พระเจ้าช็องโจแห่งโชซ็อน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าช็องโจแห่งโชซ็อน
220px
พระบรมนามาภิไธย ลี ซาน (이산, 李祘)
พระปรมาภิไธย พระเจ้าจองโจ
พระอิสริยยศ พระมหากษัตริย์แห่งโชซอน
ราชวงศ์ โชซอน
ครองราชย์ 10 มีนาคม พ.ศ. 231928 มิถุนายน พ.ศ. 2343
ราชาภิเษก 10 มีนาคม พ.ศ. 2319
ระยะครองราชย์ 24 ปี
รัชกาลก่อนหน้า ยองโจ
รัชกาลถัดไป ซุนโจ
พระบรมศพ พระราชสุสานยุงนึงและกอนนึง
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 22 กันยายน พ.ศ. 2295,พระราชวังชางเกียงกุง
สวรรคต 28 มิถุนายน พ.ศ. 2343 พระราชวังชางเกียงกุง
(พระชนมายุได้ 48 พรรษา)
พระราชบิดา องค์ชายรัชทายาทซาโด
พระราชมารดา พระนางฮเยกยอง
พระมเหสี พระมเหสีฮโยอึย
พระราชโอรส/ธิดา พระเจ้าซุนโจ,องค์รัชทายาทมุนฮโย
    
พระเจ้าช็องโจแห่งโชซ็อน
ฮันกึล 정조
ฮันจา 正祖
RR Jeongjo
MR Chŏngjo
ชื่อเกิด
ฮันกึล 이산
ฮันจา 李祘
RR I San
MR Yi San
ภาพดอกไม้ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของ พระเจ้าช็องโจ

พระเจ้าช็องโจ (เกาหลี: 정조, ฮันจา: 正祖, MC: Jeongjo, MR: Chǒngjo ค.ศ. 1752 - ค.ศ. 1800) เป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 22 แห่งราชอาณาจักรโชซ็อน (ค.ศ. 1776 - ค.ศ. 1800) ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ทรงคุณประโยชน์ที่สุดแห่งอาณาจักรโชซ็อนคู่กับพระอัยกาคือ พระเจ้ายองโจ รัชสมัยของพระเจ้าช็องโจเป็นสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและสังคมของเกาหลี ทรงสนับสนุนวิทยาการสมัยใหม่และทรงมีโครงการใหญ่มากที่จะย้ายเมืองหลวงไปที่ฮวาซอง โดยทรงสร้างป้อมขนาดใหญ่ คือ ป้อมฮวาซอง

องค์ชายรัชทายาทซาโด[แก้]

พระเจ้าช็องโจมีพระอัตชีวประวัติค่อนข้างละเอียดในหนังสือ บันทึกในความเงียบ (한중록, 閑中錄) ของพระราชมารดา[1] (พระชายาฮเยบิน ตระกูลฮง) โดยพระเจ้าช็องโจ ประสูติเมื่อปี ค.ศ. 1752 พระนามว่า อี ซาน (Yi san) เป็นพระโอรสของ องค์ชายรัชทายาทซาโด (사도세자, 思悼世子) และพระชายาฮเยบิน ตระกูลฮง พระเจ้าช็องโจมีพระเชษฐา คือ พระนัดดารัชทายาทอึยโซ (의소세손, 懿昭世孫) ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปก่อนพระเจ้าช็องโจประสูติหกเดือน พระเจ้าช็องโจได้รับแต่งตั้งเป็นพระนัดดารัชทายาท (왕세손, 王世孫) เมื่อปี ค.ศ. 1759 จากพระเจ้ายองโจ

พระราชบิดา คือ องค์ชายรัชทายาทซาโด เกิดมีอาการทางพระสติไล่เข่นฆ่าผู้คน จนถูกพระเจ้ายองโจลงพระอาญาปลดจากตำแหน่งและขังไว้ในกล่องไม้เจ็ดวันสิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ. 1762 โดยเหตุการณ์สำเร็จโทษองค์ชายรัชทายาทซาโดนั้นทำให้เกิดการแตกแยกในหมู่ขุนนาง คือ ฝ่ายที่เห็นชอบกับการสำเร็จโทษขององค์ชายรัชทายาทยาทซาโด เรียกว่า ฝ่ายพยอกพา (벽파, 僻派) และฝ่ายที่ไม่เห็นชอบกับการสำเร็จโทษองค์ชาย และควรจะคืนตำแหน่งและเกียรติยศให้ดังเดิม เรียกว่า ฝ่ายชิพา (시파, 時派) และเหตุการณ์นี้ยังทำให้ความชอบธรรมในราชบัลลังก์ของพระนัดดารัชทายาทเสื่อมลงเพราะเป็นพระโอรสของอาชญากร พระเจ้ายองโจจึงทรงให้พระนัดดารัชทายาทไปเป็นพระโอรสบุญธรรมของ องค์ชายรัชทายาทฮโยจาง (พระปิตุลาที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว) เมื่อปี ค.ศ. 1764

ในปี ค.ศ. 1775 พระเจ้ายองโจทรงแต่งตั้งให้พระนัดดารัชทายาทเป็นผู้สำเร็จราชการแทนท่ามกลางการต่อต้านจากขุนนางฝ่ายพยอกพา ได้แก่ ฮงอินฮัน (홍인한, 洪璘漢 น้องชายของ ฮงพงฮัน บิดาของพระนางฮเยกยองกุง) และ จองฮูกยอม (정후겸, 鄭厚謙) แต่พระนัดดารัชทายาทก็ได้รับการสนับสนุนจาก ฮงกุกยอง (홍국영, 洪國榮) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาสำคัญและมีอำนาจมากในเวลาต่อมา

รัชสมัย[แก้]

วังเซซนครองราชย์ในพ.ศ. 2319 เป็นพระเจ้าช็องโจ ในพิธีราชาภิเษก ตรัสว่า

อ้า ข้าคือพระโอรสขององค์ชายรัชทายาทซาโด กษัตริย์องค์ก่อน (พระเจ้ายองโจ) ให้ข้าเป็นพระโอรสขององค์ชายรัชทายาทฮโยจาง เพราะทรงคิดว่าความชอบธรรมของพระราชวงศ์เป็นเรื่องสำคัญ

[2]

พระเจ้าช็องโจทรงมีความมุ่งมั่นที่จะลบล้างมลทินของพระราชบิดาและให้มีเกียรติยศสมกับเป็นพระราชบิดาของกษัตริย์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของขุนนางฝ่ายพยอกพา องค์ชายรัชทายาทซาโดเมื่อสิ้นพระชนม์มีพระสุสานชื่อว่า ซูอึนมโย (수은묘, 垂恩墓) ที่เมืองยองจู ซึ่ง"มโย" เป็นพระสุสานระดับไม่สูงนัก ในค.ศ. 1776 พระเจ้าช็องโจจึงทรงเลื่อนขั้นพระสุสานของพระราชบิดาเป็น ยองอูวอน (영우원, 永祐園) รวมทั้งพระชายาฮเยบิน พระราชมารดา เป็น พระนาง ฮเยกยองกุง (혜경궁, 惠慶宮) มีฐานะเทียบเท่าพระพันปี แต่พระเจ้าช็องโจก็ทรงไม่สามารถยกพระเกียรติยศของพระราชบิดาและมารดาแท้ๆ ได้มากกว่านี้ ขณะที่พระราชบิดาบุญธรรมที่พระเจ้าช็องโจไม่เคยพบองค์เลย คือ องค์ชายรัชทายาทฮโยจาง กลับได้รับการแต่งตั้งเป็น พระเจ้าจินจง (진종, 眞宗) และในค.ศ. 1777 พระเจ้าช็องโจก็ทรงเปลี่ยนพระนามของพระราชบิดาใหม่ เป็น องค์ชายรัชทายาทจังฮอน (장헌세자, 莊獻世子) เพราะ "ซาโด" พระนามเดิมนั้นแปลว่า "คิดถึงหาด้วยความอาลัย"

รัชสมัยของพระเจ้าช็องโจเริ่มต้นด้วยการนองเลือด พระเจ้าช็องโจด้วยคำแนะนำของฮงกุกยองกำจัดกลุ่มอำนาจเก่าในรัชสมัยของพระอัยกา คือ ขุนนางฝ่ายพยอกพา ซึ่งส่วนมากมาจากตระกูลฮงแห่งพงซาน ซึ่งเป็นตระกูลของพระราชมารดา ฮงอินฮัน จองฮูกยอม และขุนนางพยอกพาทั้งหลายถูกเนรเทศและประหารชีวิตในค.ศ. 1776 ในวันครบรอบพิธีราชาภิเษกหนึ่งปี ในค.ศ. 1777 เกิดการลอบปลงพระชนม์พระเจ้าช็องโจแต่ไม่สำเร็จ และเป็นการกระทำของฮงซังบอม (홍상범, 洪相範) เพื่อนำองค์ชายอึนจอน (은전군, 恩全君) พระอนุชาต่างพระราชมารดาของพระเจ้าช็องโจขึ้นบัลลังก์แทน เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ทรงไม่ไว้วางพระทัยตระกูลฮงมากไปอีก ทำให้พระเจ้าช็องโจทรงตัดสินใจเนรเทศฮงพงฮัน (홍봉한, 洪鳳漢) บิดาของพระนางฮเยกยองกุงและพระอัยยิกาแท้ๆ รวมทั้งเป็นพระอาจารย์ของพระองค์เองไปในค.ศ. 1777

พระเจ้าช็องโจทรงสานต่อนโยบายเพื่อความสมานฉันท์ (탕평책, 蕩平策) ของพระอัยกา[3] แต่แทนที่จะห้ามไม่ให้มีการแบ่งฝ่ายพระเจ้าช็องโจทรงยอมรับการแบ่งฝ่ายของขุนนางและทรงอุปถัมภ์ขุนนางแต่ละฝ่ายอย่างเท่าเทียมเพื่อมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากจนเกินไป หลังจากที่กำจัดขุนนางตระกูลฮงออกไปแล้ว ขุนนางฝ่ายโนนนพยอกพาตระกูลคิมก็ขึ้นามีอำนาจ ได้แก่ คิมควีจู (김귀주, 金龜柱 พระเชษฐาของพระมเหสีจองซุน) และคิมจงซู (김종수, 金鍾秀) แต่ไม่นานพระเจ้าช็องโจก็ทรงตัดสินพระทัยล้มขุนนางฝ่ายโนนนออกจากอำนาจด้วยคำแนะนำของฮงกุกยองในค.ศ. 1779 คิมควีจูถูกเนรเทศ พระเจ้าช็องโจทรงสนับสนุนขุนนางฝ่ายโซนนให้ขึ้นมาคานอำนาจกับฝ่ายโนนน ทำให้ฝ่ายโนนนซึ่งเหลือคิมจงซูเป็นผู้นำกลายเป็นฝ่ายต่อต้านพระราชอำนาจของพระเจ้าช็องโจ

คยูจังกัก หรือ จูฮัมมู ในพระราชวังชางด๊อก

พระเจ้าช็องโจทรงตั้งหอสมุดหลวง หรือ คยูจังกัก (규장각, 奎章閣) เมื่อค.ศ. 1776 ไว้สำหรับเป็นที่เก็บตำราและเป็นสถานศึกษาของบัณฑิตอายุน้อยอย่างใกล้ชิดพระองค์ ซึ่งเป็นการสร้างฐานสนับสนุนของพระองค์เองในภายภาคหน้า

ในรัชสมัยของพระเจ้าช็องโจ ฮงกุกยอง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์มาตั้งแต่สมัยที่เป็นพระนัดดารัชทายาทนั้น เรืองอำนาจมาก ทูลสิ่งใดพระเจ้าช็องโจจะทรงเชื่อเสมอ ฮงกุกยองส่งน้องสาวของตนเองมาเป็นพระสนมของพระเจ้าช็องโจ คือ พระสนมวอนบิน ตระกูลฮง (원빈 홍씨, 元嬪 洪氏) เมื่อค.ศ. 1778 และรับเอาองค์ชายซังกเย (상계군, 常溪君 พระโอรสขององค์ชายอึนนอน) มาเป็นพระโอรสบุญธรรมของพระเจ้าช็องโจและพระสนมวอนบิน ปรากฏว่าพระสนมวอนบินเสียชีวิตไปในค.ศ. 1779 ฮงกุกยองเชื่อว่าน้องสาวของตนเสียชีวิตด้วยการวางยาพิษจากพระมเหสีฮโยอึย (효의왕후, 孝懿王后) จึงวางแผนลอบปลงพระชนม์พระมเหสีเพื่อแก้แค้นแต่ถูกจับได้ คิมจงซูจึงถือโอกาสทำการแก้แค้นเช่นกันโดยการทูลยุยงให้พระเจ้าช็องโจว่าฮงกุกยองวางแผนจะก่อการกบฏยกองค์ชายซังกเยขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน ฮงกุกยองถูกเนรเทศไปเมื่อค.ศ. 1780 และเสียชีวิตในค.ศ. 1781

ในค.ศ. 1782 พระเจ้าช็องโจมีพระโอรสกับพระสนมอึยบิน ตระกูลซอง (의빈 성씨, 宜嬪 成氏) แต่เดิมนั้นพระสนมอึยบินมีพระนามว่า ซงยอน หรืองซองซงยอน และทรงแต่งตั้งให้เป็นองค์ชายรัชทายาท แต่ก็สิ้นพระชนม์ไปในค.ศ. 1786 ด้วยโรคหัด ซึ่งปีเดียวกับพระสนมอึยบินสิ้นพระชนม์ด้วยโรคเนื้อร้าย ได้รับพระนามว่า องค์ชายรัชทายาทมุนฮโย (문효세자, 文孝世子) และมีพระนามจริงว่า ซองจา ต่อมาในค.ศ. 1790 พระเจ้าช็องโจก็มีพระโอรสกับพระสนมซูบิน ตระกูลปาร์ค (수빈 박씨, 綏嬪 朴氏) แต่งตั้งเป็นองค์ชายรัชทายาท (ภายหลังขึ้นครองราชย์เป็น พระเจ้าซุนโจ)

วิทยาการสมัยใหม่และการปฏิรูป[แก้]

เกาหลีในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เกิดกระแสของหลักปรัชญาอย่างใหม่ที่เน้นการประยุกต์ใช้ปฏิบัติได้จริง เรียกว่า ชิลฮัก (실학, 實學) ซึ่งตรงกันข้ามกับหลักปรัชญาขงจื้อใหม่ (성리학, 性理學) ซึ่งเป็นลัทธิความเชื่อหลักของชาวเกาหลีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ซึ่งยึดติดกับพิธีกรรมและเป็นนามธรรมมากจนเกินไป พระเจ้าช็องโจมีพระสมัญญานามว่า ทรงเป็น "กษัตริย์ชิลฮัก" เพราะทรงสนพระทัยในปรัชญาอย่างใหม่นี้ และทรงอุปถัมภ์นักปราชญ์และขุนนางจำนวนมากในลัทธินี้ โดยเฉพาะในคยูจังกัก ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของขุนนางที่จะมีส่วนในการปฏิรูปของพระเจ้าช็องโจ

วิทยาการชิลฮักในรัชสมัยของพระเจ้าช็องโจมีสำนักกลุ่ม คือ สำนักซองโฮ (성호, 星湖) ก่อตั้งโดย ลีอิก (이익, 李瀷) ขุนนางฝ่ายใต้ซึ่งในสมัยพระเจ้ายองโจได้นำวิทยาการตะวันตก หรือ ซอฮัก (서학, 西學) ที่รับมาผ่านทางประเทศจีนมาประยุกต์เข้ากับหลักปรัชญาขงจื้อในศาสตร์การบริหารจัดการอาณาจักร ขุนนางฝ่ายใต้หลังจากที่หมดอำนาจทางการเมืองในรัชสมัยของพระเจ้าซุกจงได้หันหาวิทยาการตะวันตกหรือแม้แต่คริสต์ศาสนา สังเคราะห์แนวคิดหลักปรัชญาอย่างใหม่ขึ้นมา อีกสำนักคือ สำนักอุดรนิยม (북학, 北學) เป็นลัทธิซึ่งนำแบบอย่างมาจากจีนราชวงศ์ชิง ชื่นชมว่ามีความรุ่งเรืองทางการค้าและวัฒนธรรม[4] แม้ว่าตั้งแต่เสียเอกราชให้กับราชวงศ์ชิงเป็นต้นมาชาวเกาหลีส่วนใหญ่จะดูแคลนชาวแมนจู นักปราชญ์สำนักนี้ก็คือขุนนางฝ่ายโนนนนั่นเอง แต่เป็นโนนนชิพา มีฮงแดยง (홍대용, 洪大容) ในรัชสมัยของพระเจ้ายองโจเป็นผู้ริเริ่มลัทธิ[5] เดินทางไปยังประเทศจีนและบันทึกความเจริญมาเป็นตัวอย่างให้อาณาจักรโจซ็อนนำมาเป็นแบบอย่าง

พระเจ้าช็องโจทรงอุปถัมป์ขุนนางจากทั้งสองสำนักนี้ มาเป็นที่ปรึกษาประจำพระองค์ โดยทรงชุบเลี้ยงไว้ที่ คยูจังกัก ได้แก่ แชเจกง (채제공, 蔡濟恭) ลีกาฮวาน (이가환, 李家煥) และจองยัคยอง (정약용, 丁若鏞) จากสำนักซองโฮ พัคจีวอน (박지원, 朴趾源) พัคเจกา (박제가, 朴齊家) และลีดอกมู (이덕무, 李德懋) จากสำนักอุดรนิยม

ถึงแม้ว่าจะมีนักปราชญ์จากสำนักซองโฮจำนวนหนึ่งได้หันไปเข้ารีตคริสต์ศาสนา แต่ทางสายหลักของสำนักนี้ยังยืนกรานที่จะยึดมั่นในลัทธิขงจื้อและประณามคริสต์ศาสนาว่าเป็น "ลัทธินอกรีต" ในค.ศ. 1791 แชเจกงหัวหน้าคยูจังกักได้เสนอให้พระเจ้าช็องโจกระทำการกวาดล้างคริสต์ศาสนา เป็นครั้งแรกของประเทศเกาหลี เรียกว่า การสังหารหมู่ชาวคริสต์ปีชินแฮ (신해박해, 辛亥迫害) ในปีเดียวกันนั้น พระเจ้าช็องโจทรงตัดสินพระทัย นำขุนนางฝ่ายใต้ขึ้นมามีอำนาจแทนขุนนางฝ่ายโนนนและโซนน และทรงร่วมกับขุนนางฝ่ายใต้ออกแผนการปฏิรูปออกมามากมาย ได้แก่ การจัดตั้งการค้าเสรี (신해통공, 辛亥通共) ยกเลิกระบบการให้สัมปทานและให้ทุกคนสามารถค้าขายสิ่งใดก็ได้อย่างเสรี และการอนุญาตให้บุตรขุนนางที่เกิดแต่อนุภรรยาสามารถเข้ารับราชการได้[6] เป็นการเปลี่ยนแปลงของทัศนคติทางสังคมที่มีมาหลายร้อยปี และพระเจ้าช็องโจยังทรงดำริที่จะยกเลิกระบบทาสทั้งทาสของราชสำนักและทาสของขุนนาง

เมืองฮวาซอง สร้างเสร็จเมื่อค.ศ. 1796

ในช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าช็องโจ ช่วงเวลาที่ขุนนางฝ่ายใต้มีอำนาจ เป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปอย่างรุนแรงของพระเจ้าช็องโจจนเป็นที่ต่อต้านของขุนนางฝ่ายโนนนพยอกพา ขุนนางฝ่ายโนนนรุ่นใหม่นำโดย ชิมฮวานจี (심환지, 沈煥之) รวบรวมขุนนางฝ่ายอนุรักษนิยมคอยจะคัดค้านการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่พระเจ้าช็องโจทรงปรารถนา ที่ร้ายแรงที่สุดคือในค.ศ. 1794 ทรงให้ตรวจสอบการถือครองที่ดินใหม่ทั้งประเทศและทรงวางแผนจะสร้างเมืองฮวาซอง (화성, 華城) ไว้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่และเป็นพระสุสานแห่งใหม่ของพระราชบิดา ออกแบบโดย จองยัคยอง ซึ่งสามารถประดิษฐ์เครื่องจักรเครื่องมือในการก่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ เป็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีของเกาหลีอย่างไม่เคยมีมาก่อน หลังจากใช้เวลาสองปีเมืองฮวาซองก็เสร็จสมบูรณ์ในค.ศ. 1796 พระเจ้าช็องโจประทานรางวัลแก่ราษฏรที่ย้ายไปยังเมืองฮวาซองและไม่ต้องเสียภาษีไปห้าปี

พระเจ้าช็องโจทรงย้ายไปประทับที่เมืองฮวาซองเป็นส่วนใหญ่ โดยทรงจัดพิธีแซยิดให้กับพระราชมารดาพระนางฮเยกยองกุงอย่างใหญ่โตเป็นการประเดิมในค.ศ. 1795 และทรงย้ายพระสุสานขององค์ชายรัชทายาทจังฮอนมาไว้ที่เมืองฮวาซอง พระราชทานชื่อสุสานใหม่ว่า ฮย็อนยุงวอน (현륭원, 顯隆園) พระเจ้าช็องโจทรงมีแผนการพัฒนาเมืองฮวาซองอีกมากมาย แต่ก็สวรรคตไปเสียก่อนในค.ศ. 1800 องค์ชายรัชทายาทขึ้นครองราชสมบัติต่อ เป็น พระเจ้าซุนโจ (순조, 純祖) พระสุสานของพระเจ้าช็องโจมีนามว่า คอนนึง (건릉, 健陵)

ปัญหาภายในฝ่ายใน[แก้]

ในช่วงเริ่มต้นที่พระองค์เริ่มขึ้นครองราชได้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและได้เกิดการจลาจลขึ้น ในช่วงแรกได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นพระราชาผู้ปกครองด้วยความโหดร้าย แต่ในภายหลังผ่านการปกครองของพระองค์ไปได้ระยะหนึ่งของพระองค์ ทำใประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ในศตวรรษที่ 18 ได้เกิดปัญหาการค้ามนุษย์ขึ้น โดยสืบค้นพบว่า เป็นพ่อค้าจากต้าชิงที่ปล่อยเงินกู้ และนำลูกหนี้ไปค้าทาส ทำให้เกิดปัญหากับเมืองต้าชิง จนถึงขั้นสงครามแต่ได้รับการช่วยเหลือจากพระสนมซองหรือพระสนมอึยบินเป็นตัวกลางช่วยสมานฉันและยังทรงแก้ปัญหาเศรษฐกิจในยุคนั้น โดยการส่งออกสินค้าไปยังจีน

สิ้นพระชนม์และมรดก[แก้]

การสวรรคตของพระเจ้าช็องโจทำใหพัฒนาการของประเทศเกาหลีทุกอย่างหยุดชะงักลง ด้วยการที่พระเจ้าซุนโจขึ้นครองราชย์เมื่อยังทรงพระเยาว์ทำให้พระอัยยิกาคิม หรือพระมเหสีจองซุน (정순왕후, 貞純王后 พระมเหสีของพระเจ้ายองโจ) เป็นผู้สำเร็จราชการตามกฎมณเฑียรบาล พระอัยยิกาคิมทรงนำขุนนางฝ่ายโนนนตระกูลคิมขึ้นมามีอำนาจและกวาดล้างขุนนางฝ่ายใต้อย่างทารุณ และมองว่าการปฏิรูปทุกประเภทเป็นการกบฏ เมืองฮวาซองจึงถูกทิ้งร้าง อาณาจักรโชซ็อนให้อีกห้าสิบปีข้างหน้าจะมีแต่การแก่งแย่งอำนาจและการกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม สมัยแห่งความรุ่งเรืองของเกาหลีที่มีมาแต่รัชสมัยของพระเจ้ายองโจจึงจบลง

พระนามเต็ม[แก้]

สมเด็จพระราชา ช็องโจ คยองชอน มยองโด ฮงด็อก ฮย็อนโม มุนซอง มูรยอล ซองอิน จางฮโย แห่งเกาหลี

พระราชวงศ์[แก้]

  • พระราชบิดา: องค์ชายรัชทายาทซาโด (사도세자, 1735–1762) ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็น พระเจ้าจางโจ
  • พระราชมารดา: พระนางฮอนคยอง พระพันปีหลวง ตระกูลฮง แห่งพุงซาน (헌경왕후 홍씨, 1735–1815)
  • พระมเหสี: สมเด็จพระราชินีฮโยอึย ตระกูลคิม แห่ง ชองพุง (효의왕후 김씨, 1753–1821)
  • พระสนม
    • พระสนมอึยบิน ตระกูลซอง แห่งชางนยอง (의빈 성씨, 1753–1786)
    • พระสนมวอนบิน ตระกูลฮง แห่งพุงซาน (원빈 홍씨, 1766–1779)
    • พระสนมฮวาบิน ตระกูลยุน แห่งนัมวอน (화빈 윤씨, 1765–1824)
    • พระสนมซูบิน ตระกูลปาร์ค แห่งบันนัม (현목수비 박씨, 1770–1822)
  • พระโอรส
    • องค์ชายรัชทายาทมุนฮโย ,ลีซุน (문효세자, 1782-1786) มกุฎราชกุมารแห่งโชซ็อนพระราชโอรสของพระสนมอึยบิน ตระกูลซอง แห่งชางนยอง
    • องค์ชายลีคง (이공세자, 1790 - 1834) พระราชโอรสของพระสนมซูบิน ตระกูลปาร์ค แห่งบันนัม
    • องค์ชายซังกเย ,ลีดัม (상계군, 1769-1786) พระราชโอรสบุญธรรมของพระสนมวอนบิน ตระกูลฮง แห่งพุงซาน
  • พระธิดา
    • องค์หญิงไม่ปรากฏพระนาม (1784 - ?) พระราชธิดาของพระสนมอึยบิน ตระกูลซอง แห่งชางนยอง
    • องค์หญิงไม่ปรากฏพระนาม (1781 - ?) พระราชธิดาของพระสนมฮวาบิน ตระกูลยุน แห่งนัมวอน
    • องค์หญิงซุกซ็อน (숙선옹주, 1793 - 1836) พระราชธิดาของพระสนมซูบิน ตระกูลปาร์ค แห่งบันนัม

อ้างอิง[แก้]

  1. JaHyun Kim Haboush, The Memoir of Lady Hyegyong: The Autobiographical Writings of a Crown Princess of Eighteenth-Century Korea.
  2. Jae Un-Kang, Jae Eun-Kang. The land of scholars: two thousand years of Korean Confucianism.
  3. Michael J. Seth. A concise history of Korea: from the neolithic period through the nineteenth century.
  4. http://www.koreaaward.com/kor/history/155
  5. http://www.koreaaward.com/kor/history/157
  6. Kim Sung-Yun. Tangpyeong and Hwaseong: The Theory and Practice of Jeongjo's Politics and Hwaseong.
ก่อนหน้า พระเจ้าช็องโจแห่งโชซ็อน ถัดไป
พระเจ้ายองโจ 2leftarrow.png Coat of arms of Joseon Korea.gif
พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโชซ็อน
(พ.ศ. 2319 - พ.ศ. 2343)
2rightarrow.png พระเจ้าซุนโจ


แม่แบบ:กษัตริย์ราชวงศ์โชซ็อน