การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย เป็นระบบการรับบุคคลที่จบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า เพื่อเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ทั้งสถาบันของรัฐและเอกชน โดยระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จัดสอบกันเอง มาเป็นระบบที่ใช้การสอบคัดเลือกซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "การสอบเอ็นทรานซ์" ซึ่งจัดการสอบโดยทบวงมหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) แล้วมาเปลี่ยนอีกครั้งเป็นระบบกลาง (Admissions) ซึ่งใช้จนถึงปัจจุบัน

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

ก่อนปีการศึกษา 2542[แก้]

แต่เดิมมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เป็นมหาวิทยาลัยปิด จะใช้การจัดสอบเองในการรับนักศึกษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

กระทั่งในปีการศึกษา 2504 ได้ร่วมกันเข้าสู่ระบบกลาง ของ สภาการศึกษาแห่งชาติ เป็นครั้งแรก ทั้งนี้ยังถือเป็นมหาวิทยาลัยส่วนน้อยที่มีการจัดสอบในระบบกลาง ส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีที่แต่ละมหาวิทยาลัยดำเนินการจัดสอบเอง

ปีการศึกษา 2504 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ได้เข้าร่วมกันเป็นครั้งแรก

ปีการศึกษา 2505 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยศิลปากร และ วิทยาลัยเทคนิคธนบุรี ได้เข้าร่วมเพิ่มเติม

ปีการศึกษา 2507 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เข้าร่วมเพิ่มเติม

ปีการศึกษา 2510 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ วิทยาลัยโทรคมนาคมนนทบุรี ได้เข้าร่วมเพิ่มเติม

ปีการศึกษา 2516 ทบวงมหาวิทยาลัย ได้รับโอนงานสอบคัดเลือกจาก สภาการศึกษาแห่งชาติ

การสอบระบบกลางในสมัยนั้นสามารถเลือกคณะหรือสถาบันการศึกษา ได้ 6 อันดับ ต่อมาลดลงเหลือ 5 อันดับ และ 4 อันดับ ตามลำดับ

แนวทางดังกล่าวใช้ต่อกันมาจนถึงปีการศึกษา 2542[1]

ปีการศึกษา 2542-2548[แก้]

ในปีการศึกษา 2542 ทบวงมหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกและได้เสนอรูปแบบการคัดเลือกระบบใหม่ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ดังนี้

  1. ผลการเรียนตลอดหลักสูตรระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า มีค่าน้ำหนัก 10%
  2. ผลการสอบวิชาหลักและวิชาเฉพาะ (การสอบวัดความรู้) มีค่าน้ำหนัก 90 % ซึ่งจัดสอบปีละสองครั้ง แล้วเลือกคะแนนที่มากที่สุดมาประมวลผล

ทั้งนี้ระบบดังกล่าวทำให้นักเรียนเกิดความเครียดจากการที่ต้องสอบถึงสองครั้ง และโรงเรียนต้องเร่งสอนเนื้อหาให้จบเร็วขึ้นซึ่งส่งผลเสียต่อระบบการเรียนการสอนปกติ[1]

ปีการศึกษา 2549 - 2552: ระบบการรับเข้ากลาง (Admissions) ระยะที่ 1[แก้]

ภายหลังเกิดความไม่พึงประสงค์จากการใช้ระบบคัดเลือกแบบเดิม ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้พิจารณาระบบการรับเข้าบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบใหม่ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อลดการสอบแข่งขัน แล้วมาใช้ระบบการพิจารณาผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และการสอบวัดผลในหลักสูตร จึงเกิดระบบการรับเข้าบุคคลเข้าศึกษาระบบกลาง หรือ ระบบแอดมิชชันส์ (Admissions) เป็นระบบการคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่นำมาใช้แทนระบบเอ็นทรานซ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 (ปีการศึกษา 2548) โดยระบบนี้ให้น้ำหนักกับผลการเรียนตลอดช่วงชั้นที่ 4 (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) มาพิจารณาเพิ่มขึ้น และไม่เน้นการใช้ผลคะแนนสอบเป็นหลักเหมือนกับระบบเอ็นทรานซ์

ปีการศึกษา 2553 เป็นต้นมา: ระบบการรับเข้ากลาง (Admissions) ระยะที่ 2[แก้]

แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่ทว่ายังคงมีเสียงวิจารณ์อยู่โดยชี้ไปที่ข้อเสียของการนำผลการเรียนมาคิดพิจารณารวมเนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีคุณภาพและมาตรฐานการคิดคะแนนที่ต่างกันทำให้การพิจารณาอาจไม่มีความเป็นธรรม ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยจึงได้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขซึ่งมีผลออกมาเป็นการให้พิจารณาจากผลการเรียนเฉลี่ยตลอดการศึกษาช่วงชั้นที่ 4 (GPAX) ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และผลการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT) แทนที่ระบบเดิม

การสอบเอ็นทรานซ์[แก้]

การสอบเอ็นทรานซ์ เป็นระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาสถาบันอุดมศึกษาที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน โดยใช้ผลการสอบวัดความรู้เป็นหลักในการคัดเลือก จัดสอบโดย สำนักทดสอบกลาง ทบวงมหาวิทยาลัย ต่อมาคือ สำนักทดสอบกลาง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

วิชาที่ใช้ในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในระบบเอ็นทรานซ์[แก้]

วิชาที่ใช้ในการสอบคัดเลือก ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคณะ

  • 01 ภาษาไทย
  • 02 สังคมศึกษา
  • 03 ภาษาอังกฤษ
  • 04 คณิตศาสตร์ 1
  • 05 เคมี
  • 06 ฟิสิกส์
  • 07 ชีววิทยา
  • 08 วิทยาศาสตร์กายภาพชีวภาพ
  • 09 คณิตศาสตร์ 2
  • 10 ภาษาฝรั่งเศส
  • 11 ภาษาเยอรมัน
  • 12 ภาษาบาลี
  • 13 ภาษาอาหรับ
  • 14 ภาษาจีน
  • 15 ภาษาญี่ปุ่น
  • 16 ความถนัดทางวิศวกรรม (พื้นฐานทางวิศวกรรม)
  • 17 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ (พื้นฐานสถาปัตย์)
  • 18 ความถนัดทางวิชาชีพครู (วัดแววความเป็นครู)
  • 19 พลศึกษา
  • 20 ดนตรีปฎิบัติ (ไทย)
  • 21 ดนตรีปฎิบัติ (สากล)
  • 22 ความถนัดทางศิลป์
  • 23 ทฤษฎีทัศนศิลป์
  • 24 ปฏิบัติทัศนศิลป์
  • 25 ทฤษฎีนฤมิตศิลป์
  • 26 ปฏิบัตินฤมิตศิลป์
  • 27 ความรู้ทั่วไปทางศิลปวัฒนธรรม
  • 28 ความสามารถทางศิลปะ
  • 29 วาดเส้น
  • 30 องค์ประกอบศิลป์
  • 31 วาดเส้นมัณฑนศิลป์
  • 32 ออกแบบภายใน
  • 33 ออกแบบนิเทศศิลป์
  • 34 ออกแบบผลิตภัณฑ์
  • 35 ออกแบบประยุกต์ศิลป์
  • 36 ออกแบบเครื่องเคลือบดินเผา
  • 37 ความถนัดทางนิเทศศิลป์
  • 38 ทฤษฎีดุริยางคศิลป์
  • 39 ทฤษฎีนาฎยศิลป์
  • 40 ปฏิบัตินาฎยศิลป์ (ไทย)
  • 41 ปฏิบัตินาฎยศิลป์ (สากล)

การคิดคะแนน[แก้]

การคิดคะแนน คงขึ้นอยู่กับแต่ละคณะ แต่ภายหลังได้มีการรวมผลการเรียนสะสมในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ GPA และค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ไทล์ หรือ GPR เข้าไปด้วย

การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง (Admissions)[แก้]

ระบบคัดเลือกระบบนี้ เป็นระบบใหม่ โดยเน้นไปที่การพิจารณาผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษา และผลการสอบวัดความรู้พื้นฐาน และวัดความรู้ขั้นสูง การคัดเลือกจะดำเนินการเป็นระบบกลาง คือมีหน่วยงานกลางรับผิดชอบ ทั้งการจัดการสอบ การจัดการคัดเลือก ในระยะเริ่มต้น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จะเป็นผู้รับผิดชอบ และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือ สทศ. ซึ่งเป็นองค์การมหาชน จะเป็นผู้รับผิดชอบการจัดการทดสอบวัดความรู้พื้นฐาน

วัตถุประสงค์ของการใช้ระบบกลาง[แก้]

  1. เพื่อให้ทางสถาบันการศึกษา ได้ผู้เรียนที่มีความรู้ ความสามารถ ตรงตามคณะและสาขาที่เรียน
  2. เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้เป็นไปตามปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตรการศึกษา

องค์ประกอบของระบบกลาง พ.ศ. 2549[แก้]

  1. ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX) ค่าน้ำหนัก 10%
  2. ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ (GPA กลุ่มสาระฯ) ค่าน้ำหนัก 20%
  3. ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ค่าน้ำหนัก 35-70%
  4. ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง (A-NET) ค่าน้ำหนัก 0-35%

องค์ประกอบของระบบกลาง พ.ศ. 2553[แก้]

  1. ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX) ค่าน้ำหนัก 20%
  2. ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ค่าน้ำหนัก 30%
  3. ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) ค่าน้ำหนัก 10-50%
  4. ผลการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT) ค่าน้ำหนัก 0-40%

ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม[แก้]

ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX) คือผลการเรียน (เกรด) เฉลี่ยของทุกวิชาที่ได้เรียนมาตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (หรือเทียบเท่า) ในปีการศึกษา 2548 (พ.ศ. 2549) จะนำมาใช้ 10% จากองค์ประกอบในการรับทั้งหมด และจะเพิ่มขึ้นในปีต่อ ๆ ไป

ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตามกลุ่มสาระการเรียนรู้[แก้]

ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ (GPA กลุ่มสาระฯ) คือผลการเรียน (เกรด) เฉลี่ยของวิชาพื้นฐาน (หลัก) และวิชาเพิ่มเติม (เลือก) ที่ได้เรียนมาตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย เฉพาะในสาระการเรียนรู้นั้น ได้แก่

  • 21 ภาษาไทย
  • 22 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
  • 23 ภาษาต่างประเทศ
  • 24 คณิตศาสตร์
  • 25 วิทยาศาสตร์
  • 26 สุขศึกษาและพลศึกษา
  • 27 ศิลปะ
  • 28 การงานอาชีพและเทคโนโลยี

เช่น หากได้เรียนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ก็จะนำผลการเรียนไปคิดอยู่ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ หากเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ก็จะนำผลการเรียนไปคิดอยู่ในกลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ หรือหากเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานและวิชาภาษาเยอรมัน ก็จะนำผลการเรียนไปคิดอยู่ในกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ เป็นต้น

แต่ละคณะจะกำหนดกลุ่มสาระและค่าน้ำหนัก (เป็น %) ของกลุ่มสาระที่จะนำ GPA มาพิจารณาให้มีความสอดคล้องกับสาขาที่จะศึกษาต่อ โดยส่วนใหญ่จะนำ GPA ของวิชาภาษาไทย สังคมศึกษาฯ ภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มาใช้ แต่คณะสาขามนุษยศาสตร์ก็มักจะไม่นำ GPA คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพิจารณาคัดเลือก

เมื่อนักเรียนจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ช่วงชั้นที่ 4) จะได้รับใบแสดงผลการเรียน (ปพ.) ซึ่งบอกทั้ง GPAX และ GPA กลุ่มสาระอยู่แล้ว จึงไม่ต้องคำนวณเองจากคะแนนเฉลี่ยแต่ละภาคเรียน

การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน[แก้]

การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต (Ordinary National Education Test: O-NET) เป็นการวัดความรู้ที่เรียนมาตลอดช่วงชั้นที่ 4 (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) โดยจะสอบเมื่อเรียนจบปีที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6) เพียงครั้งเดียว และคะแนนที่ได้ก็จะติดตัวตลอดไป

การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ จะเป็นผู้รับผิดชอบจัดการทดสอบ ข้อสอบ O-NET ออกเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด เนื่องจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ไม่มีการแยกแผนการเรียน นักเรียนจะได้เรียนเนื้อหาที่ออกสอบซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานทั้งหมด จึงต้องสอบทุกคน วิชาที่จัดสอบและเนื้อหาตามสาระการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ คือ

  • 01 ภาษาไทย มีเนื้อหาสาระหลัก ได้แก่
  • 02 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีเนื้อหาสาระหลัก 5 สาระ ได้แก่
  • 03 ภาษาอังกฤษ
    • การใช้ภาษาและคำศัพท์
    • การอ่าน
    • การเขียน (หาที่ผิดทางไวยากรณ์)
    • การพูด
  • 04 คณิตศาสตร์ ขอบเขตของเนื้อหา ได้แก่
  • 05 วิทยาศาสตร์ เนื้อหากว้าง ๆ มี 4 กลุ่ม ได้แก่ ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และกายภาพ (โลก ดาราศาสตร์และอวกาศ) แต่หากแบ่งตามสาระการเรียนรู้ ก็จะได้แก่

ข้อสอบ O-NET 1 ฉบับจะมีคำถาม 75-100 ข้อ เฉพาะในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์จะเป็นข้อสอบที่มีทั้งปรนัย (ตัวเลือก) และอัตนัย (เขียนตอบ) มีประมาณ 10% เป็นการให้เขียนคำตอบสั้น ๆ ซึ่งอาจเป็นข้อความหรือตัวเลขจากการคำนวณ โดยจะมีคะแนนแตกต่างไปตามระดับความยากง่ายของคำถาม

การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง[แก้]

การทดสอบทางการศึกษาการแห่งชาติขั้นสูง หรือ เอเน็ต (Advanced National Education Test: A-NET) เป็นข้อสอบที่มีระดับความยากและความซับซ้อนมากกว่าข้อสอบ O-NET โดยวัดความรู้ เน้นการคิด การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ โดยจะสอบกี่ครั้งก็ได้ และคะแนน A-NET จะใช้ได้ครั้งละ 3 ปี

อย่างไรก็ตาม นักเรียนสามารถสมัครสอบทุกวิชา บางวิชา หรือไม่ต้องสอบก็ได้ ขึ้นอยู่กับคณะและสาขาที่สนใจเข้าศึกษาต่อนั้นต้องการคะแนน A-NET วิชาใดบ้าง หรือไม่ต้องใช้ในการคัดเลือกเลย (เช่น นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์) วิชาที่จัดสอบ A-NET ได้แก่

  • 11 ภาษาไทย 2 เนื้อหาสาระเหมือนกับข้อสอบ O-NET แต่ตัดเนื้อหาการพูดออกไป เน้นหลักเนื้อหาการใช้ภาษาและเนื้อหาวรรณคดีให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
  • 12 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2 เนื้อหาสาระเหมือนกับข้อสอบ O-NET ไม่มีคำถามอัตนัย แต่เพิ่มความยากขึ้น
  • 13 ภาษาอังกฤษ 2 เนื้อหาสาระเหมือนกับข้อสอบ O-NET แต่เน้นการอ่านและการเขียนให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยมีคำถามอัตนัยให้เขียนแสดงความคิดเห็นต่อบทความ บทกวี หรือเพลงที่ได้อ่าน ความยาว 70-140 คำ มีเกณฑ์ให้คะแนน 0-20 คะแนนตามความถูกต้อง การใช้ภาษา การลำดับความ และการสื่อความที่เหมาะสม
  • 14 คณิตศาสตร์ 2 เนื้อหาสาระต่างจากข้อสอบ O-NET โดยมีเนื้อหาใหม่และเนื้อหาเดิมแต่เพิ่มระดับความยากขึ้น เช่น ตรรกศาสตร์เบื้องต้น เมทริกซ์และดีเทอร์มิแนนต์ เรขาคณิตวิเคราะห์ เวกเตอร์ในสามมิติ แคลคูลัสเบื้องต้น ฟังก์ชันตรีโกณมิติ เป็นต้น
  • 15 วิทยาศาสตร์ 2 เนื้อหาสาระต่างจากข้อสอบ O-NET โดยตัดเนื้อหาวิทยาศาสตร์กายภาพออกไปเหลือเพียงวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ในข้อสอบจะแบ่งเนื้อหาดังกล่าวจากกันชัดเจนมากขึ้น และมีเนื้อหาใหม่และเนื้อหาเดิมแต่เพิ่มระดับความยากขึ้น เช่น กลศาสตร์ของไหล ฟิสิกส์อะตอม ฟิสิกส์นิวเคลียร์ ตารางธาตุ สมดุลเคมี ทฤษฎีกรด-เบส ไฟฟ้าเคมี สารชีวโมเลกุล การรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์และสัตว์ พันธุศาสตร์ นิเวศวิทยา เป็นต้น

ข้อสอบ A-NET 1 ฉบับจะมีคำถาม 75-100 ข้อ เฉพาะในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์จะเป็นข้อสอบที่มีทั้งปรนัย (ตัวเลือก) และอัตนัย (เขียนตอบ) มีประมาณ 20% เป็นการให้เขียนคำตอบสั้น ๆ ซึ่งอาจเป็นข้อความหรือตัวเลขจากการคำนวณ โดยจะมีคะแนนแตกต่างไปตามระดับความยากง่ายของคำถาม

การสอบวิชาเฉพาะ[แก้]

วิชาเฉพาะมีลักษณะเดียวกับ A-NET คือไม่จำเป็นต้องสอบ ขึ้นอยู่กับว่าคณะนั้น ๆ ต้องการใช้คะแนนส่วนนี้ในการคัดเลือกหรือไม่ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

วิชาภาษาต่างประเทศ[แก้]

  • 31 ภาษาฝรั่งเศส
  • 32 ภาษาเยอรมัน
  • 33 ภาษาบาลี
  • 34 ภาษาอาหรับ
  • 35 ภาษาจีน
  • 36 ภาษาญี่ปุ่น

สำหรับปีการศึกษา 2548 สถาบันการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติได้จัดสอบวิชาเฉพาะ (ภาษาต่างประเทศ) พร้อมกับการสอบ O-NET และ A-NET ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม พ.ศ. 2549

วิชาความถนัด[แก้]

  • 37 ความถนัดทางวิศวกรรม (พื้นฐานทางวิศวกรรม)
  • 38 ความถนัดทางสถาปัตยกรรม
  • 39 ความถนัดทางวิชาชีพครู (วัดแววความเป็นครู)
  • 40 ความรู้ความถนัดทางศิลป์
  • 41 ทฤษฎีทัศนศิลป์
  • 42 ปฏิบัติทัศนศิลป์
  • 43 ทฤษฎีนฤมิตศิลป์
  • 44 ปฏิบัตินฤมิตศิลป์
  • 45 วาดเส้น
  • 46 องค์ประกอบศิลป์
  • 47 ความถนัดทางนิเทศศิลป์

สำหรับปีการศึกษา 2548 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้เป็นผู้จัดสอบวิชาเฉพาะ (ความถนัด) ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2548

ในปัจจุบันนั้น พุทธศักราช 2552 เป็นปีสุดท้ายที่มีการใช้ A-NET ในปี พุทธศักราช 2553 เป็นต้นไป นั้นได้ใช้ ความถนัดทั่วไป (GAT) และ ความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT) แทนในระบบ

ขั้นตอนของระบบแอดมิสชันส์[แก้]

  1. ทดสอบแบบทดสอบต่าง ๆ ข้างต้น ตามที่แต่ละคณะ/สาขาวิชาได้กำหนดไว้ให้ครบถ้วน
  2. สมัครเข้าศึกษาและเลือกคณะที่ต้องการศึกษาต่อผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยเลือกได้ไม่เกิน 4 อันดับ และนำเงินค่าสมัครไปจ่ายผ่านทางธนาคารหรือที่ทำการไปรษณีย์
  3. ทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะนำคะแนนสอบต่าง ๆ มาคำนวณกับ GPA และ GPAX ให้เป็นคะแนนเต็ม 10,000 เพื่อใช้ตัดสินผลตามอันดับที่เลือกไว้ ซึ่งการคำนวณคะแนนของแต่ละคณะของแต่ละคนก็จะได้ผลคะแนนรวมที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับคณะนั้นจะใช้หรือไม่ใช้ GPA/คะแนนสอบ วิชาใดบ้าง และใช้น้ำหนักเท่าใด โดยแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้เป็น 9 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่
 :* สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
 :* สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม พลังงาน และทรัพยากร
 :* สาขาวิศวกรรมศาสตร์
 :* สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์
 :* สาขาเกษตรศาสตร์
 :* สาขาบริหารธุรกิจพาณิชย์ศาสตร์ การบัญชี การจัดการ การท่องเที่ยว และเศรษฐศาสตร์
 :* สาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์
 :* สาขาศิลปกรรมศาสตร์ วิจิตรศิลป์ และประยุกต์ศิลป์
 :* สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
เช่น กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ ก็จะใช้
- GPAX 10% จากองค์ประกอบในการรับเข้าทั้งหมด
- GPA กลุ่มสาระภาษาไทย สังคมศึกษาฯ ภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 4% รวม 20% จากองค์ประกอบในการรับเข้าทั้งหมด
- คะแนน O-NET ทั้ง 5 วิชา วิชาละ 7% รวม 35% จากองค์ประกอบในการรับเข้าทั้งหมด
- คะแนน A-NET ภาษาอังกฤษ 10% คณิตศาสตร์ 10% และวิทยาศาสตร์ 15 % รวม 35% จากองค์ประกอบในการรับเข้าทั้งหมด เป็นต้น
4. สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย
5. ประกาศผลการคัดเลือก

การรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา โดยระบบรับตรง (Direct System)[แก้]

ระบบนี้ ทางสถาบันอุดมศึกษานั้น ๆ จะใช้ระเบียบกติกาตามที่สถาบันอุดมศึกษานั้น ๆ กำหนด โดยไม่ใช้กฎเกณฑ์ซึ่งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนดขึ้น ระบบนี้ทางสถาบันนั้น ๆ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการบุคคลที่มีความสามารถเฉพาะอย่างแท้จริง รวมถึงเปิดโอกาสกลุ่มบุคคลที่ต้องการศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษานั้น ๆ ให้เข้าศึกษาต่อได้มากยิ่งขึ้น เป็นทางเลือกใหม่ของผู้ที่สนใจศึกษาต่อในสถาบันนั้น ๆ ทั้งนี้โดยทั่วไปสถาบันนั้น ๆ อาจพิจารณารับเข้าได้จากหลายเกณฑ์เช่น จากผลคะแนนสอบตรงที่สถาบันนั้น ๆ จัดขึ้น จากความสามารถพิเศษเช่นทางด้านกีฬา ดนตรี เป็นต้น

อ้างอิง[แก้]

  • ระเบียบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีการศึกษา 2549
  • niets.or.th (เว็บไซต์สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]