สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น
| สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
|||||||
| คู่ขัดแย้ง | |||||||
| ผู้บังคับบัญชา | |||||||
| กำลัง | |||||||
| ราว 500,000 นาย | ราว 400 ,000 นาย | ||||||
| กำลังพลสูญเสีย | |||||||
| 88,429 เสียชีวิตในการรบ 55,655 บาดเจ็บเสียชีวิต 27,192 ป่วยเสียชีวิต 153,584 บาดเจ็บ |
36,500 เสียชีวิตในการรบ 6,127 บาดเจ็บเสียชีวิต 146,032 บาดเจ็บ |
||||||
สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (อังกฤษ: Russo-Japanese War) เป็น สงครามครั้งใหญ่ครั้งแรกในศตวรรษที่ 20 อันเนื่องมาจากลัทธิจักรวรรดินิยมของจักรวรรดิรัสเซียและจักรวรรดิญี่ปุ่น ในบริเวณทางใต้ของแมนจูเรียในพื้นที่คาบสมุทรเหลียวตง, เสิ่นหยาง และบริเวณเกาหลีในพื้นที่คาบสมุทรเกาหลี, ทะเลเหลือง
รัสเซียได้ร้องขอท่าเรือน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกไว้ [1] สำหรับกองทัพเรือและเพื่อการค้าทางทะเลของพวกเขา ซึ่งเมืองวลาดิวอสต็อกของรัสเซียสามารถเปิดดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น แต่เมืองพอร์ตอาเธอร์ (ลวี่ชุนเกาในปัจจุบัน) สามารถเปิดดำเนินการได้ตลอดทั้งปี ซึ่งตั้งแต่สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 ยุติลง ในปี ค.ศ. 1903 รัสเซียไม่สามารถตกลงและเจรจากับญี่ปุ่นได้ ญี่ปุ่นจึงเลือกวิธีการทำสงครามเพื่อให้ได้ครอบงำคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังการเจรจาอันยากเย็นได้จบลงในปี ค.ศ. 1904 กองทัพจักรวรรดินาวีญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีภาคตะวันออกของรัสเซียที่พอร์ตอาเธอร์ และฐานทัพเรือในจังหวัดเหลียวตง ที่รัสเซียเช่าจากจีนอยู่ รัสเซียไม่สามารถต้านทานแสนยานุภาพของกองทัพแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิได้ไม่ว่าจะทั้งทั้งทางบกและทางทะเล
ผลการรบคือกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ได้รับชัยชนะเหนือกองทัพของจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งเป็นที่ไม่คาดคิดสำหรับประเทศผู้สังเกตการณ์ต่างๆ จากสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนสมดุลของขั้วอำนาจโลก และญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีบทบาทในเวทีโลก
เนื้อหา |
เบื้องหลัง [แก้]
ภายหลังการปฏิรูปเมจิ ในปี ค.ศ. 1868 รัฐบาลแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิมีนโยบายในการพัฒนาชาติให้เท่าทันตะวันตก โดยการพัฒนาเทศโนโลยี บุคคากร ให้ทันสมัยต่อโลก จนในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นกลายเป็นรัฐอุตสาหกรรมที่ทันสมัยในเวลาน้อยกว่าครึ่งศตวรรษ ญี่ปุ่นที่รักษาอธิปไตยของพวกเขาไว้ได้รับการยอมรับในฐานะชาติที่เท่าเทียมกับมหาอำนาจตะวันตก
รัสเซียซึ่งถือเป็นจักรวรรดิที่แข็งแกร่งและเป็นมหาอำนาจ มีความทะเยอทะยานต่อดินแดนในเอเชียตะวันออก ในคริสต์ทศวรรษที่ 1890 รัสเซียได้ขยายอาณาเขตไปทั่วเอเชียกลาง ไปยังอัฟกานิสถาน กระบวนการดูดกลืนรัฐท้องถิ่นของรัสเซียยังคงดำเนินไป ญี่ปุ่นที่ได้มีความหวั่นเกรงต่อรัสเซียหวังที่จะมีอิทธิพลในภูมิภาค จึงได้ถือเอาเกาหลีและแมนจูเรียบางส่วนเป็นรัฐหน้าด่าน
สงครามจีน-ญี่ปุ่น (1894–1895) [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1
รัฐบาลแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิเห็นว่า อาณาจักรเกาหลี ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ใกล้กับญี่ปุ่น และกำลังอยู่ภายใต้จักรวรรดิชิง จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภันของชาติตน ซึ่งประชากรและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังมีความต้องการทางปัจจัยด้านนโยบายทางต่างประเทศของญี่ปุ่น อย่างน้อยที่สุด ญี่ปุ่นคิดว่าหากญี่ปุ่นไม่ได้เข้าครอบครองเกาหลี ก็หวังว่าเกาหลีจะเป็นอิสระปราศจากการครอบงำโดยชาติใดๆ
จากชัยชนะของจักรวรรดิญี่ปุ่นเหนือจักรวรรดิชิง นำไปสู่สนธิสัญญาชิโมะโนะเซะกิ และจีนสูญเสียอิทธิพลเหนือคาบสมุทรเกาหลีและคาบสมุทรเหลียวตง รวมถึงเสียดินแดนไต้หวัน ให้แก่ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามรัสเซียซึ่งยังมีความทะเยอทะยานในภูมิภาคนี้อยู่ ได้พยายามชักชวนเยอรมนีและฝรั่งเศส ในการกดดันและบีบญี่ปุ่น โดยเรียกร้องให้ญี่ปุ่นปลดปล่อยคาบสมุทรเหลียวตง
การรุกล้ำของรัสเซีย [แก้]
ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1897 กองทัพเรือรัสเซียได้ปรากฏขึ้นที่พอร์ตอาเธอร์ เดิมรัสเซียต้องการพอร์ตอาเทอร์ซึ่งเป็นเมืองท่าเขตน้ำอุ่นอยู่แล้ว และต้องการพอร์ทอาเธอร์โดยเร็วที่สุด ในปี ค.ศ. 1898 รัสเซียจึงได้เลือกที่จะเช่าพอร์ตอาร์เธอร์, ต้าเหลียงว่าน และน่านน้ำโดยรอบ จากจีน ซึ่งชาวรัสเซียชาวรัสเซียเชื่ออย่างยิ่งว่า วิธีนี้จะทำให้พวกเขาไม่สูญเสียเวลาในการเข้าครอบครอง
ภายหลังเข้าบริหารพอร์ตอาเธอร์แล้ว ปีต่อมารัสเซียได้สร้างทางรถไฟจากฮาร์บิน ผ่านเสิ่นหยาง สู่พอร์ตอาเธอร์ ซึ่งการพัฒนาทางรถไฟนี้เองเป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการก่อกบฏนักมวย
รัสเซียเริ่มที่จะแผ่อิทธิพลเข้าไปในเกาหลี โดยในปี ค.ศ. 1898 พวกเขาได้รับสัมปทานการทำเหมืองแร่และการป่าไม้ที่อยู่ใกล้แม่น้ำยาลิวและตูเหมิน [2] ก่อให้เกิดความวิตกกังวลมากในญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าโจมตีก่อนที่ทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย จะแล้วเสร็จ
ประกาศสงคราม [แก้]
จักรวรรดิญี่ปุ่น ได้ประกาศสงครามในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1904 [3] อย่างไรก็ตาม สามชั่วโมงก่อนที่ทางรัฐบาลรัสเซียจะได้รับทราบถึงคำประกาศสงคราม จักรวรรดินาวีญี่ปุ่นได้ทำการโจมตีกองเรือของรัสเซียทางตะวันออกของพอร์ตอาเธอร์ เมื่อข่าวทราบไปถึง จักรพรรดินีคาไลที่ 2 แห่งรัสเซีย ทำให้ถึงกับทรงตื่นตะลึง ทรงไม่สามารถเชื่อว่าญี่ปุ่นจะสามารถกระทำสงครามโดยไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ และได้ทรงรับคำยืนยันจากรัฐมนตรีของพระองค์ว่า ญี่ปุ่นจะไม่ต่อสู้ ซึ่งรัสเซียได้ประกาศสงครามในแปดวันต่อมา[4]
ญี่ปุ่นที่ชาญฉลาดนั้นได้อ้างถึงการโจมตีสวีเดนของรัสเซีย เมื่อ ค.ศ. 1809 ว่าครั้งนั้นรัสเซียก็ไม่ได้ประกาศสงครามก่อน และการร้องขอที่จะประกาศสงครามก่อนที่สงครามจะเริ่มก็ไม่ได้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ จนกระทั่งสงครามได้สิ้นสุดลงในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1907 โดยมีผลตั้งแต่ 26 มกราคม ค.ศ. 1910 [5]
จักรวรรดิชิงซึ่งแพ้สงครามต่อญี่ปุ่นมาแล้วได้มีความพยายามเอาใจญี่ปุ่น โดยการเสนอความช่วยเหลือทางการทหารไปยังญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นก็ได้ปฏิเสธมัน อย่างไรก้ตาม หยวน ซื่อไข่ ได้ส่งทูตไปพบกับนายพลของญี่ปุ่นหลายต่อหลายครั้ง เพื่อมอบอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และชาวแมนจูเรียบางส่วนก็เข้าร่วมรบกับทั้งสองฝ่าย ในฐานะทหารรับจ้าง
แนวร่วมของรัสเซีย [แก้]
มอนเตเนโกร ได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น เป็นสัญญาณของการสนับสนุนศีลธรรมทางทหารสำหรับรัสเซีย เนื่องด้วยเป็นการตอบแทนรัสเซียในการช่วยมอนเตเนโกรต่อการต่อต้านจักรวรรดิออตโตมัน แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดทางการขนส่งและระยะทาง ผลงานและความพยายามในการช่วยเหลือรัสเซียจึงถูกจำกัด โดยการส่งทหารชาวมอนเตรเนโกรจำนวนเล็กน้อยเข้าร่วมกับกองทัพจักรวรรดิรัสเซียแทน
เหตุการณ์ ค.ศ. 1904 [แก้]
พอร์ตอาเธอร์บนคาบสมุทรเหลียวตงทางตอนใต้ของดินแดนแมนจูเรีย ได้กลายเป็นฐานทัพเรือสำคัญของกองทัพเรือจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อรัสเซียในการมีอำนาจและอิทธิพลในทะเลตะวันออก และเพื่อการนั้น รัสเซียจึงต้องประมือกับญี่ปุ่นเป็นอย่างแรก
การรบที่พอร์ตอาเธอร์ [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ การรบที่พอร์ตอาเธอร์
คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1904 จักรวรรดินาวีญี่ปุ่นภายใต้บัญชาการของ พลเรือเอก โทโง เฮฮะชิโร ได้เปิดศึกโดยเรือพิฆาตตอร์ปิโด[6] ได้โจมตีเรือรบของรัสเซียที่พอร์ตอาเธอร์ จากการโจมตีนั้นได้สร้างความเสียหายให้แก่เรือรบ เทสซาเรวิช และ เร็ทวิซัน เรือรบที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือรัสเซีย ที่ลอยลำอยู่ทางตะวันออก และ เรือลาดตระเวน พัลลาดา[7] จากการโจมตีเหล่านี้ได้พัฒนาในการต่อสู้ของกองทัพเรือรัสเซียในเช้าวันถัดไป ทำให้กองเรือจักรวรรดินาวีญี่ปุ่นมีความลังเลที่จะโจมตีต่อ ซึ่งนี่เองทำให้กองเรือของพลเรือเอกโทโงไม่สามารถที่จะโจมตีเรือของรัสเซียได้ เพราะว่ากองเรือของรัสเซียถูกปกป้องโดยกองปืนใหญ่ที่อยู่บนชายฝั่ง ถึงกระนั้นรัสเซียก็มีความลังเลที่จะออกเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเสียชีวิตของ พลเรือเอก สเตฟาน มารารอฟ เมื่อ 13 เมษายน 1904
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการเหล่านี้ก้ได้เปิดช่องทางให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถยกพลขึ้นบกที่อินชอน ในเกาหลีได้ ซึ่งต่อมาไม่นานญี่ปุ่นก็เข้ายึดครองกรุงโซล และเกาหลีก็กลายเป็น รัฐในอารักขาของจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งต่อมา กองทัพที่ 1 แห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นภายใต้บัญชาการของ พลเอกคุโระกิ ทะเมะโมะโตะ ก็พร้อมที่จะข้ามแม่น้ำเพื่อยึดครองแมนจูเรีย
การรบที่แม่น้ำยาลู [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ สมรภูมิแม่น้ำยาลู ค.ศ. 1904
วันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1904 สมรภูมิแม่น้ำยาลูกลายเป็นการรบภาคพื้นดินครั้งแรกของสงคราม กองพลที่หนึ่งแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งเคลื่อนพลจากเกาหลีได้ข้ามแม่น้ำยาลูเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู้แม่จูเรียได้บุกโจมตีที่ตั้งของรัสเซีย โดยการวางแผนอย่างดีโดยพลเอกคุโระกิ รัสเซียซึ่งพ่ายแพ้ทางกลยุทธ์ของญี่ปุ่นและมีกำลังทางทหารที่น้อยกว่าจึงได้รับคำสั่งให้ถอยทัพ จากความพ่ายแพ้ของกองกำลังเฉพาะกิจรัสเซียตะวันออก ได้ทำให้รัสเซียล้มเลิกความคิดที่ว่า การทำสงครามกับญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องง่ายและรัสเซียจะได้รับชัยชนะในเวลาอันสั้น[8] ทหารญี่ปุ่นได้รุดหน้าต่อไปยังอีกหลายจุดบนชายฝั่งดินแดนแมนจูเรีย และขับไล่รัสเซียให้ถอยร่นกลับไปพอร์ตอาเธอร์ ซึ่งเมื่อกองทัพญี่ปุ่นตามไปถึงพอร์ตอาเธอร์ในวันที่ 25 พฤษภาคมแล้ว ก็เกิดการรบขึ้นที่เรียกว่า การรบที่หนานชาง ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้รับชัยชนะ แต่ก็ต้องสูญเสียกำลังพลไปจำนวนมากจากความพยายามในการรักษาฐานที่มั่นของรัสเซีย
อ้างอิง [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: Russo-Japanese War |
- ↑ Forczyk, p. 22 "Tsar's diary entry"
- ↑ Paine, p. 317
- ↑ ความน่าเชื่อถือจากนักวิจัยทางวิชาการ เอะจิโระ ยะมะซะ จากร่างปฏิญญาข้อความของญี่ปุ่นจากสงคราม— see Naval Postgraduate School (US) thesis: Na, Sang Hyung. "The Korean-Japanese Dispute over Dokdo/Takeshima," p. 62 n207 ธันวาคม 2007, citing Byang-Ryull Kim. (2006). Ilbon Gunbu'ui Dokdo Chim Talsa (The Plunder of Dokdo by the Japanese Military), p. 121.
- ↑ Connaughton, p. 34.
- ↑ Yale University: Laws of War: Opening of Hostilities (Hague III); 18 ตุลาคม 1907, Avalon Project at Yale Law School.
- ↑ Grant p. 12, 15, 17, 42
- ↑ Shaw, Albert (March, 1904). "The Progress of the World – Japan's Swift Action". The American Monthly Review of Reviews (New York: The Review of Reviews Company) 29 (3): 260
- ↑ Connaughton, p.65