สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น
RUSSOJAPANESEWARIMAGE.jpg
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 19045 กันยายน ค.ศ. 1905
สถานที่ แมนจูเรีย, ทะเลเหลือง, คาบสมุทรเกาหลี
ผลลัพธ์ ญี่ปุ่นได้รับชัยชนะ; เกิดสนธิสัญญาพอร์ทสมัธ
คู่ขัดแย้ง
ธงชาติของรัสเซีย จักรวรรดิรัสเซีย
Flag of the Principality of Montenegro.svg มอนเตเนโกร
ธงชาติของญี่ปุ่น จักรวรรดิญี่ปุ่น
ผู้บังคับบัญชา
ธงชาติของรัสเซีย จักรพรรดินีคาไลที่ 2
ธงชาติของจักรวรรดิรัสเซีย อเล็กซี กูโรแพทกิน
ธงชาติของจักรวรรดิรัสเซีย สเตฟาน มารารอฟ 
ธงชาติของจักรวรรดิรัสเซีย ซีโนวี โรซเดสท์เวนสกี
ธงชาติของญี่ปุ่น จักรพรรดิเมจิ
Flag of the Empire of Japan โอยะมะ อิวะโอะ
Flag of the Empire of Japan โนะงิ มะเระซุเกะ
Flag of the Empire of Japan โทโง เฮฮะชิโร
กำลัง
ราว 500,000 นาย ราว 400 ,000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
88,429 เสียชีวิตในการรบ
55,655 บาดเจ็บเสียชีวิต
27,192 ป่วยเสียชีวิต
153,584 บาดเจ็บ
36,500 เสียชีวิตในการรบ
6,127 บาดเจ็บเสียชีวิต
146,032 บาดเจ็บ

สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (อังกฤษ: Russo-Japanese War) เป็น สงครามครั้งใหญ่ครั้งแรกในศตวรรษที่ 20 อันเนื่องมาจากลัทธิจักรวรรดินิยมของจักรวรรดิรัสเซียและจักรวรรดิญี่ปุ่น ในบริเวณทางใต้ของแมนจูเรียในพื้นที่คาบสมุทรเหลียวตง, เสิ่นหยาง และบริเวณเกาหลีในพื้นที่คาบสมุทรเกาหลี, ทะเลเหลือง

รัสเซียได้ร้องขอท่าเรือน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกไว้ [1] สำหรับกองทัพเรือและเพื่อการค้าทางทะเลของพวกเขา ซึ่งเมืองวลาดิวอสต็อกของรัสเซียสามารถเปิดดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น แต่เมืองพอร์ตอาเธอร์ (ลวี่ชุนเกาในปัจจุบัน) สามารถเปิดดำเนินการได้ตลอดทั้งปี ซึ่งตั้งแต่สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 ยุติลง ในปี ค.ศ. 1903 รัสเซียไม่สามารถตกลงและเจรจากับญี่ปุ่นได้ ญี่ปุ่นจึงเลือกวิธีการทำสงครามเพื่อให้ได้ครอบงำคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังการเจรจาอันยากเย็นได้จบลงในปี ค.ศ. 1904 กองทัพจักรวรรดินาวีญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีภาคตะวันออกของรัสเซียที่พอร์ตอาเธอร์ และฐานทัพเรือในจังหวัดเหลียวตง ที่รัสเซียเช่าจากจีนอยู่ รัสเซียไม่สามารถต้านทานแสนยานุภาพของกองทัพแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิได้ไม่ว่าจะทั้งทั้งทางบกและทางทะเล

ผลการรบคือกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ได้รับชัยชนะเหนือกองทัพของจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งเป็นที่ไม่คาดคิดสำหรับประเทศผู้สังเกตการณ์ต่างๆ จากสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนสมดุลของขั้วอำนาจโลก และญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีบทบาทในเวทีโลก

เนื้อหา

เบื้องหลัง [แก้]

ภายหลังการปฏิรูปเมจิ ในปี ค.ศ. 1868 รัฐบาลแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิมีนโยบายในการพัฒนาชาติให้เท่าทันตะวันตก โดยการพัฒนาเทศโนโลยี บุคคากร ให้ทันสมัยต่อโลก จนในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นกลายเป็นรัฐอุตสาหกรรมที่ทันสมัย​​ในเวลาน้อยกว่าครึ่งศตวรรษ ญี่ปุ่นที่รักษาอธิปไตยของพวกเขาไว้ได้รับการยอมรับในฐานะชาติที่เท่าเทียมกับมหาอำนาจตะวันตก

รัสเซียซึ่งถือเป็นจักรวรรดิที่แข็งแกร่งและเป็นมหาอำนาจ มีความทะเยอทะยานต่อดินแดนในเอเชียตะวันออก ในคริสต์ทศวรรษที่ 1890 รัสเซียได้ขยายอาณาเขตไปทั่วเอเชียกลาง ไปยังอัฟกานิสถาน กระบวนการดูดกลืนรัฐท้องถิ่นของรัสเซียยังคงดำเนินไป ญี่ปุ่นที่ได้มีความหวั่นเกรงต่อรัสเซียหวังที่จะมีอิทธิพลในภูมิภาค จึงได้ถือเอาเกาหลีและแมนจูเรียบางส่วนเป็นรัฐหน้าด่าน

สงครามจีน-ญี่ปุ่น (1894–1895) [แก้]

นายพลชาวจีนจากเปียงยาง ยอมศิโรราบต่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1894

รัฐบาลแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิเห็นว่า อาณาจักรเกาหลี ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ใกล้กับญี่ปุ่น และกำลังอยู่ภายใต้จักรวรรดิชิง จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภันของชาติตน ซึ่งประชากรและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังมีความต้องการทางปัจจัยด้านนโยบายทางต่างประเทศของญี่ปุ่น อย่างน้อยที่สุด ญี่ปุ่นคิดว่าหากญี่ปุ่นไม่ได้เข้าครอบครองเกาหลี ก็หวังว่าเกาหลีจะเป็นอิสระปราศจากการครอบงำโดยชาติใดๆ

จากชัยชนะของจักรวรรดิญี่ปุ่นเหนือจักรวรรดิชิง นำไปสู่สนธิสัญญาชิโมะโนะเซะกิ และจีนสูญเสียอิทธิพลเหนือคาบสมุทรเกาหลีและคาบสมุทรเหลียวตง รวมถึงเสียดินแดนไต้หวัน ให้แก่ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามรัสเซียซึ่งยังมีความทะเยอทะยานในภูมิภาคนี้อยู่ ได้พยายามชักชวนเยอรมนีและฝรั่งเศส ในการกดดันและบีบญี่ปุ่น โดยเรียกร้องให้ญี่ปุ่นปลดปล่อยคาบสมุทรเหลียวตง

การรุกล้ำของรัสเซีย [แก้]

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1897 กองทัพเรือรัสเซียได้ปรากฏขึ้นที่พอร์ตอาเธอร์ เดิมรัสเซียต้องการพอร์ตอาเทอร์ซึ่งเป็นเมืองท่าเขตน้ำอุ่นอยู่แล้ว และต้องการพอร์ทอาเธอร์โดยเร็วที่สุด ในปี ค.ศ. 1898 รัสเซียจึงได้เลือกที่จะเช่าพอร์ตอาร์เธอร์, ต้าเหลียงว่าน และน่านน้ำโดยรอบ จากจีน ซึ่งชาวรัสเซียชาวรัสเซียเชื่ออย่างยิ่งว่า วิธีนี้จะทำให้พวกเขาไม่สูญเสียเวลาในการเข้าครอบครอง

ภายหลังเข้าบริหารพอร์ตอาเธอร์แล้ว ปีต่อมารัสเซียได้สร้างทางรถไฟจากฮาร์บิน ผ่านเสิ่นหยาง สู่พอร์ตอาเธอร์ ซึ่งการพัฒนาทางรถไฟนี้เองเป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการก่อกบฏนักมวย

รัสเซียเริ่มที่จะแผ่อิทธิพลเข้าไปในเกาหลี โดยในปี ค.ศ. 1898 พวกเขาได้รับสัมปทานการทำเหมืองแร่และการป่าไม้ที่อยู่ใกล้แม่น้ำยาลิวและตูเหมิน [2] ก่อให้เกิดความวิตกกังวลมากในญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าโจมตีก่อนที่ทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย จะแล้วเสร็จ

ประกาศสงคราม [แก้]

ดินแดนแมนจูเรียทั้งหมด โดยที่สีแดงอ่อนคือแมนจูเรียของรัสเซีย

จักรวรรดิญี่ปุ่น ได้ประกาศสงครามในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1904 [3] อย่างไรก็ตาม สามชั่วโมงก่อนที่ทางรัฐบาลรัสเซียจะได้รับทราบถึงคำประกาศสงคราม จักรวรรดินาวีญี่ปุ่นได้ทำการโจมตีกองเรือของรัสเซียทางตะวันออกของพอร์ตอาเธอร์ เมื่อข่าวทราบไปถึง จักรพรรดินีคาไลที่ 2 แห่งรัสเซีย ทำให้ถึงกับทรงตื่นตะลึง ทรงไม่สามารถเชื่อว่าญี่ปุ่นจะสามารถกระทำสงครามโดยไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ และได้ทรงรับคำยืนยันจากรัฐมนตรีของพระองค์ว่า ญี่ปุ่นจะไม่ต่อสู้ ซึ่งรัสเซียได้ประกาศสงครามในแปดวันต่อมา[4]

ญี่ปุ่นที่ชาญฉลาดนั้นได้อ้างถึงการโจมตีสวีเดนของรัสเซีย เมื่อ ค.ศ. 1809 ว่าครั้งนั้นรัสเซียก็ไม่ได้ประกาศสงครามก่อน และการร้องขอที่จะประกาศสงครามก่อนที่สงครามจะเริ่มก็ไม่ได้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ จนกระทั่งสงครามได้สิ้นสุดลงในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1907 โดยมีผลตั้งแต่ 26 มกราคม ค.ศ. 1910 [5]

จักรวรรดิชิงซึ่งแพ้สงครามต่อญี่ปุ่นมาแล้วได้มีความพยายามเอาใจญี่ปุ่น โดยการเสนอความช่วยเหลือทางการทหารไปยังญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นก็ได้ปฏิเสธมัน อย่างไรก้ตาม หยวน ซื่อไข่ ได้ส่งทูตไปพบกับนายพลของญี่ปุ่นหลายต่อหลายครั้ง เพื่อมอบอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และชาวแมนจูเรียบางส่วนก็เข้าร่วมรบกับทั้งสองฝ่าย ในฐานะทหารรับจ้าง

แนวร่วมของรัสเซีย [แก้]

มอนเตเนโกร ได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น เป็นสัญญาณของการสนับสนุนศีลธรรมทางทหารสำหรับรัสเซีย เนื่องด้วยเป็นการตอบแทนรัสเซียในการช่วยมอนเตเนโกรต่อการต่อต้านจักรวรรดิออตโตมัน แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดทางการขนส่งและระยะทาง ผลงานและความพยายามในการช่วยเหลือรัสเซียจึงถูกจำกัด โดยการส่งทหารชาวมอนเตรเนโกรจำนวนเล็กน้อยเข้าร่วมกับกองทัพจักรวรรดิรัสเซียแทน

เหตุการณ์ ค.ศ. 1904 [แก้]

พอร์ตอาเธอร์บนคาบสมุทรเหลียวตงทางตอนใต้ของดินแดนแมนจูเรีย ได้กลายเป็นฐานทัพเรือสำคัญของกองทัพเรือจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อรัสเซียในการมีอำนาจและอิทธิพลในทะเลตะวันออก และเพื่อการนั้น รัสเซียจึงต้องประมือกับญี่ปุ่นเป็นอย่างแรก

การรบที่พอร์ตอาเธอร์ [แก้]

กองปืนใหญ่ของรัสเซียบนชายฝั่งระดมยิงต่อต้านกองเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น

คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1904 จักรวรรดินาวีญี่ปุ่นภายใต้บัญชาการของ พลเรือเอก โทโง เฮฮะชิโร ได้เปิดศึกโดยเรือพิฆาตตอร์ปิโด[6] ได้โจมตีเรือรบของรัสเซียที่พอร์ตอาเธอร์ จากการโจมตีนั้นได้สร้างความเสียหายให้แก่เรือรบ เทสซาเรวิช และ เร็ทวิซัน เรือรบที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือรัสเซีย ที่ลอยลำอยู่ทางตะวันออก และ เรือลาดตระเวน พัลลาดา[7] จากการโจมตีเหล่านี้ได้พัฒนาในการต่อสู้ของกองทัพเรือรัสเซียในเช้าวันถัดไป ทำให้กองเรือจักรวรรดินาวีญี่ปุ่นมีความลังเลที่จะโจมตีต่อ ซึ่งนี่เองทำให้กองเรือของพลเรือเอกโทโงไม่สามารถที่จะโจมตีเรือของรัสเซียได้ เพราะว่ากองเรือของรัสเซียถูกปกป้องโดยกองปืนใหญ่ที่อยู่บนชายฝั่ง ถึงกระนั้นรัสเซียก็มีความลังเลที่จะออกเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเสียชีวิตของ พลเรือเอก สเตฟาน มารารอฟ เมื่อ 13 เมษายน 1904

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการเหล่านี้ก้ได้เปิดช่องทางให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถยกพลขึ้นบกที่อินชอน ในเกาหลีได้ ซึ่งต่อมาไม่นานญี่ปุ่นก็เข้ายึดครองกรุงโซล และเกาหลีก็กลายเป็น รัฐในอารักขาของจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งต่อมา กองทัพที่ 1 แห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นภายใต้บัญชาการของ พลเอกคุโระกิ ทะเมะโมะโตะ ก็พร้อมที่จะข้ามแม่น้ำเพื่อยึดครองแมนจูเรีย

การรบที่แม่น้ำยาลู [แก้]

ภาพวาดสมรภูมิแม่น้ำอิมจิน วาดโดยวะตะนะเบะ โนะบุกะซุ ในปี ค.ศ. 1904

วันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1904 สมรภูมิแม่น้ำยาลูกลายเป็นการรบภาคพื้นดินครั้งแรกของสงคราม กองพลที่หนึ่งแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งเคลื่อนพลจากเกาหลีได้ข้ามแม่น้ำยาลูเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู้แม่จูเรียได้บุกโจมตีที่ตั้งของรัสเซีย โดยการวางแผนอย่างดีโดยพลเอกคุโระกิ รัสเซียซึ่งพ่ายแพ้ทางกลยุทธ์ของญี่ปุ่นและมีกำลังทางทหารที่น้อยกว่าจึงได้รับคำสั่งให้ถอยทัพ จากความพ่ายแพ้ของกองกำลังเฉพาะกิจรัสเซียตะวันออก ได้ทำให้รัสเซียล้มเลิกความคิดที่ว่า การทำสงครามกับญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องง่ายและรัสเซียจะได้รับชัยชนะในเวลาอันสั้น[8] ทหารญี่ปุ่นได้รุดหน้าต่อไปยังอีกหลายจุดบนชายฝั่งดินแดนแมนจูเรีย และขับไล่รัสเซียให้ถอยร่นกลับไปพอร์ตอาเธอร์ ซึ่งเมื่อกองทัพญี่ปุ่นตามไปถึงพอร์ตอาเธอร์ในวันที่ 25 พฤษภาคมแล้ว ก็เกิดการรบขึ้นที่เรียกว่า การรบที่หนานชาง ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้รับชัยชนะ แต่ก็ต้องสูญเสียกำลังพลไปจำนวนมากจากความพยายามในการรักษาฐานที่มั่นของรัสเซีย

อ้างอิง [แก้]

  1. Forczyk, p. 22 "Tsar's diary entry"
  2. Paine, p. 317
  3. ความน่าเชื่อถือจากนักวิจัยทางวิชาการ เอะจิโระ ยะมะซะ จากร่างปฏิญญาข้อความของญี่ปุ่นจากสงคราม— see Naval Postgraduate School (US) thesis: Na, Sang Hyung. "The Korean-Japanese Dispute over Dokdo/Takeshima," p. 62 n207 ธันวาคม 2007, citing Byang-Ryull Kim. (2006). Ilbon Gunbu'ui Dokdo Chim Talsa (The Plunder of Dokdo by the Japanese Military), p. 121.
  4. Connaughton, p. 34.
  5. Yale University: Laws of War: Opening of Hostilities (Hague III); 18 ตุลาคม 1907, Avalon Project at Yale Law School.
  6. Grant p. 12, 15, 17, 42
  7. Shaw, Albert (March, 1904). "The Progress of the World – Japan's Swift Action". The American Monthly Review of Reviews (New York: The Review of Reviews Company) 29 (3): 260 
  8. Connaughton, p.65