ราชวงศ์โชซอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก ราชวงศ์ลี)
อาณาจักรโจซอน
조선(朝鮮)
แผนที่แสดงที่ตั้ง ของโจซอน
ดินแดนของราชวงศ์โจซอน หลังจากการพิชิตชาวจูร์เชนโดนพระเจ้าเซจงมหาราช
Korea unified vertical.svgประวัติศาสตร์เกาหลี

ยุคก่อนประวัติศาสตร์
 ยุคจูลมุน
 ยุคมูมุน
อาณาจักรโชซอนโบราณ 2333–108 BC
 รัฐจิ้น
ก่อนสามก๊ก: 108–57 BC
 พูยอ, โอกจอ, ทงเย
 สามฮั่น: มา, บยอน, จิน
สามก๊ก: 57 BC – 668 AD
 อาณาจักรโกคูรยอ 37 BC – 668 AD
 อาณาจักรแพกเจ 18 BC – 660 AD
 อาณาจักรซิลล่า 57 BC – 935 AD
 กายา 42–562
อาณาจักรเหนือใต้: 698–935
 อาณาจักรรวมซิลล่า 668–935
 อาณาจักรบัลแฮ 698–926
 สามอาณาจักรหลัง 892–935
  อาณาจักรโคกุรยอใหม่, อาณาจักรแพกเจใหม่, อาณาจักรซิลล่า
ราชวงศ์โครยอ 918–1392
ราชวงศ์โชซอน 1392–1897
จักรวรรดิเกาหลี 1897–1910
ญี่ปุ่นปกครอง 1910–1945
 รัฐบาลพลัดถิ่น 1919–1948
การแบ่งเกาหลี 1945–1948
เหนือ, ใต้ 1948–present
 สงครามเกาหลี 1950–1953


ราชวงศ์โจซอน (Joseon Dynasty, เกาหลี: 조선, ฮันจา: 朝鮮, MC: Joseon, MR: Chosŏn) หรือ ราชวงศ์ลี ที่สถาปนาขึ้นภายหลังการยกสถานะของอาณาจักรโจซอนเป็นจักรวรรดิโชซอน ตามพระบรมราชโองการของสมเด็จพระจักรพรรดิควางมูแห่งจักรวรรดิโชซอน (พระเจ้าโกจง) เป็นราชวงศ์ที่ปกครองคาบสมุทรเกาหลีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1392-1910 (อย่างเป็นทางการ) โดยรวมแล้วราชวงศ์โจซอน มีอายุกว่า 600 ปี

ช่วงเวลาที่ราชวงศ์โจซอนปกครองเกาหลีนั้น ได้สร้างการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มั่นคง ส่งเสริมปรัชญาของลัทธิขงจื้อให้ซึมซาบไปในสังคมโจซอน และรับวัฒนธรรมจีน เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมโจซอนรุ่งเรือง และมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์โจซอนอ่อนแอลงด้วยการรุกรานของญี่ปุ่นและแมนจูเรีย ทำให้โจซอนใช้นโยบายปิดประเทศอย่างแข็งกร้าว อาณาจักรโจซอนจึงเป็นรู้จักของชาวตะวันตกในนาม อาณาจักรฤๅษี (The Hermit Kingdom) เมื่อสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 อาณาจักรโจซอนก็เสื่อมลงด้วยการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและการแย่งชิงอำนาจและการเผชิญทั้งศึกภายนอกและศึกภายใน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1895 เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นชนะสงครามกับจักรวรรดิชิง (ประเทศจีน) ก็ได้ส่งทหารบุกเข้าพระราชวังเคียงบกเพื่อปลงพระชนม์ พระมเหสีมิน จายอง พระมเหสีในพระเจ้าโกจง (ภายหลังได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศเป็น จักรพรรดินีเมียงซอง) และบังคับให้อาณาจักรโจซอนแยกตัวเป็นเอกราชจากจักรวรรดิชิงตามสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ ใน ค.ศ. 1897 อย่างไรก็ตาม อาณาจักรโจซอนโดยพระเจ้าโกจง (พระอิสรยิยศขณะนั้น) โดยการถวายคำแนะนำของรัสเซีย จึงเลื่อนสถานะของอาณาจักรโจซอนเป็นจักรวรรดิโชซอน และสถาปนาอิสริยยศพระองค์เองใหม่เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่ในที่สุดก็จบลงด้วยการเข้ายึดครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) ตามสนธิสัญญาการเข้ายึดครองเกาหลีของญี่ปุ่น ในรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิยุงฮีแห่งจักรวรรดิโชซอน (พระเจ้าซุนจง) ด้วยการลดพระอิสริยยศเหลือเพียง กษัตริย์ (บางครั้งเรียก สมเด็จพระราชาธิบดี) และบังคับเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ไปประทับที่ญี่ปุ่นเพื่อเป็นองค์ประกัน

เนื้อหา

[แก้] สถาปนาราชวงศ์

ราชวงศ์โจซอนก่อตั้งขึ้นโดย นายพลลีซองเก (태조; Lee Seong-gye) ขุนพลคนสำคัญแห่งราชวงศ์โครยอ (Korea Dynasty) ได้ก่อการยึดอำนาจในปี พ.ศ. 1935 (ค.ศ. 1392) ขึ้นเป็นพระเจ้าแทโจ ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศเสียใหม่เป็นโจซอนและย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ฮันยาง หรือ กรุงโซลในปัจจุบัน

ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1931 แผ่นดินซึ่งปกครองโดยราชวงศ์โครยอที่ปกครองเกาหลีมาถูกล้มล้างราชบัลลังก์ และให้พระเจ้าคงยาง ครองราชย์เป็นกษัตริย์หุ่นเชิด

ใน พ.ศ. 1935 ลี ซอเก ก็ปลดพระเจ้าคงยางและตั้งตนเองเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ และย้ายเมืองหลวงมาที่ฮันยาง ทำการก่อสร้างและปรับปรุงเมือง จนสร้างพระราชวังเคียงบกเสร็จใน พ.ศ. 1938 พระเจ้าแทจงโอรสของพระเจ้าแทโจก็ได้ทรงวางรากฐานการปกครองของอาณาจักรโจซอน ทรงตั้งสภาอึยจอง ให้มีการสำรวจสำมะโนประชากร และสนับสนุนลัทธิขงจื้อให้เป็นที่ยอมรับนับถือเหนือพระพุทธศาสนาซึ่งแต่เดิมมีชาวโจซอนนับถือกันมาช้านาน พ.ศ. 1944 ราชวงศ์หมิงก็ยอมรับให้ราชวงศ์โจซอนปกครองโจซอนอย่างเป็นทางการ และเป็นเมืองขึ้นของจีนต้องส่งบรรณาการ

[แก้] สังคมโจซอน

การแบ่งชนชั้นในสมัยโจซอนมีรากฐานมาจากสังคมในปลายสมัยโครยอ มีกษัตริย์โชซอนอยู่ที่ยอดพีระมิด รองลงมาเป็นชนชั้นปกครอง คือ พวกขุนนาง ปราชญ์ขงจื้อต่างๆ ชนชั้นของโจซอนเป็น 4 ชั้น

  1. ยังบัน แปลว่า สองชนชั้น ประกอบด้วย มุนบัน ชนชั้นปราชญ์ คือ ขุนนางฝ่ายบุ๋น และมูบัน ชนชั้นนักรบ คือ ขุนนางฝ่ายบู้ยังบันเป็นชนชั้นที่มีเอกสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง ลูกหลานของยังบันเท่านั้นที่มีสิทธิ์สอบควากอ (จอหงวน) ในสมัยต้นโจซอนรายได้ของยังบันคือรายได้จากที่ดินของตนในการทำเกษตรกรรมหรือให้เช่า แต่ในสมัย พระเจ้าเซโจ กษัตริย์องค์ที่ 7 โอรสของ พระเจ้าเซจงมหาราช ได้ยึดที่ดินของยังบันไปเป็นของทางราชการหมด ทำให้ยังบันมีเพียงรายได้จากเบี้ยหวัดจากราชสำนักเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วยังบันจะได้รับการยกเว้นภาษี
  2. จุงอิน แปลว่า ชนชั้นกลาง เป็นคนกลุ่มที่เป็นลูกจ้างของทางราชการ สอบควากอได้เพียงระดับต่ำ คือ มิได้ไปเป็นขุนนางปกครองบ้านเมืองแต่เป็นคนงานในราชสำนัก อาชีพของจุงอินมีสี่อย่าง คือ ล่ามแปลภาษา นักกฎหมาย แพทย์ (ชาย) และโหรหลวง
  3. ซังมิน คือ สามัญชนทั่วไป คือ ชาวบ้านชาวนาชาวไร่ กรรมกร ชาวประมง ซึ่งจะต้องถูกเก็บภาษีจากโจ (ที่ดิน) โพ (เสื้อผ้า) และยอก (ส่วยแทนการเกณฑ์ทหาร) ซังมินจะต้องรองรับภาษีที่สูงลิบลิ่วเหล่านี้ และบ่อยครั้งที่ไม่พอใจลุกฮือต่อต้านจนทางการต้องเอากำลังมาปราบ
  4. ชอนมิน คือ ทาส พวกนี้ไม่ใช่คน ทางราชการจะเข้ามาควบคุมชนชั้นนี้เสมือนเป็นสิ่งของชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นสมบัติส่วนบุคคลสามารถซื้อขายกันได้ และทางราชการเองก็มีชอนมินไว้เป็นสมบัติเป็นจำนวนมากเพื่อใช้งานในราชสำนัก ชอนมินที่ไม่ได้มีเจ้าของก็จะประกอบอาชีพที่สังคมดูถูกเช่น คนฆ่าสัตว์ นักแสดงกายกรรม ผู้หญิงก็จะมีสามอาชีพ คือ มูดัง (ร่างทรง) คีแซง (นางโลม) และอึยนยอ (แพทย์หญิง) แต่ควากอขุนนางฝ่ายบู้ก็เปิดโอกาสให้ชอนมินผู้ชายเข้าไปเป็นทหารเช่นกัน

การแบ่งชนชั้นทางสังคมโจซอนนั้นเข้มงวดมากในต้นสมัยโจซอน แต่หลังจากสงครามกับญี่ปุ่นและการเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตกแล้ว ชนชั้นล่างก็เริ่มที่จะลืมตาอ้าปากได้ขณะที่ชนชั้นบนก็ยากจนขัดสนลง สตรียังบันนั้นจะต้องเชื่อฟังสามี เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านออกนอกบ้านได้นานๆครั้ง เมื่อออกนอกบ้านต้องปกปิดหน้าตา แต่สตรีในระดับชั้นล่างกลับมีอิสรภาพมากกว่า สามารถไปไหนมาไหนก็ได้

[แก้] พระราชวังทั้งห้าและป้อมฮวาซอง

ประตูกวางฮวามุน


ราชวงศ์โจซอนนั้นมีพระราชวังที่อยู่ในเมืองหลวงทั้งหมดห้าแห่ง คือ

[แก้] พระเจ้าเซจงมหาราช

อาณาจักรโจซอนรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยพระเจ้าเซจงมหาราช (พ.ศ. 1961 - พ.ศ. 1993) ทั้งในด้านการปกครองและวัฒนธรรม ทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่ตั้งอยู่ในคุณธรรมและเห็นแก่ประชาชน พระเจ้าเซจงทรงให้มีการก่อสร้างจิปฮยอนจอน สำนักรวบรวมปราชญ์ขงจื้อเพื่อคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับพระองค์และสร้างนักปราชญ์ที่คงแก่เรียนต่อไป สมัยพระเจ้าเซจงมหาราชมีนักประดิษฐ์ชื่อจาง ยองชิล ประดิษฐ์มาตรวัดน้ำฝนอันแรกของโลก และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ เช่น นาฬิกาแดด สมัยพระเจ้าเซจงมหาราชเป็นสมัยแห่งการแผยแพร่ความรู้ตามแบบเกาหลีโบราณในหลายสาขา เช่น การเกษตร การแพทย์ ดนตรี มีการพิมพ์หนังสือขึ้นหลายเล่ม เกี่ยวกับแขนงวิชาเหล่านี้ และใน พ.ศ. 1986 ทรงสั่งให้มีการประดิษฐ์อักษรฮันกึล เป็นอักษรของชาวเกาหลีชุดแรกแทนที่ฮันจา|อักษรจีนที่ใช้เขียนแทนเสียงภาษาเกาหลี

[แก้] การรุกรานโจซอนของญี่ปุ่น (พ.ศ. 2135-2141)

เรือเต่า

ในพ.ศ. 2130 โทโยโทมิ ฮิเดโยชิิ โชกุนซึ่งได้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นในยุคเซงโงกุุได้จนสำเร็จ คิดวางแผนที่จะบุกยึดจีนราชวงศ์หมิง แต่ระหว่างทั้งสองประเทศนั้นมีโจซอนคั่นกลาง โทโยโทมิจึงได้สั่งให้โซ โยชิโทชิ เจ้าผู้ครองเกาะซึชิมา ไปยื่นคำขาดแก่โจซอนให้ช่วยเหลือญี่ปุ่นในการบุกยึดราชวงศ์หมิง แต่เกาะซิชิมาได้รับเอกสิทธิ์จากโจซอนให้เป็นทางผ่านการค้ากับโจซอนเพียงเกาะเดียว ทำให้โซเจ้าผู้ครองเกาะไม่อยากจะทำลายความสัมพันธ์อันดีกับโจซอนและทำลายการค้า จึงส่งบรรณาการให้กับโจซอนแทน พระเจ้าซอนโจจึงส่งทูตไปยังเกียวโตเพื่อขอบพระทัยโทโยโทมิ แต่โทโยโทมิเข้าใจว่าทูตโจซอนมาส่งบรรณาการจึงเขียนจดหมายตอบกลับไปให้โจซอนเข้าร่วมสงครามกับราชวงศ์หมิง

พระเจ้าซอนโจและบรรดาขุนนางพากันตะลึง ว่าญี่ปุ่นจะบุกยึดจีน ด้วยเหตุที่โจซอนเป็นเมืองขึ้นจีน การจะทำสงครามกับจีนคงเป็นไปไม่ได้ จึงตัดสินใจรอรายละเอียดที่ชัดเจนจากญี่ปุ่น แต่โทโยโทมิเห็นว่าส่งคำขอไปสองครั้งแล้วไม่ตอบรับก็ส่งกองทัพบุกโจซอนในพ.ศ. 2135 บุกยึดปูซาน และรุกไปทางเหนือยึดฮันยางได้อย่างรวดเร็ว เพราะญี่ปุ่นมีปืนแต่โจซอนมีธนู และเผาพระราชวังเคียงบกยับเยิน แต่พระเจ้าซองโจทรงหลบหนีไปเปียงยางก่อนหน้านี้แล้ว ทัพญี่ปุ่นจึงบุกไปทางเหนือยึดเปียงยาง แต่ทางทะเลนั้นมีขุนพลลี ซุนชิน สกัดกั้นการส่งเสบียงของญี่ปุ่นทางน้ำได้โดยใช้คอบุกซอน (เรือเต่า) เรือที่มีเกราะเหล็กลำแรกของโลก และทางบกมี ควาน ยูล โต้ทัพญี่ปุ่นกลับทางบก พระเจ้าซอนโจทรงหลบหนีไปปักกิ่งและร้องขอให้จักรพรรดิหว่านลี่ช่วยเหลือ ฮ่องเต้หว่านลี่ส่งทัพมาช่วยจนยึดเปียงยางคืนได้ในพ.ศ. 2131 และทำลายเสบียงญี่ปุ่นจนต้องทิ้งเมืองฮันยาง จนในที่สุดจีนและญี่ปุ่นก็สงบศึกกัน

สงครามทำให้โจซอนปรับปรุงการป้องกันประเทศของตนใหม่ โดยจัดการสร้างป้อมรอบฮันยาง มีการรับเอาปืนเข้ามาใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อการเจรจาสงบศึกของจีนและญี่ปุ่นไม่เป็นผล โทโยโทมิก็ส่งทัพมาบุกอีกในพ.ศ. 2140 แต่ถูกทัพโจซอนและจีนต้านทานไว้ได้เป็นส่วนใหญ่ และทางน้ำลีซุนชิน ทำลายทัพเรือญี่ปุ่นยับเยิน โทโยโทมิเสียชีวิตในพ.ศ. 2141 ญี่ปุ่นจึงถอยทัพกลับ และถูกทัพเรือโจซอนโจมตีที่โนรยาง แต่ลีซุนชินถูกยิงเสียชีวิต

เมื่อสิ้นสงครามแล้วประเทศโจซอนก็ตกอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ทุกชนชั้นไม่ว่าจะเป็นยังบันหรือสามัญชนล้วนอดอยาก ทำให้ยังบันเริ่มที่จะขายต่ำแหน่งเอาเงิน ถอยร่นไปอยู่ไร่อยู่นาก็มี และสามัญชนก็กลับเริ่มที่จะมีโอกาสเป็นขุนนางและร่ำรวยมากขึ้น ระบอบสังคมที่เข้มงวดควบคุมโดยหลักขงจื้อต้องสั่นสะเทือน ที่สำคัญงานศิลปะต่างๆสมบัติล้ำค่าทั้งหลายล้วนถูกญี่ปุ่นยึดเอากลับไปหมด ศิลปินต่างๆช่างฝีมือก็สิ้นชีวิตในสงครามเสียหมด ยุคนี้จึงเป็นยุคเสื่อมของโชซอนทั้งการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

[แก้] สงครามกับแมนจู

ดูบทความหลักที่ การรุกรานโจซอนของแมนจู

ในพ.ศ. 2162 ราชวงศ์หมิงพ่ายแพ้เผ่าแมนจูภายใต้การนำของนูร์ฮาชีในการรบที่ซาร์ฮู โจซอนเองก็ได้ส่งกำลังเข้าร่วมรบกับฝ่ายราชวงศ์หมิง จึงเห็นว่าเผ่าแมนจูเริ่มจะมีกำลังขึ้นเรื่อยๆจึงควรจะดำเนินนโยบายเป็นกลาง แต่พ.ศ. 2166 ฝ่ายตะวันตกยึดบัลลังก์จากองค์ชายควางแฮและให้พระเจ้าอินโจครองราชย์ ฝ่ายตะวันตกมีนโยบายเข้าข้างราชวงศ์หมิง ในพ.ศ. 2167 ลีควาล ได้ก่อกบฏแย่งบัลลังก์พระเจ้าอินโจแต่ไม่สำเร็จถูกประหารชีวิต แต่กบฏที่เหลือหนีไปแมนจูเรียพบหวงไท่จี๋ลูกของจักรพรรดินูรฮาชีร้องขอให้บุกโชซอนเพื่อคืนอำนาจแก่ตน พ.ศ. 2170 หวงไท่จี๋นำทัพเข้าบุกโจซอนปล้มสะดมเมืองเปียงยาง พระเจ้าอินโจทรงหนีไปเกาะคังฮวา จนหวงไท่จี๋ยอมสงบศึก

พ.ศ. 2178 หวงไท่จี๋สถาปนาราชวงศ์ชิง ปีต่อมาพ.ศ. 2179 จึงส่งสารมาเรียกบรรณาการจากโจซอน บรรดาขุนนางฝ่ายตะวันตกซึ่งสนับสนุนราชวงศ์หมิงก็ปฏิเสธทันที หวงไท่จี๋จึงส่งทัพมาบุกถึงฮันซองอย่างรวดเร็วจนพระเจ้าอินโจทรงหลบหนีไม่ทัน และล้อมเมืองไว้ ทำให้ภายในเมืองผู้คนเริ่มอดอยากล้มตาย อีกทั้งพระโอรสและบรรดาสนมต่างถูกทัพแมนจูจับที่เกาะคังฮวา ทำให้พระเจ้าอินโจทรงยอมแพ้ หวงไท่จี๋นัดพระเจ้าอินโจมาที่ซัมจอนโด สั่งให้สร้างอนุสรณ์ยกย่องแมนจู และบังคับให้พระเจ้าอินโจคำนับตนเองถึงเก้าครั้ง รวมทั้งยังตั้งเงื่อนไขให้โจซอนพ้นจากราชวงศ์หมิงมาเป็นเมืองขึ้นของราชวงศ์ชิง และส่งองค์ชายโซฮยอนและองค์ชายพงนิมรวมทั้งลูกชายของขุนนางชั้นสูงไปเป็นตัวประกันที่เสิ่นหยาง

ความพ่ายแพ้คราวนี้สร้างความคับแค้นแก่โจซอนอย่างมาก เพราะชาวโชซอนดูถูกพวกแมนจูมาช้านาน ว่าเป็นอนารยชนจากทางเหนือ ขุนนางโจซอนยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิงอยู่ จนราชวงศ์หมิงถูกทำลายลงในพ.ศ. 2187 ราชวงศ์ชิงของพวกแมนจูก็เข้าปกครองแทน โจซอนก็ยังต้องส่งบรรณาการให้กับจีนต่อไปอีกราชวงศ์หนึ่ง

[แก้] แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

ความแตกแยกของขุนนางออกเป็นหลายฝ่ายเริ่มขึ้นในสมัยพระเจ้าซอนโจ โดยแตกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายขุนนางที่อาศัยอยู่ทางซีกตะวันตกของเมืองฮันซอง เรียกว่า ฝ่ายตะวันตก (ซออิน) มีความคิดอนุรักษ์นิยมยึดมั่นในหลักขงจื้อ และฝ่ายตะวันออก (ทงอิน) มีความคิดแนวปฏิรูปจากหลักการดั้งเดิม หลังสิ้นสุดสงครามอิมิจิน ฝ่ายตะวันออกก็มีอำนาจขึ้นมาเพราะกระแสปฏิรูปที่เกิดขึ้น แต่ฝ่ายตะวันออกก็แตกอีกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายใต้ (นัมอิน) คือพวกหัวกลางๆ และฝ่ายเหนือ (พุกอิน) ที่หัวปฏิรูปแรงกล้า ครั้นพ.ศ. 2151 พระเจ้าซอนโจสิ้นพระชนม์ ฝ่ายตะวันออกก็พลักดันให้องค์ชายควางแฮขึ้นครองราชย์ แต่ก็ถูกฝ่ายตะวันตกยึดบัลลังก์ไปในพ.ศ. 2166 ให้พระเจ้าอินโจขึ้นครองราชย์แทน แต่ฝ่ายเหนือก็ก่อกบฏ จนนำไปสู่การรุกรานของแมนจูในที่สุด

การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของขุนนางได้สร้างความขัดแย้งและความวุ่นวายให้แก่อาณาจักรโจซอนไปอีก 100 กว่าปี ในพ.ศ. 2202 พระเจ้าฮโยจงสิ้นพระชนม์ ก็เกิดปัญหาว่าควรจะให้พระพันปีแจอึยซึ่งเป็นพระมารดาเลี้ยงของพระเจ้าฮโยจงสวมชุดไว้ทุกข์เป็นเวลานานเท่าไร เพราะตามหลักของจื้อไม่ได้บอกไว้ว่าเมื่อลูกเลี้ยงที่สืบทอดตระกูลเสียชีวิตจะให้แม่เลี้ยงทำอย่างไร ฝ่ายตะวันตกบอกว่าให้ใส่หนึ่งปี แต่ฝ่ายใต้บอกให้ใส่สามปี พระเจ้าฮยอนจงทรงเลือกที่จะให้ใส่หนึ่งปี เท่ากับดันให้ฝ่ายตะวันตกมีอำนาจ แต่พระองค์ก็ทรงสนับสนุนฝ่ายใต้เพื่อคานอำนาจ พอพ.ศ. 2217 มเหสีอินซอนพระมารดาของพระเจ้าฮยอนจงสิ้นพระชนม์ ก็เกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันตกกับฝ่ายใต้อีกว่าจะให้พระพันปีแจอึยไว้ทุกข์นานเท่าไร แม้พระเจ้าฮยอนจงจะสิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน ความขัดแย้งก็ไม่สิ้นสุด จนพระเจ้าซุกจงต้องทรงห้ามมิให้ทะเลาะกันอีก

ในพ.ศ. 2223 ฝ่ายใต้ล่มสลาย เหลือแต่ฝ่ายตะวันตกจึงแบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายโนนน (พวกหัวเก่า) ประกอบด้วยขุนนางอาวุโส และฝ่ายโซนน (พวกหัวใหม่) มีขุนนางรุ่นใหม่ ในสมัยพระเจ้าซุกจง ฝ่ายโนนนและฝ่ายโซนนขัดแย้งกันเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท ฝ่ายโนนนสนับสนุนพระเจ้ายองโจ แต่ฝ่ายโซนนสนับสนุนพระเจ้าเคียงจง ในพ.ศ. 2233 พระเจ้าเคียงจงทรงได้เป็นรัชทายาท ทำให้ฝ่ายโนนนเสื่อมอำนาจลงไป

เมื่อพระเจ้ายองโจครองราชย์ใน พ.ศ. 2267 ทรงเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของขุนนาง บ้านเมืองที่ทรุดโทรมและประชาชนกำลังลำบากแต่ราชสำนักกลับมัวแต่ทะเลาะกัน จึงทรงห้ามมิให้มีการแบ่งฝ่ายอีก การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจึงเสื่อมลงตั้งแต่สมัยพระเจ้ายองโจ และสิ้นสุดในสมัยแทวอนกุน

[แก้] ปิดกั้นประเทศจากชาวตะวันตก

ใน พ.ศ. 2278 เฮนดริก ฮาเมล พนักงานบัญชีของบริษัทดัทช์อินเดียตะวันออก แล่นเรือมุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่นแต่ถูกพายุซัดมาเรือล่มที่เกาะเชจูมีลูกเรือรอดอยู่ 30 กว่าคน แต่ทั้งหมดก็ถูกพระเจ้าฮโยจงจับขังไว้ที่ฮันยางนานถึง 13 ปี แล้วฮาเมลจึงสามารถหลบหนีออกมาจากอาณาจักรฤๅษี (The Hermit Kingdom) นี้ได้ ฮาเมลและพรรคพวกเป็นชาวตะวันตกกลุ่มแรกที่ได้เห็นผืนแผ่นดินโจซอน แม้โชซอนจะต้อนรับไม่ค่อยจะดีนักก็ตาม

แต่สำหรับชาวโจซอนแล้ว หลังจากผ่านสงครามกับต่างชาติที่หนักน่วงมาสองครั้ง ได้เรียนรู้ว่าทุกสิ่งที่มาจากภายนอกเป็นภัยไปเสียหมด ทำให้โจซอนมีนโยบายปิดประเทศที่แข็งกร้าว มีเพียงสองทางแคบๆที่โจซอนติดต่อกับโลกภายนอกคือการค้ากับจีนและกับญี่ปุ่นผ่านเกาะซิชิมา เมื่อมีชาวยุโรปมาหาโดยไม่ตั้งตัวจึงเหมือนกับมีมนุษย์ต่างดาวบุกก็ไม่ปาน แต่วิทยาการตะวันตกก็แทรกซึมมาสู่อาณาจักรล้อมรั้วเหล็กนี้ได้ในที่สุด ผ่านทางการค้ากับจีน เมื่อพระเจ้าอินโจส่งพระโอรสสองพระองค์ไปเป็นตัวประกันที่จีน พระโอรสทั้งสองก็ได้สัมผัสกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของชาวตะวันตกในจีน รวมทั้งคณะมิชชันนารีที่กำลังแผยแผ่ศาสนาคริสต์ ในพ.ศ. 2288 องค์ชายโซฮยอนเสด็จกลับโชซอน ได้ทำสินค้าจีนและแนวความคิดแบบชาวตะวันตกเข้ามา ทำให้พระองค์ทรงขัดแย้งกับพระเจ้าอินโจ และทรงถูกปลงพระชนม์ในที่สุด

ในศตวรรษที่ 18 คณะมิชชันนารีก็ได้ย่างเท้าเข้ามาสู่อาณาจักรโจซอนในที่สุด และเริ่มได้รับผู้นับถือมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาขุนนางและปราชญ์ขงจื้อต่างเห็นพ้องต้องกันว่าศาสนาคริสต์เป็นความเชื่อที่คุกคามโครงสร้างทางสังคมของโจซอน แต่สำหรับสามัญชนแล้วศาสนาคริสต์คือผู้ปลดปล่อยพวกเขาจากสังคมที่เข้มงวดของโจซอนนั่นเอง จนในพ.ศ. 2301 พระเจ้ายองโจก็ทรงประกาศห้ามการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ แต่พระเจ้ายองโจก็ทรงมีนโยบายที่ผ่อนปรน แต่หลังจากสมัยของพระองค์แล้วก็มีการสังหารหมู่ชาวคริสต์อยู่หลายครั้ง ชาวคริสต์จึงต้องหลบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆและบ่อยครั้งที่ถูกตามจนพบและกวาดล้าง

ดูบทความหลักที่ พยองอินยังโย และ ชินมียังโย

พ.ศ. 2406 พระเจ้าโคจงขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนม์มายุได้ 11 ชันษา องค์ชายแทวอนกุนพระบิดาสำเร็จราชการแทน ในพ.ศ. 2408 รัสเซียนำทัพเรือมาบุกเกาหลีทางตะวันออกเพื่อเรียกร้องสิทธิพิเศษทางการค้าเหมือนกับที่ชาติตะวันตกอื่นๆได้ทำกับจีน บรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศสในโจซอนจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะนำศาสนาคริสต์ได้รับการยอบรับจากทางราชการ จึงเสนอให้บิชอป แบร์โนซ์ เป็นตัวแทนเจรจากับฝรั่งเศสเพื่อขอความช่วยเหลือจากการรุกรานของรัสเซีย แทวอนกุนทรงยอมรับข้อเสนอ แต่เมื่อบิชอปแบร์โนซ์เดินทางถึงฮันยางกลับถูกจับและประหารชีวิต ตามมาด้วยการสังหารมิชชันนารีอีกหลายท่านและชาวคริสต์เกาหลีจำนวนมาก

มิชชันนารีที่รอดชีวิตก็ได้หลบหนีไปปักกิ่ง และเข้าพบปิแอร์-กุสตาฟ โรเซอ นายพลเรือฝรั่งเศส โรเชอจึงตัดสินใจบุกยึดโจซอนในทันที เพื่อกู้ศักดิ์ศรีของฝรั่งเศสและคริสต์ศาสนา ซึ่งโรเชอได้รับการสนับสนุนจากอองรี เดอ บัลโลเนต์ กงศุลฝรั่งเศสในปักกิ่ง โรเซอบุกยึดได้เกาะคังฮวา แต่กระแสน้ำแปรปรวนและแม่น้ำฮันตื้นเขินเกินกว่าจะล่องเรือไปได้ทำให้โรเซอไปไม่ถึงฮันยาง โรเซอพยายามจะขึ้นฝั่งอยู่หลายครั้งแต่ถูกชาวโจซอนต่อต้านอย่างรุนแรงจึงถอยกลับไปในที่สุด การบุกเกาหลีของฝรั่งเศสครั้งนี้เรียกว่า พยองอินยังโย (การรุกรานของชาวตะวันตกในปีพยองอิน)

ในปีพ.ศ. 2408 เช่นกัน บริษัทอังกฤษแห่งหนึ่งในจีน ต้องการที่จะทำสัญญาการค้ากับโจซอน จึงส่งเรือรบเจเนอรัล เชอร์แมน ของสหรัฐอเมริกาไปยังโจซอน แต่กลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากแทวอนกุนซึ่งส่งทัพมาโจมตีและเผาเรือเจเนอรัล เชอร์แมน ในพ.ศ. 2414 สหรัฐอเมริกาจึงส่งทัพมาโจซอน เพื่อเจรจาสันติภาพว่าสหรัฐอเมริกาจะขอสำรวจน่านน้ำของโจซอนและจะไม่ทำอันตราย แต่ด้วยการสื่อสารที่ไม่ได้ผลทำให้เมื่อทัพเรือสหรัฐอเมริกาเข้าสู่แม่น้ำฮัน ชาวโจซอนตกใจคิดว่าจะมาบุกยึดฮันยางจึงยิงปืนใส่ ทัพสหรัฐอเมริกาจึงบุกยึดเกาะคังฮวา และโจมตีเมืองต่างๆของโจซอน และได้จับชาวโจซอนเป็นเชลยไว้จำนวนมาก จึงคิดจะให้เป็นข้อแลกเปลี่ยนในการทำสัญญาทางการค้า แต่ทางราชการไม่สนใจชีวิตของตัวประกันและยังคงยืนยันจะปิดประเทศต่อไป เมื่อการเจรจาไม่ได้ผลทัพเรืออเมริกาจึงถอยทัพกลับ การบุกเกาหลีของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้เรียกว่า ชินมียังโย (การรุกรานของชาวตะวันตกในปีชินมี)

[แก้] อาณาจักรฤๅษีเปิดประตู

[แก้] สนธิสัญญาคังฮวา

ดูบทความหลักที่ สนธิสัญญาคังฮวา

มเหสีของพระเจ้าโกจง คือ มเหสีมิน ทรงเป็นสตรีที่เชี่ยวชาญด้านการเมือง บ่อยครั้งที่พระองค์จะออกมาจากที่กักกันของนางในในวังมาว่าราชการกับบรรดาขุนนางและนักปราชญ์ ซึ่งผิดหลักขงจื้ออย่างร้ายแรง ซึ่งห้ามมิให้สตรียุ่งเกี่ยวกิจการบ้านเมือง และยังสร้างความไม่พอใจให้แก่แทวอนกุน ซึ่งต้องการจะรักษาอำนาจของตนไว้ จนในพ.ศ. 2425พระเจ้าโกจงทรงมีพระโอรสประสูติกับพระสนมองค์หนึ่ง ทำให้แทวอนกุนกล่าวโทษมเหสีมินว่าไม่ทรงทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีแต่กลับว่าราชการ มเหสีมินจึงทรงตอบโต้ด้วยการให้ขุนนางฝ่ายพระองค์ลงความเห็นให้พระเจ้าโกจงทรงว่าราชการด้วยพระองค์เอง สิ้นสุดการว่าราชการแทนของแทวอนกุน และส่งแทวอนกุนไปประทับที่พระราชวังอึนฮยอนเล็กๆ นอกเมืองฮันยาง

ญี่ปุ่นหลังจากที่มีการฟื้นฟูเมจินั้น ได้รับเอาวิทยาการตะวันตกเข้ามาอย่างมากและปรับปรุงประเทศจนทันสมัยมีพลังอำนาจแสนยานุภาพทัดเทียมชาติตะวันตก ในพ.ศ. 2418 เรือรบญี่ปุ่นชื่อ อุโย บุกเข้ามาโจตีเมืองท่าต่างๆของโจซอนและหนีกลับ และญี่ปุ่นก็ส่งข้อเรียกร้องจนญี่ปุ่นและโจซอนได้ทำสนธิสัญญาคังฮวา ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียม ทำให้โจซอนเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่ญี่ปุ่น และต้องเปิดเมืองท่าให้กับญี่ปุ่นและชาวตะวันตก ได้แก่ ปูซาน อินชอน วอนซัน

[แก้] การยึดอำนาจปีคัปชิน

ดูบทความหลักที่ รัฐประหารปีคัปชิน

ในพ.ศ. 2420 โจซอนส่งทูตไปเยี่ยมชมการปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตกของญี่ปุ่น และทูตก็ได้พบว่าญี่ปุ่นนั้นเจริญก้าวหน้าเมืองต่างๆกลายเป็นเมืองใหญ่ มเหสีมินจึงทรงตระหนักว่าประเทศของพระองค์นั้นล้าสมัยเพียงใดและต้องการการพัฒนาประเทศ แต่บรรดาขุนนางขงจื้อของพระองค์ก็แตกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายหัวก้าวหน้า ที่เห็นชอบกับการรับวิทยาการตะวันตกเข้ามาอย่างเต็มที่ และตัดความสัมพันธ์กับจีน และฝ่ายซาแด คือ ฝ่ายที่เห็นตัวอย่างจากราชวงศ์ชิงแล้วว่า ชาวตะวันตกคือภัยคุกคาม ไม่ควรข้องแวะ แต่ภายใต้อำนาจของมเหสีมิน วิทยาการตะวันตกก็เข้าสู่โจซอนอย่างเต็มตัว

ผลก็คือกบฎทหารเก่า ที่ถูกแทนที่ด้วยทหารที่มีเทคโนโลยีมากกว่า จึงถูกละเลยและไม่ได้รับค่าจ้าง และหันไปหาแทวอนกุน แทวอนกุนเห็นโอกาสจึงส่งทหารพวกนี้มาบุกพระราชวังเคียงบกสังหารผู้สนับสนุนมเหสีมินในพ.ศ. 2425 พระเจ้าโกจงและมเหสีมินทรงหลบหนีได้ทัน ฝ่ายจีนเกรงว่าตนจะเสียการควบคุมประเทศราช จึงส่งทัพมายึดอำนาจคืนให้มเหสีมินและจับตัวแทวอนกุนกลับไปจีน ฝ่ายญี่ปุ่นได้โอกาสจึงหาข้ออ้างให้โชซอนขดเชยค่าเสียหายจากกบฏและส่งทัพมาคุ้มครองสถานกงศุล มเหสีมินจึงทรงอนุญาตให้จีนส่งทัพมาประจำที่โจซอน เพื่อคานอำนาจกับญี่ปุ่น และทรงเชื่อคำแนะนำของจีน ที่ให้โจซอนทำสัญญาการค้ากับชาติตะวันตก เช่น อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย ซึ่งสัญญาเหล่านี้โชซอนเสียเปรียบทั้งสิ้น

แต่ฝ่ายหัวก้าวหน้าที่ต่อต้านจีนไม่พอใจ จึงยกกำลังบุกพระราชวังยึดอำนาจในพ.ศ. 2427 สังหารฝ่ายซาแดไปมาก เรียกว่า การยึดอำนาจปีคัปชิน แต่สองวันถัดมาก็ถูกกองทัพจีนของหยวนซื่อไข่ปราบปรามจนราบคาบ ในพ.ศ. 2428 จีนและญี่ปุ่นทำสนธิสัญญาเทียนจิน ตกลงจะถอนทัพออกจากโจซอน

[แก้] กบฎทงฮัก

ความวุ่นวายทางการเมืองทั้งหลายก็เป็นโอกาสให้ลัทธิทงฮัก (การเรียนรู้ตะวันออก) ถือกำเนิด ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญในการพิ่งพาตนเองไม่ยุ่งเกี่ยวกับชาวตะวันตก แต่การกระทำของทางราชการที่ไปทำสัญญญากับชาวตะวันตกทำให้พวกทงฮักไม่พอใจ แม้ว่าผู้คิดค้นลัทธิ คือ แชร์เจอู จะถูกประหารชีวิตไปแล้วก็ตามในพ.ศ. 2407 แต่ลัทธิของเขาก็ยังอยู่ ปลุกระดมบรรดาชาวไร่ชาวนาชาวบ้านที่ยากจนให้เดินขบวนประท้วงที่เมืองฮันยางในพ.ศ. 2437 เมื่อทางราชการไม่ฟังจึงก่อจลาจล มเหสีมินทรงเรียนกองทัพจากจีนมากช่วยปราบกบฎ จีนจึงให้หยวนซื่อไข่ไปปราบกบฎทงฮัก ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นดังนั้นจึงยกทัพเข้ามาบ้าง อ้างว่าจีนละเมิดสนธิสัญญาเทียนจิน ทำให้ชาวบ้านทงฮักผู้น่าสงสารถูกทั้งจีนและญี่ปุ่นสังหารเสียชีวิตไปมากมาย

แม้กบฏทงฮักจะถูกทำลายไปแล้ว แต่ทั้งจีนและญี่ปุ่นไม่ยอมถอนทัพกลับคืน และทำสงครามกันในโจซอน เรียกว่า สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 จนกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดพระราชวังเคียงบก คุมตัวพระเจ้าโกจงและมเหสีมิน ทางโจซอนจึงต้องจำนนทำตามข้อเรียกร้องของญี่ปุ่น ให้ขับกองทัพจีนกลับไปให้หมด และตามสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ โจซอนหยุดส่งบรรณาการให้จีน เป็นประเทศเอกราช ทำลายยอนกึมมุน (ประตูใช้รับทูตราชวงศ์ชิง) และสร้างทงนิมมุน (ประตูเอกราช) ขึ้นแทน

[แก้] การล้มล้างสถาบันจักรพรรดิโชซอนของจักรวรรดิญี่ปุ่น

เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นเห็นว่าพระมเหสีมิน จายองทรงเป็นอุปสรรคสำคัญในการครอบครองคาบสมุทรเกาหลี (มีผู้กล่าวว่า พระมเหสีมินจายองเปรียบเสมือนความเป็นชาติของโจซอน) มิอุระ โกโร่ ผู้นำกองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นในโชซอนขณะนั้นจึงมีคำสั่งให้ ลอบสังหารพระมเหสีมินในพ.ศ. 2438 ซึ่งก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ารัฐบาลกลางของจักรวรรดิญี่ปุ่นมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ โดยกองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกเข้าไปใน พระราชวังเคียงบก และสังหารพระนางอย่างโหดเหี้ยมภายในพระตำหนัก จากนั้นจึงเผาพระศพของพระนางภายหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าสิ้นพระชนม์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ มีแต่ชาวรัสเซียชื่อ เซอเรอดิน-ซาบาติน ที่เห็นทหารของจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกเข้าไปในฝ่ายในของวัง เรียกว่า เหตุการณ์ปีอึลมี

ขณะเดียวกัน พระเจ้าโกจง ก็ทรงลี้ภัยไปประทับที่สถานกงศุลรัสเซีย ฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นได้อำนาจก็ทำการปรับปรุงจักรวรรดิโชซอนให้ทันสมัย โดยยกเลิกประเพณีเก่าๆ โดยเฉพาะสั่งให้ผู้ชายทุกคนตัดจุก (ลัทธิขงจื้อห้ามตัดผม) สร้างความไม่พอใจแก่ชาวเกาหลีอย่างมาก ชาวโชซอนทุกชนชั้นจึงรวมตัวกันเป็น สมาคมเอกราช (ทงนิป-ฮยอบพี) ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 พระเจ้าโกจงทรงทนการรบเร้าจากสมาคมเอกราชมิได้ จึงทรงกลับมาประทับที่พระราชวังทอกซู และทรงมีพระบรมราชโองการเลื่อนฐานะของอาณาจักรโจซอน เป็นจักรวรรดิโชซอนพร้อมเปลี่ยนสถานะของพระองค์จากพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรโจซอนเป็น สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโชซอน ประวัติศาสตร์สมัยอาณาจักรโจซอนจึงสิ้นสุดเพียงเท่านี้

[แก้] รายพระนามกษัตริย์ จักรพรรดิ และผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์

[แก้] กษัตริย์แห่งราชวงศ์โจซอน

พระนามเดิม พระนามาภิไธย ปีที่ครองราชย์ (พ.ศ.)
ลี ซอ-เก แทโจ 1935 - 1941
ลี พัง-กวา จองจง 1941 - 1943
ลี พัง-วอน แทจง 1943 - 1961
ลี โท เซจงมหาราช 1961 - 1993
ลี ฮยาง มุนจง 1993 - 1995
ลี ฮง-วี ทันจง 1995 - 1998
ลี ยู เซโจ 1998 - 2011
ลี ควาง เยจง 2011 - 2012
ลี ฮยอล ซองจง 2012 - 2037
ลี ยุง องค์ชายยอนซัน 2037 - 2049
ลี ยอก จุงจง 2049 - 2087
ลี โฮ อินจง 2087 - 2088
ลี ฮวาน เมียงจง 2088 - 2110
ลี ยอน ซอนโจ 2110 - 2151
ลี ฮน องค์ชายควางแฮ 2151 - 2166
ลี จง อินโจ 2166 - 2192
ลี โฮ ฮโยจง 2191 - 2202
ลี ยอน ฮยอนจง 2202 - 2217
ลี ซุน ซุกจง 2217 - 2263
ลี ยุน คยองจง 2263 - 2267
ลี คึม ยองโจ 2267 - 2319
ลี ซาน จองโจ 2319 - 2343
ลี คง ซุนโจ 2343 - 2377
ลี ฮวาน ฮอนจง 2377 - 2392
ลี พยอน ชอลจง 2392 - 2406
ลี เมียง-บก โกจง 2406 - 2440

[แก้] จักรพรรดิและผู้อ้างสิทธิแห่งราชบัลลังก์ราชวงศ์โจซอน

หลังจากการสถาปนาเป็นจักรวรรดิโชซอนของสมเด็จพระจักรพรรดิควางมู (พระเจ้าโกจง) ราชวงศ์โจซอนเดิมได้ถูกเปลี่ยนเป็นราชวงศ์ลี[ต้องการอ้างอิง] จนกระทั่งถูกญี่ปุ่นยึดครองเมื่อปี ค.ศ.1910 และพ้นจากการปกครองของญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1945 นำไปสู่การปกครองเกาหลีที่แยกออกเป็น 2 รัฐเนื่องจากสงครามโชซอน แต่ก็ยังคงมีการสืบราชบัลลังก์อยู่จนถึงปัจจุบันในประเทศเกาหลีใต้ซึ่งปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ

พระนามาภิไธย พระนามเมื่อครองราชย์ พระนามหลังการสวรรคต ปีที่ครองราชย์ (พ.ศ.)
ลี เมียง-บก สมเด็จพระจักรพรรดิควางมู สมเด็จพระจักรพรรดิโกจง 2440 - 2450
ลี ชอก สมเด็จพระจักรพรรดิยุงฮี สมเด็จพระจักรพรรดิซุนจง 2450 - 2453
ลี อึน เจ้าชายยอง มกุฎราชกุมารแห่งโชซอน เจ้าชายอุยมิน มกุฎราชกุมารแห่งโชซอน 2453 - 2513
ลี กู เจ้าชายกูแห่งโชซอน เจ้าชายโฮอุนแห่งโชซอน 2513 - 2548
ลี วอน เจ้าชายวอน รัชทายาทแห่งโชซอน - 2548 - ปัจจุบัน

[แก้] ฐานันดรศักดิ์ราชวงศ์โจซอน

[แก้] สมัยอาณาจักรโจซอน

  • วัง (王 왕), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระเจ้าแผ่นดินแห่งโจซอน, ขานแทนพระนามว่า ชอนฮา (殿下 전하) หรือ"มามา" (媽媽 마마) ก่อนจะมีการเรียกแทนพระนามพระเจ้าแผ่นดินว่า "ชอนฮา" มีการใช้คำว่า "'นารัทนิม"' (나랏님) และ "'อิมกึม"' (임금) ซึ่งเป็นภาษาพูด มีฐานันดรศักดิ์สำหรับอดีตพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่าซอนแดวัง (先大王 선대왕 ) ; แดวัง (大王 대왕) หรือมหาราช สำหรับพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงคุณงามความดีแก่แผ่นดิน ; กุกวัง (國王 국왕) ใช้ขานแทนพระนามราชทูตจากต่างแผ่นดิน

การกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดินในฐานะบุคคลที่สามสำหรับฝ่ายใน มักขานแทนพระนามว่า "กึมซาง" (今上 금상) - ฝ่าบาท, ขานแทนด้วยรัชสมัยของพระเจ้าแผ่นดินว่า (主上 주상 "จูซาง" หรือ 上監 상감 "ซางกัม"), หรืออาจขานแทนด้วยพระตำหนักที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นตำหนักใหญ่ของพระราชวังว่า "แดจอน" (大殿 대전-ตำหนักใหญ่)

  • วังบี (王妃 왕비), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระมเหสีแห่งโจซอน, ขานแทนพระนามว่า มามา (媽媽 마마) หรือ ชุงกุงจอน/ชุงจอน (中宮殿 중궁전 ชุงกุงจอน หรือ 中殿 중전 ชุงจอน) สำหรับฝ่ายใน ซึ่งหมายถึงพระตำหนักกลางของพระราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมเหสี สำหรับพระราชินีที่ยังคงพระชนม์ชีพอยู่ จะมีฐานันดรศักดิ์วังฮู (王后 왕후) ต่อท้ายพระนาม
  • ซังวัง (上王 상왕), คือฐานันดรศักดิ์ที่สำหรับอดีตพระเจ้าแผ่นดินซึ่งทรงสละราชสมบัติให้กับพระราชโอรส, ขานแทนพระนามว่า ชอนฮา (殿下 전하 jeonha) หรือ มามา (媽媽 마마)
  • วังแดบี (王大妃 왕대비 วังแดบี), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในอดีตพระราชา พระปิตุจฉาหรือพระอัยยิกาในพระราชาองค์ปัจจุบัน, ขานแทนพระนามว่า มามา
  • แดวังแดบี (大王大妃 대왕대비), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในอดีตพระราชานับขึ้นไปอีก2ขั้น หรือพระปัยยิกา (ย่าทวด) ในพระราชาองค์ปัจจุบัน, ขานแทนพระนามว่า มามา
  • แดวอนกุน (大阮君 대원군), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชชนกในพระราชาองค์ปัจจุบัน ซึ่งไม่เคยขึ้นครองราชย์
  • บูแดบูอิน (府大夫人 부대부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในพระราชชนก (ซึ่งไม่เคยขึ้นครองราชย์) ของพระเจ้าแผ่นดิน
  • บูวอนกุน (府院君 부원군) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระบิดาในพระมเหสี
  • บูบูอิน (府夫人 부부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระมารดาในพระมเหสี
  • กุน (君 군) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระโอรส ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระสนม หรือพระโอรสในองค์ชายใหญ่ (แดกุน), ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "แดกัม" (大監 대감) หลังเข้าพิธี
  • กุนบูอิน (郡夫人 군부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาใน"กุน"
  • แดกุน (大君 대군) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชโอรส ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี, ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "แดกัม" (大監 대감) หลังเข้าพิธี พระโอรสใน"แดกุน" จะมีฐานันดร"กุน"
  • บูบูอิน (府夫人 부부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาใน"แดกุน"
  • วอนจา (元子 원자) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชโอรสองค์แรก ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี (หรือประสูติแต่พระสนมในบางกรณี) ก่อนได้รับการเลื่อนพระอิสริยยศเป็นรัชทายาท, ขานแทนพระนามว่า มามา (媽媽 마마)
  • วังเซจา (王世子 왕세자) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับองค์ชายรัชทายาท หรือเรียกฐานันดรอย่างลำลองว่า เซจา (世子 세자) , ขานแทนพระนามว่า จอฮา (邸下 저하) หรือขานแทนพระนามโดยลำลอง (ซึ่งเรียกพระนามโดยปรกติโดยฝ่ายใน) ว่า ตงกุง (東宮 동궁-ตำหนักบูรพา) หรือ ชุงกุง (春宮 춘궁) ซึ่งแปลว่าตำหนักทิศตะวันออกอันเป็นที่ประทับขององค์ชายรัชทายาท; สมาชิกราชวงศ์ที่มีพระอิสริยยศสูงกว่า มักขานฐานันดรอย่างลำลองและขานแทนพระนาม"มามา (媽媽 마마)
  • วังเซจาบิน (王世子嬪 왕세자빈) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในองค์ชายรัชทายาท ("วังเซจา") หรือเรียกฐานันดรอย่างลำลองว่า เซจาบิน (世子嬪 세자빈) ขานแทนพระนามว่า มาโนรา หรือ "มานูรา" (마노라 manora หรือ 마누라 manura) ภายหลังจากที่ราชสำนักได้รับอิทธิพลจาก"ตระกูลคิมจากอันดง" ทำให้การขานแทนพระนามเกิดความสับสน และหันไปขานแทนพระนามวังเซจาบินว่า "มามา" (媽媽 마마)
  • กงจู (公主 공주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี, ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "จากา" (자가) หลังเข้าพิธี
  • องจู (翁主 옹주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระสนม, ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "จากา" (자가) หลังเข้าพิธี
  • วังเซเจ (王世弟 왕세제) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระอนุชาในพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอนุชารัชทายาทในกรณีที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นไม่มีพระโอรส
  • วันเซซน (王世孫 왕세손) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระโอรสประสูติแต่องค์ชายรัชทายาท ("วังเซจา") และพระชายาในองค์ชายรัชทายาท ("วังเซจาบิน") หรือพระนัดดาชายในพระเจ้าแผ่นดิน , ขานแทนพระนามว่า ฮัปอา (閤下 합하)

[แก้] สมัยจักรวรรดิเกาหลี

  • ฮวางเจ (皇帝 황제) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโชซอน, ขานแทนพระนามว่า พเย-ฮา (陛下 폐하) สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์แรกคือสมเด็จพระจักรพรรดิควางมู
  • ฮวางฮู (皇后 황후) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดินี (พระมเหสี) แห่งจักรวรรดิโชซอน สมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์แรกคือสมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง
  • ฮวางแทฮู (皇太后 황태후) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดินี (พระมเหสี) ในพระจักรพรรดิองค์ก่อนหน้า หรือพระราชชนนีในพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน
  • แทฮวางแทฮู (太皇太后 태황태후) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดินี (พระมเหสี) ในพระจักรพรรดิองค์ก่อนหน้านับขึ้นไป2ขั้น หรือพระอัยยิกา (ย่า) ในพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน
  • ฮวางแทจา (皇太子 황태자) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับองค์ชายรัชทายาท ขานแทนพระนามว่า "ชอนฮา" (殿下 전하)
  • ฮวางแทจาบี (皇太子妃 황태자비) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในองค์ชายรัชทายาท
  • ชินวัง (親王 친왕) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับองค์ชาย หรือพระราชโอรสประสูติแต่พระจักรพรรดิ
  • ชินวังบี (親王妃 친왕비) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในองค์ชาย หรือพระชายาในพระราชโอรสประสูติแต่พระจักรพรรดิ
  • กงจู (公主 공주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี
  • องจู (翁主 옹주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระสนม

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] แหล่งอ้างอิงและเชิงอรรถ

  1. ^ 1.0 1.1 아틀라스 한국사 편찬위원회 (2004). 아틀라스한국사. 사계절. p. 108. ISBN 8958280328. 
เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น