมเรียกว่า วัดพลับ ตั้งอยู่ริมคลองวัดราชสิทธารามและคลองวัดสังข์กระจาย ซอยอิสรภาพ 23 (วัดราชสิทธาราม) ถนนอิสรภาพ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600[2]

พื้นที่

[แก้]

วัดราชสิทธารามมีเนื้อที่ 75 ไร่ ด้านตะวันออกยาว 7 เส้น ติดกับคลองวัด ด้านตะวันตกยาว 6 เส้นเศษ ด้านเหนือยาว 7 เส้น ด้านใต้ยาว 7 เส้น[2]

ประวัติ

[แก้]

วัดพลับ เป็นวัดอรัญวาสี (วัดป่า) เก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เริ่มมีความสำคัญขึ้นมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้สร้างพระอารามหลวงใหม่ติดกับวัดพลับ แล้วโปรดให้รวมเป็นวัดเดียวกัน[3] เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของพระญาณสังวรเถร (สุก) พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ทรงเคารพเลื่อมใส[4] และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์มาศึกษากรรมฐานกับพระญาณสังวรเถร ทำให้วัดราชสิทธารามเป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่สำคัญมาแต่ครั้งนั้น[5] แม้ต่อมาพระญาณสังวรเถรจะได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช ย้ายไปประทับ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ศิษย์ของพระองค์ยังคงสืบทอดกรรมฐานต่อมา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดให้บูรณะและสร้างเสนาสนะเพิ่มเติม เช่น พระเจดีย์ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ และตำหนักเก๋งจีน เนื่องจากเคยมาประทับจำพรรษาที่วัดแห่งนี้เมื่อทรงผนวช เป็นเวลา 1 พรรษา และพระราชทานนามใหม่ว่าวัดราชสิทธารามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2374 โดยเฉพาะพระเจดีย์นั้นต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้บูรณะและพระราชทานนามว่า พระสิริจุมภฏะเจดีย์[6]

ศิลปะและสถาปัตยกรรม

[แก้]

พระอุโบสถ

[แก้]
พระอุโบสถ

พระอุโบสถ ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 1 และได้มีการบูรณะใหม่ทั้งหลังในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นอาคารแบบไทยประเพณี ลักษณะอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงโรง มีเสาพาไลล้อมรอบ หลังคาซ้อนชั้น 2 ซ้อน มีตับหลังคา 3 ตับ หน้าบันแบ่งเป็นหน้าบัน 2 ชั้น หน้าบันชั้นบนเป็นงานไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก แกะสลักเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑล้อมด้วยลายกระหนกก้านขดปลายกระหนอกออกเป็นรูป คชสีห์ เทพพนม และหงษ์ ลักษณะศิลปกรรมแบบสมัยรัชกาลที่ 1 คล้าย พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระอุโบสถวัดสระเกศ[7] หน้าบันชั้นล่างเป็นงานก่ออิฐถือปูนไม่มีลวดลายประดับ หน้าบันด้านล่างด้านหน้าประดับเพียงจานกระเบื้องหนึ่งใบ เสาพาไลเป็นเสาสี่เหลี่ยมทึบตัน ซึ่งน่าจะได้รับการบูรณะหรือสร้างเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ 3 ซุ้มประตู-หน้าต่างทำเป็นลายปูนปั้นลงรักปิดทองลวดลายอย่างเทศจำพวกลายดอกโบตั๋น ใบอะแคนทัส ซึ่งน่าจะเป็นงานบูรณะสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นกัน พื้นที่โดยรอบปูด้วยหินอ่อนสีเทาขาวขัดเงา มีตุ๊กตาพระจีน ทหารม้าจีนโบราณ กิเลน ตั้งเรียงรายรอบ ระเบียงด้านหน้าพระอุโบสถบริเวณคอสองด้านหน้า-หลัง มีภาพเขียนกระบวนพยุหยาตราสถลมารค มีรถม้าแบบตะวันตก

พระพุทธจุฬารักษ์

[แก้]
พระพุทธจุฬารักษ์

พระพุทธจุฬารักษ์ พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2.50 เมตร สูง 3 เมตร ตามประวัติกล่าวว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญ เพราะเป็นงานฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงปั้นพระเศียรพระพุทธรูป และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงปั้นองค์พระวรกาย พร้อมทั้งพระราชทานพระนามว่า พระพุทธจุฬารักษ์ ลักษณะของพระพุทธจุฬารักษ์เป็นงานที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา เส้นพระขนงกับเปลือกพระเนตรป้ายเป็นแผ่น พระโอษฐ์กว้างและหยักแบบศิลปะอยุธยา แต่ก็มีลักษณะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้นผสม คือ การทำสังฆาฎิขนาดใหญ่เป็นแผ่นอยู่กึ่งกลางพระอุระยาวลงมาจรดพระนาภี และการทำนิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ยาวเสมอกัน บนฐานชุกชีหน้าองค์พระประธานประดิษฐานรูปหล่อพระสาวก 3 องค์ เบื้องขวาคือพระโมคคัลลานะ เบื้องซ้ายคือพระสารีบุตร และองค์กลางคือพระอานนท์[8]

จิตรกรรมภายในพระอุโบสถ

[แก้]
จิตรกรรมภายในพระอุโบสถ

ผนังในพระอุโบสถด้านซ้ายของพระประธานมีภาพเขียนสีพุทธประวัติ มี 6 ช่อง จากด้านใน ได้แก่

  1. ทูลเชิญพระโพธิสัตว์
  2. สี่เทวทูต การสละอันยิ่งใหญ่และออกมหาภิเนษกรมณ์
  3. ตัดเมาลีและพระอินทร์ทรงพิณทิพย์สามสาย
  4. ตรัสรู้
  5. พระบิดาส่งทูตมาทูลเชิญและแสดงปาฏิหารย์ทรมานพระประยูรญาติ
  6. โปรดพระพุทธมารดา ปรินิพพานและถวายพระเพลิง

ด้านหน้าเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนโทณพราหมณ์แบ่งพระธาตุ เทวดาอาราธนาแสดงธรรมและถวายพระเพลิงพระพุทธบิดา ด้านหน้าเหนือภาพพุทธประวัติคั่นด้วยตัวมกรคายนาค (ตัวสำรอก) เป็นภาพเขียนเรื่องมารผจญ พระแม่ธรณีบีบมวยผม หากสังเกตใต้ตัวมกร[9] (ยักษ์คายนาค) จะเห็นร่องรอยของประตูบานกลางที่ถูกอุดไป เพื่อวาดภาพจิตรกรรมเพิ่ม เป็นเรื่องราวพระอุปคุตปราบมาร ซึ่งของเดิมได้ลบเลือนไปเกือบหมด เหลือเพียงภาพพญามารเหาะไปยังวิมานเทวดาเท่านั้น ด้านขวาเป็นเรื่องพระเวสสันดรชาดก มี 6 ช่อง จากด้านใน ได้แก่

  1. กัณฑ์ทศพรและทานกัณฑ์
  2. กัณฑ์วนปเวสน์
  3. กัณฑ์มหาพน
  4. กัณฑ์มัทรีและกัณฑ์สักกบรรพ
  5. กัณฑ์มหาราช
  6. กัณฑ์ฉกษัตริย์

ส่วนผนังด้านหลังเป็นไตรภูมิโลกสัณฐาน (สวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก) มีภาพลงทัณฑ์ต่าง ๆ ในนรกภูมิ เหนือหน้าต่างทั้งสองข้างเขียนเทพชุมนุม บานหน้าต่างบานประตูด้านใน เขียนทวารบาล เพดานวาดดาวเพดานขนาดเล็กคล้ายตาข่าย จิตรกรรมฝาผนังวัดราชสิทธาราม กำลังประสบปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงต่อภาพ คือ ปัญหาความชื้นในดินที่ค่อย ๆ ไล่ขึ้นมาตามผนัง เมื่อไปถึงจุดไหน ภาพก็จะเปื่อยยุ่ย พอง และหลุดลอกออกมา ทำให้จิตรกรรมฝาผนังระหว่างหน้าต่าง ที่วาดในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เหลือเพียงหนึ่งในสาม หรือ ครึ่งหนึ่ง ของผนังเท่านั้น ต่อมาได้มีการบูรณะภาพจิตรกรรมใหม่ด้วยการ เขียนเติมในส่วนที่หายไป ภาพจิตรกรรมวัดนี้จึงมี 2 สมัย แต่ก็สามารถแยกภาพจิตรกรรมเก่า และใหม่ได้ โดยจิตรกรรมเก่าจะอยู่ในส่วนบนเหนือครึ่งผนังระหว่างหน้าต่างขึ้นไป และสังเกตได้จากความสว่างของสี

พระสิราสนเจดีย์ และพระสิรจุมภฏเจดีย์

[แก้]

ตามประวัติกล่าวว่า เจดีย์ประธานรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาเจดีย์องค์แรกขึ้นเป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบที่นิยมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมารัชกาลที่ 4 โปรดให้ปฏิสังขรณ์องค์เดิมของพระเชษฐาธิราชและถวายพระนามว่า พระสิราสนเจดีย์ เป็นเจดีย์องค์ทางทิศเหนือ และให้สถาปนาอีกองค์หนึ่งทางทิศใต้เป็นอนุสรณ์ส่วนพระองค์ พระราชทานนามว่า พระสิรจุมภฏเจดีย์ เจดีย์ทั้ง 2 องค์มีเจดีย์บริวารล้อมทั้ง 4 ทิศ เป็นเจดีย์ทรงเครื่องขนาดเล็ก ทั้งพระสิราสนเจดีย์และพระสิรจุมภฏเจดีย์ ทั้ง 2 องค์มีรูปแบบและขนาดเดียวกัน คือ เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบอยุธยาซึ่งเป็นเจดีย์รูปแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 4 ซึ่งนิยมสร้างในวัดที่รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาและบูรณะ เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร, วัดโสมนัส, วัดมกุฏกษัตริยาราม มีองค์ประกอบสำคัญคือ มีมาลัยเถา 3 ชั้นรองรับองค์ระฆัง บัวปากระฆังเป็นบัวลูกแก้วอกไก่ ส่วนยอดมีบัลลังก์ในผังสี่เหลี่ยม มีเสาหารล้อมรอบก้านฉัตร โดยเจดีย์ทั้ง 2 มีการประดับตกแต่งที่แตกต่างจากเจดีย์ทรงระฆังอื่น ๆ คือ มีการประดับสายสังวาลและทับทรวงประดับรอบองค์ระฆัง แบะมีการประดับลวดลายปูนปั้นที่ลายหน้ากระดาน บัลลังก์และปล้องไฉน[10] บางตำราเรียกว่า เจดีย์ทรงระฆังทรงเครื่อง

กุฏิวิปัสสนา

[แก้]
พระรูปเหมือนสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน)

กุฏิวิปัสสนาเป็นอาคารขนาดเล็กตั้งอยู่โดยรอบพระอุโบสถจำนวน 24 หลัง (ภายในมีแท่นประดิษฐานพระพุทธรูป และแท่นนั่งวิปัสสนาสำหรับพระภิกษุ กุฏิหน้าด้านซ้ายของพระอุโบสถ ประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพระญาณสังวร (สุก))

ศาลาการเปรียญ

[แก้]

เป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 หน้าบันตกแต่งด้วยลายดอกไม้อย่างเทศ

พระวิหาร

[แก้]
พระพุทธเมตตาภายในพระวิหาร แกะสลักจากหยกเขียว
รอยพระพุทธบาทคู่ แกะสลักจากหยกเขียว

มี 2 หลัง หลังแรก เดิมสร้างพร้อมกับพระอุโบสถ ที่ผนังทาสีแดงทาสีแดง จึงเรียก พระวิหารแดง ปัจจุบันได้รื้อสร้างใหม่แล้ว ส่วนพระวิหารอีกหลังหนึ่ง เป็นพระวิหารพระพุทธเมตตาจำลอง

พระตำหนักจันทร์และพระตำหนักเก๋ง[11]

[แก้]

เคยเป็นที่ประทับจำพรรษาของ รัชกาลที่ 4 ครั้งสมัยเสด็จมาประทับเจริญวิปัสสนา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงสร้างพระตำหนักจันทร์ พระราชทานให้รัชกาลที่ 3 ประทับเมื่อทรงผนวช เป็นพระตำหนักเล็กขนาด 2 ห้อง ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนสร้างด้วยไม้จันทร์ทั้งหมด ติดช่อฟ้า ใบระกา ประดับกระจกสวยงาม ต่อมารัชกาลที่ 3 ทรงย้ายไปปลูกเคียงพระตำหนักเก๋งจีนและเปลี่ยนเครื่องไม้ที่ชำรุดทรุดโทรมเป็นไม้เนื้อแข็งอื่นๆ เช่น ไม้เต็งรัง ไม้สัก ทำให้เหลือส่วนที่เป็นไม้จันทร์อยู่เพียงบางส่วนเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์กรรมฐาน คณะ 5

[แก้]

มีพระประวัติสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) และวิธีนั่งกรรมฐานตามแบบฉบับวัดราชสิทธาราม

ลำดับเจ้าอาวาส

[แก้]

ในสมัยรัตนโกสินทร์ วัดราชสิทธารามมีเจ้าอาวาสตามลำดับ ดังนี้[12]

ลำดับที่รายนามเริ่มวาระสิ้นสุดวาระ
1สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร)พ.ศ. 2365
2พระพรหมมุนี (ชิต)พ.ศ. 2365พ.ศ. 2368
3พระเทพโมลี (กลิ่น)พ.ศ. 2368พ.ศ. 2369
4พระปิฎกโกศลเถร (แก้ว)พ.ศ. 2370พ.ศ. 237?
5พระญาณสังวร (ด้วง)พ.ศ. 2368พ.ศ. 2379
6พระญาณโกศลเถร (รุ่ง)พ.ศ. 2386พ.ศ. 2395
7พระญาณสังวร (บุญ)พ.ศ. 2395พ.ศ. 2397
8พระโยคาภิรัตเถร (มี)พ.ศ. 2397พ.ศ. 2402
9พระอมรเมธาจารย์ (ทัด)พ.ศ. 2402พ.ศ. 2403
10พระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ)พ.ศ. 2403พ.ศ. 2429
11พระสุธรรมธีรคุณ (เกิด)พ.ศ. 2429พ.ศ. 2429
12พระอมรเมธาจารย์ (เกษ)พ.ศ. 2429พ.ศ. 2429
13พระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม)พ.ศ. 2458พ.ศ. 2470
14พระสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม)พ.ศ. 2430พ.ศ. 2456
15พระมงคลเทพมุนี (เอี่ยม)พ.ศ. 2457พ.ศ. 2466
16พระสังวรานุวงศ์เถร (สอน)พ.ศ. 2475พ.ศ. 2500
17พระราชวิสุทธิญาณ (อยู่)พ.ศ. 2504พ.ศ. 2512
18พระราชสังวรวิสุทธิ์ (บุญเลิศ โฆสโก)พ.ศ. 2514พ.ศ. 2525
19พระธรรมรัตนวิสุทธิ์ (พลายงาม จนฺทสุวณฺโณ)พ.ศ. 252519 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
20พระราชวิสุทธิโสภณ (ไชยวัฒน์ ชยวฑฺโฒ)20 มกราคม พ.ศ. 2561ปัจจุบัน

อ้างอิง

[แก้]
เชิงอรรถ
  1. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงธรรมการ แผนกกรมสังฆการี เรื่อง จัดระเบียบพระอารามหลวง เก็บถาวร 2011-11-09 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 32, ตอน 0 ก, 3 ตุลาคม 2458, หน้า 290
  2. 1 2 ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร, หน้า 1
  3. "ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร". วัดราชสิทธาราม. 30 มกราคม 2554. สืบค้นเมื่อ 10 เมษายน 2559.
  4. ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร, หน้า 2
  5. ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร, หน้า 3
  6. ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร, หน้า 6
  7. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 652-654.
  8. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 655.
  9. วัดราชสิทธาราม...จิตรกรรมงามย่านฝั่งธนฯ.Bright - J   .https://pantip.com/topic/35794083
  10. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 663-664.
  11. วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร, ธรรมะไทย. http://www.dhammathai.org/watthai/bangkok/watratchasittharam.php
  12. "ทำเนียบอดีตเจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม". วัดราชสิทธาราม. 30 มกราคม 2554. สืบค้นเมื่อ 10 เมษายน 2559.
บรรณานุกรม
  • พระมหาสมคิด สุรเตโช. ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร. กรุงเทพฯ : ธรรมเมธี-สหายพัฒนาการพิมพ์, 2548.