พระเจ้าอินโจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าอินโจ
인조의 항복.jpg

พระบรมนามาภิไธย อินโจ
พระราชอิสริยยศ พระราชาองค์ที่ 16 แห่งโชซอน
ครองราชย์ ค.ศ. 1623 - ค.ศ. 1649
รัชกาลก่อนหน้า ควางแฮ
รัชกาลถัดไป ฮโยจง
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1595
สวรรคต 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1649
พระราชบิดา องค์ชายจองวอน
พระราชมารดา พระนางอินฮอน
พระมเหสี พระมเหสีอินรยอล
พระมเหสีจางรยอล
พระราชบุตร องค์รัชทายาทโซฮย็อน, องค์ชายพงนิม, 인평대군, 용성대군
숭선군, 낙선군, 효명옹주
พระเจ้าอินโจ
ฮันกึล 인조
ฮันจา 仁祖
RR Injo
MR Injo
ชื่อเกิด
ฮันกึล 이종
ฮันจา 李倧
RR I Jong
MR I Chong

พระเจ้าอินโจ (인조 仁祖 ค.ศ. 1595 ถึง ค.ศ. 1649) ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 16 (ค.ศ. 1623 ถึง ค.ศ. 1649) แห่งราชวงศ์โชซอน ทรงได้รับราชบัลลังก์มาจากการยึดอำนาจของฝ่ายตะวันตก หรือ ซออิน (เกาหลี: 서인 西人) จากองค์ชายควางแฮในค.ศ. 1623 ในรัชสมัยของพระเจ้าอินโจขุนนางฝ่ายตะวันตกขึ้นมามีอำนาจ และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีความเปลี่ยนแปลงของจีนจากราชวงศ์หมิงสู่ราชวงศ์ชิง พระเจ้าอินโจและขุนนางฝ่ายตะวันตกดำเนินนโยบายสนับสนุนราชวงศ์หมิงและต่อต้านราชวงศ์ชิง จนเป็นเหตุให้เกิดการรุกรานเกาหลีของแมนจูสองครั้งได้แก่ ค.ศ. 1627 และค.ศ. 1636-37 ซึ่งผลออกมาอาณาจักรโจซอนพ่ายแพ้ต่อพวกแมนจูและตกเป็นรัฐบรรณาการของราชวงศ์ชิง

รัฐประหารพระเจ้าอินโจ[แก้]

พระเจ้าอินโจ เดิมพระนามว่า องค์ชายนึงยาง (เกาหลี: 능양군 綾陽君) เป็นพระโอรสของโตองค์ชายจองวอน (เกาหลี: 정원군 定遠君) ซึ่งองค์ชายจองวอนนั้นเป็นพระโอรสของพระเจ้าซอนโจกับพระสนมอินบิน ตระกูลคิม เนื่องจากพระสนมอินบินเป็นพระสนมองค์โปรดของพระเจ้าซอนโจ พระเจ้าซอนโจจึงมีพระประสงค์จะให้พระโอรสของสนมอินบินได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งโจซอนต่อจากพระองค์ แต่ทว่าในขณะนั้นมีองค์ชายรัชทายาทผู้สืบทอดอยู่แล้วคือ องค์ชายควังแฮ ดังนั้นในรัชสมัยขององค์ชายควังแฮ องค์ชายจองวอนและพระโอรสจึงเป็นที่เพ่งเล็งอยู่เสมอ ในค.ศ. 1615 พระอนุชาขององค์ชายนึงยางคือ องค์ชายนึงชัง (เกาหลี: 능창군 綾昌君) ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎต่อพระเจ้าควังแฮและถูกสำเร็จโทษด้วยยาพิษ

ในรัชสมัยของพระเจ้าควังแฮขุนนางกลุ่มเหนือใหญ่ หรือ แทบุก (เกาหลี: 대북 大北) เรืองอำนาจ ผลักดันให้มีการสำเร็จโทษองค์ชายยองชัง (เกาหลี: 영창대군 永昌大君) รวมทั้งปลดและกักขังพระพันปีอินมก (เกาหลี: 인목대비 仁穆大妃) ในค.ศ. 1623 กลุ่มขุนนางฝ่ายตะวันตกได้แก่ ลีควี (เกาหลี: 이귀 李貴) คิมยู (เกาหลี: 김유 金瑬) คิมจาจอม (เกาหลี: 김자점 金自點) ฯลฯ กระทำการรัฐประหารล้มอำนาจของพระเจ้าควังแฮและขุนนางฝ่ายเหนือใหญ่ ในข้อหาที่ว่าพระเจ้าควังแฮทรงเข่นฆ่าพี่น้องและทารุณกรรมพระมารดาเลี้ยง จึงทำการ "ยึดอำนาจเพื่อความถูกต้อง"[1] เรียกว่า รัฐประหารพระเจ้าอินโจ หรือ อินโจ-บันจอง (เกาหลี: 인조반정 仁祖反正) องค์ชายควังแฮทรงถูกเนรเทศไปยังเกาะคังฮวา และคณะรัฐประหารฝ่ายตะวันตกได้อัญเชิญองค์ชายนึงยางขึ้นครองราชย์แทนที่ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วพระเจ้าอินโจทรงตั้งพระบิดาคือองค์ชายจองวอนให้มีสถานะเสมอเหมือนกษัตริย์ พระนามว่า พระเจ้าวอนจง (เกาหลี: 원종 元宗)

กบฏของลีควาล[แก้]

หลังจากพระเจ้าอินโจเสด็จขึ้นครองราชย์ได้เพียงสิบเดือน ก็เกิดเหตุการณกบฎขึ้นเมื่อ ลีควาล (เกาหลี: 이괄 李适) เป็นขุนพลซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการรัฐประหารเมื่อค.ศ. 1623 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังชายแดนทางตอนเหนือ ไว้สำหรับป้องกันการรุกรานของราชวงศ์โฮ่วจิน (ราชวงศ์ชิง) แต่ลีควาลกลับมองว่าตำแหน่งทหารชายแดนนั้นเป็นตำแหน่งที่ต้อยต่ำ ไม่เหมาะสมแก่คุณความดีความชอบของตนเองที่ได้เคยกระทำไว้ จึงเกิดความไม่พอใจและใช้กองกำลังชายแดนเหนืออันมากมายมหาศาลที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนเอง บุกไปยังเมืองฮันซองในค.ศ. 1624 พระเจ้าอินโจพร้อมทั้งพระราชวงศ์เสด็จหลบหนีออกมาฝ่าวงล้อมของกบฎไปประทับที่เมืองคงจูทางตอนใต้ของนครฮันซอง ลีควาลสามารถตีนครฮันซองได้และตั้งองค์ชายฮึงอันพระปิตุลาของพระเจ้าอินโจเป็นกษัตริย์ชั่วคราว ฝ่ายพระเจ้าอินโจนายพล จางมัน (เกาหลี: 장만 張晩) ได้รวบรวมทัพเข้าบุกยึดเมืองหลวงคืนจากลีควาลได้สำเร็จ นายพลลีควาลได้ถูกทหารผู้ทรยศของตนเองสังหาร

การรุกรานของแมนจู[แก้]

ดูบทความหลักที่: การรุกรานเกาหลีของแมนจู

ในรัชสมัยของพระเจ้าอินโจ ชนเผ่าแมนจูในแมนจูเรียภายใต้การนำของฮงไทจิ (Hong Taiji) กำลังสะสมขยายอำนาจคุกคามจักรวรรดิจีนราชวงศ์หมิง แม้ว่าอาณาจักรโจซอนจะมีฐานะเป็นประเทศราชของจักรวรรดิจีนจึงต้องให้การสนับสนุนฝ่ายราชวงศ์หมิงในการทำสงครามกับชาวแมนจู แต่ในรัชสมัยขององค์ชายควังแฮได้ดำเนินนโยบายเป็นกลางมาโดยตลอด และอาณาจักรโจซอนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะขัดขวางการขยายอำนาจของฮงไทจิ แต่ในรัชสมัยของพระเจ้าอินโจขุนนางฝ่ายตะวันตกครอบครองราชสำนัก มีความเห็นว่าราชวงศ์หมิงเคยมีบุญคุณต่อโจซอนในช่วงการบุกครองเกาหลีของญี่ปุ่น (พ.ศ. 2135–2141) จึงสมควรที่จะทดแทนบุญคุณโดยให้การสนับสนุนราชวงศ์หมิงอย่างเต็มที่ โดยฝ่ายโจซอนได้ให้การสนับสนุนนายพล เหมาเหวินหลง (จีน: 毛文龍 Mao Wenlong) ขุนพลของจีนประจำ คาบสมุทรเหลียวตง

ขุนนางเกาหลีคนหนึ่งชื่อว่า ฮันยุน (เกาหลี: 한윤) มีส่วนร่วมในการกบฎของลีควาลในค.ศ. 1624 หลบหนีไปยังเมืองเสิ่นหยาง (Shenyang) อันเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์จินในขณะนั้น และได้พบกับนายพลคังฮงนิป (เกาหลี: 강홍립 姜弘立) นายพลชาวเกาหลีผู้ที่ตกเป็นเชลยของพวกแมนจู ฮันยุนได้กล่าวแก่นายพลคังว่า ครอบครัวของนายพลคังในโจซอนได้ถูกประหารชีวิตไปจนหมดสิ้นด้วยเหตุที่นายพลคังมาเข้าพวกกับแมนจู[2] ด้วยความโกรธแค้นนายพลคังฮงนิปจึงเสนอต่อฮงไทจิให้ยกทัพเข้ารุกรานโจซอน เพื่อล้มล้างขุนนางฝ่ายตะวันตกออกไปและคืนราชบัลลังก์ให้แก่องค์ชายควังแฮ (องค์ชายควังแฮยังมีพระชนม์ชีพอยู่บนเกาะคังฮวา) ฮงไทจิจึงส่งเจ้าชายอามิน (Amin) ผู้เป็นลุง ยกทัพแมนจูเข้ารุกรานอาณาจักรโจซอนในปีค.ศ. 1627 โดยมีนายพลคังฮงนิปเป็นผู้นำทาง เรียกว่า การรุกรานเกาหลีของแมนจูครั้งที่หนึ่ง (First Manchu Invasion of Korea) หรือ การรุกรานปีจองมโย (เกาหลี: 정묘호란 丁卯胡亂)

อันดับแรกทัพแมนจูได้เข้าบุกยึดทำลายฐานที่มั่นของเหมาเหวินหลง ริมแม่น้ำยาลูชายแดนทางเหนือ เป็นการเปิดเส้นทางให้กองทัพของเจ้าชายอามินและคังฮงนิปยกทัพเข้ามาในโจซอนได้ ฝ่ายโจซอนส่งแม่ทัพจางมันไปต้านทานการรุกรานที่ชายแดนทางเหนือแต่ไม่สำเร็จ เมื่อคังฮงนิปนำทัพของเจ้าชายอามินรุกคืบลงมาทางใต้เรื่อยๆ ฝ่ายราชสำนักโจซอนวิตกว่าจะเสียเมืองฮันซอง (กรุงโซล) ให้แก่พวกแมนจู พระเจ้าอินโจพร้อมทั้งพระราชวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่จึงเสด็จลี้ภัยมาอยู่ที่เกาะคังฮวา ฝ่ายแมนจูเห็นว่าฝ่ายโจซอนมีความเกรงกลัวทัพแมนจูถึงเพียงนี้จึงเปิดโต๊ะเจรจา ทัพแมนจูจะยอมถอยกลับไปถ้าหากโจซอนเลิกส่งบรรณาการให้แก่ราชวงศ์หมิง เลิกการใช้ศักราชนามปีตามพระนามของฮ่องเต้ต้าหมิง และให้สัตย์สาบานว่าจะไม่รุกล้ำอาณาเขตซึ่งกันและกัน มีความสัมพันธ์กันเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ฝ่ายโจซอนจึงยอมรับข้อตกลง

ในค.ศ. 1635 ฮงไทจีเปลี่ยนชื่อราชวงศ์จากราชวงศ์โฮ่วจินหรือราชวงศ์จินหลังเป็นราชวงศ์ชิง (Qing dynasty) และต้องการที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์กับอาณาจักรโจซอนจากบ้านพี่เมืองน้องเป็นประเทศแม่-ประเทศราช ได้ทำการเรียกร้องบรรณาการจิ้มก้องจากอาณาจักรโจซอนและส่งราชทูตมายังเมืองฮันซอง ทางฝ่ายเกาหลีได้ทำการต้อนรับทูตแมนจูอย่างเย็นชาและแอบซุ่มซ่อนกองกำลังทหารไว้ ฮงไทจีจึงแน่ใจว่าว่าโจซอนจะไม่มีวันยอมรับราชวงศ์ชิงได้โดยไม่ใช้กำลัง การรุกรานครั้งที่สองจึงเกิดขึ้นในค.ศ. 1636 เรียกว่า การรุกรานเกาหลีของแมนจูครั้งที่สอง (Second Manchu Invasion of Korea) หรือ การรุกรานปีพยองจา (เกาหลี: 병자호란 丙子胡亂) โดยฮงไทจีเป็นผู้นำทัพแมนจูเข้ารุกรานโจซอนด้วยตนเอง

ฝ่ายโจซอนเตรียมการรับมือไว้แล้วโดยการให้นายพล อิมกยองออป (เกาหลี: 임경업 林慶業) ผู้มีความสามารถคอยตั้งรับอยู่ทางเหนือ แต่ทว่าฮงไทจีกลับหลีกเลี่ยงการปะทะกับทัพของนายพลอิมและรีบยกทัพมายังกรุงฮันซองอย่างรวดเร็ว บรรดาพระราชวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่จึงหลบหนีไปยังเกาะคังฮวาอีกครั้ง แต่ทว่าด้วยการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพของคิมจาจอม ทำให้พระเจ้าอินโจและองค์ชายรัชทายาทเสด็จหลบหนีไม่ทันถูกทัพของฮงไทจีติดตามถึง จึงถูกทัพแมนจูทำการปิดล้อมอยู่ที่ป้อมนัมฮันซาน (เกาหลี: 남한산 南漢山) ทางตอนใต้ของเมืองฮันซองพร้อมกับขุนนางคนสำคัญต่างๆ หลังจากถูกปิดล้อมอยู่เป็นเวลาหลายเดือนเสบียงเริ่มหมดลงทำให้บรรดาขุนนางมิอาจทนได้ ด้วยคำแนะนำของขุนนางฝ่ายตะวันตกผู้อาวุโสพระเจ้าอินโจทรงยอมจำนนต่อฮงไทจีในที่สุดในค.ศ. 1637

การเจรจาสงบศึกมีข้อตกลงให้อาณาจักรโจซอนเป็นประเทศราชของราชวงศ์ชิง ต้องส่งบรรณาการจิ้มก้องให้แก่ราชวงศ์ชิง โดยฮ่องเต้ฮงไทจีมีพระราชโองการให้สร้างอนุสรณ์สถานรำลึกชัยชนะของแมนจูเหนือโจซอน เรียกว่า อนุสรณ์ซัมจอนโด (เกาหลี: 삼전도비 三田渡碑) แล้วทรงนัดพบกับพระเจ้าอินโจที่อนุสรณ์สถานนั้น ทรงให้พระเจ้าอินโจคำนับพระองค์ห้าครั้งและเอาพระเศียรโขกลงกับพื้นอีกสามครั้ง เพื่อเป็นการแสดงการสวามิภักดิ์โดยสิ้นเชิงต่อแมนจู นอกจากนี้พระเจ้าอินโจยังต้องทรงส่งพระโอรสสองพระองค์ ได้แก่ องค์ชายรัชทายาทโซฮยอน (เกาหลี: 소현세자 昭顯世子) และองค์ชายพงนิม (เกาหลี: 봉림대군 鳳林大君 ต่อมาคือพระเจ้าฮโยจง) ไปเป็นองค์ประกันที่เมืองเสิ่นหยาง เป็นความอัปยศครั้งยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอินโจและในประวัติศาสตร์เกาหลี และเป็นเหตุให้เกาหลีต้องตกเป็นประเทศราชของราชวงศ์ชิงไปอีกเป็นเวลาสองร้อยห้าสิบปี

บั้นปลายพระชนม์ชีพ[แก้]

องค์ชายรัชทายาทโซฮยอนขณะประทับเป็นองค์ประกันอยู่ที่เมืองเสิ่นหยาง ได้ทรงสานสัมพันธ์อันดีกับราชสำนักแมนจูทำให้ทรงได้รับการสนับสนุน ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าอินโจกังวลพระทัยเพราะทรงเกรงว่าฝ่ายแมนจูจะยกทัพมากระทำการรัฐประหารปลดพระองค์ลงจากบัลลังก์แล้วให้องค์ชายรัชทายาทโซฮยอนขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งโจซอนแทน ในค.ศ. 1644 ทัพราชวงศ์ชิงภายใต้การนำของเจ้าชายดอร์กอน (ตัวเอ่อกุน) เข้ายึดกรุงปักกิ่งและเข้าปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ ในระหว่างที่ประทับอยู่เมืองปักกิ่งนั้น องค์ชายโซฮยอนได้พบกับนายโยฮันน์ อดัม แชล ฟอน เบลล์ (Johann Adam Schall von Bell) มิชชันนารีชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่งขณะนั้น นายแชลฟอนเบลล์ได้แนะนำให้องค์ชายทรงรู้จักกับวิทยาการตะวันตกและคริสต์ศาสนา ในปีเดียวกันเจ้าชายดอร์กอนทรงอนุญาตให้องค์ชายโซฮยอนเสด็จนิวัติโจซอนเป็นการถาวร

ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าอินโจและองค์ชายโซฮยอนนั้นไม่สู้จะดีนักอยู่เดิม และเมื่อองค์ชายโซฮยอนทรงตรัสถึงโลกตะวันตกและคริสต์ศาสนาทำให้พระเจ้าอินโจทรงเห็นว่าพระโอรสนั้นเสียสติไปเสียแล้ว อีกทั้งยังมีเสนาบดีซ้ายคิมจาจอมและพระสนมควีอิน ตระกูลโจ (เกาหลี: 귀인조씨 貴人趙氏) พระสนมองค์โปรดคอยยุยงให้พระเจ้าอินโจทรงเกลียดชังพระโอรส จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เพียงสามเดือนให้หลังองค์ชายรัชทายาทโซฮยอนก็สิ้นพระชนม์อย่างกระทันหันและเป็นปริศนา สร้างความพิศวงให้แก่ราชสำนักในสมัยนั้นหรือแม้กระทั่งนักประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน มีการบันทึกไว้ในชิลลกหรือพงศาวดารราชวงศ์โจซอนว่าพระศพขององค์ชายโซฮยอนนั้นเน่าเปื่อยสลายลงอย่างรวดเร็วอย่างผิดธรรมชาติ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเจ้าชายอาจทรงถูกวางยาพิษสิ้นพระชนม์ ชาวเกาหลีในสมัยต่อมาและนักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันมีความเห็นพ้องต้องกันว่า องค์ชายรัชทายาทโซฮยอนสิ้นพระชนม์ด้วยน้ำพระหัตถ์ของพระเจ้าอินโจผู้เป็นพระบิดา

ตามหลักของลัทธิขงจื้อเมื่อองค์ชายรัชทายาทโซฮยอนสิ้นพระชนม์ ตำแหน่งรัชทายาทจะต้องเป็นของพระโอรสองค์โตสุดขององค์ชายรัชทายาทโซฮยอน นั่นคือ องค์ชายลีซอกชอล[3] แต่ทว่าพระเจ้าอินโจประสงค์จะให้พระอนุชาขององค์ชายโซฮยอนคือองค์ชายพงนิม ซึ่งเสด็จนิวัติโจซอนตามหลังพระเชษฐามาเป็นรัชทายาทองค์ต่อมา เนื่องจากทรงพอพระทัยนโยบายที่จะยกทัพรุกรานราชวงศ์ชิงเพื่อทำการแก้แค้นให้แก่โจซอนขององค์ชายพงนิม พระเจ้าอินโจจึงทรงกล่าวหาพระชายาตระกูลคัง (เกาหลี: 민회빈강씨 愍懷嬪姜氏) พระชายาขององค์ชายโซฮยอนว่าเป็นผู้ปลงพระชนม์พระสวามี ให้สำเร็จโทษโดยการประทานยาพิษ และเนรเทศพระโอรสทั้งหมดขององค์ชายโซฮยอนไปยังเกาะเชจู และแต่งตั้งองค์ชายพงนิมเป็นองค์ชายรัชทายาทในค.ศ. 1645

พระเจ้าอินโจสวรรคตในปีค.ศ. 1649 องค์ชายพงนิมรัชทายาทขึ้นครองราชย์ต่อมาเป็นพระเจ้าฮโยจง

พระนามเต็ม[แก้]

สมเด็จพระราชา อินโจ แกชอน โจอุน จองกิ ซอนด็อก ฮอนมุน ยอลมู มยองซุก ซุนฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์[แก้]

  • พระราชบิดา : องค์ชายจองวอน (พระราชโอรสของพระเจ้าซอนโจกับพระสนมอินบิน ตระกูลคิม แห่งซูวอน) ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นพระเจ้าวอนจง
  • พระราชมารดา: พระนางอินฮอน พระพันปีหลวง ตระกูลคู แห่งนึงซอง (인헌왕후 구씨)
  • พระมเหสี
    • สมเด็จพระราชินีอินรยอล ตระกูลฮัน แห่งชองจู (인렬왕후 한씨)
    • สมเด็จพระราชินีจางรยอล ตระกูลโจ แห่งยางจู (장렬왕후 조씨)
  • พระสนม
    • พระสนมควีอิน ตระกูลโช (폐귀인 조씨) ภายหลังถูกถอดออกจากตำแหน่งพระสนม
    • พระสนมควีอิน ตระกูลชัง (귀인 장씨)
    • พระสนมซุกอึย ตระกูลนา (숙의 나씨)
    • พระสนมซุกอึย ตระกูลพัก ( 숙의 박씨 淑儀 朴氏)
    • ซังกุง ตระกูลอี (상궁 이씨 尙宮 李氏, ?~1643)
    • ซังกุง ตระกูลอี(상궁 이씨 尙宮 李氏)
  • พระราชโอรส
    • องค์ชายโซฮยอน มกุฎราชกุมารแห่งโชซอน ลีวัง (소현세자 ม昭顯世子 ,1612 - 1645)พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีอินรยอล ตระกูลฮัน แห่งชองจู
    • องค์ชายพงริม (봉림대군 ,鳳林大君 ,1619 - 1659)พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีอินรยอล ตระกูลฮัน แห่งชองจู
    • องค์ชายอินพยอง ลีโย (인평대군 ,麟坪大君 ,1622 - 1658)พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีอินรยอล ตระกูลฮัน แห่งชองจู
    • องค์ชายยองซอง ลีกน (용성대군 ,龍城大君 ,1624 - 1629)พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีอินรยอล ตระกูลฮัน แห่งชองจู
    • องค์ชายไม่ปรากฏพระนาม พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีอินรยอล ตระกูลฮัน แห่งชองจู
    • องค์ชายไม่ปรากฏพระนาม พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีอินรยอล ตระกูลฮัน แห่งชองจู
    • องค์ชายซุงซอน ลีจิง (숭선군 ,崇善君 ,1639 - 1690)พระราชโอรสของพระสนมควีอิน ตระกูลโจ
    • องค์ชายนักซอน ลีซุก (낙선군 ,樂善君 ,1641 - 1695)พระราชโอรสของพระสนมควีอิน ตระกูลโจ
  • พระราชธิดา
    • องค์หญิงไม่ปรากฏพระนาม พระราชธิดาของสมเด็จพระราชินีอินรยอล ตระกูลฮัน แห่งชองจู
    • องค์หญิงฮโยมยอง (효명옹주 ,孝明翁主 ,1637 - 1700)พระราชธิดาของพระสนมควีอิน ตระกูลโจ
ก่อนหน้า พระเจ้าอินโจ ถัดไป
องค์ชายควางแฮ 2leftarrow.png ประมุขแห่งเกาหลี
(พ.ศ. 2166 - พ.ศ. 2192)
2rightarrow.png พระเจ้าฮโยจง


  1. Jae-eun Kang. The Land of Scholars: Two Thousand Years of Korean Confucianism.
  2. James B. Palais. Confucian Statecraft and Korean Institutions: Yu Hyŏngwŏn and the Late Choson dynasty.
  3. JaHyun Kim Haboush, Martina Deuchler. Culture and the State in Late Choson Korea.