สโมสรฟุตบอลยูเวนตุส
![]() |
||||
| ชื่อเต็ม | Juventus Football Club | |||
|---|---|---|---|---|
| ฉายา | La Vecchia Signora (หญิงชรา) La Fidanzata d'Italia (แฟนสาวแห่งอิตาลี) Bianconeri (ขาว-ดำ) Juve Le Zebre (ม้าลาย) |
|||
| ก่อตั้ง | 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1897 | |||
| สนามกีฬา | ยูเวนตุส สเตเดียม เดลเล อัลปิ ตูริน (ความจุ: 41,000) |
|||
| ประธาน | ||||
| ผู้จัดการทีม | ||||
| ลีก | เซเรียอา | |||
| 2012-13 | เซเรียอา, อันดับที่ 1 | |||
| เว็บไซต์ | เว็บไซต์สโมสร | |||
|
||||
สโมสรฟุตบอลยูเวนตุส (Juventus Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองตูริน(โตริโน) ในฤดูกาล2006/2007ถูกปรับตกชั้นให้ไปเล่นใน กัลโช่ เซเรียบี (Serie B) หรือดิวิชั่น2ของอิตาลีจากการถูกปรับตกชั้นในคดีติดสินบนผู้ตัดสิน (ร่วมกับมิลาน ฟิออเรนติน่า และลาซิโอ) เป็นสโมสรเก่าแก่สโมสรหนึ่งของประเทศอิตาลี โดยก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) และประสบความสำเร็จมากมาย อีกทั้งยังเป็นสโมสรแรกที่ได้แชมป์ยุโรปทั้งสามรายการ คือ ยูโรเปียนคัพ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก), ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ และยูฟ่าคัพ
สำหรับยูเวนตุส ในสมัยก่อนแฟนฟุตบอลชาวไทยจะอ่านออกเสียงว่า "จูเวนตัส" จะเรียกฉายาในภาษาไทยว่า "ม้าลาย"
เนื้อหา |
ประวัติของสโมสร [แก้]
ช่วงปีแรก [แก้]
ยูเวนตุสก่อตั้งขึ้นปี ค.ศ. 1897 ในชื่อ สปอร์ต คลับ ยูเวนตุส โดยมีนักเรียนที่ชื่อ มัสซิโม เด'อาเซกีโล ที่ศึกษาอยู่ที่เมืองตูรินเป็นผู้ก่อตั้ง,[1].และก็ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นเป็น สโมสรฟุตบอลยูเวนตุสในเวลาอีกสองปีถัดมา.[2] สโมสรได้เข้าร่วมการแข่งขัน อิตาเลียนฟุตบอลแชมเปียนส์ชิพ (ปัจจุบันคือเซเรียอา) ในช่วงปี ค.ศ. 1904 ซึ่งใช้ชุดแข่งสีดำและสีชมพูเป็นชุดเหย้าในการแข่งขันและใช้สนามเวโลโดรโมอัมเบรโต Iเป็นสนามเหย้าในการแข่งขัน ยูเวนตุสได้แชมป์ในรายการนี้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1905.แล้วในช่วงเดียวกันนั้นสโมสรได้เปลี่ยนสีประจำทีมจะเป็นสีขาวและสีดำลายทางและกางเกงสีดำ ซึ่งถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนสโมสรฟุตบอลในประเทศอังกฤษอย่าง สโมสรฟุตบอลนอตส์เคาน์ตี.[3]
ในปี ค.ศ. 1906 สโมสรได้มีการแยกทางกับพนักงานของสโมสรและนักเตะบางส่วนออกไปเนื่องจากต้องการออกไปจากเมืองตูริน.[2] เมื่อประธานสโมสรอัลเฟรโดทราบเหตุการณ์ท่านกังกวลใจและไม่มีความสุขเพราะขาดนักเตะหลักในการเล่นกับ สโมสรฟุตบอลโตริโน สโมสรร่วมเมืองเดียวกันในเกมส์ ดาร์บีเดลลาโมเลและหลังจากนั้นได้ไม่นานก็ได้เกิดสงครามโลกขึ้นอีกทำให้นักเตะต่างได้แยกย้ายออกจากทีมเพื่อหลบหนีี้้ภัยสงครามเป็นจำนวนมาก.[4] ยูเวนตุสใช้เวลานานในการสร้างทีมขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องหลังจากจบ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
เจ้าแห่งวงการลูกหนังอิตาลี [แก้]
หลังจากนั้นเจ้าขององค์กรธุรกิจรถยนต์(เฟียต)ในเมืองตูรินอย่าง เอโดอาร์โด อเกลลี ได้เข้ามาควบคุมกิจการของสโมสรในช่วงปีค.ศ. 1923และได้มีการสร้างสนามเหย้าใหม่ขึ้น (เนื่องจากสนามเดิมได้มีการพังทลายจากเหตุสงครามโลก)[2].พวกเขาได้ช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1926 ด้วยการชนะ อัลบา โรมา ไปถึง 12-1, ด้วยการยิงของ อันโตนีโอ โวจาค ซึ่งเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของฤดูกาล 1925-26.[3]หลังจากนั้นสโมสรได้เป็นกำลังสำคัญในวงการฟุตบอลอิตาลีตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมาและได้กลายเป็นสโมสรมืออาชีพครั้งแรกของประเทศและเป็นสโมสรแรกที่มีแฟนคลับกระจายอยู่หลายประเทศ,[5][6].ในขณะนั้นสโมสรอยู่ภายใต้การคุมทีมของ การ์โล การ์ซาโน อดีตผู้จัดการทีมชาตอิตาลี ซึ่งเขาสามารถนำยูเวนตุสได้แชมป์ลีกในระดับประเทศได้ถึึง 4 สมัยติดต่อกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ถึง ค.ศ. 1934 และในช่วงนั้นมีนักเตะระดับสตาร์ชื่อดังมากมายของสโมสรอาทิเช่น ไรมุนโด ออร์ซิ, ลูอิกี เบอร์โทลินี, จิโอวานนี เฟอร์รารี, ลุยส์ มอนตี และอื่นๆอีกมากมาย
สโมสรได้ย้ายไปใช้สนามเหย้าใหม่คือ สตาดีโอโอลิมปิกโกดิโทริโน เป็นสนามเหย้า ในช่วงปี ค.ศ. 1933.แต่หลังจากนั้นในช่วงทศวรรษที่ 1940 เป็นต้นมาสโมสรไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่มาได้เลย.หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง, กีอันนี อักเนลลี ได้เขามารับตำแหน่งประธานสโมสร.[2]ต่อมาสโมสรก็สามารถคว้าแชมป์ลีกมาได้อีก 2 สมัยในช่วงฤดูกาล 1949-50 และ 1951-52 โดยในช่วงนั้นสโมสรได้อยู่ภายใต้การคุมทีมของ เจสเซ คาร์เวอร์ ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ.ในฤดูกาล1957-58 สโมสรได้เซ็นสัญญากับสองกองหน้าชื่อดังอย่าง โอมาร์ ซีโบรี นักเตะลูกครึ่งอิตาลี-อาร์เจนตินา และ จอห์น คาร์เลส นักเตะชาวเวลส์ โดยพวกเขาได้เล่นรวมกับ กีอัมปีเอโร โบนีเปอร์ตี นักเตะชื่อดังของสโมสรในเวลานั้น โดยทั้งสามคนเป็นกำลังสำคัญของยูเวนตุสมาโดยตลอด.ต่อมานักเตะใหม่อย่างซีโบรีก็เป็นนักเตะคนแรกของสโมสรที่ได้รับรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป ในปี ค.ศ. 1961.ในปีเดียวกันนั้นพวกเขาชนะสโมสรฟุตบอลฟีออเรนตีนา ซึ่งสามารถคว้าแชมป์เซเรียอามาครองได้เป็นสมัยที่ 11 ได้สำเร็จและคว้าแชมป์โกปปาอีตาเลียได้ในฤดูกาลเดียวกันพร้อมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์สองอย่างครั้งแรกพร้อมกันเป็นครั้งแรกของสโมสรและโบนีเปอร์ตีดาวยิงสูงสุดของสโมสร ณ เวลานั้นก็ได้ตัดสินใจเลิกเล่นอาชีพฟุตบอลไปพร้อมสร้างสถิติทำประตูสูงสุดอีกทั้งหมด 182 ประตู.[7]
ในช่วงทศวรรษต่อมาสโมสรก็ได้แชมป์ลีกอีกครั้งในฤดูกาล1966-67,[3].ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1970 ยูเวนตุสได้เพิ่มความแข็งแกร็งในแต่ละตำแหน่งให้มากขึ้นด้วยการเซ็นสัญญากับ เซสเมียรฺ์ เวียฟซาปาเลก ผู้จัดการทีมชาวเช็กเข้ามาคุมทีมและนำยูเวนตุสคว้าแชมป์เซเรียอาได้ในฤดูกาล1971-72 และ 1972-73,[3]โดยมีนักเตะชื่อดังหลายคนอาิทิเช่น โรแบร์โต เบตเตกา, ฟรานโก กาอูซีโอ และ โชเซ อัลตาฟีนี.ในช่วงที่เหลือของทศวรรษที่ 70 สโมสรได้แชมปฺ์ลีกมากขึ้นซึ่งได้มาถึง 5 สมัย โดยมีกองหลังตัวเก่งอย่าง เกเอตาโน ซีซ์เรีย โดยมีผู้จัดการทีม ณ ขณะนั้นคือจีโอวานนี ตราปัุตโตนี เป็นคนที่ช่วยนำสโมสรใหก้าวสู่ความยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่องจนถึงทศวรรษที่ 80[8]
ความยิ่งใหญ่ในเวทียุโรป [แก้]
ในยุคของตราปาตโตนีเป็นยุคที่สโมสรประสบความสำเร็จมากที่สุด ซึ่งอยู่ในช่วงยุค ค.ศ. 1980;สโมสรเริ่มต้นได้ดีในช่วงทศวรรษใหม่ด้วยการคว้าแชมป์ลีก 3 สมัย โดยในปี ค.ศ. 1984.[3] สโมสรสามารถคว้าแชมป์ลีกได้เป็นสมัยที่ 20 ของสโมสร.และทางสมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลีได้รับการอนุญาติจากสโมสรด้วยการให้เพิ่มดาวสีทองดวงที่สองบนเสื้อชุดแข่งของสโมสร.[8]ต่อมานักเตะของสโมสรอย่าง เปาโล รอสซี ได้ถูกเป็นการดึงดูดและควาสนใจในการเสนอชื่อเขาในการแข่งขันชิง นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป เนื่องจากเขาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการนำฟุตบอลทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก 1982 และเขายังเป็นทั้งดาวซัลโวและนักเตะยอดเยี่ยมประจำรายการนี้อีกด้วย.[9]
นักเตะชาวฝรั่งเศสของสโมสรอีกคนอย่าง มีแชล ปลาตีนี ก็ถูกเสนอชื่อเป็นนักเตะยอดเยี่ยมอีกคน.ซึ่งเขาก็สามารถคว้ารายการนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรปได้ถึง 3 สมัยติดต่อกันในปี 1983, 1984 และ 1985.[10]โดยยูเวนตุสเป็นสโมสรเดียวที่มีนักเตะจากสโมสรคว้าแชมป์รายการนี้ในรอบ 4 ปีติดต่อกัน.[10] โดยนัดที่สำคัญของปลาตีนีและเป้นนัดที่สำคัญของสโมสรคือนัดที่ปลาตีนีทำประตูชัยในนัด ยูโรเปียนส์คัพ ฤดูกาล 1985 ช่วยให้สโมสรเอาชนะ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล สโมสรฟุตบอลชื่อดังจากอังกฤษไป 1-0 ซึ่งทำให้ยูเวนตุสสามารถคว้าแชมป์ ยูโรเปียนส์คัพ มาเป็นสมัยแรกของสโมสรได้สำำเร็จ.แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ยังมีโศกนาฏกรรมที่แฟนบอลทุกคน ณ ขณะนั้นยังจำกันไม่ได้ลืม.[11]ในปีนี้เป็นปีที่ยูเวนตุสกลายเป็นสโมสรแรกในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลยุโรปที่ได้รับรางวัลทั้งสามที่สำคัญการแข่งขันของยูฟ่า[12][13] และหลังจากที่ประสบความสำเร็จของพวกเขาในระดับทวีปถ้วยสโมสรก็กลายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลและยังคงเป็นสโมสรหนึ่งเดียวของโลกในปัจจุบันที่ได้รับรางวัลจากสมาพันธ์การแข่งขันทั้งหมด.[14]
สโมสรคว้าแชมป์ เซเรียอา ได้ในฤดูกาล1985-86 ซึ่งเป็นแชมป์สมัยที่ 22 ของสโมสรและเป็นแชมป์สุดท้ายในการคุมทีมของตราปาตโตนีพร้อมกับเป็นแชมป์สุดท้ายในช่วงทศวรรษที่ 80 ต่อมาในปี ค.ศ. 1990 ยูเวนตุสได้ย้ายสนามเหย้าไปใช้สนาม สตาดีโอเดลเลอัลปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามที่จะใช้แข่งขัน ฟุตบอลโลก 1990
ลิปปีผู้นำความสำเร็จ [แก้]
มาร์เชลโล ลิปปีได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมให้กับสโมสรโดยเริ่มคุมทีมตั้งแต่ฤดูกาล1994-95.[2].ฤดูกาลของเขากับยูเวนตุสก็สามารถนำทีมคว้าแชมป์เซเรียอาได้สำเร็จซึ่งครั้งล่าสุดที่สโมสรได้คือในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980.[3]โดยมีผู้เล่นชื่อดังหลายคนอาทิเช่น ซีโร เฟอร์รารา, โรแบร์โต บักกีโอ, กีอันลูกา วีอัลลี และนักเตะเยาวชนะชื่อดังอย่าง อาเลสซันโดร เดล ปีเอโร.ลิปปีสามารถนำสโมสรเขาไปเล่นแชมเปียนส์ ในฤดกาล 1995-96ซึ่งเขานำยูเวนตุสไปถึงรอบชิงชนะเลิศกับสโมสรเอเอฟซีอาแจ็กซ์ผลออกมาเสมอกันไป 1-1 โดยยูเวนตุสได้จาก ฟาบรีซีโอ ราเวเนลลี ก่อนที่จะชนะด้วยการดวลลูกโทษไป 2-4 แล้วทำให้สโมสรคว้าแชมป์มาได้เป็นสมัยที่ 2.[15]
มาร์เชลโล ลิปปี หลังจากคว้าแชมป์ยุโรปได้ไม่นานสโมสร[16]สโมสรได้เสริมทัพด้วยการซื้อผู้เล่นชื่อดังที่มีประสิทธิภาพหลายคนอาทิเช่น ฟีลิปโป อินซากี, ซีเนดีน ซีดาน, เอ็ดการ์ ดาวิดส์.ซึ่งผลจากการซื้อผู้เล่นใหม่มาทำให้สโมสรคว้าแชมป์เซเรียอาได้ใน 1996-97 และ 1997-98 และในช่วงเดียวกันนั้นสโมสรก็สามารถคว้าแชมป์ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ และ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ ได้ในปี ค.ศ. 1996.ต่อมาในปี ค.ศ. 1997 และปี ค.ศ. 1998 สโมสรสามารถเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ถึง 2 รอบ แต่ก็ได้แค่รองแชมป์ทั้งสองรอบด้วยการปราชัยให้แก่ โบรุสเซียดอร์ทมุนด์ และ เรอัล มาดริด ตามลำดับ.[17][18]
หลังจากผ่านไปนาน ลิปปีก็ได้กลับมาคุมทีมอีกครั้งในปี ค.ศ. 2001.แล้วได้ซื้อผู้เล่นใหม่มามากมายอาทิเช่น จันลุยจี บุฟฟอน, ดาิวิด เทรเซกูเอต, ปาเวล เนดเวด และ ลีเลียน ทูร์ราม มาช่วยให้สโมสรสามารถคว้าแชมป์เซเรียอาได้ในฤดูกาล 2001-02และ2002-03[3] ในปี ค.ศ. 2003 ยูเวนตุสในฐานะแชมลีกได้เข้าไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกจนเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศโดยพบกับ เอซี มิลานสโมสรจากประเทศเดียวกันผลออกมาเสมอ 0-0 แต่ยูเวนตุสก็เป็นฝ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษ.จากการแข่งขันนี้ทำให้ลิปปีได้ลาออกจากผู้จัดการทีมแล้วไปคุม ฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแล้วทำให้ต้องหยุดสถิติการนำยูเวนตุสคว้าแชมป์รายการทั้งหมดไว้แค่ 13 รายการ แต่เขาก็ยังเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จกับยูเวนตุสอยู่ในประวัติศาสตร์ของสโมสร.[8]
เรื่องอื้อฉาวในอิตาลี [แก้]
ฟาบีโอ กาเปลโล ได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมให้สโมสรในปี ค.ศ. 2004.คาเปลโลสามารถนำทีมได้อันดับที่ 3 ของลีก.ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปีัค.ศ. 2006 ยูเวนตุสกลายเป็นหนึ่งในห้าสโมสรที่เชื่อมโยงกับเรื่องอื้อฉาวในการล้มบอลผลจากการลงโทษทำให้ยูเวนตุสได้ถูกลดชั้นลงไปเล่นเซเรียบีครั้งแรกเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร.นอกจากนั้นสโมสรก็ได้ปลดกาเปลโลที่สามารถนำทีมได้แชมป์ลีกในปี ค.ศ. 2005 และ ค.ศ. 2006 (โดนริบแชมป์) ออกจากเป็นผู้จัดการทีม .[19]
ผู้เล่นคนสำคัญหลายคนที่เหลือต่อไปได้ออกจากสโมสรหลังจากสโมสรได้ถูกปรับชั้นให้ลงไปเล่นในเซเรียบีอาทิเช่น ซลาตัน อีบราฮีมอวิช, ฟาบีโอ กันนาวาโรแต่ผู้เล่นคนอื่นคนอื่นก็ยังตัดสินใจอยู่ร่วมช่วยสโมสรเพื่อให้กับไปเล่นในเซเรียอาต่อเช่น ปีเอโร, เนดเวด ขณะที่ผู้เล่นเยาวชนจากพรีมาเวรา เช่น เซบัสเตียน โจวินโก และ เคลาดีโอ มาร์คีซีโอ ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้เล่นตัวจริงของสโมสรมาช่วยในทีมชุดใหญ่.หลังจากนั้นพวกเขาก็สามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่เซเรียอาได้สำเร็จ โดยเป็นสโมสรแรกที่ตกชั้นจากเซเรียเอไปสู่เซเรียบีแล้วใช้เวลาแค่ 1 ฤดูกาลสามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาได้ แล้วกัปตันทีมของสโมสรอย่างอาเลสซันโดร เดล ปีเอโรก็ยังเป็นดาวซัลโวสูงสุดของเซเรียบีในฤดูกาล 2006-07 ด้วยการทำไป 21 ประตูอีกด้วย
กลับสู่เซเรียอา [แก้]
ตั้งแต่กลับสู่ เซเรียอา ได้ในฤดูกาล2007-08 ด้วยการนำทีมของอดีตผู้จัดการทีมของสโมสรฟุตบอลเชลซีอย่าง เคลาดีโอ รานีเอรีซึ่งมาคุมทีมสองฤดูกาล.[20].สโมสรสามารถจบอันดับที่ 3 ได้หลังจากเลื่อนชั้นขึ้นมาในฤดูกาลแรก และในรอบคัดเลือก ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2008-09 โดยในรอบเพลย์ออฟถล่มทีมจากสโลวาเกียได้ถึง 5-1 แล้วในรอบแบ่งกลุ่มพวกเขาสามารถเอาชนะเรอัล มาดริดได้ในบ้านและเป็นแชมป์กลุ่มจึงสามารถทะลุเข้ารอบต่อไปได้แต่ก็ต้องปราชัยให้กับ สโมสรฟุตบอลเชลซี ไปด้วยสกอร์ 3-2.ก่อนจบฤดูกาลสองนัดสุดท้ายรานีเอรีก็โดนไล่ออกหลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์, และสโมสรได้แต่งตั้ง ซิโร เฟอร์รารา เป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวในการคุมทีมสองเกมส์สุดท้ายของฤดูกาล[21] ก่อนที่จะถูกแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการในฤดูกาล 2009-10.[22]
อย่างไรก็ตามเฟอร์ราราก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้จัดการทีมที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสโมสร โดยนำยูเวนตุสตกรอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่มซึ่งได้แค่อันดับที่ 3 แล้วในโกปปาอีตาเลียก็แพ้ให้กับอินเตอร์มิลานในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แล้วยังนำยูเวนตุสได่แค่อันดับที่ 6 ในลีก.แล้วในเดือนมกราคม ค.ศ. 2010สโมสรได้ปลดเฟอร์ราราออก, แล้วแต่งตั้งอัลแบร์โต ซัคเคโรนีเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวแต่ซัคเคโรนีก็ไม่ได้ช่วยให้ยูเวนตุสมีผลงานที่ดีขึ้นได้ซึ่งสโมสรจบอันดับ 7 ของเซเรียอา ในฤดูกาล 2010-11, อันเดรอา อักเนลลี ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสโมสรแทน จีน-คลูเด บลันซ์.โดยอักเนลลีได้แต่งตั้งให้อเลสซีโอ เซกโกกับอดีตผู้จัดการทีมของอูนีโอเนกัลโชซัมป์โดเรียอย่าง ลูอีกี เดลเนรีเป็นผู้อำนวยการกีฬาของสโมสรแทนซาดเชโรนี และเขาก็ได้แต่งตั้งให้ กีอูเซปเป มารอตตา เป็นผู้จัดการทีมของสโมสร .[23].แต่การคุมทีมของเดลเนรีก็ล้มเหลวเนื่องจากทำผลงานไม่ได้ดีอย่างที่คิดทางสโมสรจึงแต่งตั้งงให้อดีตผู้เล่นของสโมสรและเป็นผู้เล่นที่แฟนบอลทุกคนชื่นชอบและรู้จักกันดีอย่าง อันโตนีโอ คอนเต ซึ่งคอนเตทำผลงานได้ดีในการเป็นผู้จัดการทีมด้วยการนำทีม สโมสรฟุตบอลเซียนา เลื่อนชั้นจากเซเรียบีขึ้นมาสู่เซเรียอาได้สำเร็จ.
ด้วยแท็กติกและความฉลาดของคอนเตในฐานะผู้จัดการทีมทำให้เขาสามารถคุมทีมยูเวนตุสไปทั้งตลอดฤดูกาล 2011-12. ซึ่งในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่สโมสรต้องแข่งขันแย่งแชมป์เซเรียอากับคู่แข่งทางเหนืออย่างสโมสรเอซี มิลาน โดยสถานการที่ถือว่าตัดสินแชมป์ได้อย่างแท้จริงคือในนัดที่ 37 ของลีกซึ่งยูเวนตุสเอาชนะกายารีไป 2-0 และมิลานแพ้ให้กับคู้แข่งร่วมเมืองอย่างอินเตอร์ มิลานไป 4-2.หลังจากนั้นในนัดสุดท้ายยูเวนตุสเอาชนะสโมสรฟุตบอลอลันตานาไปได้ 3-1 ในนัดสุดท้าย.ซึ่งทำให้ยูเวนตุสเป็นทีมแรกของเซเรียอาที่ไม่แพ้ให้กับทีมใดตลอด 38 เกมส์ที่ทำการแข่งขัน.[24]
แบรนด์เสื้อและผู้สนับสนุน [แก้]
| ปีที่ใช้ | แบรนด์เสื้อ | ผู้สนับสนุน |
|---|---|---|
| 1979–1989 | Kappa | Ariston |
| 1989–1992 | Upim | |
| 1992–1995 | Danone | |
| 1995–1998 | Sony | |
| 1998–1999 | D+Libertà digitale / Tele+ | |
| 1999–2000 | CanalSatellite / D+Libertà digitale / Sony | |
| 2000–2001 | Lotto | Sportal.com / Tele+ |
| 2001–2002 | Fastweb / Tu Mobile | |
| 2002–2003 | Fastweb / Tamoil | |
| 2003–2004 | Nike | |
| 2004–2005 | Sky Sport / Tamoil | |
| 2005–2007 | Tamoil | |
| 2007–2010 | FIAT Group (New Holland) | |
| 2010–2012 | BetClic / Balocco | |
| 2012–2015 | FIAT S.p.A (Jeep) |
สีประจำทีม [แก้]
ตั้งแต่ฤดูกาล 1903 (พ.ศ. 2446) เป็นต้นมา สีประจำทีมคือสีขาวและสีดำลายทางและกางเกงสีดำ (ในบางฤดูกาลจะใช้กางเกงขาว) โดยก่อนหน้านี้ทีมใช้เสื้อสีชมพูลายจุด.ซึ่งสมัยก่อนชาวอิตาลีได้เปรียบเทียบชุดแข่งของสโมสรยูเวนตุสเหมือนกับชุดแข่งของสโมสรฟุตบอลนอตส์เคาน์ตี สโมสรฟุตบอลในประเทศอังกฤษ
สนามที่ใช้ในการแข่งขัน [แก้]
สโมสรยูเวนตุสนับตั้งแต่ก็ตั้งสโมสรขึ้นมาในปี ค.ศ. 1897 มาจนถึงปัจจุบันสโมสรได้เปลี่ยนสนามเหย้ามาแล้วทั้งหมด 5 สนาม โดยแยกตามปีได้ดังนี้
- สนามเวโลโดรโมอัมเบรโต I ใช้ในช่วงปี ค.ศ. 1904 ถึง ค.ศ. 1909
- สนามสตาดีโอดีคอร์ซีเซบาสโตโปลี ใช้ในช่วงปี ค.ศ. 1909 ถึง ค.ศ. 1922
- สนามสตาดีโอดีคอร์โซมาร์ซีเกลีย ใช้ในช่วงปี ค.ศ. 1923 ถึง ค.ศ. 1933
- สนามสตาดีโอโอลิมปิกโกดิโทริโน ใช้ในช่วงปี ค.ศ. 1933 ถึง ค.ศ. 1990 / ค.ศ. 2006 ถึง ค.ศ. 2011
- สนามสตาดีโอเดลเลอัลปี ใช้ในช่วงปี ค.ศ. 1990 ถึง ค.ศ. 2006
- สนามยูเวนตุสสเตเดียม ใช้ในช่วงปี ค.ศ. 2011 ถึง ปัจจุบัน
ผู้เล่นชุดปัจจุบัน [แก้]
- ทีมชุดใหญ่, บันทึกครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2012.
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
|
สตาฟโค้ชของสโมสร [แก้]
| ตำแหน่ง | เจ้าหน้าที่ |
|---|---|
| ผู้จัดการทีม | อันโตนีโอ คอนเต |
| ผู้ช่วยผู้จัดการทีม | แอนเจโล อเลสซีโอ |
| ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู | คาลดีโอ ฟิลิปปี |
| หัวหน้าผู้ฝึกสอน | มัซซีโม คาร์เรรา |
| หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟิตเนส | เปาโล เบอร์เตลลี |
| ผู้ฝึกสอนฟิตเนส | จูลีโอ ตูร์ |
| ผู้ฝึกสอนฟิตเนส | คอสสตานตีโน คอรัตตี |
| หัวหน้าผู้ฝึกสอนเทรนนิงเชค | โรแบร์โต ซาสซี |
อ้างอิง: Juventus.com
สถิติผู้เล่น [แก้]
สถิติทำประตูสูงสุด [แก้]
- อเลสซานโดร เดล ปีเอโร - 272
- จามปีเอโร โบนีแปร์ตี - 182
- โรแบร์โต เบตเตก้า - 178
- โอมาร์ ซิวอรี - 167
- เฟลีเซ ปลาซีโด โบเรล II -161
สถิติเล่นให้สโมสรสูงสุด [แก้]
- อเลสซานโดร เดล ปีเอโร - 629
- เกตาโน ชีเรีย -552
- จูเซปเป ฟูรีโน -528
- โรเบอร์โต เบตเตกา - 481
- ดีโน ซอฟฟ์ - 476
เกียรติประวัติ [แก้]
ยูเวนตุสเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของอิตาลีตามประวัติศาสตร์ โดยคว้าแชมป์มาครองได้ถึง 40 รายการ และยังเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีชื่อเสียง และเกียรติประวัติมากที่สุดในโลก เพราะสามารถคว้าแชมป์ระดับนานาชาติได้ถึง 11 รายการ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับนี้เป็นอันดับ 3 ในยุโรป และอันดับ 6 ของโลก4
ทีมหญิงชราทีมนี้ยังได้มีดาวสีทองสำหรับความยอดเยี่ยมบนเสื้อของทีม 2 ดวง เพื่อแสดงถึงการคว้าแชมป์ลีกนับครั้งไม่ถ้วน โดยการคว้าแชมป์ 10 ครั้ง จะได้สิทธิ์ในการติดดาว 1 ดวง แชมป์ 10 ครั้งแรกนั้นอยู่ในช่วงฤดูกาล 1957-58 และครบ 20 ครั้งในฤดูกาล 1981-82 นอกจากความยิ่งใหญ่ในประเทศ ยูเวนตุสยังเป็นสโมสรเดียวที่ได้แชมป์รายการระดับนานาชาติครบทุกรายการ
เบียงโคเนรีถูกจัดอันดับให้อยู่อันดับ 7 และอันดับสูงสุดของทีมจากอิตาลี ในการจัดอันดับสโมสรของฟีฟ่าในศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ.2000)
ขณะเดียวกันยูเวนตุสยังมีชื่อเสียงในด้านลบเกี่ยวกับอิทธิพลมืดในวงการฟุตบอลอิตาเลี่ยน เหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือ กัลโช่โปลี ซึ่งยูเวนตุสตกเป็นผู้ต้องหาในคดีจ้างวานผู้ตัดสิน ทำให้ตกชั้นลงไปในเซเรีย บี และถูกยึดแชมป์อย่างน่าอดสู หลายคนให้ข้อสังเกตว่ายูเวนตุสมักได้ประโยชน์ของการตัดสินของกรรมการ เช่น การทดเวลาที่นานกว่ากำหนด, การได้ลูกจุดโทษ, การถูกไล่ออกของฝ่ายตรงข้าม ฯลฯ นับเป็นสโมสรที่มีคนชื่นชมและคนชิงชังใกล้เคียงกัน
รายการระดับชาติ [แก้]
- เซเรียอา / ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอิตาลี: 29 [25] (record).
-
- แชมป์: 1905; 1925–26;[26] 1930–31; 1931–32; 1932–33; 1933–34; 1934–35; 1949–50; 1951–52; 1957–58; 1959–60; 1960–61; 1966–67; 1971–72; 1972–73; 1974–75; 1976–77; 1977–78; 1980–81; 1981–82; 1983–84; 1985–86; 1994–95; 1996–97; 1997–98; 2001–02; 2002–03
- รองแชมป์ (20): 1903; 1904; 1906; 1937–38; 1945–46; 1946–47; 1952–53; 1953–54; 1962–63; 1973–74; 1975–76; 1979–80; 1982–83; 1986–87; 1991–92; 1993–94; 1995–96; 1999–00; 2000–01; 2008–09; 2011-12; 2012-13
- โคปป้า อิตาเลีย: 9 (record).
-
- แชมป์: 1995; 1997; 2002; 2003
- รองแชมป์ (3): 1990; 1998; 2005
- เซเรียบี: 1
-
- แชมป์: 2006-07
รายการระดับทวีปยุโรป [แก้]
- ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (ยูโรเปี้ยน คัพ เดิม): 2[27]
- ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ: 1
- แชมป์: 1983-84
- ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ: 1[29]
- แชมป์: 1999
รายการระดับโลก [แก้]
- อินเตอร์ คอนติเนนตัล คัพ: 2[31]
- แชมป์: 1985; 1996
- รองแชมป์ (1): 1973
| Juventus F.C. S.p.A | |
|---|---|
| รายได้ | ▼ €172,066,450 (2010–11) |
| รายได้จากการดำเนินงาน | ▼ (€92,154,792) (2010–11) |
| กำไร | ▼ (€95,414,019) (2010–11) |
| ทรัพย์สินทั้งหมด | ▲ €334,040,001 (2010–11) |
| หุ้นรวม | ▼ (€4,951,466) (2010–11) |
อ้างอิง [แก้]
- ^ "Storia della Juventus Football Club". magicajuventus.com (ใน Italian). สืบค้นเมื่อ 8 July 2007.[ลิงก์เสีย]
- ^ 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 "Juventus Football Club: The History". Juventus Football Club S.p.A official website. Archived from the original on 29 July 2008. สืบค้นเมื่อ 9 August 2008.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อleague - ^ "FIFA Classic Rivalries: Torino vs Juventus". Fédération Internationale de Football Association. สืบค้นเมื่อ 29 June 2007.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อHazzard - ^ (Papa 1993, p. 271)
- ^ "Tanti auguri, Presidente!" (ใน Italian). Juventus Football Club S.p.A official website. สืบค้นเมื่อ 3 July 2009.[ลิงก์เสีย]
- ^ 8.0 8.1 8.2 "Albo d'oro Serie A TIM". Lega Nazionale Professionisti Serie A (ใน Italian). สืบค้นเมื่อ 21 May 2012.
- ^ (Glanville 2005, p. 263)
- ^ 10.0 10.1 "European Footballer of the Year ("Ballon d'Or")". The Record Sport Soccer Statistics Foundation. สืบค้นเมื่อ 8 June 2007.
- ^ "Olsson urges anti-racism action". Union des Associations Européennes de Football. 13 May 2005. สืบค้นเมื่อ 22 January 2011.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อGiovanni_Trapattoni - ^ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อEl_Mundo_Deportivo - ^ แม่แบบ:Harvcol
- ^ "1995/96: Juve hold their nerve". Union des Associations Européennes de Football. 22 May 1996.
- ^ "1996: Dazzling Juve shine in Paris". Union des Associations Européennes de Football. 1 March 1997.
- ^ "UEFA Champions League 1996–97: Final". Union des Associations Européennes de Football. 28 May 1997.
- ^ "UEFA Champions League 1997–98: Final". Union des Associations Européennes de Football. 20 May 1997.
- ^ "Italian trio relegated to Serie B". BBC. 14 July 2006. สืบค้นเมื่อ 14 July 2006.
- ^ "Ranieri appointed Juventus coach". BBC News. 4 June 2007. สืบค้นเมื่อ 4 June 2007.
- ^ "Via Ranieri, ecco Ferrara" (ใน Italian). Union des Associations Européennes de Football. สืบค้นเมื่อ 19 May 2009.
- ^ "Ferrara handed Juventus reins". Union des Associations Européennes de Football. สืบค้นเมื่อ 5 June 2009.
- ^ "Zaccheroni nuovo allenatore della Juventus" (ใน Italian). Juventus Football Club S.p.A official website. 29 January 2010. สืบค้นเมื่อ 29 January 2010.แม่แบบ:Deadlink
- ^ "A Scudetto built on defense". juventus.com. 15 May 2012.
- ^ The 2004-05 and 2005-06 Italian League championship titles were stripped as consequence of the 2006 Serie A scandal.
- ^ Up until 1929, the top division of Italian football was the Federal Football Championship; since then, it has been the Lega Calcio Serie A.
- ^ Up until 1992, the European football's premier club competition was the European Champion Clubs' Cup; since then, it has been the ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก.
- ^ The European Inter-Cities Fairs Cup (1958-1971) was a football tournament organized by foreign trade fairs in European seven cities (London, Barcelona, Copenhagen, and others) played by professional and –in its first editions- amateur clubs. Along these lines, that's not recognized by the Union of European Football Associations. See: "History of the UEFA Cup". uefa.com. สืบค้นเมื่อ August. Unknown parameter
|accessyear=ignored (help). - ^ "European team profiles: Juventus F.C.". uefa.com. สืบค้นเมื่อ 26 December. Unknown parameter
|accessyear=ignored (help). - ^ The UEFA Super Cup 1985 final between the Old Lady and Everton, 1984-85 Cup Winners' Cup winners not played due to the Heysel Stadium disaster. See: "History of the UEFA Super Cup". uefa.com. สืบค้นเมื่อ August. Unknown parameter
|accessyear=ignored (help). - ^ Up until 2004, the main FIFA football club competition was the Intercontinental Champions Club' Cup (so called European / South American Cup); since then, it has been the FIFA World Club Championship.
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
|
|||||||
|
|
|||||
