ลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่าง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ในสาขาจิตวิทยา ลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่าง[1][2] (อังกฤษ: Big Five personality traits) หรือ แบบจำลองมีปัจจัย 5 อย่าง (อังกฤษ: five factor model ตัวย่อ FFM) เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับมิติหรือปัจจัยใหญ่ ๆ 5 อย่างที่ใช้อธิบายบุคลิกภาพและสภาพทางจิตใจของมนุษย์[3][4] โดยมีนิยามของปัจจัย 5 อย่างว่า

รหัสย่อเพื่อจำปัจจัย 5 อย่างนี้ คือ OCEAN (แปลว่า มหาสมุทร) และ CANOE (แปลว่า เรือแคนู) ภายใต้ปัจจัยใหญ่ที่เสนอเหล่านี้แต่ละอย่าง ๆ ก็ยังมีปัจจัยหลักจำเพาะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ยกตัวอย่างเช่น ความสนใจต่อสิ่งภายนอกรวมคุณลักษณะที่สัมพันธ์กันคือ ความชอบสังคม (gregariousness) ความมั่นใจในตน (assertiveness) การสรรหาเรื่องตื่นเต้น การให้ความสนิทสนม (warmth) การไม่ชอบอยู่เฉย ๆ และอารมณ์เชิงบวก[5]

เนื้อหา

ปัจจัย 5 อย่าง[แก้]

  • ความเปิดรับประสบการณ์ (openness to experience) โดยเป็นพิสัยระหว่างการทำอะไรแปลกใหม่-ความอยากรู้อยากเห็น กับความสม่ำเสมอ-ความระมัดระวัง เป็นการหยั่งรู้คุณค่าของศิลปะ ความเปิดรับอารมณ์ต่าง ๆ การผจญภัย ความคิดที่แปลก ๆ ความอยากรู้อยากเห็น และความเปิดรับประสบการณ์ต่าง ๆ ความเปิดรับเป็นตัวสะท้อนปัญญาที่อยากรู้อยากเห็น ความคิดสร้างสรรค์ และความชอบใจต่อทั้งสิ่งใหม่ ๆ ต่อทั้งความหลายหลากที่บุคคลนั้นมี นอกจากนั้น ยังกล่าวได้ว่าเป็นระดับที่บุคคลนั้นมีจินตนาการและเป็นตัวของตัวเอง และที่แสดงความชอบใจต่อกิจกรรมที่หลากหลายมากกว่าการทำอะไรเป็นประจำอย่างเคร่งครัด แต่ว่า ถ้ามีระดับความเปิดรับสูง ก็อาจจะมองได้ว่าเป็นคนเอาแน่อะไรไม่ได้ หรือไร้เป้าหมาย และอาจจะพยายามเข้าถึงศักยภาพของตน (self-actualization) โดยหาประสบการณ์แบบสุด ๆ ที่ให้ความคลึ้มใจความตื่นเต้น เช่น กระโดดร่มชูชีพจากเครื่องบิน ไปอยู่ต่างประเทศ เล่นการพนัน และอื่น ๆ ในนัยตรงกันข้าม คนที่เปิดรับน้อยจะพยายามทำชีวิตให้สมบูรณ์โดยความบากบั่นอุตสาหะ มีนิสัยที่ชอบทำชอบปฏิบัติและทำตามข้อมูลที่มีโดยไม่คิดมาก บางครั้งอาจมองได้ว่าเป็นคนหัวรั้นและปิดใจ แต่ก็มีสิ่งที่ตกลงกันไม่ได้ว่า ควรจะตีความหมายและควรจะอธิบายปัจจัยนี้ให้เข้ากับบริบทต่าง ๆ ได้อย่างไร
  • ความพิถีพิถัน (conscientiousness) โดยเป็นพิสัยระหว่างความมีประสิทธิภาพ-ความเป็นคนมีระเบียบ กับความเป็นคนสบาย ๆ-ความเป็นคนไร้กังวล เป็นความโน้มเอียงที่จะเป็นคนเจ้าระเบียบที่เชื่อถือได้ มีวินัยในตน ทำตามหน้าที่ ตั้งเป้าหมายเพื่อความสำเร็จ และชอบใจพฤติกรรมตามแผนมากกว่าจะทำอะไรแบบทันทีทันใด แต่คนที่มีลักษณะเช่นนี้สูงอาจจะมองได้ว่าเป็นคนดื้อและหมกมุ่น และคนที่มีลักษณะเช่นนี้ต่ำแม้จะยืดหยุ่นได้และทำอะไรได้โดยไม่ต้องคิด แต่ก็อาจมองได้ว่าเป็นคนไม่เอาใจใส่และเชื่อถือไม่ได้[6]
  • ความสนใจต่อสิ่งภายนอก (extraversion) โดยเป็นพิสัยระหว่างคนเปิดรับสังคม-คนกระตือรือร้น กับคนชอบอยู่คนเดียว-คนสงวนท่าที เป็นพลัง อารมณ์เชิงบวก surgency ความมั่นใจในตน ความชอบเข้าสังคม และความโน้มเอียงที่จะสืบหาสิ่งเร้าร่วมกับผู้อื่น และชอบพูด คนที่มีลักษณะนี้สูงอาจมองได้ว่าเรียกร้องความสนใจและเผด็จการ ลักษณะนี้ต่ำทำให้มีบุคลิกภาพเป็นคนสงวนท่าที ช่างไตร่ตรอง ซึ่งอาจจะมองได้ว่าเป็นคนหยิ่ง หรือคิดถึงแต่ตน[6]
  • ความยินยอมเห็นใจ (agreeableness) โดยเป็นพิสัยระหว่างความเป็นมิตร-เห็นอกเห็นใจผู้อื่น กับความเป็นคนช่างวิเคราะห์-ไม่ค่อยยุ่งกับผู้อื่น เป็นความโน้มเอียงที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและร่วมมือกับผู้อื่น แทนที่จะระแวงและตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อื่น เป็นระดับที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อใจผู้อื่นและความต้องการช่วยผู้อื่น และความอารมณ์ดีตามปกติ แต่ลักษณะเช่นนี้ในระดับสูงมองได้ว่า เป็นคนซื่อ ๆ หรือยอมคนอื่น และลักษณะเช่นนี้ในระดับต่ำมองได้ว่าชอบแข่งหรือท้าท้ายผู้อื่น และว่าชอบเถียงหรือเชื่อใจไม่ได้[6]
  • ความไม่เสถียรทางอารมณ์ (neuroticism) โดยเป็นพิสัยระหว่างความอ่อนไหว-ความกังวลใจ กับความไร้กังวล-ความมั่นใจ เป็นความโน้มเอียงที่จะประสบกับอารมณ์เชิงลบได้ง่าย เช่นความโกรธ ความวิตกกังวล ความเศร้าซึม และความรู้สึกอ่อนแอ เป็นคำที่อาจหมายถึงระดับความเสถียรทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ชั่ววูบได้ ซึ่งอาจจะเรียกโดยคำตรงกันข้ามคือ ความเสถียรทางอารมณ์ (emotional stability) คนที่อารมณ์เสถียรจะปรากฏเป็นคนนิ่ง ๆ และสม่ำเสมอ แต่ก็อาจมองได้ว่าเป็นคนที่ไม่สร้างกำลังใจหรือไม่ค่อยสนใจ ส่วนคนที่มีอารมณ์ไม่เสถียรอาจจะไวปฏิกิริยาและขี้ตื่น บ่อยครั้งมีพลังแบบอยู่นิ่งไม่ได้ แต่ก็อาจมองได้ว่าเป็นคนอารมณ์ไม่เสถียรและไม่มั่นใจในตน[6]

คนที่อยู่ในช่วงกลาง ๆ ของลักษณะทั้ง 5 อย่าง อาจเป็นคนที่ยืดหยุ่นปรับสภาพได้ เป็นคนกลาง ๆ และมีบุคลิกภาพที่พอดี ๆ แต่ก็อาจจะมองได้ว่า เป็นคนไม่มีหลักการ เข้าใจได้ยาก หรือคิดแต่ทางได้ทางเสีย[6]

มีนักวิจัยหลายพวกที่ตั้งแบบจำลองนี้ได้โดยต่างหาก ๆ[7] เริ่มจากการศึกษาลักษณะบุคลิกภาพที่รู้ แล้ววิเคราะห์ปัจจัย (factor analysis) ค่าวัดลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้เป็นร้อย ๆ (จากข้อมูลที่ได้จากคำถามที่ผู้ร่วมการทดลองแจ้งเอง จากการให้คะแนนของคนในสถานะเดียวกัน และจากการวัดที่เป็นกลาง ๆ ในการทดลอง) เพื่อที่จะหาปัจจัยมูลฐานของบุคลิกภาพ[8][9][10][11][12] งานปี 2009 ได้ใช้แบบจำลองนี้เพื่อเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพและพฤติกรรมเกี่ยวกับการศึกษา[13]

นักวิชาการของกองทัพอากาศสหรัฐเสนอแบบจำลองเบื้องต้นในปี 1961[11] แต่ก็ไม่เป็นที่รู้จักต่อนักวิชาการในสถาบันวิจัยต่าง ๆ จนกระทั่งถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 ในปี 1990 ศ.ดิกแมนเสนอแบบจำลองบุคลิกภาพมีปัจจัย 5 อย่าง ซึ่งต่อมาในปี 1993 ศ.ลิวอิส โกลด์เบอร์กได้ใช้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สุดในแบบจำลอง[14] นักวิจัยพบว่า ปัจจัย 5 อย่างนี้ครอบคลุมบุคลิกภาพอื่น ๆ ที่รู้จักโดยมาก และเชื่อว่า เป็นโครงสร้างพื้นฐานของลักษณะบุคลิกภาพทั้งหมด[15] เป็นโครงสร้างที่สมบูรณ์พอที่จะรวมข้อมูลที่ค้นพบและทฤษฎีเกี่ยวกับจิตวิทยาบุคลิกภาพทั้งหมด

มีกลุ่มนักวิจัยอย่างน้อย 4 กลุ่มที่ทำงานต่างหากจากกันเป็นทศวรรษ ๆ ในประเด็นปัญหานี้ แล้วโดยทั่ว ๆ ไป ก็สรุปลงที่ปัจจัย 5 อย่างเหล่านี้ โดยมีนักวิชาการกองทัพอากาศเป็นกลุ่มแรก ตามมาด้วย ศ.โกลด์เบอร์ก[16][17][18][19][20] ศ.แค็ตเทลล์ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์[10][21][22][23] และ ดร.คอสตาและแม็คเครที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ[24][25][26][27] แม้ว่ากลุ่มนักวิจัยทั้ง 4 นี้จะใช้วิธีต่างกันเพื่อค้นหาลักษณะทั้ง 5 อย่าง และดังนั้นจึงได้ให้ชื่อต่างกันและมีนิยามต่างกัน แต่ว่า ทั้งหมดสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีและลงตัวกันทางการวิเคราะห์ปัจจัย[28][29][30][31][32] แต่ว่า มีงานศึกษาที่แสดงว่า ลักษณะใหญ่ 5 อย่างนี้ ไม่มีกำลังในการพยากรณ์และอธิบายพฤติกรรมในชีวิตจริงได้ เท่ากับลักษณะย่อย ๆ (facet) ของลักษณะใหญ่เหล่านี้[33][34]

ปัจจัยแต่ละอย่างมี aspect ทางบุคลิกภาพที่สัมพันธ์กัน 2 อย่างภายใน ที่อยู่เหนือ facet ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนของแบบจำลองนี้[35] โดยที่ aspect มีชื่อดังต่อไปนี้[35]

  • Neuroticism - Volatility (ความเปลี่ยนแปลงง่าย) และ Withdrawal (การถอนตัวจากสังคม)
  • ความสนใจต่อสิ่งภายนอก (extraversion) : Enthusiasm (ความกระตือรือร้น) และ Assertiveness (ความมั่นใจในตน)
  • ความเปิดรับประสบการณ์ (openness to experience) : Intellect (ปัญญา) และ Openness (ความเปิดรับ)
  • ความพิถีพิถัน (conscientiousness) : Industriousness (ความอุตสาหะ) และ Orderliness (ความมีระเบียบ)
  • ความยินยอมเห็นใจ (agreeableness) : Compassion (ความเห็นใจผู้อื่น) และ Politeness (ความสุภาพ)

ความเปิดรับประสบการณ์[แก้]

ความเปิดรับประสบการณ์ (อังกฤษ: openness to experience) โดยทั่วไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับการหยั่งรู้คุณค่าและความยินดีชอบใจในศิลปะ การได้อารมณ์ต่าง ๆ การผจญภัย ไอเดียที่แปลกใหม่ จินตนาการ ความอยากรู้อยากเห็น และประสบการณ์ต่าง ๆ คนที่เปิดรับประสบการณ์จะเป็นคนอยากรู้อยากเห็นแบบมีสติปัญญา เปิดรับอารมณ์ ไวต่อสุนทรียภาพ และยินดีที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ และเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ปิด มักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า เข้าใจความรู้สึกตัวเองมากกว่า และมีโอกาสที่จะมีความเชื่อที่ไม่ทั่วไป

แต่ว่าบางคนแม้จะมีลักษณะนี้โดยทั่วไปในระดับสูง และอาจสนใจเรียนรู้และสำรวจวัฒนธรรมใหม่ ๆ แต่จะไม่สนใจศิลปะหรือกวีนิพนธ์มากนัก งานวิจัยพบว่า ความเปิดรับประสบการณ์สัมพันธ์อย่างมีกำลังกับจริยธรรมแบบเสรีนิยม (liberal ethics) เช่น การสนับสนุนนโยบายยอมรับความต่างทางผิวพรรณ[36]

ลักษณะอีกอย่างของไสตล์การคิดแบบเปิดก็คือ ความสามารถในการคิดเป็นสัญลักษณ์เป็นนามธรรมที่ห่างจากประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมมาก ผู้ที่มีคะแนนต่ำในเรื่องนี้มักจะสนใจในสิ่งที่ธรรมดา ที่เป็นเรื่องตามประเพณี และชอบสิ่งที่ง่าย ๆ ตรงไปตรงมา เห็นได้ชัด มากกว่าสิ่งที่ซับซ้อน คลุมเครือ หรือละเอียดเห็นได้ยาก และอาจจะเห็นศิลปะและวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเรื่องน่าสงสัย หรือเห็นว่าไม่น่าสนใจ คนที่ไม่เปิดจะชอบใจสิ่งที่คุ้นเคยมากกว่าสิ่งใหม่ ๆ และเป็นคนอนุรักษนิยม และไม่ชอบที่จะเปลี่ยน[26]

คำถามที่ใช้บ่งลักษณะ[แก้]

  • ฉันรู้จักใช้คำศัพท์ต่าง ๆ มาก (I have a rich vocabulary)
  • ฉันเป็นคนมีจินตนาการชัดแจ้ง (I have a vivid imagination)
  • ฉันมีไอเดียต่าง ๆ ที่ดีมาก (I have excellent ideas)
  • ฉันเข้าใจอะไรได้ง่าย (I am quick to understand things)
  • ฉันใช้คำศัพท์ที่ยาก (I use difficult words)
  • ฉันเต็มไปด้วยไอเดีย (I am full of ideas)
  • ฉันไม่สนใจเรื่องที่เป็นนามธรรม (I am not interested in abstractions) - แบบตรงข้าม
  • ฉันไม่มีจินตนาการที่ดี (I do not have a good imagination) - แบบตรงข้าม
  • ฉันมีปัญหาเข้าใจเรื่องที่เป็นนามธรรม (I have difficulty understanding abstract ideas) - แบบตรงข้าม[28]

ความพิถีพิถัน[แก้]

ความพิถีพิถัน (conscientiousness) เป็นความโน้มเอียงที่จะมีวินัย ทำตามหน้าที่ และตั้งเป้าหมายความสำเร็จโดยมีเกณฑ์ หรือโดยเทียบกับที่คนอื่นคาดหวัง เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับวิธีที่บุคคลควบคุม ปรับระดับ และจัดการอารมณ์ชั่ววูบหรือความหุนหันพลันแล่น บุคคลที่มีคะแนนในเรื่องนี้สูงบ่งชี้ความชอบใจพฤติกรรมที่วางแผนไว้ไม่ใช่พฤติกรรมที่ทำแบบทันทีทันใด[37] และโดยเฉลี่ยแล้ว ระดับความพิถีพิถันจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวัยต้นผู้ใหญ่ แล้วจะลดลงเมื่อสูงวัยขึ้น[38]

คำถามที่ใช้บ่งลักษณะ[แก้]

  • ฉันเตรียมพร้อมอยู่เสมอ (I am always prepared)
  • ฉันให้ความสนใจกับรายระเอียด (I pay attention to details)
  • ฉันจะทำงานบ้านงานหยุมหยิมให้เสร็จก่อน (I get chores done right away)
  • ฉันชอบความเป็นระเบียบ (I like order)
  • ฉันทำอะไรตามตาราง (I follow a schedule)
  • ฉันชอบทำอะไรเป๊ะ ๆ มาก (I am exacting in my work)
  • ฉันทิ้งของ ๆ ฉันไว้เรี่ยราด (I leave my belongings around) - แบบตรงข้าม
  • ฉันทำอะไรเละเทะ (I make a mess of things) - แบบตรงข้าม
  • ฉันมักจะลืมเก็บของเข้าที่บ่อย ๆ (I often forget to put things back in their proper place) - แบบตรงข้าม
  • ฉันหลบหน้าที่ (I shirk my duties) - แบบตรงข้าม[28]

ความสนใจต่อสิ่งภายนอก[แก้]

ความสนใจต่อสิ่งภายนอก (extraversion) มีลักษณะเป็นการชอบความหลายหลากของกิจกรรม (เทียบกับการทำอะไรให้ลึกซึ้ง) surgency (คือความโน้มเอียงเพื่อจะได้ความยินดีความพอใจ) ที่มาจากสถานการณ์หรือกิจกรรมภายนอก และการได้พลังและแรงจูงใจจากภายนอก[39] ลักษณะนี้ ชัดเจนตรงที่การทำกิจกรรมพัวพันกับโลกภายนอก คนเช่นนี้ชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักจะมองว่าเป็นคนมีพลังมาก มักจะเป็นคนกระตือรือร้น และชอบทำมากกว่าชอบคิด มักจะเป็นคนเด่นในกลุ่ม ชอบพูดคุย และแสดงตัวเอง[40]

ในนัยตรงกันข้าม คนที่สนใจต่อสิ่งภายใน ชอบทำกิจกรรมทางสังคมและมีพลังน้อยกว่าคนที่สนใจต่อสิ่งภายนอก โดยดูจะเป็นคนเงียบ ๆ ไม่เด่น รอบคอบระมัดระวัง และเกี่ยวข้องกับสังคมน้อยกว่า แต่ความไม่เกี่ยวข้องทางสังคมไม่ควรตีความว่า เป็นเพราะความอายหรือเกิดจากความเศร้าซึม เพราะว่า เป็นคนที่สามารถอยู่เป็นอิสระจากสังคมได้ดีกว่าคนสนใจภายนอก คือ คนพวกนี้ต้องการสิ่งเร้าน้อยกว่า และต้องการเวลาเป็นของตัวเองมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไม่เป็นกันเองหรือต่อต้านสังคม อาจเพียงแต่เป็นคนที่สงวนท่าทีมากกว่าในวงสังคม[41]

คำถามที่ใช้บ่งลักษณะ[แก้]

  • ฉันเป็นคนสนุกในงานปาร์ตี้ (I am the life of the party)
  • ฉันไม่ขัดข้องในการเป็นศูนย์ความสนใจ (I don't mind being the center of attention)
  • ฉันรู้สึกสบายอยู่กับคนอื่น ๆ (I feel comfortable around people)
  • ฉันเป็นคนเริ่มคุย (I start conversations)
  • ฉันคุยกับคนหลายหลากมากมายในงานปาร์ตี้ (I talk to a lot of different people at parties)
  • ฉันไม่คุยมาก (I don't talk a lot) - แบบตรงข้าม
  • ฉันคิดเยอะก่อนที่จะพูดหรือทำ (I think a lot before I speak or act) - แบบตรงข้าม
  • ฉันไม่ชอบดึงความสนใจมาที่ตัวเอง (I don't like to draw attention to myself) - แบบตรงข้าม
  • ฉันมักจะเงียบถ้ามีคนแปลกหน้า (I am quiet around strangers) - แบบตรงข้าม[28]
  • ฉันไม่สนใจที่จะเป็นคนคุยในหมู่คน (I have no intention of talking in large crowds.) - แบบตรงข้าม

ความยินยอมเห็นใจ[แก้]

ความยินยอมเห็นใจ (agreeableness) สะท้อนถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในการให้ความสนใจต่อความกลมกลืนกันทางสังคม บุคคลเช่นนี้ให้คุณค่ากับการเข้ากับผู้อื่นได้ มักจะเป็นคนที่เกรงใจผู้อื่น ใจดี ใจกว้าง เชื่อใจผู้อื่น เชื่อใจได้ ขนขวายช่วยเหลือผู้อื่น และยอมที่จะประนีประนอมประโยชน์และเรื่องที่ตนสนใจเพื่อที่จะเข้ากับผู้อื่น[41] บุคคลเช่นนี้มองธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ดี

ส่วนบุคคลตรงกันข้ามให้ความสำคัญต่อประโยชน์หรือความสนใจของตนเหนือกว่าการเข้ากับผู้อื่นได้ มักจะไม่สนใจความเป็นสุขของผู้อื่น และมีโอกาสน้อยกว่าที่จะเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น บางครั้ง ความไม่มั่นใจถึงเจตนาของผู้อื่นทำให้บุคคลนี้ขี้ระแวง ไม่เป็นมิตร และไม่ร่วมมือ[42]

เพราะว่าการยินยอมเห็นใจผู้อื่นเป็นลักษณะทางสังคม งานวิจัยแสดงว่ามันมีสหสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพความสัมพันธ์กับคนในทีมของตน และสามารถใช้พยากรณ์ทักษะความเป็นผู้นำบางอย่างได้ (เช่น transformational leadership ที่ผู้นำร่วมมือกับลูกน้องเพื่อกำหนดสิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยน สร้างวิสัยทัศน์เป็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงโดยเป็นแรงดลใจ แล้วผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงควบคู่ไปกับลูกน้องผู้ตกลงที่จะร่วมมือให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น) ในงานศึกษากับผู้ร่วมการทดลอง 169 คนที่เป็นหัวหน้าในอาชีพต่าง ๆ ผู้ร่วมการทดลองทำข้อทดสอบบุคลิกภาพ แล้วให้ลูกน้องที่ตนคุมโดยตรงสองคนประเมินความเป็นผู้นำ ผู้นำที่ยินยอมเห็นใจผู้อื่นในระดับสูง มีโอกาสสูงกว่าที่ลูกน้องจะมองว่าเป็นผู้นำประเภท transformational มากกว่าประเภท transactional (ผู้เพ่งความสนใจไปที่การควบคุม การจัดองค์การ และผลงานของกลุ่ม เป็นสไตล์ผู้นำที่โปรโหมตให้ลูกน้องทำตามคำของตนโดยใช้ทั้งรางวัลและการลงโทษ) แม้ว่าค่าความสัมพันธ์จะไม่สูง (r=0.32, β=0.28, p<0.01) แต่ก็มีค่าสูงสุดในบรรดาลักษณะใหญ่ทั้ง 5 อย่าง แต่ว่า งานวิจัยเดียวกันแสดงว่าลักษณะไม่สามารถใช้พยากรณ์ประสิทธิภาพของความเป็นผู้นำที่ประเมินโดยหัวหน้างานโดยตรงของผู้นำ[43] นอกจากนั้นแล้ว การยินยอมเห็นใจผู้อื่น มีความสัมพันธ์เชิงลบกับผู้นำทหาร คืองานวิจัยกับหน่วยทหารในเอเชียพบว่า ผู้นำที่ยินยอมเห็นใจผู้อื่นมีโอกาสสูงกว่าที่จะได้คะแนนต่ำสำหรับทักษะความเป็นผู้นำแบบ transformational[44] และดังนั้น งานวิจัยต่อไปอนาคตอาจจะให้องค์กรต่าง ๆ สามารถกำหนดศักยภาพของบุคคล โดยอาศัยลักษณะบุคลิกภาพได้

คำถามที่ใช้บ่งลักษณะ[แก้]

  • ฉันสนใจผู้อื่น (I am interested in people)
  • ฉันเห็นใจความรู้สึกของผู้อื่น (I sympathize with others' feelings)
  • ฉันเป็นคนใจอ่อน (I have a soft heart)
  • ฉันให้เวลากับผู้อื่น (I take time out for others)
  • ฉันรู้สึกถึงอารมณ์ของผู้อื่น (I feel others' emotions)
  • ฉันทำให้คนรู้สึกสบายใจ (I make people feel at ease)
  • ฉันไม่ค่อยสนใจผู้อื่น (I am not really interested in others) - แบบตรงข้าม
  • ฉันพูดดูหมิ่นผู้อื่น (I insult people) - แบบตรงข้าม
  • ฉันไม่สนใจปัญหาของผู้อื่น (I am not interested in other people's problems) - แบบตรงข้าม
  • ฉันไม่ค่อยรู้สึกเป็นห่วงผู้อื่น (I feel little concern for others) - แบบตรงข้าม

ความไม่เสถียรทางอารมณ์[แก้]

Neuroticism เป็นความโน้มเอียงที่จะประสบอารมณ์เชิงลบ เช่น ความโกรธ ความวิตกกังวล หรือความซึมเศร้า[45] ซึ่งบางครั้งเรียกว่าความไม่เสถียรทางอารมณ์ (emotional instability) หรืออาจจะเรียกกลับกันว่า ความเสถียรทางอารมณ์ ตามทฤษฎีปี 1967 ของ ศ.จิตวิทยาทรงอิทธิพล ดร. ไอเซ็งก์ neuroticism สัมพันธ์กับความอดทนต่อความเครียดและสิ่งเร้าที่ไม่น่าชอบใจต่ำ[46] คือคนที่ได้คะแนนสูงในลักษณะนี้ มีอารมณ์ไวและเสี่ยงต่อความเครียด มีโอกาสสูงกว่าที่จะเห็นเหตุการณ์ปกติธรรมดาว่าเป็นภัย และความขัดข้องใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าเป็นเรื่องยากถึงให้สิ้นหวัง และปฏิกิริยาเชิงลบของคนเหล่านี้มักจะคงอยู่เป็นเวลายาวนานกว่าปกติ ซึ่งก็หมายความว่ามักจะมีอารมณ์ไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น neuroticism สัมพันธ์กับการมองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับการงาน ความมั่นใจว่างานเป็นตัวขัดขวางความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น และความวิตกกังวลเกี่ยวกับงาน[47] นอกจากนั้นแล้ว ผู้ที่มีคะแนนสูงในเรื่องนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงของการนำไฟที่ผิวหนัง (skin conductance) ที่ไวกว่าคนที่มีคะแนนต่ำกว่า[46][48] (ซึ่งเป็นตัวชี้ความไวอารมณ์) ปัญหาในการควบคุมอารมณ์เหล่านี้อาจจะทำให้ไม่สามารถคิด ตัดสินใจ หรือจัดการกับความเครียดได้ดี[ต้องการอ้างอิง] ความไม่พอใจในความสำเร็จในชีวิตของตนเอง อาจจะสัมพันธ์กับคะแนนที่สูงในเรื่องนี้ และอาจเพิ่มโอกาสที่จะเกิดโรคซึมเศร้า[49] นอกจากนั้นแล้ว คนที่มีลักษณะนี้สูงมักจะมีประสบเหตุการณ์เชิงลบในชีวิตมากกว่า เช่น ความไม่สำเร็จทางการงาน การหย่าร้าง และความตาย[45][50] แต่ว่าระดับของลักษณะนี้ก็สามารถเปลี่ยนได้โดยเป็นการตอบสนองต่อประสบการณ์เชิงบวกและลบในชีวิต[45][50]

ส่วนในทางตรงกันข้าม คนที่มีคะแนนต่ำในเรื่องนี้ไม่หัวเสียง่าย ๆ และอารมณ์ไม่ไว เป็นคนมักจะนิ่ง ๆ มีอารมณ์เสถียร และปราศจากความรู้สึกเชิงลบที่ทนอยู่นาน ๆ แต่ว่าการปราศจากอารมณ์เชิงลบไม่ได้หมายความว่าจะประสบกับอารมณ์เชิงบวกมากด้วย[51]

Neuroticism คล้ายกับแต่ไม่ใช่อย่างเดียวกันกับโรคประสาท (neurosis) และนักจิตวิทยาบางพวกชอบเรียก neuroticism ว่า "ความเสถียรทางอารมณ์" (emotional stability) เพื่อจะทำให้แตกต่างจากคำว่า "neurotic" ที่ใช้ในอาชีพ

คำถามที่ใช้บ่งลักษณะ[แก้]

  • ฉันอารมณ์เสียง่าย (I am easily disturbed)
  • อารมณ์ฉันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา (I change my mood a lot)
  • ฉันหงุดหงิดง่าย (I get irritated easily)
  • ฉันเครียดง่าย (I get stressed out easily)
  • ฉันรำคาญง่าย (I get upset easily)
  • อารมณ์ฉันกลับไปกลับมาบ่อย (I have frequent mood swings)
  • ฉันกังวลกับเรื่องต่าง ๆ (I worry about things)
  • ฉันวิตกกังวลมากกว่าคนอื่น ๆ (I am much more anxious than most people)[52]
  • ฉันรู้สึกสบาย ๆ โดยมาก (I am relaxed most of the time) - แบบตรงข้าม
  • ฉันไม่ค่อยซึมเศร้า (I seldom feel blue) - แบบตรงข้าม[28]

ประวัติ[แก้]

ในปี 1884 เซอร์ฟรานซิส กอลตัน เป็นบุคคลแรกที่รู้ที่ตรวจสอบสมมติฐานว่า มันเป็นไปได้ที่จะสร้างอนุกรมวิธานที่สามารถครอบคลุมลักษณะบุคลิกภาพมนุษย์โดยการตรวจสอบตัวอย่างคำที่ใช้ในภาษา เป็นสมมติฐานที่เรียกว่า lexical hypothesis (สมมติฐานคำศัพท์)[8] ในปี 1936 ดร.ออลพอร์ตและอ็อดเบิร์ตตรวจสอบสมมติฐานของเซอร์กอลตันโดยดึงคำวิเศษณ์ 4,504 คำจากพจนานุกรมที่มีอยู่ในสมัยนั้น เป็นคำที่พวกเขาเชื่อว่า ครอบคลุมบุคลิกที่สังเกตได้และค่อนข้างจะถาวร[53] ในปี 1940 ศ.แค็ตเทลล์ธำรงคำวิเศษณ์เหล่านั้น แต่ว่ากำจัดคำไวพจน์จนเหลือคำหลักเพียงแค่ 171 คำ[10] แล้วสร้างชุดคำถามเกี่ยวกับลักษณะบุคลิกภาพที่พบจากคำวิเศษณ์เหล่านั้น ซึ่งเขาเรียกว่า Sixteen Personality Factor Questionnaire (แบบสอบถามปัจจัยบุคลิกภาพ 16 ออย่าง) ต่อมาในปี 1961 โดยตั้งมูลฐานในเซตย่อยมี 20 มิติ จาก 36 มิติ ที่ ศ.แค็ตเทลล์ได้ค้นพบก่อน ดร.ทิวพ์สและคริสตัลอ้างว่า ได้พบปัจจัยกว้าง ๆ 5 อย่างที่พวกเขาตั้งชื่อว่า surgency, agreeableness (ความยินยอมเห็นใจ), dependability (ความเชื่อใจได้), emotional stability (ความเสถียรทางอารมณ์), และ culture (วัฒนธรรม)[11] ต่อมาในปี 1963 นอร์แมนจึงเปลี่ยนชื่อ dependability เป็น conscientiousness (ความพิถีพิถัน)[12]

ช่องเว้นว่างของงานวิจัย[แก้]

ในช่วง 2 ทศวรรษต่อมา กระแสความคิดหลักทางวิชาการ ทำให้การตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับบุคลิกภาพยากมาก เช่นในปี 1968 ในหนังสือ บุคลิกภาพและการประเมิน (Personality and Assessment) ผู้เขียนยืนยันว่า ค่าวัดบุคลิกภาพสามารถพยากรณ์พฤติกรรมโดยมีสหสัมพันธ์ไม่เกิน 0.3 (ซึ่งค่อนข้างน้อย) คือนักจิตวิทยาสังคมรวมทั้งผู้เขียนหนังสืออ้างว่า ทัศนคติและพฤติกรรมของมนุษย์ไม่เสถียร แต่จะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ดังนั้น การพยากรณ์พฤติกรรมจากค่าวัดบุคลิกภาพจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ต่อมาพบโดยหลักฐานว่า ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างค่าที่วัดกับพฤติกรรมในชีวิตจริง สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างสำคัญภายใต้สถานการณ์ที่อารมณ์เกิดความตึงเครียด (เทียบกับสถานการณ์ที่เป็นกลาง ๆ เมื่อวัดบุคลิกภาพ)[54]

นอกจากนั้นแล้ว ระเบียบวิธีที่เกิดขึ้นใหม่เริ่มจะคัดค้านมุมมองเช่นนี้ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 คือแทนที่จะพยายามพยากรณ์พฤติกรรมหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งทำไม่ได้อย่างสม่ำเสมอ นักวิจัยพบว่า สามารถพยากรณ์รูปแบบพฤติกรรมโดยรวมเอาพฤติกรรมเป็นจำนวนมาก[55] และดังนั้น ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพและพฤติกรรมจึงได้เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ และปรากฏชัดเจนแล้วว่า มนุษย์มี "บุคลิกภาพ" จริง ๆ[56] ทั้งนักจิตวิทยาบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคมปัจจุบัน โดยรวมมีมติร่วมกันว่า พฤติกรรมมนุษย์จะอธิบายได้ก็ต้องใช้ทั้งตัวแปรที่มีเป็นส่วนบุคคล และตัวแปรที่เป็นไปตามสถานการณ์[57] ดังนั้น ทฤษฎีเกี่ยวกับลักษณะบุคลิกภาพจึงปรากฏว่ามีเหตุผล และจึงเกิดความสนใจในการวิจัยเรื่องนี้เพิ่มขึ้น[58] ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 ศ.ลิวอิส โกลด์เบอร์ก ได้เริ่มโปรเจ็กต์วิเคราะห์คำของเขาเอง โดยเน้นปัจจัยกว้าง ๆ 5 อย่าง[59] แล้วต่อมาจึงบัญญัติคำว่า "Big Five" โดยเป็นชื่อของปัจจัยเหล่านั้น

ความใส่ใจที่เพิ่มขึ้นใหม่[แก้]

ในงานประชุมเอกสารัตถ์ปี 1980 ในเมืองโฮโนลูลู นักวิจัยที่มีชื่อเสียง 4 คนรวมทั้ง ศ.โกลด์เบอร์ก และ ศ.ดิกแมน ได้ทบทวนการวัดบุคลิกภาพที่มีอยู่ในเวลานั้น[60] หลังจากเหตุการณ์นี้ นักวิจัยเรื่องบุคลิกภาพได้ยอมรับแบบจำลองมีปัจจัย 5 (FFM) อย่างกว้างขวาง[61] ศ. ดร. ซาวิล์ล และคณะใช้แบบจำลองนี้ในการสร้าง Occupational Personality Questionnaire (แบบสอบถามบุคลิกภาพเพื่ออาชีพ) ดั้งเดิมในปี 1984 แล้วต่อมา ดร.คอสตาและแม็คเคร จึงสร้าง Revised NEO Personality Inventory (แบบคำถามเก็บข้อมูลบุคลิกภาพ ตัวย่อ NEO-PI-R) ในปี 1985 แม้ว่าระเบียบวิธีที่ใช้สร้างแบบคำถามนี้จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์หลายอย่าง[62]

ปัจจัยทางชีวภาพและพัฒนาการ[แก้]

กรรมพันธุ์[แก้]

งานวิจัยบุคลิกภาพในคู่แฝดแสดงนัยว่า ทั้งกรรมพันธุ์และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมมีผลต่อลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ทั้ง 5 อย่าง

งานวิจัยบุคลิกภาพในคู่แฝดแสดงนัยว่า ทั้งกรรมพันธุ์และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมมีผลต่อลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างเท่า ๆ กัน[63] งานวิจัยในคู่แฝดสี่งาน คำนวณเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยที่เกิดจากกรรมพันธุ์สำหรับลักษณะแต่ละอย่าง แล้วสรุปว่า กรรมพันธุ์มีอิทธิพลต่อปัจจัยทั้ง 5 อย่างกว้างขวาง การวัดที่ผู้ร่วมการทดลองแจ้งมีผลให้ประเมินได้ว่า ความเปิดรับประสบการณ์มีส่วนจากกรรมพันธุ์ 57%, ความสนใจต่อสิ่งภายนอก 54%, ความพิถีพิถัน 49%, neuroticism 48%, และความยินยอมเห็นใจ 42%[64]

พัฒนาการในวัยเด็กและวัยรุ่น[แก้]

งานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัย 5 อย่าง และเกี่ยวกับบุคลิกภาพโดยทั่วไป เพ่งความสนใจไปที่ความแตกต่างระหว่างผู้ใหญ่ ไม่ใช่ในเด็กหรือวัยรุ่น[65][66][67] แต่ก็เริ่มมีงานที่ตรวจสอบแหล่งกำเนิดและแนวทางพัฒนาการของปัจจัย 5 อย่างในเด็กและวัยรุ่น[65][66][67] โดยแตกต่างจากนักวิจัยบางพวกที่ตั้งความสงสัยว่า เด็กมีลักษณะบุคลิกภาพที่เสถียรหรือไม่ จะเป็นปัจจัย 5 หรืออย่างอื่นก็ดี[68] นักวิจัยโดยมากเห็นว่า ความแตกต่างทางจิตสภาพของเด็ก สัมพันธ์กับรูปแบบพฤติกรรมที่เสถียร ชัดเจน และเด่น[65][66][67] และความแตกต่างบางอย่างปรากฏตั้งแต่กำเนิด[66][67] ยกตัวอย่างเช่น ทั้งพ่อแม่เด็กและนักวิจัยรู้ว่า ทารกแรกเกิดบางพวกนิ่ง ๆ และปลอบได้ง่าย แต่บางพวกค่อนข้างงอแงและปลอบได้ยาก[67]

แม้ว่านักจิตวิทยาพัฒนาการโดยทั่วไปจะตีความแตกต่างระหว่างเด็กว่าเป็นหลักฐานของพื้นอารมณ์แต่กำเนิด (temperament) ไม่ใช่ของลักษณะบุคลิกภาพ (personality trait)[66] แต่นักวิจัยบางพวกก็อ้างว่า ทั้ง temperament และลักษณะบุคลิกภาพ เป็นการปรากฏเฉพาะวัยของสิ่งเดียวกัน[67][69] หรืออีกทฤษฎีหนึ่งก็คือ temperament ในต้นวัยเด็กอาจจะกลายเป็นลักษณะบุคลิกภาพในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ เมื่อลักษณะทางพันธุกรรมของบุคคลปฏิสัมพันธ์โดยเชิงรุก โดยเป็นปฏิกิริยา และโดยอยู่เฉย ๆ กับสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนไป[65][66][67]

มีการศึกษาโครงสร้าง การปรากฏ และพัฒนาการของปัจจัย 5 ในเด็กและวัยรุ่น โดยใช้วิธีหลายอย่างรวมทั้งการให้คะแนนจากผู้ปกครองและครู[70][71][72] การให้คะแนนตนเองและกับเพื่อนสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่นและเด็กวัยรุ่น[73][74][75] และสังเกตการณ์ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับเด็ก[65] ผลงานวิจัยเหล่านี้สนับสนุนว่า ลักษณะบุคลิกภาพค่อนข้างจะเสถียรตลอดชีวิต อย่างน้อย ๆ ก็ตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน (preschool) จนถึงวัยผู้ใหญ่[65][67][76][77] โดยเฉพาะก็คือ งานวิจัยแสดงนัยว่า ปัจจัย 4 อย่างในปัจจัยใหญ่ 5 คือ ความสนใจต่อสิ่งภายนอก Neuroticism ความพิถีพิถัน ความยินยอมเห็นใจ อธิบายความแตกต่างทางบุคลิกภาพของเด็ก ของวัยรุ่น และของผู้ใหญ่ได้อย่างสม่ำเสมอ[65][67][76][77]

แต่ว่า หลักฐานบางอย่างบอกนัยว่า ความเปิดรับประสบการณ์อาจจะไม่ใช่ส่วนของบุคลิกภาพที่เป็นพื้นฐานและเสถียรในวัยเด็ก แม้ว่าจะมีนักวิจัยที่พบว่า ความเปิดรับประสบการณ์ในเด็กและวัยรุ่นสัมพันธ์กับลักษณะต่าง ๆ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ความอยากรู้อยากเห็น จินตนาการ และความฉลาด[78] แต่ว่าก็มีนักวิจัยมากมายที่ไม่พบความแตกต่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเปิดรับประสบการณ์ทั้งในวัยเด็กและต้นวัยรุ่น[65][67] เป็นไปได้ว่า ความเปิดรับประสบการณ์อาจจะ (1) ปรากฏเป็นลักษณะพิเศษที่ยังไม่รู้จักในวัยเด็ก (2) อาจจะปรากฏต่อเมื่อเด็กได้พัฒนาทั้งทางสังคมและทางประชาน[65][67]

มีงานศึกษาอื่น ๆ อีกที่พบหลักฐานของปัจจัยทั้ง 5 ในวัยเด็กและวัยรุ่น และพบลักษณะที่เฉพาะเด็กอีก 2 อย่างคือ ความหงุดหงิด (Irritability) และ Activity (กัมมันตภาพหรือความไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ)[79] แม้ว่าจะมีความแตกต่างที่เฉพาะเจาะจงเช่นนี้ สิ่งที่พบโดยมากแสดงนัยว่า ลักษณะบุคลิกภาพ โดยเฉพาะความสนใจต่อสิ่งภายนอก Neuroticism ความพิถีพิถัน และความยินยอมเห็นใจ เป็นสิ่งที่ปรากฏในเด็กและวัยรุ่น และสัมพันธ์กับรูปแบบพฤติกรรมทางสังคมและทางอารมณ์ ที่โดยทั่วไปสม่ำเสมอและเข้ากับลักษณะที่ปรากฏในผู้ใหญ่ผู้มีลักษณะบุคลิกภาพแบบเดียวกัน[65][67][76][77]

ความสนใจต่อสิ่งภายนอก/อารมณ์เชิงบวก[แก้]

ในงานวิจัยในปัจจัยใหญ่ 5 อย่าง ความสนใจต่อสิ่งภายนอก (extraversion) สัมพันธ์กับ surgency ซึ่งเป็นความไวปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่บุคคลโน้มเอียงไปในอารมณ์เชิงบวกในระดับสูง[66] เด็กที่สนใจต่อสิ่งภายนอกสูง จะมีพลัง คุยเก่ง ชอบสังคม และมีอิทธิพลต่อเด็กอื่นและผู้ใหญ่ เทียบกับเด็กที่สนใจต่อสิ่งภายนอกต่ำ ซึ่งมักจะเงียบ นิ่ง สงวนท่าที และยอมทั้งเด็กอื่นและผู้ใหญ่[65][67] ความแตกต่างระหว่างบุคคลในเรื่องนี้ ปรากฏเริ่มตั้งแต่วัยทารกโดยเป็นการแสดงอารมณ์เชิงบวกหลายอย่างหลายระดับ[80] และความแตกต่างเหล่านี้ สามารถพยากรณ์กิจกรรมทางสังคมและทางกายในวัยเด็กต่อ ๆ มา และอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง หรือสัมพันธ์กับ Behavioural Activation System (ตัวย่อ BAS เป็นระบบที่ตอบสนองต่อความทะยานอยากเพื่อทำเป้าหมายให้สำเร็จ) ใน "ทฤษฎีบุคลิกภาพจิตชีวภาพของเกรย์" (Gray's biopsychological theory of personality)[66][67] ในเด็ก ความสนใจต่อสิ่งภายนอก/อารมณ์เชิงบวกมีลักษณะย่อยรวมทั้งกัมมันตภาพ (activity) อิทธิพล (dominance) ความอาย (shyness) ความเข้าสังคมได้ (sociability) คือ

  • กัมมันตภาพหรือความไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ (activity) - เด็กที่มีกัมมันตภาพมากมักจะมีพลังสูงกว่า และเคลื่อนไหวมากกว่าและบ่อยครั้งกว่าเทียบกับเด็กอื่น ๆ[67][70][81] ความแตกต่างที่เด่นเกี่ยวกับกัมมันตภาพปรากฏตั้งแต่เป็นทารก และคงทนผ่านวัยรุ่น และลดลงเมื่อการเคลื่อนไหวลดลงในวัยผู้ใหญ่[82] หรืออาจจะพัฒนาเปลี่ยนเป็นคุยเก่ง[67][83]
  • อิทธิพล (Dominance) เด็กที่มีอิทธิพลสูงมักจะมีผลต่อพฤติกรรมของผู้อื่นโดยเฉพาะในเด็ก ๆ เพื่อที่จะได้สิ่งที่ต้องการหรือผลที่พึงประสงค์[67][84][85] เด็กเช่นนี้มักจะเก่งในการชวนเพื่อนทำกิจกรรมหรือเล่นเกม[86] และในการหลอกคนอื่นโดยควบคุมพฤติกรรมที่ไม่ใช่การพูดของตน (คือควบคุมภาษากาย)[87]
  • ความอาย (shyness) เด็กขี้อายมักจะไม่ค่อยเข้าสังคม วิตกกังวล และสงวนท่าทีเมื่อมีคนแปลกหน้า[67] เมื่อเวลาผ่านไป เด็กอาจจะกลัวแม้จะอยู่ใกล้ ๆ กับเพื่อนหรือคนที่รู้จัก โดยเฉพาะถ้าไม่ได้การยอมรับจากเพื่อน[67][88]
  • ความชอบสังคม (sociability) เด็กที่ชอบสังคมมักจะชอบอยู่กับผู้อื่นมากกว่าจะอยู่คนเดียว[67][89] และเมื่อถึงกลางวัยเด็ก ความแตกต่างระหว่างการชอบสังคมในระดับสูงกับระดับต่ำจะเห็นชัดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเด็กสามารถควบคุมการใช้เวลาของตนมากยิ่งขึ้น[67][90][91]

พัฒนาการในวัยผู้ใหญ่[แก้]

งานวิจัยตามยาว ที่ตรวจสอบค่าวัดบุคลิกภาพของบุคคลเป็นช่วงระยะเวลายาว และงานวิจัยตามขวาง ที่เปรียบเทียบคะแนนบุคลิกภาพข้ามกลุ่มอายุต่าง ๆ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แสดงความเสถียรภาพในระดับสูงของลักษณะบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่[92]

งานแสดงว่า บุคลิกภาพของบุคคลวัยทำงานจะเสถียรภายใน 4 ปีหลังจากที่เริ่มทำงาน มีหลักฐานน้อยมากว่า ประสบการณ์ร้ายในชีวิตจะมีผลสำคัญต่อบุคลิกภาพของบุคคล[93] แต่ว่า งานวิจัยและงานวิเคราะห์อภิมานเมื่อไม่นานแสดงว่า ลักษณะบุคลิกภาพทั้ง 5 เปลี่ยนไปเมื่อผ่านจุดต่าง ๆ ของชีวิต และแสดงหลักฐานว่า มีการปรับสภาพไปตามอายุ (เช่น ดังที่แสดงในทฤษฎี Erikson's stages of psychosocial development) คือ โดยเฉลี่ย ระดับความยินยอมเห็นใจและความพิถีพิถันมักจะเพิ่มขึ้นตามอายุ เทียบกับความสนใจต่อสิ่งภายนอก neuroticism และความเปิดรับประสบการณ์ ซึ่งมักจะลดลง[94]

งานวิจัยยังแสดงด้วยว่า ความเปลี่ยนแปลงต่อลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่าง ขึ้นอยู่กับระยะพัฒนาการปัจจุบันของบุคคล ยกตัวอย่างเช่น ความยินยอมเห็นใจและความพิถีพิถันมีแนวโน้มที่จะลดลงในระหว่างวัยเด็กและวัยรุ่น ก่อนที่จะกลับทิศทางตอนปลายวัยรุ่นและในวัยผู้ใหญ่[95] นอกจากจะมีผลเป็นกลุ่ม ๆ เช่นนี้ บุคคลต่าง ๆ ยังมีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมือนกันในระยะต่าง ๆ ของชีวิตอีกด้วย[96]

นอกจากนั้นแล้ว งานวิจัยบางงานแสดงด้วยว่า ลักษณะใหญ่ 5 อย่างไม่ควรพิจารณาโดยแบ่งเป็น 2 ภาค (เช่น ความสนใจต่อสิ่งภายนอก กับความสนใจกับสิ่งภายใน) แต่ควรพิจารณาว่า เป็นระดับที่มีพิสัยสืบต่อกัน แต่ละคนสามารถเปลี่ยนระดับเมื่อสถานการณ์ทางสังคมหรือทางกาลเวลาเปลี่ยนไป และดังนั้น บุคคลจะไม่ใช่อยู่ที่ส่วนสุดของแต่ละลักษณะ (คือแบ่งเป็นเป็น-ไม่เป็น) แต่จะมีลักษณะของทั้งสองด้าน แม้ว่าอาจจะมีลักษณะบางด้านบ่อยครั้งมากกว่า[97]

งานวิจัยเกี่ยวกับบุคลิกภาพกับวัยที่เจริญขึ้นแสดงนัยว่า เมื่อบุคคลถึงวัยชรา (79-86 ปี) ผู้ที่มี IQ ต่ำกว่าจะสนใจต่อสิ่งภายนอกเพิ่มขึ้น แต่จะพิถีพิถันและมีสุขภาพทางกายที่ลดลง[98]

งานวิจัยปี 2012 แสดงว่า ลักษณะบุคลิกภาพโดยทั่วไปเสถียรในผู้ใหญ่วัยทำงาน โดยเหมือนกับผลที่เคยได้มาก่อน ๆ เกี่ยวกับ locus of control[99]

โครงสร้างทางสมอง[แก้]

มีงานวิจัยที่สำคัญเกี่ยวกับลักษณะบุคลิกภาพและโครงสร้างทางสมอง ที่แสดงสหสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างกับส่วนจำเพาะในสมอง

มีงานวิจัยที่ตรวจสอบความสัมพันธ์ของโครงสร้างทางสมองกับลักษณะบุคลิกภาพในแบบจำลองนี้ งานวิจัยในปี 2012[100] และ 2010[101] แสดงว่า

  • Neuroticism มีสหสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราปริมาตรสมอง:ปริมาตรในกะโหลกที่เหลือ มีสหสัมพันธ์กับปริมาตรที่ลดลงของคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้าส่วน dorsomedial และของส่วนสมอง medial temporal lobe ด้านซ้ายซึ่งรวมทั้งฮิปโปแคมปัสส่วนหลัง (posterior) และมีสหสัมพันธ์กับปริมาตรที่เพิ่มขึ้นของ mid-cingulate gyrus (ซึ่งเป็นเขตสมองที่สัมพันธ์กับความไวต่อภัย, punishment และอารมณ์เชิงลบ)
  • ความสนใจต่อสิ่งภายนอกมีสหสัมพันธ์เชิงบวกกับอัตราเมแทบอลิซึมของ orbitofrontal cortex กับปริมาตรที่เพิ่มขึ้นของ medial orbitofrontal cortex (ซึ่งเป็นเขตที่ประมวลข้อมูลเกี่ยวกับ reward ดังนั้นปริมาตรที่เพิ่มอาจจะเพิ่มความไว)
  • ความยินยอมเห็นใจ มีสหสัมพันธ์เชิงลบกับปริมาตรของ left orbitofrontal lobe ในคนไข้ภาวะสมองเสื่อมที่เสื่อมในส่วน frontotemporal, กับปริมาตรที่ลดลงของ posterior left superior temporal sulcus, และกับปริมาตรที่เพิ่มขึ้นของ posterior cingulate cortex (ที่บางส่วนสัมพันธ์เกี่ยวกับการประมวลเรื่องความตั้งใจ และสภาพจิตใจของผู้อื่น ซึ่งอาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่าสำหรับคนที่มีระดับลักษณะนี้สูง)
  • ความพิถีพิถัน มีสหสัมพันธ์กับปริมาตรที่เพิ่มขึ้นของ middle frontal gyrus ใน left lateral PFC (ซึ่งเป็นเขตที่ทำงานเกี่ยวกับการวางแผนและการควบคุมพฤติกรรม)
  • ความเปิดรับประสบการณ์ ไม่พบความแตกต่างที่สำคัญ แม้ว่าอาจจะมีความแตกต่างในสมองกลีบข้าง (parietal cortex)

ความแตกต่างระหว่างกลุ่ม[แก้]

ทางเพศ[แก้]

งานวิจัยข้ามวัฒนธรรมแสดงรูปแบบต่าง ๆ ของความแตกต่างระหว่างเพศในการวัดด้วย Revised NEO Personality Inventory (ตัวย่อ NEO-PI-R) และ Big Five Inventory[102] ยกตัวอย่างเช่น หญิงแจ้งการมี Neuroticism, ความยินยอมเห็นใจ, ความเป็นกันเอง (warmth) ซึ่งเป็น facet หนึ่งของความสนใจต่อสิ่งภายนอก, และความเปิดรับความรู้สึกที่สูงกว่า ในขณะที่ชายบ่อยครั้งแจ้งการมีความมั่นใจในตน ซึ่งเป็น facet หนึ่งของความสนใจต่อสิ่งภายนอก และความเปิดรับไอเดียที่สูงกว่า โดยใช้การวัด NEO-PI-R[103]

ส่วนงานศึกษาความแตกต่างระหว่างเพศในประเทศ 55 ประเทศโดยใช้ Big Five Inventory พบว่า หญิงมักจะมี neuroticism ความสนใจต่อสิ่งภายนอก ความยินยอมเห็นใจ และความพิถีพิถันสูงกว่าชายบ้าง โดยความแตกต่างของ neuroticism อยู่ในระดับสูงสุด โดยหญิงมีระดับสูงกว่าชายอย่างสำคัญใน 48 ประเทศ ความแตกต่างระหว่างเพศในลักษณะบุคลิกภาพต่าง ๆ มากที่สุดในวัฒนธรรมที่เจริญ มีสภาวะที่ดี และมีความเท่าเทียมกันทางเพศมากกว่า คำอธิบายที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งก็คือ การกระทำของหญิงในประเทศที่ให้ความสำคัญต่อความเป็นตัวของตัวเองและที่มีความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ อาจเกิดจากบุคลิกภาพส่วนบุคคล มากกว่าจะเป็นลักษณะของหญิงแบบทั่วไปดังในประเทศที่ให้ความสำคัญต่อสังคมและธรรมเนียมประเพณีมากกว่า[103]

ส่วนระดับต่าง ๆ ของความแตกต่างระหว่างเพศโดยทั่วไปมาจากความแตกต่างระหว่างชายในเขตต่าง ๆ ไม่ใช่หญิง ซึ่งก็คือ ชายในประเทศที่พัฒนาแล้วมีระดับ Neuroticism ความสนใจต่อสิ่งภายนอก ความพิถีพิถัน และความยินยอมเห็นใจ ในระดับที่ต่ำกว่าเทียบกับชายในประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า แต่หญิงมีลักษณะบุคลิกภาพที่ไม่ค่อยต่างกันในเขตต่าง ๆ[104]

ผู้เขียนงานนี้คาดว่า ประเทศที่มีระดับพัฒนาการที่ต่ำอาจจะขัดขวางการพัฒนาให้มีความแตกต่างระหว่างเพศ ในขณะที่ประเทศที่มีระดับพัฒนาการสูงอาจจะอำนวยให้มีความแตกต่างระหว่างเพศ (ยกเว้นในประเทศญี่ปุ่นและกรีซ) เพราะว่า ชายอาจจะต้องอาศัยทรัพยากรมากว่าหญิงเพื่อที่จะถึงระดับพัฒนาการที่เป็นไปได้สูงสุด ผู้เขียนอ้างว่า เพราะเหตุแห่งความกดดันทางวิวัฒนาการ ชายมีวิวัฒนาการให้ทำอะไรเสี่ยงมากกว่าและให้แข่งขันเพื่ออำนาจและความเด่นทางสังคม เปรียบเทียบกับหญิงที่มีวิวัฒนาการให้ระมัดระวังมากกว่า และให้ช่วยเหลือดูแลผู้อื่นมากกว่า สังคมนักล่า-เก็บพืชผลโบราณที่เป็นแบบสังคมโดยมากในประวัติศาสตร์มนุษย์ อาจจะมีความเท่าเทียมกันทางเพศในระดับที่สูงกว่าสังคมเกษตรที่ติดตามมา ดังนั้น การเกิดความไม่เท่าเทียมกันอาจจะขัดขวางพัฒนาการความแตกต่างของบุคลิกภาพระหว่างเพศ ที่ได้วิวัฒนาการเกิดขึ้นในสังคมนักล่า-เก็บพืชผลดั้งเดิม เมื่อสังคมปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเท่าเทียมกันมากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง อาจจะเป็นไปได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเพศที่มีแต่กำเนิดจึงไม่ถูกขัดขวางอีกต่อไป และดังนั้นจึงปรากฏอย่างสมบูรณ์กว่า

แต่ให้สังเกตว่า ในปัจจุบัน สมมติฐานนี้ยังไม่ได้การพิสูจน์ และความแตกต่างระหว่างเพศในสังคมปัจจุบันก็ยังไม่ได้เปรียบเทียบกับสังคมนักล่า-เก็บพืชผล[104]

ความแตกต่างในลำดับการเกิด[แก้]

มีนักจิตวิทยาที่อ้างว่า ลูกคนโตพิถีพิถันมากกว่า มีอิทธิพลทางสังคมมากกว่า ยินยอมเห็นใจผู้อื่นน้อยกว่า และเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ น้อยกว่าลูกที่เกิดทีหลัง แต่ว่างานศึกษาขนาดใหญ่ที่ใช้ตัวอย่างสุ่มและการวัดบุคลิกภาพที่แจ้งเองพบว่า ปรากฏการณ์ที่ว่าอ่อนมาก หรือว่าไม่ได้อยู่ในระดับสำคัญ[105][106]

ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม[แก้]

ลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างได้ทดสอบในภาษาและวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น เยอรมัน[107] จีน[108] อินเดีย[109] เป็นต้น[110]

ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยปี 2008 แสดงโครงสร้างของลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างข้ามวัฒนธรรมต่าง ๆ โดยใช้แบบการทดสอบที่เป็นภาษาอังกฤษสากล[111] แต่ว่างานวิจัยปี 2001 แสดงนัยว่า ความเปิดรับประสบการณ์เป็นลักษณะที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนในประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย และบางครั้งจะมีการระบุปัจจัยที่ 5 เป็นต่างหาก[112]

งานวิจัยปี 2005 พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางวัฒนธรรม (ดังที่พบในทฤษฎี Hofstede's cultural dimensions theory) รวมทั้งความเป็นตัวของตัวเอง (Individualism) ความแตกต่างทางอำนาจในสังคม (Power Distance) Masculinity (การทำงานเพื่อตน) และการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน (Uncertainty Avoidance) กับลักษณะใหญ่ 5 อย่างในแต่ละประเทศ[113] ยกตัวอย่างเช่น ระดับที่ประเทศนั้นให้คุณค่ากับความเป็นตัวของตัวเองมีสหสัมพันธ์กับความสนใจต่อสิ่งภายนอก เปรียบเทียบกับคนในวัฒนธรรมที่ยอมรับความมีอำนาจไม่เท่าเทียมกันเป็นช่องว่างใหญ่ที่มักจะพิถีพิถันมากกว่า แม้ว่านี่ยังเป็นประเด็นงานวิจัยที่ยังทำกันอยู่ เหตุผลของความแตกต่างเช่นนี้ก็ยังไม่ชัดเจน[ต้องการอ้างอิง]

การพยายามทำซ้ำผลงานเกี่ยวกับปัจจัยใหญ่ 5 อย่างในประเทศอื่น ๆ โดยใช้คำจากพจนานุกรมของแต่ละที่ ประสบผลสำเร็จในบางประเทศ แต่ไม่ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น คนฮังการีปรากฏว่า ไม่มีปัจจัยอะไร ๆ เกี่ยวกับความยินยอมเห็นใจสักอย่างหนึ่ง[114] แต่ก็มีนักวิจัยกลุ่มอื่นที่พบหลักฐานเกี่ยวกับความยินยอมเห็นใจ แต่ไม่พบหลักฐานสำหรับปัจจัยอื่น ๆ[115]

ความสัมพันธ์ในประเด็นต่าง ๆ[แก้]

ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ[แก้]

ดูบทความหลักที่: ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ

โดยปี 2002 มีงานศึกษาเกินกว่า 50 งานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทฤษฎีนี้กับความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (personality disorder ตัวย่อ PD)[116] และตั้งแต่นั้นมา ก็มีงานวิจัยต่อ ๆ มาที่ขยายประเด็นนี้ แล้วให้หลักฐานเชิงประสบการณ์เพื่อจะเข้าใจความผิดปกติทางบุคคลลิกภาพโดยใช้แบบจำลองนี้[117]

ในงานปริทัศน์ปี 2007 ที่ทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับความผิดปกติทางบุคลิกภาพ นักจิตวิทยาผู้หนึ่งอ้างว่า "แบบจำลองบุคลิกภาพมีปัจจัย 5 อย่างยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า แสดงโครงสร้างระดับสูงของลักษณะบุคลิกภาพทั้งที่ปกติและผิดปกติ"[118] ส่วนงานปี 2008 พบว่าแบบจำลองนี้ สามารถพยากรณ์ความผิดปกติทางบุคลิกภาพทั้ง 10 อย่างได้อย่างสำคัญ และพยากรณ์ได้ดีกว่า Minnesota Multiphasic Personality Inventory (MMPI) ในเรื่องความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (borderline), แบบหลีกเลี่ยง (avoidant), และแบบพึ่งพา (dependent)[119]

ผลงานวิจัยที่ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง FFM กับความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่จัดหมวดหมู่ใน DSM มีทั่วไปอย่างกว้างขวาง ยกตัวอย่างเช่น ในงานวิจัยปี 2003 ชื่อว่า "แบบจำลองมีปัจจัย 5 และวรรณกรรมเชิงประสบการณ์เกี่ยวกับความผิดปกติทางบุคลิกภาพ: งานวิเคราะห์อภิมาน (The five-factor model and personality disorder empirical literature: A meta-analytic review)"[120] ผู้เขียนได้วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยอื่น 15 งานเพื่อกำหนดว่า ความผิดปกติทางบุคลิกภาพต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร โดยสัมพันธ์กับลักษณะบุคลิกภาพที่เป็นมูล เกี่ยวกับความต่าง ผลงานแสดงว่า ความผิดปกติแต่ละอย่างมีโพลไฟล์ FFM โดยเฉพาะ ที่สามารถใช้อธิบายและใช้พยากรณ์ความผิดปกติได้ เพราะว่ามีรูปแบบเป็นกฎเกณฑ์ที่เฉพาะเจาะจง เกี่ยวกับความเหมือนกัน ความสัมพันธ์ที่เด่นที่สุดและสม่ำเสมอของความผิดปกติทางบุคลิกภาพหลายอย่างกับลักษณะบุคลิกภาพ ก็คือ ความสัมพันธ์เชิงบวกกับ neuroticism และความสัมพันธ์เชิงลบกับความยินยอมเห็นใจ (agreeableness)

ความผิดปกติทางจิตสามัญ[แก้]

หลักฐานที่เข้ามาบรรจบกันจากงานศึกษาประเทศต่าง ๆ ได้แบ่งความผิดปกติทางจิตออกเป็น 3 หมวดหมู่ ซึ่งสามัญเป็นพิเศษในประชากรทั่วไป คือ โรคซึมเศร้า (รวมทั้ง Major Depressive Disorder [MDD] และ Dysthymic Disorder)[121] โรควิตกกังวล (รวมทั้ง Generalized Anxiety Disorder [GAD], ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ [PTSD], โรคตื่นตระหนก, โรคกลัวที่ชุมชน, โรคกลัวสิ่งจำเพาะเจาะจง [Specific Phobia], โรคกลัวการเข้าสังคม [Social Phobia])[121] และการใช้สารเสพติด (substance use disorder ตัวย่อ SUD)[122][123]

ความผิดปกติทางจิตสามัญ (common mental disorder, ตัวย่อ CMDs) มีหลักฐานว่าสัมพันธ์กับลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่าง โดยเฉพาะกับ neuroticism มีงานวิจัยมากมายที่พบว่า การมี neuroticism ในระดับสูงเพิ่มความเสี่ยงในการพัฒนาเป็น CMD[124][125]

งานวิเคราะห์อภิมานขนาดใหญ่ (n > 75,000) ที่ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทั้ง 5 กับ CMD พบว่า ความพิถีพิถันระดับต่ำสัมพันธ์กับ CMD ที่ตรวจสอบแต่ละอย่างอย่างมีกำลัง รวมทั้ง MDD, Dysthymic Disorder, GAD, PTSD, โรคตื่นตระหนก, โรคกลัวที่ชุมชน, โรคกลัวการเข้าสังคม, โรคกลัวสิ่งจำเพาะเจาะจง, และ SUD)[126] ซึ่งเข้ากับงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพทางกายที่พบว่า ความพิถีพิถันระดับต่ำเป็นลักษณะบุคลิกภาพที่มีกำลังที่สุดในการพยากรณ์การตาย และมีสหสัมพันธ์ที่มีกำลังกับพฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่ดี[127][128] ส่วนในเรื่องอื่น งานพบว่า CMD ที่ตรวจสอบทั้งหมดสัมพันธ์กับระดับ neuroticism และโดยมากสัมพันธ์กับความสนใจต่อสิ่งภายนอกในระดับต่ำ ส่วน SUD สัมพันธ์ในเชิงผกผันกับความยินยอมเห็นใจ แต่ไม่มีความผิดปกติใด ๆ ที่สัมพันธ์กับความเปิดรับประสบการณ์[126]

แบบจำลองบุคลิกภาพ-จิตพยาธิ[แก้]

มีการเสนอแบบจำลอง 5 อย่างเพื่ออธิบายธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับโรคจิต แต่ว่าก็ยังไม่มีแบบจำลองไหนที่ดีที่สุด และแต่ละแบบก็ล้วนแต่มีหลักฐานเชิงประสบการณ์รองรับ ให้สังเกตว่า แบบจำลองเหล่านี้ไม่ใช่อยู่แยกจากเกินโดยสิ้นเชิง อาจจะมีแบบจำลองเกินกว่าหนึ่งที่ใช้อธิบายบุคคลหนึ่ง ๆ และความผิดปกติทางจิตแต่ละชนิดอาจจะอธิบายได้โดยแบบจำลองที่ไม่เหมือนกัน[129]

  • แบบจำลองโดยเป็นจุดอ่อน/ความเสี่ยง (Vulnerability/Risk Model) ในแบบจำลองนี้ บุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อสมุฏฐานเริ่มต้นของ CMD หลายอย่าง กล่าวอีกอย่างก็คือ ลักษณะบุคลิกภาพที่มีอยู่แล้วเป็นเหตุโดยตรงของพัฒนาการของ CMD หรือเพิ่มผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงที่เป็นเหตุ[126][130][131][132]
  • แบบจำลองโดยเปลี่ยนโรค (Pathoplasty Model) เสนอว่า ลักษณะบุคลิกภาพก่อนป่วยมีผลต่อการแสดงออก การดำเนิน ความรุนแรง และ/หรือการตอบสนองต่อการรักษา ของความผิดปกติทางจิต[126][131][133] ตัวอย่างของความสัมพันธ์เช่นนี้ก็เช่น โอกาสเสี่ยงสูงขึ้นที่จะฆ่าตัวตายสำหรับบุคคลเศร้าซึมที่ยับยั้งชั่งใจได้ต่ำ[131]
  • แบบจำลองโดยมีเหตุสามัญ (Common Cause Model) ในแบบจำลองนี้ ลักษณะบุคลิกภาพสามารถพยากรณ์ CMD ได้เพราะว่า บุคลิกภาพและจิตพยาธิแชร์เหตุทางพันธุกรรมและทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่เหตุผลระหว่างสิ่งสองสิ่งนี้[126][130]
  • Spectrum Model เสนอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพและจิตพยาธิมี ก็เพราะว่า สิ่งสองอย่างนี้เป็นเรื่องเดียวกันหรืออยู่ในสเปกตรัมเดียวกัน และดังนั้น จิตพยาธิจึงเป็นเพียงแค่การแสดงออกของบุคลิกภาพที่สุด ๆ[126][130][131][132] หลักฐานสนับสนุนแบบจำลองนี้เป็นประเด็นเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่ซ้อนเหลื่อมกัน ยกตัวอย่างเช่น facet หลักของ neuroticism ในการวัดแบบ NEO-PI-R ก็คือ ความเศร้าซึม (depression) และความวิตกกังวล (anxiety) และดังนั้น การที่กฎเกณฑ์วินิจฉัยของความเศร้าซึม ความวิตกกังวล และ neuroticism ประเมินสิ่งเดียวกัน ก็จะเพิ่มค่าสหสัมพันธ์ของเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้[132]
  • แบบจำลองโดยเป็นแผลเป็น (Scar Model) เสนอว่า คราวแสดงออก (episode) ของความผิดปกติทางจิตจะสร้าง "แผลเป็น" ต่อบุคลิกภาพของบุคคล เปลี่ยนการทำงานของมันอย่างสำคัญจากสภาพก่อนป่วย[126][130][131][132] ตัวอย่างหนึ่งของปรากฏการณ์แผลเป็นก็คือการลดระดับความเปิดรับประสบการณ์ หลังจากคราวแสดงออกของ PTSD[131]

การศึกษา[แก้]

ความสำเร็จทางการเรียน[แก้]

บุคลิกภาพมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จทางการศึกษา งานศึกษาปี 2011 ในนักศึกษาปริญญาตรี 308 คนที่ได้ทำข้อทดสอบ Five Factor Inventory กับ Inventory of Learning Processes และแจ้ง GPA ของตน แสดงนัยว่า ความพิถีพิถันและความยินยอมเห็นใจ สัมพันธ์กับสไตล์การเรียน 4 อย่างทุกอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไป และ neuroticism สัมพันธ์ในเชิงผกผันกับสไตล์การเรียนทุกอย่าง ส่วนความสนใจต่อสิ่งภายนอกบวกความเปิดรับประสบการณ์ สัมพันธ์กับสไตล์การเรียนบางอย่าง (คือ elaborative processing) ลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่าง สามารถอธิบายความแปรปรวน (variance) 14% ของ GPA ซึ่งแสดงนัยว่า ลักษณะบุคลิกภาพมีผลต่อความสำเร็จทางการศึกษา นอกจากนั้นแล้ว สไตล์การเรียนแบบไตร่ตรอง (คือ synthesis analysis และ elaborative processing ที่จะกล่าวต่อไป) สามารถสื่อความสัมพันธ์ระหว่างความเปิดรับประสบการณ์กับ GPA ซึ่งแสดงว่า ความอยากรู้อยากเห็นเชิงปัญญาจะเพิ่มความสำเร็จในการศึกษา ถ้านักเรียนนักศึกษาสามารถประยุกต์ใช้การประมวลข้อมูลที่ดีในประเด็นการศึกษา[134]

งานวิจัยปี 2012 กับนักศึกษามหาวิทยาลัยสรุปว่า ความหวังซึ่งเชื่อมกับความยินยอมเห็นใจ มีผลบวกต่อสุขภาพจิต บุคคลที่มีสภาพ neuroticism สูงมักจะแสดงความหวังที่น้อยกว่า ซึ่งมีผลลบทางสุขภาพจิต[135] บุคลิกภาพอาจจะยืดหยุ่นได้ในบางคราว และการวัดลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างเมื่อเข้าสู่ระยะบางอย่างในชีวิต อาจจะสามารถพยากรณ์เอกลักษณ์ของบุคคลนั้นเกี่ยวกับการศึกษา (educational identity) ได้ งานวิจัยปี 2012 อีกงานหนึ่งแสดงโอกาสว่า บุคลิกภาพมีผลต่อเอกลักษณ์ทางการศึกษา[136]

สไตล์การศึกษา[แก้]

สไตล์การเรียนรู้ได้คำพรรณนาว่าเป็น "วิธีการที่อยู่ได้นานเกี่ยวกับการคิดและการประมวลข้อมูล"[134] แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานว่าบุคลิกภาพเป็นตัวกำหนดสไตล์การคิด แต่ว่าสไตล์การคิดก็อาจจะสัมพันธ์กับลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่าง[137] แม้ว่าจะไม่มีมติส่วนใหญ่เกี่ยวกับสไตล์การเรียนรู้ แต่ก็มีข้อเสนอหลายอย่าง งานวิจัยปี 1997 (Smeck, Ribicj, and Ramanaih) กำหนดสไตล์การเรียนรู้เป็น 4 อย่าง คือ

  • synthesis analysis (การวิเคราะห์โดยสังเคราะห์)
  • methodical study (การเรียนเป็นระบบ)
  • fact retention (การจำ)
  • elaborative processing (การประมวลแบบขยายเพิ่ม)

เมื่อใช้ทั้ง 4 สไตล์ในการเรียน แต่ละอย่างก็น่าจะทำให้เรียนได้เก่งขึ้น[134] แบบจำลองนี้ยืนยันว่า นักเรียนนักศึกษาจะพัฒนาสไตล์การเรียนเป็นแบบประมวลข้อมูลอย่างตื้น ๆ (agentic/shallow processing) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สอบได้ดี หรือเป็นแบบประมวลข้อมูลอย่างลึกซึ้ง (reflective/deep processing) ผู้ที่ประมวลข้อมูลอย่างลึก บ่อยครั้งพิถีพิถัน เปิดรับความคิด และสนใจสิ่งภายนอกมากกว่า เปรียบเทียบกับผู้ประมวลข้อมูลอย่างตื้น ๆ การประมวลข้อมูลอย่างลึก สัมพันธ์กับวิธีการเรียนที่เหมาะสม (คือเป็นการเรียนอย่างเป็นระบบ) และความสามารถที่ดีกว่าในการวิเคราะห์ข้อมูล (การวิเคราะห์โดยสังเคราะห์และแบบขยายเพิ่ม) เทียบกับผู้ประมวลข้อมูลอย่างตื้น[134] หน้าที่หลักของสไตล์การเรียน 4 อย่างนี้ เป็นดังต่อไปนี้

ชื่อ หน้าที่
Synthesis analysis: ประมวล สร้างหมวดหมู่ และจัดระเบียบข้อมูลเป็นลำดับชั้น นี่เป็นสไตล์การเรียนรู้อย่างเดียวที่แสดงผลที่สำคัญต่อความสำเร็จทางการศึกษา[134]
Methodical study: พฤติกรรมที่เป็นระบบเมื่อทำงานที่ได้รับ เช่นดูหนังสืออย่างสม่ำเสมอ ไม่ผัดผ่อนการเริ่มทำงาน
Fact retention: เพ่งความสนใจไปที่ผลลัพธ์ มากกว่าจะพยายามเข้าใจเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น
Elaborative processing: เชื่อมและประยุกต์ใช้ไอเดียใหม่ ๆ กับความรู้ที่มีอยู่แล้ว

ตามงานวิจัยในปี 2011 ความเปิดรับประสบการณ์สัมพันธ์กับสไตล์การเรียนรู้ เช่น การวิเคราะห์โดยสังเคราะห์และการเรียนเป็นระบบ ที่บ่อยครั้งนำไปสู่ความสำเร็จทางการเรียนและการได้เกรดที่สูงกว่า และเพราะว่า ความพิถีพิถันและความเปิดรับประสบการณ์ เป็นตัวพยากรณ์สไตล์การเรียนทั้ง 4 นี่แสดงนัยว่า บุคคลที่มีลักษณะต่าง ๆ เช่น วินัย ความมุ่งมั่น และความอยากรู้อยากเห็น มีโอกาสสูงกว่าที่จะใช้วิธีการเรียนทั้ง 4 อย่าง[134] ความพิถีพิถันและความยินยอมเห็นใจ สัมพันธ์กับสไตล์การเรียนทั้ง 4 อย่าง เทียบกับ neuroticism ที่สัมพันธ์ในเชิงผกผันกับสไตล์ทั้ง 4 นอกจากนั้นแล้ว ความสนใจต่อสิ่งภายนอกและความเปิดรับประสบการณ์ สัมพันธ์กับการประมวลแบบขยายเพิ่มเท่านั้น และ ความเปิดรับประสบการณ์โดยลำพังมีสหสัมพันธ์กับความสำเร็จการศึกษาที่ดี[134]

นอกจากความเปิดรับประสบการณ์ ลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ทั้ง 5 อย่าง ล้วนแต่ช่วยพยากรณ์เอกลักษณ์ทางการศึกษาของนักเรียนนักศึกษาได้ ผลงานต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มจะเห็นว่า ลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ทั้ง 5 อย่างอาจมีผลต่อแรงจูงใจในการศึกษา ซึ่งก็จะทำให้สามารถพยากรณ์ความสำเร็จทางการศึกษาของนักเรียนนักศึกษาได้[138]

งานวิจัยปี 2012 แสดงนัยว่า ลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างประกอบกับสไตล์การเรียน สามารถช่วยให้พยากรณ์ความต่าง ๆ กันของความสำเร็จทางการศึกษา และแรงจูงใจทางการศึกษาของบุคคล ซึ่งก็จะมีผลต่อความสำเร็จทางการศึกษา[139] นี่อาจจะเป็นเพราะว่าความแตกต่างทางบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล แสดงวิธีการประมวลข้อมูลที่เสถียร ยกตัวอย่างเช่น ความพิถีพิถันปรากฏอย่างสม่ำเสมอโดยเป็นตัวพยากรณ์ของคะแนนที่ได้ในการสอบ โดยมากเพราะว่านักเรียนนักศึกษาที่พิถีพิถัน จะผัดผ่อนการดูหนังสือน้อยกว่า[138] เหตุผลที่ความพิถีพิถันสัมพันธ์กับสไตล์การศึกษาทั้ง 4 ก็เพราะว่า นักศึกษาที่พิถีพิถันจะพัฒนากลยุทธ์การเรียนที่มุ่งมั่น และดูเหมือนจะมีวินัยและความตั้งมั่นเพื่อความสำเร็จมากกว่า

แต่ว่า ในปี 2008 สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Society) ได้ว่าจ้างให้ทำรายงานที่แสดงผลว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่า การประเมินสไตล์การศึกษาควรจะใช้ในระบบการศึกษา สมาคมยังเสนออีกด้วยว่า ยังไม่ได้ค้นพบสไตล์การศึกษาทั้งหมด และอาจจะมีสไตล์อื่นที่มีคุณค่าเพื่อใช้ในระบบการศึกษา[140] ดังนั้น อาจจะเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า หลักฐานที่เชื่อมลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างกับ "สไตล์การเรียนรู้" ว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลจริง ๆ

ความสำเร็จในการงาน[แก้]

มีข้อถกเถียงกันว่า ลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างมีสหสัมพันธ์กับความสำเร็จในการงานหรือไม่

เชื่อกันว่า ลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างเป็นตัวยพยากรณ์การประสบความสำเร็จที่จะมีในอนาคต ความสำเร็จทางการงานรวมความชำนาญในการงาน (job proficiency) ประสิทธิภาพในการฝึกงาน (training proficiency) และข้อมูลบุคลากรอื่น ๆ[141] แต่ว่า งานวิจัยที่แสดงความสามารถในการพยากรณ์เช่นนี้ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนหนึ่งก็เพราะค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (correlation coefficient) ที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพและความสำเร็จในการงาน อยู่ในระดับต่ำ บทความปี 2007[142] ซึ่งมีผู้ร่วมเขียนเป็นบรรณาธิการของวารสารจิตวิทยาทั้งในอดีตหรือในปัจจุบัน 6 ท่าน กล่าวว่า

ปัญหาเกี่ยวกับการทดสอบบุคลิกภาพก็คือ ความสมเหตุสมผลของค่าวัดบุคลิกภาพต่าง ๆ โดยเป็นตัวพยากรณ์ความสำเร็จในงาน บ่อยครั้งต่ำอย่างน่าผิดหวัง ผมรู้สึกว่า การใช้การทดสอบบุคลิกภาพเพื่อจะพยากรณ์ความสำเร็จ ไม่น่าเชื่อถือตั้งแต่ต้น

นักจิตวิทยาทรงอิทธิพลคนหนึ่งได้วิพากษ์วิจารณ์ในทำนองนี้ในปี 1968[143] ซึ่งบทความนั้น ได้ทำให้เกิดวิกฤตกาลเป็นระยะเวลา 2 ทศวรรษในการวัดบุคลิกภาพทางจิตวิทยา แต่ว่า งานต่อ ๆ มาแสดงว่า (1) ค่าสหสมพันธ์ที่นักวิจัยบุคลิกภาพได้ ความจริงอยู่ในระดับที่ดีใช้ได้เมื่อเทียบกับมาตรฐานอื่น ๆ[144] และ (2) ความแม่นยำในการพยากรณ์ที่เพิ่มขึ้นแม้เล็กน้อย ก็ยังมีคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เพราะความสำเร็จที่แตกต่างกันมากของบุคคลที่อยู่ในหน้าที่การงานระดับสูง[145]

มีงานศึกษาที่เชื่อมความช่างคิดช่างประดิษฐ์ของประเทศต่าง ๆ กับความเปิดรับประสบการณ์และความพิถีพิถัน คือบุคคลที่มีลักษณะบุคลิกภาพเหล่านี้ได้แสดงความเป็นผู้นำและเสนอความคิดใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศที่ตนอยู่[146]

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีธุรกิจ องค์การ และผู้สัมภาษณ์ที่ประเมินบุคคลโดยอาศัยลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่าง งานวิจัยแสดงนัยว่า บุคคลที่คนอื่นเห็นว่าเป็นผู้นำ จะแสดงระดับ neuroticism ที่ต่ำกว่า ธำรงระดับความเปิดรับประสบการณ์ (คือสามารถมองเห็นโอกาสความสำเร็จ) ที่สูงกว่า มีระดับความพิถีพิถันในระดับที่สมดุล (คือเป็นคนจัดระเบียบได้ดี) และมีระดับความสนใจต่อสิ่งภายนอกในระดับที่สมดุล (คือเป็นคนสังคมแต่ไม่มากเกินไป)[147] งานวิจัยต่อ ๆ มาแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความหมดไฟในการทำงานกับระดับ neuroticism และระดับความสนใจต่อสิ่งภายนอกกับความรู้สึกบวกเกี่ยวกับงานที่ยั่งยืน[148] ในเรื่องเกี่ยวกับการหาเงิน งานวิจัยแสดงนัยว่า บุคคลที่ยินยอมเห็นใจผู้อื่นมาก (โดยเฉพาะผู้ชาย) ไม่ประสบความสำเร็จในการหาเงินเท่ากับผู้อื่น[149]

ในสัตว์[แก้]

ลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างก็ปรากฏในลิงชิมแปนซีด้วย

มีการประเมินลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างในสัตว์พันธุ์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ ในชุดงานศึกษาหนึ่ง มนุษย์เป็นผู้ให้คะแนนลิงชิมแปนซีโดยใช้แบบคำถามบุคลิกภาพชิมแปนซี (Chimpanzee Personality Questionnaire ตัวย่อ CPQ) ที่วัดปัจจัยคือความสนใจต่อสิ่งภายนอก ความพิถีพิถัน และความยินยอมเห็นใจ โดยมีปัจจัยที่เพิ่มเกี่ยวกับความเป็นใหญ่ (dominance) โดยทำกับลิงเป็นร้อย ๆ ในสวนสัตว์ ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าธรรมชาติ และในแล็บการทดลอง แล้วพบ neuroticism และความเปิดรับประสบการณ์ ในตัวอย่างจากสวนสัตว์เบื้องต้น แต่ไม่พบในตัวอย่างสวนสัตว์ต่อ ๆ มา หรือในที่อื่น ๆ (ซึ่งอาจเป็นเพราะการออกแบบ CPQ)[150] งานทบทวนงานหนึ่งพบว่า ลักษณะ 3 อย่างคือ ความสนใจต่อสิ่งภายนอก neuroticism และความยินยอมเห็นใจ พบอย่างสม่ำเสมอมากที่สุดในสปีชีส์สัตว์ที่ตรวจสอบ ตามด้วยความเปิดรับประสบการณ์ แต่ว่าในบรรดาสัตว์ มีลิงชิมแปนซีเท่านั้นที่แสดงพฤติกรรมพิถีพิถัน[151]

การวัด[แก้]

มีวิธีการวัดลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่างหลายแบบ คือ

  • International Personality Item Pool (IPIP)[152]
  • Revised NEO Personality Inventory (NEO-PI-R)
  • Ten-Item Personality Inventory (TIPI) และ Five Item Personality Inventory (FIPI) เป็นแบบการให้คะแนนที่ย่อมากเพื่อวัดลักษณะทั้ง 5[153]
  • Self-descriptive sentence questionnaires[115]
  • Lexical questionnaires[154]
  • Self-report questionnaires[155]
  • Relative-scored Big 5 measure[156]

การวัดแบบที่ใช้บ่อยที่สุดเป็นรายการประโยคที่สามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลเพิ่ม[115] หรือถ้าเป็นแบบการวัดโดยใช้คำ ก็จะเป็นรายการคำวิเศษณ์[154] เพราะว่าการวัดทั้งสองแบบบางครั้งอาจยาวมาก จึงมีการพัฒนาแบบที่สั้นลงที่ได้ทดสอบความสมเหตุสมผลแล้ว เพื่อใช้ในงานวิจัยประยุกต์ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มีพื้นที่และเวลาในการเก็บข้อมูลน้อย เช่นการวัดโดยใช้รายการ 40 อย่างคือ International English Big-Five Mini-Markers[111] หรือแม้แต่ที่สั้นยิ่งกว่านั้น เช่นการวัดโดยรายการ 10 อย่าง[157] แต่ก็มีงานวิจัยที่แสดงนัยว่า ระเบียบวิธีบางอย่างที่ใช้ในการทดสอบบุคลิกภาพสั้นเกินไปและมีรายละเอียดน้อยเกินไปที่จะประเมินบุคลิกภาพได้จริง ๆ คือโดยปกติแล้ว คำถามที่มากกว่าและละเอียดกว่าจะแสดงบุคลิกภาพได้แม่นยำกว่า[158]

นักวิจัยกลุ่มต่าง ๆ ได้ตรวจสอบทฤษฎี FFM นี้แล้ว[159] แต่ว่า สิ่งที่ค้นพบหลัก ๆ หลายอย่างมาจากหลักฐานที่วัดลักษณะบุคลิกภาพโดยใช้แบบคำถามที่ผู้ร่วมการทดลองแจ้งเอง (self-report) ดังนั้น จึงอาจมีอคติได้ เช่น self-report bias หรือแม้แต่การโกหกซึ่งยากที่จะกำหนดหรือแก้ได้[155] และมีการอ้างว่า แบบทดสอบไม่สามารถสร้างโพลไฟล์บุคลิกภาพที่แม่นยำได้จริง ๆ เพราะว่า คำตอบที่ได้ไม่จริงในทุกกรณี ยกตัวอย่างเช่น ผู้สมัครงานอาจจะเลือกตอบคำถามทำให้ตนดูดีที่สุด[160] ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเป็นพิเศษเมื่อพิจารณาว่า ทำไมคะแนนจึงต่างกันระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่มบุคคล คือความต่างของคะแนนอาจจะแสดงความต่างของบุคลิกภาพจริง ๆ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่ทำขึ้น (artifact) เนื่องจากวิธีการตอบคำถาม

งานวิจัยแสดงนัยว่า การวัดโดยเปรียบเทียบที่ผู้ตอบต้องเลือกระหว่างรายการแสดงบุคลิกภาพที่น่าชอบใจพอ ๆ กัน โดยเลือกแบบซ้ำ ๆ อาจจะเป็นวิธีการวัดทางเลือกเพื่อที่จะประเมินลักษณะบุคลิกภาพได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อาจมีการโกหกหรือมีอคติ[156] เมื่อเปรียบเทียบกับการวัดบุคลิกภาพธรรมดาในการพยากรณ์ GPA และความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้สถานการณ์ปกติและภายใต้สถานการณ์ที่มีอคติ การวัดโดยเปรียบเทียบสามารถพยากรณ์ผลที่สืบหาได้อย่างสำคัญและสม่ำเสมอภายใต้สถานการณ์ทั้งสอง แต่ว่า แบบคำถามธรรมดาที่ใช้เพื่อเปรียบเทียบ (Likert questionnaire) สูญเสียความสามารถการพยากรณ์ภายใต้สถานการณ์ที่มีอคติ ดังนั้น การวัดโดยเปรียบเทียบได้รับอิทธิพลจากคำตอบที่มีอคติ น้อยกว่าการวัดบุคลิกภาพแบบธรรมดา

งานศึกษาปี 2013 วิเคราะห์คำ วลี และหัวข้อ 700 รายการที่รวบรวมมาจากข้อความในเฟซบุ๊กของอาสาสมัคร 75,000 คน ผู้ที่ทำแบบทดสอบบุคลิกภาพด้วย แล้วพบการใช้ภาษาที่ต่างกันอย่างน่าสนใจโดยเปรียบเทียบกับบุคลิกภาพ เพศ และอายุ[161] งานวิจัยนี้ ต่างจากนักวิจัยพวกอื่น ๆ ตรงที่ว่า ได้ใช้ข้อมูลที่ไม่ได้เก็บโดยเฉพาะเพื่อกำหนดบุคลิกภาพ[ต้องการอ้างอิง]

ข้อวิพากษ์วิจารณ์[แก้]

ทฤษฎีนี้ได้มีการตรวจสอบที่แสดงผลไม่ลงรอยกับทฤษฎี[162][163][164][165][166][167][168] และที่สนับสนุน[169]

มีนักวิชาการที่อ้างว่า มีข้อจำกัดในการใช้แบบจำลองเพื่อเป็นคำอธิบายหรือเพื่อการพยากรณ์[170] และว่า สิ่งที่วัดในทฤษฎีนี้ อธิบายเพียงแค่ 56% ของบุคลิกภาพปกติเพียงเท่านั้น โดยยังไม่ได้นับบุคลิกภาพที่ผิดปกติ[62] นอกจากนั้น รายการลักษณะทั้ง 5 แบบสถิต[171] เป็นสิ่งที่ไม่ได้มาจากทฤษฎี แต่ได้มาจากการตรวจสอบข้อมูลของอะไรบางอย่างที่มักจะเกิดขึ้นร่วมกัน และบ่อยครั้งได้จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีวิธีการไม่ค่อยสมบูรณ์[62]

ค่าลักษณะทั้ง 5 ดูจะสม่ำเสมอเมื่อวัดโดยการสัมภาษณ์ การแจ้งเอง และการสังเกต และลักษณะทั้ง 5 ก็ดูเหมือนจะมีในผู้ร่วมการทดลองต่าง ๆ กันเป็นจำนวนมากแม้ข้ามอายุและวัฒนธรรม[172] แต่ว่า ถึงแม้ว่ามนุษย์อาจจะมีลักษณะพื้นอารมณ์แต่กำเนิดตามจีโนไทป์ที่เหมือนกันข้ามวัฒนธรรมต่าง ๆ แต่ว่าการแสดงออกแบบฟีโนไทป์ของลักษณะบุคลิกภาพก็แตกต่างกันอย่างลึกซึ้งข้ามวัฒนธรรมต่าง ๆ โดยเป็นฟังก์ชันของการปรับสภาวะทางสังคม-วัฒนธรรม (socio-cultural conditioning) และของการเรียนรู้โดยประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัฒนธรรมต่าง ๆ[173]

พิสัยที่จำกัด[แก้]

ข้อวิพากษ์วิจารณ์สามัญอย่างหนึ่งก็คือว่าแบบจำลองนี้ไม่ได้อธิบายบุคลิกภาพมนุษย์ทั้งหมด นักจิตวิทยาบางพวกไม่เห็นด้วยกับแบบจำลองเพราะรู้สึกว่าแบบจำลองละเลยด้านอื่น ๆ ของบุคลิกภาพ เช่นความเคร่งศาสนา (religiosity) ความเจ้าเล่ห์ (machiavellianism) ความซื่อสัตย์ ความเซ็กซี่/ความมีเสน่ห์ ความประหยัด ความอนุรักษนิยม ความเป็นชาย/ความเป็นหญิง อติมานะ (egotism) ความมีอารมณ์ขัน และความชอบเสี่ยงชอบตื่นเต้น[174][175] นักจิตวิทยาท่านหนึ่งเรียกลักษณะใหญ่ 5 นี้ว่า "จิตสภาพของคนแปลกหน้า" เพราะว่า หมายถึงลักษณะที่ค่อนข้างจะสังเกตได้ง่ายในคนแปลกหน้า ส่วนด้านอื่น ๆ ของบุคลิกภาพที่ไม่ค่อยแสดง หรือว่าขึ้นอยู่กับบริบทมากกว่า ไม่ได้รวมอยู่ในแบบจำลองนี้[176]

งานศึกษาหลายงานพบว่า ปัจจัยทั้ง 5 ไม่ได้เป็นอิสระ (orthogonal) จากกันและกัน[177][178] และนักวิจัยบางคนมองว่า ความเป็นอิสระ (orthogonality) เป็นเรื่องที่พึงปรารถนาเพราะว่ามันลดความซ้ำซ้อนกันระหว่างมิติต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับต่ำสุด ซึ่งสำคัญโดยเฉพาะเมื่อจุดหมายการศึกษาก็เพื่อที่จะอธิบายบุคลิกภาพด้วยตัวแปรที่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้

ปัญหาทางระเบียบวิธี[แก้]

การวิเคราะห์ปัจจัย (factor analysis) ซึ่งเป็นวิธีทางสถิติที่ใช้เพื่อกำหนดโครงสร้างของตัวแปรที่สังเกตเห็น ไม่มีวิธีที่ยอมรับกันโดยทั่วไปเพื่อเลือกผลลัพธ์ที่ได้ผลใดผลหนึ่งโดยเฉพาะในบรรดาผลเฉลยที่มีปัจจัยจำนวนต่าง ๆ กัน[179] การเลือกผลเฉลยที่มีปัจจัย 5 ขึ้นอยู่กับการตีความของผู้วิเคราะห์ในระดับหนึ่ง และความจริงอาจจะมีปัจจัยเป็นจำนวนมากที่เป็นมูลฐานของปัจจัย 5 เหล่านี้ ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงกันว่ามีปัจจัย "จริง" เท่าไรกันแน่ ส่วนผู้สนับสนุทฤษฎีตอบว่า แม้ว่าผลเฉลยอื่น ๆ อาจจะเป็นไปได้ในชุดข้อมูลหนึ่ง ๆ แต่ว่า ผลเฉลยมีปัจจัย 5 เป็นโครงสร้างที่เข้ากับข้อมูลในงานศึกษาต่าง ๆ ที่มี[180]

สถานะของทฤษฎี[แก้]

ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ของแบบจำลองนี้ก็คือ มันไม่ได้มีมูลฐานจากทฤษฎีพื้นฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นเพียงการค้นพบเชิงประสบการณ์ที่ปัจจัยอะไรบางอย่างเกิดรวมกันเป็นกลุ่มเมื่อวิเคราะห์โดยปัจจัย[179] แม้ว่านี่จะไม่ได้หมายความว่า ปัจจัย 5 อย่างเหล่านี้ไม่มี แต่ว่า เหตุที่เป็นมูลของปัจจัยยังไม่ชัดเจน

ศ. นักจิตวิทยาบุคลิกภาพที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งได้พิมพ์หนังสือในปี 2010 ก่อนจะเสียชีวิตที่แสดงทัศนวิสัยชั่วชีวิตของเขาเกี่ยวกับแบบจำลองนี้[181] เขาย่อสาระคำวิพากษ์วิจารณ์ของเขาต่อแบบจำลองเป็นประเด็นเหล่านี้ คือ

  • ปัจจัยทั้ง 5 ไม่มีพื้นฐานทางทฤษฎี (atheoretical nature)
  • มีการวัดที่ไม่ชัดเจน (cloudy measurement)
  • ไม่เหมาะสมเพื่อใช้ศึกษาวัยเด็กระยะต้น
  • ใช้การวิเคราะห์ปัจจัย (factor analysis) เป็นวิธีเดียวเพื่อกำหนดบุคลิกภาพ
  • เป็นความเข้าใจที่ยังไม่มีมติร่วมกัน
  • มีงานศึกษาอื่นที่ไม่ได้การยอมรับแต่เป็นจริง ที่กำหนดลักษณะบุคลิกภาพอื่น ๆ ที่ไม่รวมอยู่ในปัจจัยทั้ง 5

เขาเสนอว่า ปัจจัยจำนวนมากกว่าในลำดับชั้นเหนือกว่าลักษณะบุคลิกภาพใหญ่ 5 อย่าง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ได้พบซ้ำ ๆ ในงานวิจัย มีโอกาสที่จะให้ความเข้าใจทางชีวภาพที่ลึกซึ้งกว่า ในเรื่องแหล่งกำเนิดและอิทธิพลของปัจจัยเหนือชั้นเหล่านั้น

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. "personality", ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑ ฉบับ ๒๕๔๕, บุคลิกภาพ (ปรัชญา)
  2. สอ เสถบุตร, "trait", ThaiSoftware Dictionary v 6.0 (New Model English-Thai Dictionary), สันดาน,ลักษณะ
  3. Goldberg, L. R. (1993). "The structure of phenotypic personality traits". American Psychologist. 48: 26–34. doi:10.1037/0003-066x.48.1.26.
  4. Costa, PT Jr.; McCrae, RR (1992). Revised NEO Personality Inventory (NEO-PI-R) and NEO Five-Factor Inventory (NEO-FFI) manual. Odessa, FL: Psychological Assessment Resources.
  5. Matthews, Gerald; Deary, Ian J.; Whiteman, Martha C. (2003). Personality Traits (PDF) (2nd ed.). Cambridge University Press. ISBN 9780521831079.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 Toegel, G; Barsoux, JL (2012). "How to become a better leader". MIT Sloan Management Review. 53 (3): 51–60.
  7. Digman, J.M. (1990). "Personality structure: Emergence of the five-factor model". Annual Review of Psychology. 41: 417–440. doi:10.1146/annurev.ps.41.020190.002221.
  8. 8.0 8.1 Shrout, Patrick E; Fiske, Susan T (1995). Personality research, methods, and theory. Psychology Press.
  9. Allport, G. W.; Odbert, H. S. (1936). "Trait names: A psycholexical study". Psychological Monographs. 47: 211. doi:10.1037/h0093360.
  10. 10.0 10.1 10.2 Cattell, R. B.; Marshall, MB; Georgiades, S (1957). "Personality and motivation: Structure and measurement". Journal of Personality Disorders. 19 (1): 53–67. doi:10.1521/pedi.19.1.53.62180. PMID 15899720.
  11. 11.0 11.1 11.2 Tupes, EC; Christal, RE (1961). "Recurrent personality factors based on trait ratings". USAF ASD Tech. Rep. No. 61-97. Lackland Airforce Base, TX: U. S. Air Force.
  12. 12.0 12.1 Norman, W. T. (1963). "Toward an adequate taxonomy of personality attributes: Replicated factor structure in peer nomination personality ratings". Journal of Abnormal and Social Psychology. 66 (6): 574–583. doi:10.1037/h0040291. PMID 13938947.
  13. Poropat, A. E. (2009). "A meta-analysis of the five-factor model of personality and academic performance". Psychological Bulletin. 135: 322–338. doi:10.1037/a0014996.
  14. Goldberg, L. R. (1993). "The structure of phenotypic personality traits". American Psychologist. 48 (1): 26–34. doi:10.1037/0003-066X.48.1.26. PMID 8427480.
  15. O'Connor, Brian (2002). "A Quantitative Review of the Comprehensiveness of the Five-Factor Model in Relation to Popular Personality Inventories". Assessment. 9 (2): 188–203. doi:10.1177/1073191102092010. PMID 12066834.
  16. Goldberg, L.R. Spielberger, CD; Butcher, JN, eds. From Ace to Zombie: Some explorations in the language of personality. Advances in personality assessment. 1. Hillsdale, NJ: Erlbaum.
  17. Norman, W.T.; Goldberg, L.R. (1966). "Raters, ratees, and randomness in personality structure". Journal of Personality and Social Psychology. 4 (6): 681–691. doi:10.1037/h0024002.
  18. Peabody, D.; Goldberg, L.R. (1989). "Some determinants of factor structures from personality-trait descriptors". Journal of Personality and Social Psychology. 57 (3): 552–567. doi:10.1037/0022-3514.57.3.552. PMID 2778639.
  19. Saucier, G; Goldberg, LR (1996). Wiggins, JS, eds. The language of personality: Lexical perspectives on the five-factor model. The language of personality: Lexical perspectives on the five-factor model. New York: Guilford.
  20. Digman, J.M. (1989). "Five robust trait dimensions: Development, stability, and utility". Journal of Personality. 57 (2): 195–214. doi:10.1111/j.1467-6494.1989.tb00480.x. PMID 2671337.
  21. Karson, S; O’Dell, JW (1976). A guide to the clinical use of the 16PF. Champaign, IL: Institute for Personality & Ability Testing.
  22. Krug, S.E.; Johns, E.F. (1986). "A large scale cross-validation of second-order personality structure defined by the 16PF". Psychological Reports. 59 (2): 683–693. doi:10.2466/pr0.1986.59.2.683.
  23. Cattell, HEP; Mead, AD (2007). Boyle, GJ; Matthews, G; Saklofske, DH, eds. The 16 Personality Factor Questionnaire (16PF). Handbook of personality theory and testing: Vol. 2: Personality measurement and assessment. London: Sage.
  24. Costa, P.T.; Jr, RR; McCrae, R.R. (1976). "Age differences in personality structure: A cluster analytic approach". Journal of Gerontology. 31 (5): 564–570. doi:10.1093/geronj/31.5.564. PMID 950450.
  25. Costa, PT Jr.; McCrae, RR (1985). The NEO Personality Inventory manual. Odessa, FL: Psychological Assessment Resources.
  26. 26.0 26.1 McCrae, R.R.; Costa, P.T.; Jr (1987). "Validation of the five-factor model of personality across instruments and observers". Journal of Personality and Social Psychology. 52 (1): 81–90. doi:10.1037/0022-3514.52.1.81. PMID 3820081.
  27. McCrae, R.R.; John, O.P. (1992). "An introduction to the five-factor model and its applications". Journal of Personality. 60 (2): 175–215. doi:10.1111/j.1467-6494.1992.tb00970.x. PMID 1635039.
  28. 28.0 28.1 28.2 28.3 28.4 "A scientific collaboration for the development of advanced measures of personality traits and other individual differences". International Personality Item Pool. 2001.
  29. Carnivez, GL; Allen, TJ. "onvergent and factorial validity of the 16PF and the NEO-PI-R". Paper presented at the annual convention of the American Psychological Association, Washington, D.C.
  30. Conn, S; Rieke, M (1994). The 16PF Fifth Edition technical manual. Champaign, IL: Institute for Personality & Ability Testing.
  31. Cattell, H.E. (1996). "The original big five: A historical perspective". European Review of Applied Psychology. 46: 5–14.
  32. Grucza, R.A.; Goldberg, L.R. (2007). "The comparative validity of 11 modern personality inventories: Predictions of behavioral acts, informant reports, and clinical indicators". Journal of Personality Assessment. 89 (2): 167–187. doi:10.1080/00223890701468568. PMID 17764394.
  33. Mershon, B.; Gorsuch, R.L. (1988). "Number of factors in the personality sphere: does increase in factors increase predictability of real-life criteria?". Journal of Personality and Social Psychology. 55 (4): 675–680. doi:10.1037/0022-3514.55.4.675.
  34. Paunonen, S.V.; Ashton, M.S. (2001). "Big Five factors and facets and the prediction of behavior". Journal of Personality & Social Psychology. 81 (3): 524–539. doi:10.1037/0022-3514.81.3.524.
  35. 35.0 35.1 DeYoung, C. G.; Quilty, L. C.; Peterson, J. B. (2007). "Between facets and domain: 10 aspects of the Big Five". J. Pers. Soc. Psychol. 93: 880–896.
  36. Boileau, S.N. (2008). Openness to Experience, Agreeableness, and Gay Male Intimate Partner Preference Across Racial Lines. Ann Arbor, MI: ProQuest LLC.
  37. Costa, PT; McCrae, RR (1992). Neo PI-R professional manual. Odessa, FL: Psychological.
  38. "Research Reports on Science from Michigan State University Provide New Insights". Science Letter. Gale Student Resource in Context. สืบค้นเมื่อ 2012-04-04.
  39. Laney, Marti Olsen (2002). The Introvert Advantage. Canada: Thomas Allen & Son Limited. pp. 28, 35. ISBN 0-7611-2369-5.
  40. "An Examination of the Impact of Selected Personality Traits on the Innovative Behaviour of Entrepreneurs in Nigeria". cscanada. Canadian Research & Development Center of Sciences and Cultures. สืบค้นเมื่อ 2012-11-14.
  41. 41.0 41.1 Rothmann, S; Coetzer, E. P. (2003-10-24). "The big five personality dimensions and job performance". SA Journal of Industrial Psychology. 29. doi:10.4102/sajip.v29i1.88. สืบค้นเมื่อ 2013-06-27.
  42. ""Daisy, daisy, give me your answer do!" switching off a robot". Bartneck, C; Van der Hoek, M; Mubin, O; Al Mahmud, A. Dept. of Ind. Design, Eindhoven Univ. of Technol., Eindhoven, Netherlands. สืบค้นเมื่อ 2013-02-06.
  43. Judge, TA.; Bono, JE (2000). "Five-factor model of personality and transformational leadership". Journal of Applied Psychology. 85 (5): 751–765. doi:10.1037/0021-9010.85.5.751. PMID 11055147.
  44. Lim, B.; Ployhart, R. E. (2004). "Transformational leadership: Relations to the five-factor model and team performance in typical and maximum contexts". Journal of Applied Psychology. 89 (4): 610–621. doi:10.1037/0021-9010.89.4.610. PMID 15327348.
  45. 45.0 45.1 45.2 Jeronimus, B.F.; Riese, H.; Sanderman, R.; Ormel, J. (2014). "Mutual Reinforcement Between Neuroticism and Life Experiences: A Five-Wave, 16-Year Study to Test Reciprocal Causation". Journal of Personality and Social Psychology. 107 (4): 751–64. doi:10.1037/a0037009. (Subscription required (help)).
  46. 46.0 46.1 Norris, C. J.; Larsen, J. T.; Cacioppo, J. T. (2007). "Neuroticism is associated with larger and more prolonged electrodermal responses to emotionally evocative pictures" (PDF). Psychophysiology. 44 (5): 823–826. doi:10.1111/j.1469-8986.2007.00551.x. PMID 17596178.
  47. Fiske, ST; Gilbert, DT; Lindzey, G (2009). Handbook of Social Psychology. Hoboken, NJ: Wiley.
  48. "Neuroticism Modifies Psychophysiological Responses to Fearful Films". PLOS ONE. 7 (3): e32413. 2012. doi:10.1371/journal.pone.0032413.
  49. "Neuroticism". 5 (2). 2008: 486–487.
  50. 50.0 50.1 Jeronimus, BF; Ormel, J; Aleman, A; Penninx, BWJH; Riese, H (2013). "Negative and positive life events are associated with small but lasting change in neuroticism". Psychological Medicine. 43 (11): 2403–15. doi:10.1017/s0033291713000159. (Subscription required (help)).
  51. Dolan, SL. Stress, Self-Esteem, Health and Work. p. 76.
  52. Strack, S. (2006). Differentiating Normal and Abnormal Personality: Second Edition. New York, NY: Springer Publishing Company.
  53. Allport, G.W; Odbert, H. S (1936). "Trait names: A psycholexical study". Psychological Monographs. 47: 211.
  54. Boyle, G. J. (1983). "Effects on academic learning of manipulating emotional states and motivational dynamics". British Journal of Educational Psychology. 53: 347–357. doi:10.1111/j.2044-8279.1983.tb02567.x.
  55. Epstein, S; O'Brien, EJ (1985). "The person-situation debate in historical and current perspective". Psychological Bulletin. 98 (3): 513–537. doi:10.1037/0033-2909.98.3.513.
  56. Kenrick, DT; Funder, DC (1988). "Profiting from controversy: Lessons from the person-situation debate". American Psychologist. 43 (1): 23–34. doi:10.1037/0003-066x.43.1.23.
  57. Lucas, Richard E.; Donnellan, M. Brent (2009). "If the person-situation debate is really over, why does it still generate so much negative affect?". Journal of Research in Personality. 43 (3): 146–149. doi:10.1016/j.jrp.2009.02.009.
  58. Eysenck, M. W.; Eysenck, H. J. (1980). "Mischel and the concept of personality". British Journal of Psychology. 71 (2): 191–204. doi:10.1111/j.2044-8295.1980.tb01737.x.
  59. แม่แบบ:Cite bok
  60. Goldberg, L. R. (1980, May). Some ruminations about the structure of individual differences: Developing a common lexicon for the major characteristics of human personality. Symposium presentation at the meeting of the Western Psychological Association, Honolulu, HI.
  61. SHL, SHL (1984). "OPQ Manual".
  62. 62.0 62.1 62.2 Boyle, GJ; Stankov, L; Cattell, RB (1995). Saklofske, DH; Zeidner, M, eds. Measurement and statistical models in the study of personality and intelligence. International Handbook of Personality and Intelligence. pp. 431–433.
  63. Jang, K.; Livesley, W. J.; Vemon, P. A. (1996). "Heritability of the Big Five Personality Dimensions and Their Facets: A Twin Study". Journal of Personality. 64 (3): 577–591. doi:10.1111/j.1467-6494.1996.tb00522.x. PMID 8776880.
  64. Bouchard, Thomas J.; McGue, Matt (2003). "Genetic and environmental influences on human psychological differences". Journal of Neurobiology. 54 (1): 4–45. doi:10.1002/neu.10160. PMID 12486697.
  65. 65.00 65.01 65.02 65.03 65.04 65.05 65.06 65.07 65.08 65.09 65.10 Markley, P. M.; Markey, C. N.; Tinsley, B. J. (2004). "Children's behavioral manifestations of the five-factor model of personality". Personality and Social Psychology Bulletin. 30 (4): 423–432. doi:10.1177/0146167203261886.
  66. 66.0 66.1 66.2 66.3 66.4 66.5 66.6 66.7 Rothbart, M. K.; Ahadi, S. A.; Evans, D. E. (2000). "Children's behavioral manifestations of the five-factor model of personality". Journal of Personality and Social Psychology. 78 (1): 122–135. doi:10.1037/0022-3514.78.1.122.
  67. 67.00 67.01 67.02 67.03 67.04 67.05 67.06 67.07 67.08 67.09 67.10 67.11 67.12 67.13 67.14 67.15 67.16 67.17 67.18 67.19 67.20 Shiner, R.; Caspi, A. (2003). "Personality differences in childhood and adolescence: Measurement, development, and consequences". Journal of Child Psychology and Psychiatry. 44 (1): 2–32. doi:10.1111/1469-7610.00101. PMID 12553411.
  68. Lewis, M (2001). "Issues in the study of personality development". Psychological Inquiry. 12: 67–83. doi:10.1207/s15327965pli1202_02.
  69. McCrae, R.R.; Costa, P.T.; Ostendorf, F.; Angleitner, A.; Hrebickova, M.; Avia, M.D.; Sanz, J.; Sanchez- Bernardos, M.L. (2000). "Nature over nurture: Tem- perament, personality, and life span development". Journal of Personality and Social Psychology. 78: 173–186. doi:10.1037/0022-3514.78.1.173. PMID 10653513.
  70. 70.0 70.1 Goldberg, L.R. (2001). "Analyses of Digman's child- personality data: Derivation of Big Five Factor Scores from each of six samples". Journal of Personality. 69: 709–743. doi:10.1111/1467-6494.695161.
  71. Mervielde, I; De Fruyt, F (1999). Mervielde, I; Deary, I; De Fruyt, F; Ostendorf, F, eds. Construction of the Hierarchical Personality Inventory for Children (Hi- PIC). Personality psychology in Europe: Proceedings of the Eighth European Conference on Personality. Tilburg University Press. pp. 107–127.
  72. Resing, W.C.M.; Bleichrodt, N.; Dekker, P.H. (1999). "Measuring personality traits in the classroom". European Journal of Personality. 13: 493–509. doi:10.1002/(sici)1099-0984(199911/12)13:6<493::aid-per355>3.0.co;2-v.
  73. Markey, P. M.; Markey, C. N.; Ericksen, A. J.; Tinsley, B. J. (2002). "A preliminary validation of preadolescents' self-reports using the Five-Factor Model of personality". Journal of Research in Personality. 36 (2): 173–181. doi:10.1006/jrpe.2001.2341.
  74. Scholte, R.H.J.; van Aken, M.A.G.; van Lieshout, C.F.M. (1997). "Adolescent personality factors in self- ratings and peer nominations and their prediction of peer acceptance and peer rejection". Journal of Personality Assessment. 69: 534–554. doi:10.1207/s15327752jpa6903_8.
  75. van Lieshout, CFM; Haselager, GJT (1994). Halverson, CF Jr; Kohnstamm, GA; Martin, RP, eds. The Big Five personality factors in Q-sort descriptions of children and adolescents. The developing structure of temperament and personality from infancy to adulthood. Hillsdale NJ: Erlbaum. pp. 293–318.
  76. 76.0 76.1 76.2 Halverson, CF; Kohnstamm, GA; Martin, RP, eds. (1994). The developing structure of temperament and personality from infancy to adulthood. Hillsdale, NJ: Erlbaum. Missing or empty |title= (help)
  77. 77.0 77.1 77.2 Kohnstamm, GA; Halverson, CF; Mervielde, I; Avilla, V (1998). Parental descriptions of child personality: Developmental antecedents of the Big Five?. Mahwah, NJ: Erlbaum.
  78. Mervielde, I; De Fruyt, F; Jarmuz, S (1998). Kohnstamm, GA; Halverson, CF; Mervielde, I; Havill, VL, eds. Linking openness and intellect in childhood and adulthood. Parental descriptions of child personality: Developmental antecedents of the Big Five?. Mahway, NJ: Erlbaum. pp. 105–126.
  79. John, OP; Srivastava, S (1999). http://pages.uoregon.edu/sanjay/pubs/bigfive.pdf |chapter-url= missing title (help) (PDF). In Pervin, LA; John, OP. The Big-Five trait taxonomy: history, measurement, and theoretical perspectives. Handbook of personality: Theory and research (PDF)|format= requires |url= (help). 2. New York: Guilford Press. pp. 102–138.
  80. Lemery, K.S.; Goldsmith, H.H.; Klinnert, M.D.; Mrazek, D.A. (1999). "Developmental models of infant and childhood temperament". Developmental Psychology. 35: 189–204. doi:10.1037/0012-1649.35.1.189.
  81. Rothbart, M.K.; Ahadi, S.A.; Hershey, K.L.; Fisher, P. (2001). "Investigations of temperament at three to seven years: The Children's Behavior Questionnaire". Child Development. 72: 1394–1408. doi:10.1111/1467-8624.00355.
  82. John, O.P.; Caspi, A.; Robins, R.W.; Moffitt, T.E.; Stouthamer-Loeber, M. (1994). "The 'Little Five': Exploring the five-factor model of personality in adolescent boys". Child Development. 65: 160–178. doi:10.2307/1131373.
  83. Eaton, WO (1994). Halverson, CF; Kohnstamm, GA; Martin, RP, eds. Temperament, development, and the Five-Factor Model: Lessons from activity level. The developing structure of temperament and personality from infancy to adulthood. Hillsdale, NJ: Erlbaum. pp. 173–187.
  84. Hawley, P.H. (1999). "The ontogenesis of social domin- ance: A strategy-based evolutionary perspective". Developmental Review. 19: 97–132. doi:10.1006/drev.1998.0470.
  85. Hawley, P.H.; Little, T.D. (1999). "On winning some and losing some: A social relations approach to social dominance in toddlers". Merrill Palmer Quarterly. 45: 185–214.
  86. Sherif, M; Harvey, O; White, BJ; Hood, WR; Sherif, C (1961). Intergroup conflict and cooperation: The robbers’ cave experiment. Norman, OK: University of Oklahoma Press.
  87. Keating, C.F.; Heltman, K.R. (1994). "Dominance and deception in children and adults: Are leaders the best misleaders?". Personality and Social Psychology Bulletin. 20: 312–321. doi:10.1177/0146167294203009.
  88. Asendorpf, J.B. (1990). "Development of inhibition during childhood: Evidence for situational specificity and a two-factor model". Developmental Psychology. 26: 721–730. doi:10.1037/0012-1649.26.5.721.
  89. Asendorpf, J.B.; Meier, G.H. (1993). "Personality effects on children's speech in everyday life: Sociability-mediated exposure and shyness-mediated re- activity to social situations". Journal of Personality and Social Psychology. 64: 1072–1083. doi:10.1037/0022-3514.64.6.1072.
  90. Harrist, A.W.; Zaia, A.F.; Bates, J.E.; Dodge, K.A.; Pettit, G.S. (1997). "Subtypes of social withdrawal in early childhood: Sociometric status and social-cognitive differences across four years". Child Development. 68: 278–294. doi:10.2307/1131850.
  91. Mathiesen, K.S.; Tambe, K. (1999). "The EAS Temperament Questionnaire - Factor structure, age trends, reliability, and stability in a Norwegian sample". Journal of Child Psychology and Psychiatry. 40: 431–439. doi:10.1111/1469-7610.00460.
  92. McCrae, RR; Costa, PT (1990). Personality in adulthood. New York: The Guildford Press.
  93. Cobb-Clark, D. A.; Schurer, S. (2012). "The stability of big-five personality traits". Economics Letters. 115 (2): 11–15. doi:10.1016/2011.11.015.
  94. Srivastava, S.; John, O. P.; Gosling, S. D.; Potter, J. (2003). "Development of personality in early and middle adulthood: Set like plaster or persistent change?". Journal of Personality and Social Psychology. 84 (5): 1041–1053. doi:10.1037/0022-3514.84.5.1041. PMID 12757147.
  95. Soto, C. J.; Gosling, Potter (2011-02). "Age differences in personality traits from 10 to 65: Big Five domains and facets in a large cross-sectional sample". Journal of Personality and Social Psychology. 100 (2): 300–348. doi:10.1037/a0021717. PMID 21171787. Check date values in: |date= (help)
  96. Roberts, B. W.; Mroczek, D. (2008). "Personality Trait Change in Adulthood". Current Directions in Psychological Science. 17 (1): 31–35. doi:10.1111/j.1467-8721.2008.00543.x. PMC 2743415. PMID 19756219.
  97. Fleeson, W. (2001). "Towards a structure- and process-integrated view of personality: Traits as density distributions of states". Journal of Personality and Social Psychology. 80: 1011–1027. doi:10.1037/0022-3514.80.6.1011.
  98. Mõttus, René; Johnson, Wendy; Starr, John M.; Dearya, Ian J. (2012-06). "Correlates of personality trait levels and their changes in very old age: The Lothian Birth Cohort 1921". Journal of Research in Personality. 46 (3): 271–8. doi:10.1016/j.jrp.2012.02.004. Check date values in: |date= (help)
  99. Cobb-Clark, Deborah A.; Schurer, Stefanie (2012-04). "The stability of big-five personality traits". Economics Letters. 115 (1): 11–5. doi:10.1016/j.econlet.2011.11.015. Check date values in: |date= (help)
  100. "A longitudinal study of the relationship between personality traits and the annual rate of volume changes in regional gray matter in healthy adults". Hum Brain Mapp. 34 (12): 3347–53. 2013-12. doi:10.1002/hbm.22145. PMID 22807062. Check date values in: |date= (help)
  101. DeYoung, CG; Hirsh, JB; Shane, MS; Papademetris, X; Rajeevan, N; Gray, JR (2010). "Testing predictions from personality neuroscience". Psychological Science. 21 (6): 820–828. doi:10.1177/0956797610370159. PMC 3049165. PMID 20435951.Full Article PDF (357 KB)
  102. Cavallera, G.; Passerini, A.; Pepe, A. (2013). "Personality and gender in swimmers in indoor practice at leisure level". Social Behaviour and Personality. 41 (4): 693–704. doi:10.2224/2013414693.
  103. 103.0 103.1 Costa, P.T. Jr.; Terracciano, A.; McCrae, R.R. (2001). "Gender Differences in Personality Traits Across Cultures: Robust and Surprising Findings". Journal of Personality and Social Psychology. 81 (2): 322–331. doi:10.1037/0022-3514.81.2.322. PMID 11519935.
  104. 104.0 104.1 Schmitt, D. P.; Realo, A.; Voracek, M.; Allik, J. (2008). "Why can't a man be more like a woman? Sex differences in Big Five personality traits across 55 cultures". Journal of Personality and Social Psychology. 94 (1): 168–182. doi:10.1037/0022-3514.94.1.168. PMID 18179326.
  105. Harris, JR (2006). No two alike: Human nature and human individuality. WW Norton & Company.
  106. Jefferson, T.; Herbst, J. H.; McCrae, R. R. (1998). "Associations between birth order and personality traits: Evidence from self-reports and observer ratings". Journal of Research in Personality. 32 (4): 498–509. doi:10.1006/jrpe.1998.2233.
  107. Ostendorf, F (1990). Sprache und Persoenlichkeitsstruktur: Zur Validitaet des Funf-Factoren-Modells der Persoenlichkeit. Regensburg, Germany: S. Roderer Verlag.[ต้องการหน้า]
  108. Trull, T. J.; Geary, D. C. (1997). "Comparison of the big-five factor structure across samples of Chinese and American adults". Journal of Personality Assessment. 69 (2): 324–341. doi:10.1207/s15327752jpa6902_6. PMID 9392894.
  109. Lodhi, PH; Deo, S; Belhekar, VM (2002). McCrae, RR; Allik, J, eds. The Five-Factor model of personality in Indian context: measurement and correlates. The Five-Factor model of personality across cultures. New York: Kluwer Academic Publisher.
  110. McCrae, RR (2002). McCrae, RR; Allik, J, eds. NEO-PI-R data from 36 cultures: Further Intercultural comparisons. The Five-Factor model of personality across cultures. New York: Kluwer Academic Publisher. pp. 105–125.
  111. 111.0 111.1 Thompson, E.R. (2008). "Development and validation of an international English big-five mini-markers". Personality and Individual Differences. 45 (6): 542–548. doi:10.1016/j.paid.2008.06.013.
  112. Cheung, F. M.; Vijver, F. J. R. van de; Leong, F. T. L. (2011). "Toward a new approach to the study of personality in culture". American Psychologist. 66: 593–603. doi:10.1037/a0022389.
  113. McCrae, Robert R.; Terracciano, Antonio; Personality Profiles of Cultures Project (2005-09). "Personality profiles of cultures: aggregate personality traits". Journal of Personality and Social Psychology. 89 (3): 407–25. doi:10.1037/0022-3514.89.3.407. PMID 16248722. Check date values in: |date= (help)
  114. Szirmak, Z.; De Raad, B. (1994). "Taxonomy and structure of Hungarian personality traits". European Journal of Personality. 8 (2): 95–117. doi:10.1002/per.2410080203.
  115. 115.0 115.1 115.2 De Fruyt, F.; McCrae, R. R.; Szirmák, Z.; Nagy, J. (2004). "The Five-Factor personality inventory as a measure of the Five-Factor Model: Belgian, American, and Hungarian comparisons with the NEO-PI-R". Assessment. 11 (3): 207–215. doi:10.1177/1073191104265800. PMID 15358876.
  116. Widiger, TA; Costa, PT Jr (American Psychological Association). Costa, Paul T Jr; Widiger, Thomas A, eds. Five-Factor model personality disorder research. Personality disorders and the five-factor model of personality (2nd ed.). Washington, DC, US: American Psychological Association. pp. 59–87. Check date values in: |year= (help)
  117. Mullins-Sweatt, SN; Widiger, TA (Guilford). Krueger, R; Tackett, J, eds. The five-factor model of personality disorder: A translation across science and practice. Personality and psychopathology: Building bridges. New York: Guilford. pp. 39–70. Check date values in: |year= (help)
  118. Clark, LA (2007). "Assessment and diagnosis of personality disorder: Perennial issues and an emerging reconceptualization". Annual Review of Psychology. 58: 227-257 (246). the five-factor model of personality is widely accepted as representing the higher-order structure of both normal and abnormal personality traits
  119. Bagby, R Michael; Sellbom, Martin; Costa, Paul T Jr; Widiger, Thomas A (2008-04). Personality and Mental Health. 2 (2): 55–69. Check date values in: |date= (help); Missing or empty |title= (help)
  120. Saulsman, LM; Page, AC (2004). "The five-factor model and personality disorder empirical literature: A meta-analytic review". Clinical Psychology Review. Elsevier Science.
  121. 121.0 121.1 Kessler, R; Chiu, W; Demler, O; Merikangas, K; Walters, E (2005). "Prevalence, severity, and comorbidity of 12-month DSM-IV disorders in the National Comorbidity Survey Replication". Archives of General Psychiatry. 62: 617–627. doi:10.1001/archpsyc.62.6.617.
  122. Compton, W; Conway, K; Stinson, F; Colliver, J; Grant, B (2005). "Prevalence, correlates, and comorbidity of DSM-IV antisocial personality syndromes and alcohol and specific drug use disorders in the United States: Results from the national epidemiologic survey on alcohol and related conditions". Journal of Clinical Psychiatry, 66, 677-685.
  123. Hasin, D; Goodwin, R; Stinson, F; Grant, B (2005). "Epidemiology of major depressive disorder: results from the National Epidemiologic Survey on Alcoholism and Related Conditions". Archives of General Psychiatry. 62: 1097–1106. doi:10.1001/archpsyc.62.10.1097.
  124. Khan, A; Jacobson, K; Gardner, C; Prescott, C; Kendler, K (2005). "Personality and comorbidity of common psychiatric disorders". British Journal of Psychiatry, 186, 190-196.
  125. Cuijpers, P; Smit, F; Pennix, B; de Graaf, R; Have, M; Beekman, A (2010). "Economic costs of neuroticism". Archives of General Psychiatry. 67: 1086–1093. doi:10.1001/archgenpsychiatry.2010.130.
  126. 126.0 126.1 126.2 126.3 126.4 126.5 126.6 Kotov, R; Gamez, W; Schmidt, F; Watson, D (2010). "Linking "big" personality traits to anxiety, depressive, and substance use disorders: a meta-analysis". Psychological Bulletin. 136: 768–821.
  127. Bogg, T; Roberts, B (2004). "Conscientiousness and health-related behaviors: a meta-analysis of the leading behavioral contributors to mortality". Psychological Bulletin. 130: 887-919.
  128. Roberts, B; Kuncel, N; Shiner, R; Caspi, A; Goldberg, L (2007). "The power of personality: The comparative validity of per- sonality traits, socioeconomic status, and cognitive ability for pre- dicting important life outcomes". Perspectives on Psychological Science. 2: 313–345.
  129. Livesley, W. (2001). Handbook of Personality Disorders. pp. 84–104.
  130. 130.0 130.1 130.2 130.3 Ormel, J; Jeronimus, B; Kotov, R; Riese, H; Bos, E; Hankin, B; Rosmalen, J; Oldehinkel, A (2013). "Neuroticism and common mental disorders: Meaning and utility of a complex relationship". Clinical Psychological Review, 33, 686-697.
  131. 131.0 131.1 131.2 131.3 131.4 131.5 Millon, T; Krueger, R; Simonsen, E (2011). Contemporary Directions in Psychopathology: Scientific Foundations of the DSM-IV and ICD-11. Guilford Press.
  132. 132.0 132.1 132.2 132.3 Krueger, R; Tackett, L (2006). Personality and Psychopathology. Guilford Press.
  133. De Bolle, M; Beyers, W; De Clercq, B; De Fruyt, F (2012). "General personality and psychopathology in referred and nonreferred children and adolescents: An investigation of continuity, pathoplasty, and complication models". Journal of Abnormal Psychology, 121, 958-970.
  134. 134.0 134.1 134.2 134.3 134.4 134.5 134.6 Komarraju, M.; Karau, S. J.; Schmeck, R. R.; Avdic, A. (2011). "The big five personality traits, learning styles, and academic achievement". Personality and Individual Differences. 51 (4): 472–477. doi:10.1016/j.paid.2011.04.019.Full Article PDF (221 KB)
  135. Singh, A. K. (2012). "Does trait predict psychological well-being among students of professional courses?". Journal of the Indian Academy of Applied Psychology. 38 (2): 234–241.
  136. Klimstra, T. (2012). "Personality traits and educational identity formation in late adolescents: Longitudinal associations and academic progress". Journal of Youth and Adolescence. 41: 341–356.
  137. Zhang, Li-fang (2001-09-06). "Measuring thinking styles in addition to measuring personality traits?". Personality and Individual Differences. 33: 445–458. doi:10.1016/s0191-8869(01)00166-0.
  138. 138.0 138.1 Klimstra, Theo A.; Luyckx, Koen; Germeijs, Veerle; Meeus, Wim H. J.; Goossens, Luc (2012-03). "Personality Traits and Educational Identity Formation in Late Adolescents: Longitudinal Associations and Academic Progress". Journal of Youth and Adolescence. 41 (3): 346–61. doi:10.1007/s10964-011-9734-7. PMID 22147120. Check date values in: |date= (help)
  139. De Feyter, Tim; Caers, Ralf; Vigna, Claudia; Berings, Dries (2012-03-22). "Unraveling the impact of the Big Five personality traits on academic performance: The moderating and mediating effects of self-efficacy and academic motivation". Learning and Individual Differences. 22: 439–448. doi:10.1016/j.lindif.2012.03.013.
  140. Pashler, Harold; McDaniel, Mark; Rohrer, Doug; Bjork, Robert (2008-12). "Learning Styles: Concepts and Evidence". Psychological Science in the Public Interest. 9 (3): 105–19. doi:10.1111/j.1539-6053.2009.01038.x. Check date values in: |date= (help)
  141. Mount, M. K.; Barrick, M. R. (1998). "Five reasons why the "big five" article has been frequently cited". Personnel Psychology. 51 (4): 849–857. doi:10.1111/j.1744-6570.1998.tb00743.x.
  142. Morgeson, F. P.; Campion, M. A.; Dipboye, R. L.; Hollenbeck, J. R.; Murphy, K.; Schmitt, N. (2007). "Reconsidering the use of personality tests in personnel selection contexts". Personnel Psychology. 60: 683–729. doi:10.1111/j.1744-6570.2007.00089.x.
  143. Mischel, Walter (1968). Personality and Assessment. London.
  144. Rosenthal, R. (1990). "How are we doing in soft psychology?". American Psychologist. 45: 775–777. doi:10.1037/0003-066x.45.6.775.
  145. Hunter, J. E.; Schmidt, F. L.; Judiesch, M. K. (1990). "Individual differences in output variability as a function of job complexity". Journal of Applied Psychology. 75: 28–42. doi:10.1037/0021-9010.75.1.28.
  146. Fairweather, J. (2012). "Personality, nations, and innovation: Relationships between personality traits and national innovation scores". Cross-Cultural Research: The Journal of Comparative Social Science. 46: 3–30.
  147. "Executive Coaching and Leadership Consulting" (PDF). Working Resources. สืบค้นเมื่อ 2011-04-07.
  148. Mehta, Penkak (2012). "Personality as a predictor of burnout among managers of manufacturing industries.". Journal of the Indian Academy of Applied Psychology. 32: 321–328.
  149. Judge, T.; Livingston, BA; Hurst, C (2012). "Do nice guys—and gals—really finish last? The joint effects of sex and agreeableness on income". Journal of Personality and Social Psychology. 102 (2): 390–407. doi:10.1037/a0026021. PMID 22121889.
  150. Weiss, A; King, JE; Hopkins, WD (2007). "A Cross-Setting Study of Chimpanzee (Pan troglodytes) Personality Structure and Development: Zoological Parks and Yerkes National Primate Research Center". American Journal of Primatology. 69 (11): 1264–77. doi:10.1002/ajp.20428. PMC 2654334. PMID 17397036.
  151. Gosling, S. D., & John, O. P. (1999). "Personality Dimensions in Nonhuman Animals: A Cross-Species Review" (PDF). Current Directions in Psychological Science. 8 (3): 69–75. doi:10.1111/1467-8721.00017.
  152. "International Personality Item Pool". IPIP. Archived from the original on 2007-02-28.
  153. Gosling, Samuel D; Rentfrow, Peter J; Swann, William B (2003). "A very brief measure of the Big-Five personality domains". Journal of Research in Personality. 37 (6): 504–528. doi:10.1016/S0092-6566(03)00046-1. ISSN 0092-6566.
  154. 154.0 154.1 Goldberg, L. R. (1992). "The development of markers for the Big-five factor structure". Psychological Assessment. 4 (1): 26–42. doi:10.1037/1040-3590.4.1.26.Full Article PDF (2.47 MB)
  155. 155.0 155.1 Donaldson, Stewart I.; Grant-Vallone, Elisa J. (2002). "Understanding self-report bias in organizational behavior research". Journal of Business and Psychology. 17 (2): 245–260. doi:10.1023/A:1019637632584. JSTOR 25092818.
  156. 156.0 156.1 Hirsh, Jacob B.; Peterson, Jordan B. (2008-10). "Predicting creativity and academic success with a 'Fake-Proof' measure of the Big Five". Journal of Research in Personality. 42 (5): 1323–33. doi:10.1016/j.jrp.2008.04.006. Check date values in: |date= (help)Full Article PDF (238 KB)
  157. Gosling, Samuel D; Rentfrow, Peter J; Swann, William B (2003). "A very brief measure of the Big-Five personality domains". Journal of Research in Personality. 37 (6): 504–28. doi:10.1016/S0092-6566(03)00046-1.
  158. Harms, P. (2012). "An evaluation of the consequences of using short measures of the Big Five personality traits". Journal of Personality and Social Psychology. 102: 874–888. doi:10.1037/a0027403.
  159. Goldberg, L. R. (1990). "An alternative "description of personality": The big-five factor structure". Journal of Personality and Social Psychology. 59 (6): 1216–1229. doi:10.1037/0022-3514.59.6.1216. PMID 2283588.Full Article PDF (1.71 MB)
  160. "Big Five Tests with Weaknesses". สืบค้นเมื่อ 2016-03-28.
  161. Schwartz, H. Andrew; Eichstaedt, Johannes C.; Kern, Margaret L.; Dziurzynski, Lukasz; Ramones, Stephanie M.; Agrawal, Megha; Shah, Achal; Kosinski, Michal; Stillwell, David; Seligman, Martin E. P.; Ungar, Lyle H. (2013). "Personality, gender, and age in the language of social media: the open-vocabulary approach". PLOS ONE. 8 (9): e73791. doi:10.1371/journal.pone.0073791. PMC 3783449. PMID 24086296.
  162. Block, J (1995a). "A contrarian view of the five-factor approach to personality description". Psychological Bulletin. 117 (2): 187–215. doi:10.1037/0033-2909.117.2.187.
  163. Eysenck, H. J. (1991). "Dimensions of personality: 16, 5, 3?". Personality and Individual Differences. 12: 773–790. doi:10.1016/0191-8869(91)90144-z.
  164. Eysenck, H. J. (1992). "Four ways five factors are not basic". Personality and Individual Differences. 13: 667–673. doi:10.1016/0191-8869(92)90237-j.
  165. Cattell, RB (1995-05). "The fallacy of five factors in the personality sphere". The Psychologist: 207–208. Check date values in: |year= (help)
  166. Block, J (1995b). "Going beyond the five factors given: Rejoinder to Costa and McCrae and Goldberg and Saucier". Psychological Bulletin. 117: 226–229. doi:10.1037/0033-2909.117.2.226.
  167. Block, J (2001). "Millennial contrarianism". Journal of Research in Personality. 35: 98–107. doi:10.1006/jrpe.2000.2293.
  168. Block, J (2010). "The Five-Factor framing of personality and beyond: Some ruminations". Psychological Inquiry. 21: 2–25. doi:10.1080/10478401003596626.
  169. Costa, P. T.; McCrae, R. R. (1995). "Solid ground in the wetlands of personality: A reply to Block". Psychological Bulletin. 117 (2): 216–220. doi:10.1037/0033-2909.117.2.216.
  170. Boyle, GJ (2008). Boyle, GJ; Matthews, G; Saklofske, DH, eds. Critique of Five-Factor Model (FFM). The SAGE Handbook of Personality Theory and Assessment: Vol. 1 - Personality Theories and Models. Los Angeles, CA: Sage. ISBN 9-781412-946513.
  171. Cattell, R. B.; Boyle, G. J.; Chant, D. (2002). "The enriched behavioral prediction equation and its impact on structured learning and the dynamic calculus". Psychological Review. 109: 202–205. doi:10.1037/0033-295x.109.1.202.
  172. Schacter, Gilbert, Wegner (2011). Psychology (2nd ed.). Worth. pp. 474–475.
  173. Piekkola, B (2011). "Traits across cultures: A neo-Allportian perspective". Journal of Theoretical and Philosophical Psychology. 31: 2–24. doi:10.1037/a0022478.
  174. Paunonen, Sampo V; Jackson, Douglas N (2000). "What Is Beyond the Big Five? Plenty!" (PDF). Journal of Personality. 68 (2000–10): 821–835. doi:10.1111/1467-6494.00117.
  175. Paunonen, S.V.; Haddock, G.; Forsterling, F.; Keinonen, M. (2003). "Broad versus Narrow Personality Measures and the Prediction of Behaviour Across Cultures". European Journal of Personality. 17: 413–433. doi:10.1002/per.496.
  176. McAdams, D. P. (1995). "What do we know when we know a person?". Journal of Personality. 63 (3): 365–396. doi:10.1111/j.1467-6494.1995.tb00500.x.
  177. Musek, Janet (2007). "A general factor of personality: Evidence for the Big One in the five-factor model". Journal of Research in Personality. 41: 1213–1233. doi:10.1016/j.jrp.2007.02.003.
  178. van der Linden, Dimitri; te Nijenhuis, J.; Bakker, A.B. (2010). "The General Factor of Personality: A meta-analysis of Big Five intercorrelations and a criterion-related validity study" (PDF). Journal of Research in Personality. 44: 315–327. doi:10.1016/j.jrp.2010.03.003.
  179. 179.0 179.1 Eysenck, Hans J (1992). "Four ways five factors are not basic" (PDF). Personality and Individual Differences. 13 (8): 667–673. doi:10.1016/0191-8869(92)90237-j.
  180. Costa, Paul T; McRae, Robert R (1992). "Reply to Eysenck". Personality and Individual Differences. 13 (8): 861–865. doi:10.1016/0191-8869(92)90002-7.
  181. Block, Jack (2010). "The five-factor framing of personality and beyond: Some ruminations". Psychological Inquiry. 21 (1): 2–25. doi:10.1080/10478401003596626.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]