วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร
| วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร | |
|---|---|
วัดราชสิทธาราม | |
![]() | |
| ชื่อสามัญ | วัดราชสิท, วัดพลับ |
| ที่ตั้ง | ซอยอิสรภาพ 23 ถนนอิสรภาพ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600 |
| ประเภท | พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร |
| นิกาย | เถรวาท มหานิกาย |
| พระประธาน | พระพุทธจุฬารักษ์ |
| เจ้าอาวาส | พระราชวิสุทธิโสภณ (ไชยวัฒน์ ชยวฑฺโฒ) |
| เวลาทำการ | ทุกวัน 06.00–21.00 น. |
| เว็บไซต์ | somdechsuk.org |
| หมายเหตุ | |
| ชื่อที่ขึ้นทะเบียน | วัดราชสิทธาราม |
| ขึ้นเมื่อ | 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 |
| เป็นส่วนหนึ่งของ | โบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร |
| เลขอ้างอิง | 0000136 |
วัดราชสิทธาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร[1] เดิมเรียกว่า วัดพลับ ตั้งอยู่ริมคลองวัดราชสิทธารามและคลองวัดสังข์กระจาย ซอยอิสรภาพ 23 (วัดราชสิทธาราม) ถนนอิสรภาพ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600[2]
พื้นที่
[แก้]วัดราชสิทธารามมีเนื้อที่ 75 ไร่ ด้านตะวันออกยาว 7 เส้น ติดกับคลองวัด ด้านตะวันตกยาว 6 เส้นเศษ ด้านเหนือยาว 7 เส้น ด้านใต้ยาว 7 เส้น[2]
ประวัติ
[แก้]วัดพลับ เป็นวัดอรัญวาสี (วัดป่า) เก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เริ่มมีความสำคัญขึ้นมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้สร้างพระอารามหลวงใหม่ติดกับวัดพลับ แล้วโปรดให้รวมเป็นวัดเดียวกัน[3] เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของพระญาณสังวรเถร (สุก) พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ทรงเคารพเลื่อมใส[4] และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์มาศึกษากรรมฐานกับพระญาณสังวรเถร ทำให้วัดราชสิทธารามเป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่สำคัญมาแต่ครั้งนั้น[5] แม้ต่อมาพระญาณสังวรเถรจะได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช ย้ายไปประทับ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ศิษย์ของพระองค์ยังคงสืบทอดกรรมฐานต่อมา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดให้บูรณะและสร้างเสนาสนะเพิ่มเติม เช่น พระเจดีย์ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ และตำหนักเก๋งจีน เนื่องจากเคยมาประทับจำพรรษาที่วัดแห่งนี้เมื่อทรงผนวช เป็นเวลา 1 พรรษา และพระราชทานนามใหม่ว่าวัดราชสิทธารามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2374 โดยเฉพาะพระเจดีย์นั้นต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้บูรณะและพระราชทานนามว่า พระสิริจุมภฏะเจดีย์[6]
ศิลปะและสถาปัตยกรรม
[แก้]พระอุโบสถ
[แก้]
พระอุโบสถ ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 1 และได้มีการบูรณะใหม่ทั้งหลังในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นอาคารแบบไทยประเพณี ลักษณะอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงโรง มีเสาพาไลล้อมรอบ หลังคาซ้อนชั้น 2 ซ้อน มีตับหลังคา 3 ตับ หน้าบันแบ่งเป็นหน้าบัน 2 ชั้น หน้าบันชั้นบนเป็นงานไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก แกะสลักเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑล้อมด้วยลายกระหนกก้านขดปลายกระหนอกออกเป็นรูป คชสีห์ เทพพนม และหงษ์ ลักษณะศิลปกรรมแบบสมัยรัชกาลที่ 1 คล้าย พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระอุโบสถวัดสระเกศ[7] หน้าบันชั้นล่างเป็นงานก่ออิฐถือปูนไม่มีลวดลายประดับ หน้าบันด้านล่างด้านหน้าประดับเพียงจานกระเบื้องหนึ่งใบ เสาพาไลเป็นเสาสี่เหลี่ยมทึบตัน ซึ่งน่าจะได้รับการบูรณะหรือสร้างเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ 3 ซุ้มประตู-หน้าต่างทำเป็นลายปูนปั้นลงรักปิดทองลวดลายอย่างเทศจำพวกลายดอกโบตั๋น ใบอะแคนทัส ซึ่งน่าจะเป็นงานบูรณะสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นกัน พื้นที่โดยรอบปูด้วยหินอ่อนสีเทาขาวขัดเงา มีตุ๊กตาพระจีน ทหารม้าจีนโบราณ กิเลน ตั้งเรียงรายรอบ ระเบียงด้านหน้าพระอุโบสถบริเวณคอสองด้านหน้า-หลัง มีภาพเขียนกระบวนพยุหยาตราสถลมารค มีรถม้าแบบตะวันตก
พระพุทธจุฬารักษ์
[แก้]
พระพุทธจุฬารักษ์ พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2.50 เมตร สูง 3 เมตร ตามประวัติกล่าวว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญ เพราะเป็นงานฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงปั้นพระเศียรพระพุทธรูป และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงปั้นองค์พระวรกาย พร้อมทั้งพระราชทานพระนามว่า พระพุทธจุฬารักษ์ ลักษณะของพระพุทธจุฬารักษ์เป็นงานที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา เส้นพระขนงกับเปลือกพระเนตรป้ายเป็นแผ่น พระโอษฐ์กว้างและหยักแบบศิลปะอยุธยา แต่ก็มีลักษณะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้นผสม คือ การทำสังฆาฎิขนาดใหญ่เป็นแผ่นอยู่กึ่งกลางพระอุระยาวลงมาจรดพระนาภี และการทำนิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ยาวเสมอกัน บนฐานชุกชีหน้าองค์พระประธานประดิษฐานรูปหล่อพระสาวก 3 องค์ เบื้องขวาคือพระโมคคัลลานะ เบื้องซ้ายคือพระสารีบุตร และองค์กลางคือพระอานนท์[8]
จิตรกรรมภายในพระอุโบสถ
[แก้]
ผนังในพระอุโบสถด้านซ้ายของพระประธานมีภาพเขียนสีพุทธประวัติ มี 6 ช่อง จากด้านใน ได้แก่
- ทูลเชิญพระโพธิสัตว์
- สี่เทวทูต การสละอันยิ่งใหญ่และออกมหาภิเนษกรมณ์
- ตัดเมาลีและพระอินทร์ทรงพิณทิพย์สามสาย
- ตรัสรู้
- พระบิดาส่งทูตมาทูลเชิญและแสดงปาฏิหารย์ทรมานพระประยูรญาติ
- โปรดพระพุทธมารดา ปรินิพพานและถวายพระเพลิง
ด้านหน้าเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนโทณพราหมณ์แบ่งพระธาตุ เทวดาอาราธนาแสดงธรรมและถวายพระเพลิงพระพุทธบิดา ด้านหน้าเหนือภาพพุทธประวัติคั่นด้วยตัวมกรคายนาค (ตัวสำรอก) เป็นภาพเขียนเรื่องมารผจญ พระแม่ธรณีบีบมวยผม หากสังเกตใต้ตัวมกร[9] (ยักษ์คายนาค) จะเห็นร่องรอยของประตูบานกลางที่ถูกอุดไป เพื่อวาดภาพจิตรกรรมเพิ่ม เป็นเรื่องราวพระอุปคุตปราบมาร ซึ่งของเดิมได้ลบเลือนไปเกือบหมด เหลือเพียงภาพพญามารเหาะไปยังวิมานเทวดาเท่านั้น ด้านขวาเป็นเรื่องพระเวสสันดรชาดก มี 6 ช่อง จากด้านใน ได้แก่
- กัณฑ์ทศพรและทานกัณฑ์
- กัณฑ์วนปเวสน์
- กัณฑ์มหาพน
- กัณฑ์มัทรีและกัณฑ์สักกบรรพ
- กัณฑ์มหาราช
- กัณฑ์ฉกษัตริย์
ส่วนผนังด้านหลังเป็นไตรภูมิโลกสัณฐาน (สวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก) มีภาพลงทัณฑ์ต่าง ๆ ในนรกภูมิ เหนือหน้าต่างทั้งสองข้างเขียนเทพชุมนุม บานหน้าต่างบานประตูด้านใน เขียนทวารบาล เพดานวาดดาวเพดานขนาดเล็กคล้ายตาข่าย จิตรกรรมฝาผนังวัดราชสิทธาราม กำลังประสบปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงต่อภาพ คือ ปัญหาความชื้นในดินที่ค่อย ๆ ไล่ขึ้นมาตามผนัง เมื่อไปถึงจุดไหน ภาพก็จะเปื่อยยุ่ย พอง และหลุดลอกออกมา ทำให้จิตรกรรมฝาผนังระหว่างหน้าต่าง ที่วาดในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เหลือเพียงหนึ่งในสาม หรือ ครึ่งหนึ่ง ของผนังเท่านั้น ต่อมาได้มีการบูรณะภาพจิตรกรรมใหม่ด้วยการ เขียนเติมในส่วนที่หายไป ภาพจิตรกรรมวัดนี้จึงมี 2 สมัย แต่ก็สามารถแยกภาพจิตรกรรมเก่า และใหม่ได้ โดยจิตรกรรมเก่าจะอยู่ในส่วนบนเหนือครึ่งผนังระหว่างหน้าต่างขึ้นไป และสังเกตได้จากความสว่างของสี
พระสิราสนเจดีย์ และพระสิรจุมภฏเจดีย์
[แก้]- พระสิราสนเจดีย์
- พระสิรจุมภฏเจดีย์
ตามประวัติกล่าวว่า เจดีย์ประธานรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาเจดีย์องค์แรกขึ้นเป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบที่นิยมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมารัชกาลที่ 4 โปรดให้ปฏิสังขรณ์องค์เดิมของพระเชษฐาธิราชและถวายพระนามว่า พระสิราสนเจดีย์ เป็นเจดีย์องค์ทางทิศเหนือ และให้สถาปนาอีกองค์หนึ่งทางทิศใต้เป็นอนุสรณ์ส่วนพระองค์ พระราชทานนามว่า พระสิรจุมภฏเจดีย์ เจดีย์ทั้ง 2 องค์มีเจดีย์บริวารล้อมทั้ง 4 ทิศ เป็นเจดีย์ทรงเครื่องขนาดเล็ก ทั้งพระสิราสนเจดีย์และพระสิรจุมภฏเจดีย์ ทั้ง 2 องค์มีรูปแบบและขนาดเดียวกัน คือ เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบอยุธยาซึ่งเป็นเจดีย์รูปแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 4 ซึ่งนิยมสร้างในวัดที่รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาและบูรณะ เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร, วัดโสมนัส, วัดมกุฏกษัตริยาราม มีองค์ประกอบสำคัญคือ มีมาลัยเถา 3 ชั้นรองรับองค์ระฆัง บัวปากระฆังเป็นบัวลูกแก้วอกไก่ ส่วนยอดมีบัลลังก์ในผังสี่เหลี่ยม มีเสาหารล้อมรอบก้านฉัตร โดยเจดีย์ทั้ง 2 มีการประดับตกแต่งที่แตกต่างจากเจดีย์ทรงระฆังอื่น ๆ คือ มีการประดับสายสังวาลและทับทรวงประดับรอบองค์ระฆัง แบะมีการประดับลวดลายปูนปั้นที่ลายหน้ากระดาน บัลลังก์และปล้องไฉน[10] บางตำราเรียกว่า เจดีย์ทรงระฆังทรงเครื่อง
กุฏิวิปัสสนา
[แก้]
กุฏิวิปัสสนาเป็นอาคารขนาดเล็กตั้งอยู่โดยรอบพระอุโบสถจำนวน 24 หลัง (ภายในมีแท่นประดิษฐานพระพุทธรูป และแท่นนั่งวิปัสสนาสำหรับพระภิกษุ กุฏิหน้าด้านซ้ายของพระอุโบสถ ประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพระญาณสังวร (สุก))
ศาลาการเปรียญ
[แก้]เป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 หน้าบันตกแต่งด้วยลายดอกไม้อย่างเทศ
พระวิหาร
[แก้]

มี 2 หลัง หลังแรก เดิมสร้างพร้อมกับพระอุโบสถ ที่ผนังทาสีแดงทาสีแดง จึงเรียก พระวิหารแดง ปัจจุบันได้รื้อสร้างใหม่แล้ว ส่วนพระวิหารอีกหลังหนึ่ง เป็นพระวิหารพระพุทธเมตตาจำลอง
เคยเป็นที่ประทับจำพรรษาของ รัชกาลที่ 4 ครั้งสมัยเสด็จมาประทับเจริญวิปัสสนา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงสร้างพระตำหนักจันทร์ พระราชทานให้รัชกาลที่ 3 ประทับเมื่อทรงผนวช เป็นพระตำหนักเล็กขนาด 2 ห้อง ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนสร้างด้วยไม้จันทร์ทั้งหมด ติดช่อฟ้า ใบระกา ประดับกระจกสวยงาม ต่อมารัชกาลที่ 3 ทรงย้ายไปปลูกเคียงพระตำหนักเก๋งจีนและเปลี่ยนเครื่องไม้ที่ชำรุดทรุดโทรมเป็นไม้เนื้อแข็งอื่นๆ เช่น ไม้เต็งรัง ไม้สัก ทำให้เหลือส่วนที่เป็นไม้จันทร์อยู่เพียงบางส่วนเท่านั้น
พิพิธภัณฑ์กรรมฐาน คณะ 5
[แก้]มีพระประวัติสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) และวิธีนั่งกรรมฐานตามแบบฉบับวัดราชสิทธาราม
ลำดับเจ้าอาวาส
[แก้]ในสมัยรัตนโกสินทร์ วัดราชสิทธารามมีเจ้าอาวาสตามลำดับ ดังนี้[12]
| ลำดับที่ | รายนาม | เริ่มวาระ | สิ้นสุดวาระ |
| 1 | สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) | พ.ศ. 2365 | |
| 2 | พระพรหมมุนี (ชิต) | พ.ศ. 2365 | พ.ศ. 2368 |
| 3 | พระเทพโมลี (กลิ่น) | พ.ศ. 2368 | พ.ศ. 2369 |
| 4 | พระปิฎกโกศลเถร (แก้ว) | พ.ศ. 2370 | พ.ศ. 237? |
| 5 | พระญาณสังวร (ด้วง) | พ.ศ. 2368 | พ.ศ. 2379 |
| 6 | พระญาณโกศลเถร (รุ่ง) | พ.ศ. 2386 | พ.ศ. 2395 |
| 7 | พระญาณสังวร (บุญ) | พ.ศ. 2395 | พ.ศ. 2397 |
| 8 | พระโยคาภิรัตเถร (มี) | พ.ศ. 2397 | พ.ศ. 2402 |
| 9 | พระอมรเมธาจารย์ (ทัด) | พ.ศ. 2402 | พ.ศ. 2403 |
| 10 | พระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ) | พ.ศ. 2403 | พ.ศ. 2429 |
| 11 | พระสุธรรมธีรคุณ (เกิด) | พ.ศ. 2429 | พ.ศ. 2429 |
| 12 | พระอมรเมธาจารย์ (เกษ) | พ.ศ. 2429 | พ.ศ. 2429 |
| 13 | พระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) | พ.ศ. 2458 | พ.ศ. 2470 |
| 14 | พระสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) | พ.ศ. 2430 | พ.ศ. 2456 |
| 15 | พระมงคลเทพมุนี (เอี่ยม) | พ.ศ. 2457 | พ.ศ. 2466 |
| 16 | พระสังวรานุวงศ์เถร (สอน) | พ.ศ. 2475 | พ.ศ. 2500 |
| 17 | พระราชวิสุทธิญาณ (อยู่) | พ.ศ. 2504 | พ.ศ. 2512 |
| 18 | พระราชสังวรวิสุทธิ์ (บุญเลิศ โฆสโก) | พ.ศ. 2514 | พ.ศ. 2525 |
| 19 | พระธรรมรัตนวิสุทธิ์ (พลายงาม จนฺทสุวณฺโณ) | พ.ศ. 2525 | 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 |
| 20 | พระราชวิสุทธิโสภณ (ไชยวัฒน์ ชยวฑฺโฒ) | 20 มกราคม พ.ศ. 2561 | ปัจจุบัน |
อ้างอิง
[แก้]- เชิงอรรถ
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงธรรมการ แผนกกรมสังฆการี เรื่อง จัดระเบียบพระอารามหลวง เก็บถาวร 2011-11-09 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 32, ตอน 0 ก, 3 ตุลาคม 2458, หน้า 290
- 1 2 ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร, หน้า 1
- ↑ "ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร". วัดราชสิทธาราม. 30 มกราคม 2554. สืบค้นเมื่อ 10 เมษายน 2559.
- ↑ ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร, หน้า 2
- ↑ ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร, หน้า 3
- ↑ ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร, หน้า 6
- ↑ ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 652-654.
- ↑ ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 655.
- ↑ วัดราชสิทธาราม...จิตรกรรมงามย่านฝั่งธนฯ.Bright - J .https://pantip.com/topic/35794083
- ↑ ศักดิ์ชัย สายสิงห์, คู่มือนำชม ๓๓ พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2566), 663-664.
- ↑ วัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร, ธรรมะไทย. http://www.dhammathai.org/watthai/bangkok/watratchasittharam.php
- ↑ "ทำเนียบอดีตเจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม". วัดราชสิทธาราม. 30 มกราคม 2554. สืบค้นเมื่อ 10 เมษายน 2559.
- บรรณานุกรม
- พระมหาสมคิด สุรเตโช. ประวัติวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร. กรุงเทพฯ : ธรรมเมธี-สหายพัฒนาการพิมพ์, 2548.
