สนธิสัญญาสันติภาพ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สนธิสัญญาสันติภาพ (อังกฤษ: peace treaty) เป็นข้อตกลงระหว่างปรปักษ์ทั้งสองฝ่ายเพื่อยุติความขัดแย้งในการใช้กำลัง ซึ่งมักจะเป็นประเทศหรือรัฐบาล

องค์ประกอบของสนธิสัญญา[แก้]

องค์ประกอบของสนธิสัญญาอาจมีได้หลายประเด็น ขึ้นอยู่กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยที่องค์ประกอบบางประการของสนธิสัญญาสันติภาพสามารถสรุปได้ดังนี้:

  • การรับรองแนวชายแดนใหม่อย่างเป็นทางการ
  • กระบวนการสำหรับแก้ไขข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  • การเข้าถึงและการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน
  • สถานะผู้ลี้ภัย
  • การชำระหนี้ที่ตกค้าง
  • การกำหนดพฤติกรรมการประณาม
  • การแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาของสนธิสัญญาที่เคยทำเอาไว้ก่อนหน้า

สนธิสัญญาสันติภาพมักจะมีการอนุมัติในประเทศที่คงความเป็นกลางในความขัดแย้งที่ผ่านมา และมีผู้แทนจากประเทศเหล่านี้เพื่อเป็นพยานรู้เห็นให้กับผู้ลงนาม ในกรณีที่เป็นความขัดแย้งในวงกว้างระหว่างหลายฝ่าย อาจสามารถสรุปได้เป็นสนธิสัญญานานาชาติโดยมีเนื้อหาครอบคลุมไปถึงประเด็นปัญหาทั้งหมดหรือเนื้อหาในสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

ในช่วงสมัยใหม่ ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยากจะสงบลงได้ อาจเริ่มต้นจากการหยุดยิง แล้วจึงค่อยดำเนินการตามกระบวนการสันติภาพต่อไป ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้ไตร่ตรองถึงเป้าหมายของการบรรลุสันติภาพร่วมกัน จนกระทั่งการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ สนธิสัญญาสันติภาพมักจะไม่ใช้เพื่อยุติสงครามกลางเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่การแบ่งแยกดินแดนที่ประสบความล้มเหลว เนื่องจากว่าเป็นการแสดงนัยถึงการรับรองสถานะความเป็นรัฐของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างเช่น ในกรณี สงครามกลางเมืองอเมริกัน ซึ่งยุติลงได้ก็ต่อเมื่อกองทัพของฝ่ายหนึ่งยอมจำนนหรือรัฐบาลของฝ่ายหนึ่งล่มสลายลง

ตรงกันข้ามกับการแบ่งแยกดินแดนหรือการประกาศอิสรภาพที่ประสบความสำเร็จ ดินแดนที่ตั้งขึ้นใหม่เหล่านี้จะได้การรับรองสถานะความเป็นรัฐจากสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ

บทบาทของสหประชาชาติ[แก้]

นับตั้งแต่ได้มีการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง องค์การดังกล่าวได้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นที่ประชุมในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเป็นตัวกลางในการประสานกระบวนการสันติภาพและสนธิสัญญาสันติภาพ โดยสนธิสัญญาระห่างประเทศและประเทศสมาชิกผูกพันได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จากความพยายามในการควบคุมและจำกัดพฤติกรรมเพื่อไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ ซึ่งหมายความว่า การประกาศสงครามอย่างเป็นทางการมักจะไม่ได้รับการยอมรับบ่อยครั้งและไม่ได้สิ้นสุดลงด้วยการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ ยกตัวอย่างเช่น สงครามเกาหลี ซึ่งสงบลงด้วยการพักรบ แต่ไม่ใช่การลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ

ประวัติ[แก้]

ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ[แก้]

แผ่นจารึกของสนธิสัญญาฉบับแรกในประวัติศาสตร์ หรือสนธิสัญญาสันติภาพคาเดซ ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีอิสตันบูล

หนึ่งในสนธิสัญญาสันติภาพที่ได้มีการบันทึกเอาไว้เกิดขึ้นระหว่างจักรวรรดิฮิตไทท์และจักรวรรดิอียิปต์ หลังจากยุทธการแห่งคาเดซ ในปี 1274 ปีก่อนคริสตกาล เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ซีเรียในปัจจุบัน ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดิทั้งสอง หลังจากการรบที่นองเลือดเป็นเวลาสี่วัน โดยที่ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบต่อกัน ซึ่งได้นำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคตระหว่างอียิปต์และฮิตไทท์ หลังจากฟาโรห์รามเสสที่ 2 ได้ยึดเมืองคาร์เดซและอมูร์รูในปีที่ 8 แห่งการครองราชสมบัติของพระองค์[1] อย่างไรก็ตาม ได้มีความพยายามที่จะป้องกันความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างจักรวรรดิทั้งสองในอาคต ซึ่งพระเจ้าฮัตตูซิลิที่ 3 และฟาโรห์รามเสสได้ยุติความขัดแย้งลงด้วยการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าทั้งสองฝ่ายไม่อาจจะทำสงครามต่อไปได้ ทางด้านอียิปต์ในขณะนั้นได้ประสบปัญหาจากการรุกรานของชาวเผ่าลิเบียทางชายแดนด้านตะวันตก ส่วนฮิตไทท์ได้ถูกคุกคามจากจักรวรรดิอัสซิเรียซึ่งสามารถยึดครองพื้นที่ประเทศราชของฮิตไทท์ตามแม่น้ำไทกรีสและแม่น้ำยูเฟรตีสได้[2]

สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวได้รับการลงนามโดยราสเสสที่ 2 และฮัตตูซิลีที่ 3 ในปี 1258 ปีก่อนคริสตกาล[3] ประกอบด้วยเนื้อหาจำนวนสิบแปดมาตราได้สร้างสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่าย และดำรงเทพอันเป็นที่เคารพในทั้งสองวัฒนธรรม จากสนธิสัญญาดังกล่าว ได้มีเนื้อหาหลายส่วนที่ได้ไปปรากฏอยู่ในสนธิสัญญาสันติภาพในเวลาถัดมาด้วย สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวได้รับการพิจารณาว่ามีความสำคัญอย่างมากในการศึกษาทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยแบบจำลองของสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวได้อยู่ที่สำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย

ประวัติศาสตร์ยุคใหม่[แก้]

ตัวอย่างของสนธิสัญญาสันติภาพในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ สนธิสัญญาสันติภาพที่เรียกกันว่า สันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลีย ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทูตสมัยใหม่ และระบบรัฐชาติในปัจจุบัน สงครามที่เกิดขึ้นภายหลังจากสนธิสัญญาสันติภาพดังกล่าวไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนาอีก แต่จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐแทน

และอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ สนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซึ่งได้ยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่ามันน่าจะเป็นสนธิสัญญาฉบับที่กระฉ่อนที่สุด เนื่องจากถูกประณามว่าเป็นการก่อให้เกิดลัทธินาซีในเยอรมนี และสืบเนื่องไปถึงการปะทุของสงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากของการดำเนินกระบวนการสันติภาพเพื่อให้เป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย

อ้างอิง[แก้]

  1. Nicolas Grimal, A History of Ancient Egypt, Blackwell Books: 1992, pp.256-257
  2. Grimal, op. cit., p.256
  3. Grimal, op. cit., p.257

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]