พระราชวังสนามจันทร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ สนามจันทร์ (แก้ความกำกวม)
พระราชวังสนามจันทร์

Sanam Chandra Palace

Chali Mongkol Asana.jpg
ข้อมูลทั่วไป
ประเภท พระราชวัง
ที่ตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
ประเทศ ประเทศไทย
การก่อสร้าง
ปีสร้าง พ.ศ. 2450
ผู้สร้าง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ปีบูรณะ พ.ศ. 2533
ผู้บูรณะ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
ขนาด 888 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา

พระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ประมาณ 2 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 888 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากพระองค์สวรรคต พระราชวังสนามจันทร์ใช้เป็นที่ทำการของส่วนราชการต่าง ๆ ของจังหวัดนครปฐม รวมทั้ง เป็นวิทยาเขตหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบัน พระราชวังสนามจันทร์อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักพระราชวัง

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

พระราชวังสนามจันทร์เป็นพระราชวังที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนบริเวณที่คาดว่าเป็นพระราชวังเก่าของกษัตริย์สมัยโบราณที่เรียกว่า เนินปราสาท เพื่อเป็นสถานที่ประทับครั้งมานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์และเมื่อบ้านเมืองถึงยามวิกฤต

พระราชวังใช้เวลาก่อสร้างนาน 4 ปี โดยมี หลวงพิทักษ์มานพ (น้อย ศิลป์) ซึ่งต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯเลื่อนยศเป็นพระยาวิศุกรรม ศิลปประสิทธิ์ เป็นแม่งาน และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2450 เมื่อสร้างแล้วเสร็จจึงได้พระราชทานนามว่า "พระราชวังสนามจันทร์" ตามชื่อสระน้ำโบราณหน้าโบสถ์พราหมณ์ (ปัจจุบันไม่มีโบสถ์พราหมณ์เหลืออยู่แล้ว) สระน้ำจันทร์ หรือ สระบัว

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชพินัยกรรมแสดงพระราชประสงค์ยกพระราชวังสนามจันทร์ให้เป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยมีใจความว่า

" บรรดาที่ดินตึกรามทั้งใหญ่ น้อย ที่รวมอยู่ในเขตซึ่งเรียกว่า "พระราชวังสนามจันทร์" เป็นสมบัติส่วนตัวของข้าพเจ้าโดยแท้ไม่ได้รับมฤดกมาจากสมเด็จพระบรมชนกนารถมิได้ ข้าพเจ้าได้เก็บทุนในตำแหน่งหน้าที่พระยุพราชและทุนอื่น ๆ สร้างที่สนามจันทร์ และสร้างพระที่นั่งซึ่งเรียกว่า พระพิมานประฐม นั้นขึ้นก่อน ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้ราชสมบัติแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เอาเงินพระคลังข้างที่ทำนุบำรุงที่นี้ตลอดมาเป็นส่วนตัวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเอาที่พระราชวังสนามจันทร์ไปรวมเข้ากับกองมฤดกใหญ่นั้นหาควรไม่ ข้าพเจ้ามีสิทธิ์ตามกฎหมายเหมือนสามัญชน ที่จะยกที่นี้ให้แก่ผู้ใดก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อสิ้นตัวข้าพเจ้าไปแล้ว ข้าพเจ้าขอยกที่นี้ให้แก่รัฐบาลสยามเป็นสิทธิขาด เพื่อทำเป็นโรงเรียนนายร้อยทหารบก"[1]

กรมศิลปากรได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้พระราชวังสนามจันทร์ เป็นโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 177 วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2524 [2]

ในปัจจุบัน พระราชวังสนามจันทร์อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง โดยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2546 คณะกรรมการอำนวยการบูรณะพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นองค์ประธาน ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย นายนาวิน ขันธหิรัญ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิขิต กาญจนาภรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ได้น้อมเกล้าฯ ถวายคืนพระราชวังสนามจันทร์แก่สำนักพระราชวัง[3]

สิ่งก่อสร้าง[แก้]

พระที่นั่ง[แก้]

พระที่นั่งพิมานปฐม[แก้]

พระที่นั่งพิมานปฐม

พระที่นั่งพิมานปฐม เป็นพระที่นั่งองค์แรกที่สร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. ๒๔๕๐ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น แบบตะวันตก แต่ดัดแปลงให้เหมาะกับเมืองร้อน ช่องระบายลมและระเบียงลูกกรงโดยรอบฉลุฉลักเป็นลวดลายตามแบบไทยอย่างประณีตงดงาม พระที่นั่งชั้นบนประกอบด้วยห้องต่างๆ ซึ่งยังมีป้ายชื่อ ปรากฏอยู่จวบจนปัจจุบัน คือห้องบรรทม ห้องสรง ห้องบรรณาคม ห้องภูษา ห้องเสวย และห้องพระเจ้า ซึ่งเป็นหอพระ มีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาอยู่องค์หนึ่ง และยังมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังฝีมือ พระยาอนุศาสน์จิตรกร ( จันทร์ จิตรกร ) ซึ่งงดงามน่าชมมาก พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นที่ประทับ (โดยเฉพาะก่อนเสด็จฯ ขึ้นเถลิงถวัลราชย์สมบัติ จนถึงปีพุทธศักราช ๒๔๕๘) ที่ทรงพระอักษร ที่เสด็จออกขุนนาง ที่รับรองพระราชอาคันตุกะ และออกให้ราษฎรเข้าเฝ้าฯ มากกว่าพระที่นั่ง และพระตำหนักองค์อื่นๆ ในปัจจุบันบนพระที่นั่งได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี

พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี[แก้]

อยู่ด้านใต้ของพระที่นั่งพิมานปฐม เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นแบบตะวันตก ประดับลวดลายไม้ฉลุเหมือนกับพระที่นั่งพิมานปฐม ใช้เป็นที่ ประทับเจ้านายฝ่ายในในสมัยนั้น ปัจจุบันพระที่นั่งอภิรมย์ฤดี ชั้นบนจัดแสดงห้องพระบรรทม ห้องทรงงาน เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในสมัยก่อน ในปัจจุบันบนพระที่นั่งได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีและสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

พระที่นั่งวัชรีรมยา[แก้]

พระที่นั่งวัชรีรมยา เป็นตึก 2 ชั้น สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2460สถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยแท้วิจิตรงดงามตระการตาหลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบเป็นหลังคา2ชั้นเหมือนกับหลังคาในพระบรมมหาราชวังมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ นาคสะดุ้งคันทวย มีมุขเด็ดด้านทิศใต้หน้าบันมุขเด็ดแกะสลักเป็นเข็มวชิราวุธอยู่ภายใต้วงรัศมีมีกรอบล้อมรอบพร้อมด้วยลายกนกลงรักปิดทองหน้าพระที่นั่งมีชานชาลาทอดยาวออกมาจรดกับพระที่นั่งพิมานปฐมด้วย พระทวารของบัญชรทั้ง2ชั้นของพระที่นั่งองค์นี้มีลักษณะคล้ายกับเรือนแก้ว เป็นบันแถลงเสียบบไว้ด้วยยอดวชิราวุธภายในีมีเลข6อยู่ในลายพิจิตรเลขาเป็นมหามงกุฏมีลายกนกลงรักปิดทองล้อมรอบบนพื้นที่ประดับตกแต่งไปด้วยกระจกสีน้ำเงิน พื้นเพดานชั้นบนของพระที่นั่งองค์นี้ทาด้วยสีแดงสดเข้มมีดอกดวงประดับประดาละเอียดอ่อนทำด้วยไม้แกะสลักปิดทองส่วนชั้นล่างนอกจากจะทาสีแดงและปิดทองแล้วนั้นชั้นล่างมีความแตกต่างกันตรงที่ลายฉลุนั้นเป็นดาวประดับ พระที่นั่งองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวใช้เป็นที่ประทับเป็นครั้งคราวโดยมากจะใช้เป็นห้องทรงพระอักษร ในปีพ.ศ.2462 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทรงซ้อมเสือป่าที่บ้านโป่ง โพธาราม เมืองราชบุรี และพระองค์เสด็จกลับมาประทับ ณ พระที่นั่งองค์นี้เป็นเวลา1คืนก่อนจะเสด็จไปประทับ ณ สวนนันทอุทยาน1เดือนและกลับมาที่พระราชวังสนามจันทร์และกลับมา ณ พระที่นั่งองค์นี้เป็นเวลา1สัปดาห์ก่อนกลับพระบรมมหาราชวัง

พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์[แก้]

พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์

พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ เป็นพระที่นั่งที่มีส่วนเชื่อมต่อกับใกล้เคียงคือพระที่นั่งวัชรีรมยา หน้าบันพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์อยู่ทางทิศเหนือเป็นรูปหลักท้าวอมรินทราธิราชประทานพรประทับอยู่ในปราสาทสามยอด พระหัตถ์ขวาทรงวชิระ พระหัตถ์ซ้ายทรงประทานพรแวดล้อมด้วยบริวารซึ่งประกอบด้วยเทวดาและมนุษย์5หมู่ ท้องพระโรงยกพื้นสูงจากพื้นดินประมาณ1เมตรมีอัฒจันทร์2ข้างต่อกับพระที่นั่งวัชรีรมยามีพระทวารเปิดถึงกัน2ข้างซุ้มพระทวารทั้ง2และซุ้มพระบัญชรใกล้ๆพระทวารทั้ง2ข้างแกะสลักเป็นรูปกีรติมุขลงรักปิดทองภายในพระที่นั่งโดยรอบมีเสานางจรัลแบ่งเขตท้องพระโรงกับเฉลียงส่วนที่เป็นเฉลียงลดต่ำลงมา20เซนติเมตรเสานางจรัลมีลักษณะเป็นเสาทรง8เหลี่ยมเช่นเดียวกับพระที่นั่งวัชรีรมยาทำเป็นลายกลีบบัวจงกลโดยรอบเสาตลอดทั้งต้นเพดานพระที่นั่งมีลักณะเช่นเดียวกับเพดานชั้นล่างพระที่นั่งวัชรีรมยาเพดานสีแดงเข้มปิดทองฉลุ เป็นลายดาวประดับ มีโคมขวดห้อยอย่างงดงาม

พระที่นั่งองค์นี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้เป็นสถานที่จัดงานหลายอย่าง เช่น งานสโมสรสันนิบาต เสด็จฯออกพบปะขุนนาง เป็นสถานที่ฝึกอบรมกองเสือป่า และใช้เป็นที่แสดงโขนละครต่างๆ เนื่องจากพระที่นั่งองค์นี้กว้างขวางและสามารถจุคนเป็นจำนวนมาก จึงมีชื่อเรียกติดปากชาวบ้านว่า โรงโขน ซึ่งครั้งหนึ่งระองค์ได้เคยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระมหาเศวตฉัตรมาประดิษฐานไว้ภายในนี้ด้วย

  • เมื่อวันที่21 กุมภาพันธ์ 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ใช้พระที่นั่งองค์นี้ในพระราชพิธีพระราชทานเหรียญตราแก่นายทหารและทรงประกอบพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาแก่ทหา่รรวมทั้งเสือป่า
  • และวันที่10 มิถุนายน 2465 มีงานพระราชทานเลี้ยงแก่พระอินทราณีเนื่องในวันเกิดและให้ร่วมประทับโต๊ะเสวยพร้อมด้วยเจ้านายและข้าราชการมีพระราชดำรัสว่าวันนี้พระองค์จะทรงหลั่งพระมหาสังข์แก่พระอินทราณีและทรงมีพระบรมราชโองการให้สถาปนาขึ้นเป็น พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิ์ศจี (พระยศในขณะนั้น)

พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย[แก้]

พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย เป็นพระที่นั่งโถงทรงไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2457 หลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์เมื่อครั้งเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระราชวังสนามจันทร์ หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงวังย้ายพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนยมาประดิษฐานบนชาลาด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2470 และกรมศิลปากรได้อัญเชิญพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนยไปประดิษฐานยังสนามหญ้าด้านทิศเหนือของพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย

ในปี พ.ศ. 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระราชวังสนามจันทร์ โดยผู้ดูแลพระราชวังได้กราบบังคมทูลขอให้มีการอัญเชิญพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนยกลับมาประดิษฐาน ณ พระราชวังสนามจันทร์ พระองค์จึงมีพระราชดำริให้สำนักพระราชวังส่งหนังสือมายังกรมศิลปากรในการอัญเชิญพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนยกลับมาประดิษฐาน ณ พระราชวังสนามจันทร์ดังเดิม หลังจากการบูรณะซ่อมแซมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว [4][5]

พระตำหนัก[แก้]

พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์[แก้]

พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ บริเวณด้านหน้าเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ย่าเหล

พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ เป็นพระตำหนักที่โดดเด่นที่สุดในหมู่พระตำหนักและพระที่นั่งในพระราชวังสนามจันทร์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสนามใหญ่ สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2451 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรร กฤดากร เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ เป็นพระตำหนัก2ชั้นหลังคามุงกระเบื้องสีแดงชั้นบนมีเพียง2ห้อง ชั้นล่างมี2ห้อง มีระเบียงล้อมรอบ3ด้านของตัวพระตำหนักทั้ง2ชั้น จุดเด่นของพระตำหนักองค์นี้คือสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะคล้ายกับปราสาท ซึ่งเป็นการผสมระหว่างศิลปะเรอเนซองส์ของฝรั่งเศส กับอาคารแบบฮาล์ฟ ทิมเบอร์ของอังกฤษ แต่ดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในประเทศไทย

ในปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระตำหนักว่า พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์[6] และโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนัก เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460 แต่เดิมพระตำหนักหลังนี้ชื่อว่า พระตำหนักเหล ซึ่งตั้งตามนามของย่าเหล สุนัขทรงเลี้ยงในรัชกาล

พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์

พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์[แก้]

พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์เป็นพระตำหนัก 2 ชั้น สร้างด้วยไม้สักทอง ทาสีแดง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก ของประเทศทางตะวันตก แต่ได้มีการปรับปรุงองค์ประกอบบางส่วน ให้เหมาะกับภูมิอากาศแบบเมืองร้อน พระตำหนักองค์นี้สร้างขึ้นคู่กับพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ โดยมีฉนวนทางเดินทำเป็นสะพานจากชั้นบนด้านหลังของพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ข้ามคูน้ำเชื่อมกับชั้นบนด้านหน้าของพระตำหนักมารีฯ สะพานดังกล่าวหลังคามุงกระเบื้อง และติดหน้าต่างกระจกทั้งสองด้าน ตลอดความยาวของสะพานที่เชื่อมติดต่อถึงกัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักนี้ ในราวปี พ.ศ. 2459 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรร กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบ จุดเด่นของพระตำหนักองค์นี้คือ หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องว่าวสีแดง ทาสีแดงทั้งหลัง มีเสาไม้กลม ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักเป็นลวดลายประกอบที่ฐานและหัวเสา พระตำหนักนี้เป็นที่พักของพระยาอนิรุทเทวาซึ่งเป็นหัวหน้ามหาดเล็กห้องพระบรรทม

พระตำหนักทับแก้ว
พระตำหนักทับขวัญ

พระตำหนักทับแก้ว[แก้]

พระตำหนักทับแก้ว เป็นอาคารตึกสองชั้นตั้งอยู่ที่เชิงสะพานสุนทรถวาย เคยเป็นที่ประทับในฤดูหนาวของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในอาคารมีเตาผิงและหลังคา มีปล่องไฟตามแบบตะวันตก เหนือเตาผิงมีภาพฝีพระหัตถ์ สีถ่าน รูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระหว่างที่มีการซ้อมรบเสือป่า พระตำหนักทับแก้วถูกใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่ากองเสนาน้อยราบเบารักษาพระองค์

ปัจจุบันสำนักพระราชวังได้อนุญาตให้สมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ดำเนินการจัดแสดงเป็น "พิพิธภัณฑ์คณะฟุตบอลแห่งสยาม" เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าในพระราชกรณียกิจด้านกีฬาฟุตบอลของชาติ

พระตำหนักทับขวัญ[แก้]

พระตำหนักทับขวัญ เป็นเรือนไทยที่สมบูรณ์แบบ นายช่างผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างคือพระยาวิศุกรรมศิลป์ประสิทธิ์ ( น้อย ศิลปี ) พระตำหนักทับขวัญประกอบด้วยกลุ่มเรือน ๘ หลัง ได้แก่ เรือนใหญ่ ๔ หลัง เรือนเล็ก ๔ หลัง ซึ่งได้สร้างให้หันหน้าเข้าหากัน ๔ ทิศ เรือนหลังใหญ่เป็นหอนอน ๒ หอ ( ห้องบรรทมเป็นหอนอนที่อยู่ทางทิศใต้ ) อีก ๒ หลัง เป็นเรือนโถง และเรือนครัวซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ส่วนเรือนเล็ก ๔ หลังนั้นตั้งอยู่ตรงมุม ๔ มุมละ ๑ หลัง ได้แก่ หอนก ๒ หลัง เรือนคนใช้ และเรือนเก็บของ เรือนทุกหลังมีชานเรือนเชื่อมกันโดยตลอด บริเวณกลางชานเรือนปลูกต้นจันไว้ให้ร่มเงา พระตำหนักทับขวัญเป็นเรือนไม้กระดาน ฝาเรือนทำเป็นฝาปะกนกรอบลูกฟัก ฝีมือประณีต เชิงชายและไม้ค้ำยันสลักเสลาสวยงาม หลังคาแต่เดิมมุงด้วยจาก หลบหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ตัวเรือนทุกหลังรวมทั้งพื้นนอกชานทำด้วยไม้สักล้วน ใช้วิธีเข้าไม้ตามแบบฉบับของชาวไทยโบราณ รอบ ๆ บริเวณปลูกไม้ไทยชนิดต่างๆ นับเป็นเรือนที่อยู่ในประเภทเรือนคหบดีและมีส่วนประกอบครบ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อรักษาศิลปะบ้านไทยแบบโบราณ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๔๕๔ พระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักองค์นี้เป็นเวลา ๑ คืน และเมื่อมีการซ้อมรบเสือป่า พระตำหนักองค์นี้ใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์

เรือน[แก้]

ในพระราชวังสนามจันทร์มีเรือนต่างๆดังนี้

  • เรือนพระยานนทิการ เดิมเป็นบ้านพักของเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาาธิบดี เป็นเรือนไม้สักชั้นเดียวยกพื้นใต้ถุนสูง ปัจจุบันเป็นบ้านพักของผู้ว่าราชการจังหวัด
  • เรือนพระธเนศวร เดิมเป็นบ้านพักของเจ้าพระยาบุรุษรัตนราชวัลลภ เป็นเรือนไม้สักชั้นเดียวยกพื้นใต้ถุนสูง ปัจจุบันเป็นบ้านพักของผู้พิพากษาจังหวัด
  • เรือนทับเจริญ เดิมเป็นบ้านพักของเจ้าพระยารามราฆพอธิบดีกรมมหาดเล็ก เป็นเรือนไม้ทรงปั้นหยายกพื้นใต้ถุนสูง
  • เรือนพระกรรณสักขี เดิมเป็นบ้านพักที่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เป็นเรือนไม้สักซึ่งพระองค์ทรงเคยประทับตอนทรงพระเยาว์
  • เรือนพระสุรดี เดิมเป็นพักของพระนนทัศน์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา
  • เรือนพระมนู เดิมเป็นบ้านพักของนักเรียนมหาดเล็ก
  • เรือนชานเล็ก เดิมเป็นบ้านพักของข้าราชการกรมมหรสพ
  • ทับแก้ว เดิมเป็บบ้านพักของพลเอกเจ้าพระยารามราฆพ เป็นเรือนกระจกแบบยุโรป
  • ทับขวัญ เดิมเป็นบ้านพักของพระยาอนุรุทเทวา เป็นเรือนไม้แบบไทยแท้ๆ

สถานที่อื่น ๆ[แก้]

เทวาลัยคเณศร์[แก้]

เทวาลัยคเณศร์ สามารถเห็นพระปฐมเจดีย์อยู่ด้านหลัง

เทวาลัยคเณศร์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ณ ที่อันเป็นศูนย์กลางของพระราชวังสนามจันทร์ สำหรับประดิษฐานพระพิฆเนศวร ซึ่งนับถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ ปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนง และเพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งพระราชวังสนามจันทร์ และเมื่อมองจาก พระที่นั่งพิมานปฐมจะเห็นพระปฐมเจดีย์ เทวาลัยคเณศร์และพระที่นั่งพิมานปฐมอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน

อนุสาวรีย์ย่าเหล[แก้]

อนุสาวรีย์ย่าเหล เป็นอนุสาวรีย์ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงย่าเหลสุนัขทรงเลี้ยง โดยประดิษฐานไว้หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว[แก้]

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระบรมรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่ง ฉลองพระองค์ชุดเสือป่าราบหลวงอย่างเก่าแบบทรงม้า เป็นฝีมือของช่างจากกรมศิลปากร ส่วนราชการจังหวัดฯ ได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้กลางพระราชวังสนามจันทร์ หลังเทวาลัยคเณศร์ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2525

โรงละคร[แก้]

โรงละคร เป็นโรงละครที่สร้างขึ้นข้างพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์สร้างขึ้นในเดือนมกราคมพ.ศ. 2461เป็นโรงละครที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้นโดยโปรดที่จะมาซ้อมละครอยู่ทุกวันและมีการเล่นละครทุกๆคืนปัจจุบันถูกรื้อไปสร้างเป็นโรงพยาบาลเรือนจำจังหวัดนครปฐม

ศาลาธรรมมุเทศน์โอฬาร[แก้]

ศาลาธรรมมุเทศน์โอฬาร เป็นธรรมศาลาของพระราชวังสนามจันทร์ซึ่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นหอประชุมเสือป่าและอบรมเสือป่าซึ่งจะมีเพิ่มขึ้นทุกๆปีซึ่งที่พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ไม่สามารถรองรับคนได้เต็มที่จึงมีการประชุมที่ศาลานี้อยู่บ่อยครั้ง

ถนนในพระราชวัง[แก้]

ในพระราชวังสนามจันทร์มีถนนที่สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยมีถนนสายใหญ่ๆ4สายดังนี้

  • ถนนราชดำเนิน
  • ถนนราชวิธี
  • ถนนราชดำริห์
  • ถนนราชมรรคคา

และยังมีถนนสายเล็กๆอีกดังต่อไปนี้

    • ถนนไก่ป่า
    • ถนนพญามังกร
    • ถนนฆรสรณี
    • ถนนสีมรกฏ
    • ถนนกลดหรูหรา
    • ถนนเมฆลาโยนมณี
    • ถนนปิติยาลัย
    • ถนนไวเวลา
    • ถนนฑีฆาภิรมย์
    • ถนนอาคมคเชนทร์
    • ถนนกระเวนสัญจร
    • ถนนกลอนสิบสอง
    • ถนนฆ้องปลาศ
    • ถนนระนาดประไลย
    • ถนนไฟสะดุ้ง
    • ถนนรุ่งสว่าง
    • ถนนส่างแสง
    • ถนนแย่งระบำ
    • ถนนดำนฤมิตร

สะพานในพระราชวัง[แก้]

สะพานในพระราชวังมีสะพานต่างๆดังนี้

  • สะพานรามประเวศน์
  • สะพานนเรศวร์จรลี
  • สะพานจักรียาตรา
  • สะพานสุนทรถวาย

สิ่งก่อสร้างในอดีต[แก้]

  • ศาลาลงสรง เป็นศาลาทรงจตุรมุขสร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวสำหรับทรงลงสรงน้ำต่อมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้รื้อศาลาลงสรงและพระที่นั่งปาฏิหารย์ทัศนัยมาประดิษฐานไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร โดยต่อมาพระที่นั่งปาฏิหารย์ทัศนัยจึงถูกอัญเชิญกลับพระราชวังสนามจันทร์

การเดินทาง[แก้]

ทางรถยนต์[แก้]

ให้ใช้แยกนครชัยศรีเป็นหลัก ซึ่งถ้าวิ่งมาจากกรุงเทพจะสามารถมาได้จาก ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) และถนนสายปิ่นเกล้า - นครชัยศรี (ทางหลวงหมายเลข 338 ) เพื่อมุ่งหน้าสู่นครปฐม ทั้งสองเส้นทางด้านบนจะต้องผ่านแยกนครชัยศรี

จากแยกนครชัยศรี ขับตรงไปประมาณ 8.5 กิโลเมตร จะถึงแยกบ้านแพ้ว (ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปบ้านแพ้ว ถ้าตรงไปจะไปนครปฐม ราชบุรี) ให้ขับตรงไปอีกประมาณ 500 เมตร จะพบสะพานไปตัวเมืองนครปฐม ให้ขับขึ้นสะพาน (ถ้าตรงไปจะไปราชบุรี) จากนั้นขับตรงไปอีกประมาณ 3.4 กิโลเมตร จะพบ 4 แยกไฟแดง (ถ้าตรงไปก็คือ องค์พระปฐมเจดีย์ ถ้าเลี้ยวขวาจะเข้าไปยังตลาดนครปฐม ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปจังหวัดสุพรรณบุรี) เลี้ยวซ้าย แล้วขับตรงไปประมาณ 200 เมตร จากนั้นเลี้ยวขวา แล้วขับตรงไปประมาณ 1.9 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาที่ไฟแดง เลี้ยวขวาแล้วให้ขับตรงไปประมาณ 400 เมตร ก็จะถึงพระราชวังสนามจันทร์

ทางรถโดยสารประจำทาง[แก้]

จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ นั่งรถสายกรุงเทพฯ - สุพรรณบุรี ไปลงที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร (นครปฐม) จากนั้นเดินเท้าประมาณ 400 เมตร จะถึงพระราชวังสนามจันทร์

อ้างอิง[แก้]

  1. พจนานุกรมวิสามานยนามไทย : วัด วัง ถนน สะพาน ป้อม, จากเว็ปไซต์ราชบัณฑิตยสถาน หน้า 352-353
  2. [ http://www.archae.go.th/Monument/Middle/NakornPathom.asp สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม]
  3. สำนักพระราชวัง
  4. กรมศิลป์ฯเร่งบูรณะพระที่นั่ง'ปาฏิหาริย์ทัศไนย'สมัย ร.6, เข้าถึงข้อมูลวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557
  5. กรมศิลป์บูรณะพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนยสมัย ร.6 อายุ 99 ปี, เข้าถึงข้อมูลวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557
  6. ประกาศ พระราชทานนามพระตำหนัก ที่พระราชวังสนามจันทร์ เมืองนครปฐม, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม ๓๒, หน้า ๔๑๕

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°49′07″N 100°02′46″E / 13.8184839°N 100.0460422°E / 13.8184839; 100.0460422