สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
HM Queen Amarindra.jpg

พระนาม เดิม:นาก
ต่อมา:อมรินทรา
พระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมราชินี
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
ครองราชย์ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 - 7 กันยายน พ.ศ. 2352
ระยะครองราชย์ 27 ปี
พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระพุทธรูปยืนปางถวายเนตร
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 9 มีนาคม พ.ศ. 2280
สวรรคต 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2369 (89 พรรษา)
พระราชบิดา พระชนกทอง ณ บางช้าง
พระราชมารดา สมเด็จพระรูปศิริโสภาค มหานาคนารี
พระราชสวามี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระราชโอรส/ธิดา 10 พระองค์

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (9 มีนาคม พ.ศ. 2280 - 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2369) หรือ สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ พระนามเดิม นาก หรือ นาค เป็นสมเด็จพระราชินีองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2280 ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ณ บ้านบางช้าง ตำบลอัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม พระชนกชื่อ "ทอง" (พระชนกทอง ณ บางช้าง) พระชนนีชื่อ "สั้น" (สมเด็จพระรูปศิริโสภาค มหานาคนารี) เป็นคหบดีเชื้อสายมอญ [1]

พระราชประวัติ[แก้]

ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา[แก้]

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีพระนามว่า "นาค" พระราชสมภพในตระกูลคหบดีมอญที่ตั้งรกรากอยู่ที่บ้านอัมพวา ตำบลบางช้าง จังหวัดสมุทรสงคราม นางสาวนาคเกิดในตระกูลเศรษฐีใหญ่ชาวสวนบางช้าง มีญาติวงศ์พวกพ้องเต็มไปทั้งบาง มีพระพี่น้องร่วมบิดามารดา รวม 10 พระองค์ ซึ่งนับเป็นสายสกุลราชินิกุล ได้แก่ [2]

  • เจ้าคุณหญิงแวน
  • เจ้าคุณหญิงทองอยู่ สมรสกับท่านตาขุนทอง มีธิดาชื่อ "หงส์" ซึ่งถวายตัวเป็นพระสนมใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
  • เจ้าคุณชายชูโต ต้นสกุล แสง-ชูโต และ สวัสดิ์-ชูโต
  • สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
  • เจ้าคุณชายแตง
  • เจ้าคุณหญิงชีโพ
  • เจ้าคุณชายพู
  • เจ้าคุณหญิงเสม
  • เจ้าคุณหญิงนวล ต่อมาได้เป็น เจ้าคุณพระราชพันธุ์นวล สมรสกับ เจ้าพระยาอัครมหาเสนา (บุนนาค) ต้นสกุล บุนนาค
  • เจ้าคุณหญิงแก้ว สมรสกับพระยาสมุทรสงครามซึ่งมีบรรพบุรุษโดยนับทางบิดาตลอดเป็นเจ้าแสนเช่นกัน ทั้งเจ้าคุณหญิงแก้วและพระยาสมุทรสงครามเป็นต้นสกุล ณ บางช้าง

ตัวท่านเองนั้นงดงามเป็นกุลสตรีครองตัวเองอยู่เป็นสาวโสดมาจนอายุได้ 23 ปี เพราะบิดามารดาของท่านยังมองไม่เห็นใครในละแวกนั้นที่เหมาะสมให้เป็นคู่ครองได้ จนกระทั่งมีข่าวว่า มีข้าหลวงเที่ยวไปตามหัวเมืองและตำบลใหญ่ๆ ในชนบท สืบหาธิดาผู้มีเทือกแถวที่ดีและมีลักษณะงดงามเพื่อจะจดชื่อส่งเข้าไปถวายพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงเลือก บิดามารดาของนางสาวนาคจึงต้องรีบขวนขวายจัดหาคู่ครองให้โดยเร็ว เพื่อพ้นจากการถูกส่งเข้าไปเป็นนางใน ประจวบกับหลวงยุกรบัตร (ทองด้วง) (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ข้าราชการหนุ่มรูปงามจากราชบุรีนั่งเรือผ่านมา เห็นนางสาวนาคกำลังปีนต้นไม้ในสวนของบิดาที่ริมคลองเพื่อเก็บผลไม้ แล้วพลัดตกลงมาจุกเสียดอยู่โคนต้น หลวงยุกรบัตรจึงให้หยุดเรืองลงไปช่วยแต่อาการไม่ดีขึ้นจึงอุ้มนางสาวนาคลงเรือนำไปส่งบ้าน อาการของนางสาวนาคจึงคลายเป็นปกติ

การถูกเนื้อต้องตัวกันในสมัยนั้นถือเป็นการไม่งดงามสำหรับกุลสตรี หลวงยุกรบัตรจึงต้องให้ท่านบิดาคือพระอักษรสุนทร (ทองดี) (สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก) มาสู่ขอนางสาวนาคจากพระยาแม่กลอง ผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ในสกุลบางช้าง ก็มีการตกลงยินยอมและได้จัดการวิวาห์ขึ้นราวปี พ.ศ. 2304 ซึ่งขณะนั้นหลวงยุกรบัตรมีอายุได้ 25 ปี นางสาวนาค มีอายุ 24 ปี

หลังเสียกรุงศรีอยุธยาและในสมัยกรุงธนบุรี[แก้]

สมเด็จพระบรมราชินีแห่ง
ราชวงศ์จักรี
HM Queen Amarindra.jpg สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
Queen Sri Suriyendra.jpg สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
Queen Debsirindra.jpg สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
Queen Saovabha Phongsri.jpg สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี
Prabai Sucharitakul.jpg สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
Queen Rambhai Barni2.jpg สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
Anefo 911-6994 Aankomst Koning.jpg สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
    

เมื่อ พ.ศ. 2310 พม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก หลวงยกกระบัตรจึงตัดสินใจอพยพครอบครัวเข้าไปอยู่ในป่าลึก ในระหว่างนี้ ท่านแก้ว (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าแก้ว กรมพระศรีสุดารักษ์) พี่สาวของหลวงยกกระบัตร ได้คลอดบุตรหญิงคนหนึ่งตั้งชื่อว่า “บุญรอด” (ต่อมาได้เป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 2) ครั้งเมื่อพระยาวชิรปราการได้รวบรวมกำลังขับไล่พม่าออกไปหมดแล้ว ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หลวงยกกระบัตรจึงได้อพยพครอบครัวกลับภูมิลำเนาเดิมในช่วงนี้เอง คุณนาคก็ได้คลอดบุตรคนที่ 4 เป็นชาย ชื่อฉิม (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) หลังจากนั้น หลวงยกกระบัตร ก็ได้กลับเข้ารับราชการอยู่กับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวรินทร์เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา จนกระทั่งเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก

ในสมัยกรุงธนบุรี ขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ยังเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนั้น ได้เกิดเหตุที่ทำให้ทั้งสองพระองค์ทรงขัดเคืองพระทัยกัน สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนั้นทรงเป็นแม่ทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์จนแตกพ่ายย่อยยับไป และได้รับนางคำแว่นเป็นชายาตามธรรมเนียมรบ โดยในครั้งนั้นได้เชิญเสด็จพระราชบุตรในพระเจ้าศิริบุญสาร (นักองค์บุญ) เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และเจ้าอนุวงศ์ ทั้งยังกวาดต้อนชาวลาวพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติมีค่าต่างๆกลับมายังกรุงธนบุรีด้วย มีบันทึกว่า ทรงเสน่ห์หาในตัวหญิงหน้าตาสวยหมดจด เชื้อสายลาวพุงขาวคนนี้มาก แต่ทรงเกรงในท่านผู้หญิงนาก ที่มีปากเสียงกับพระองค์ด้วยเรื่องของบาทบริจาริกาและหญิงบำเรอของพระองค์อยู่บ่อยๆ พระองค์จึงได้แต่ใช้สอยแว่นในฐานะข้ารับใช้ รอเวลาให้ท่านผู้หญิงไปประทับในพระราชวัง (เป็นเพื่อนบุตรสาวที่เป็นสนมเอกในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ท่านผู้หญิงนั้นรู้ทันในสวามี สั่งนาข้ารับใช้ชื่อกลัด ซึ่งมีหน้าที่บีบนวดให้พระสวามีทุกคืนว่า หากท่านสั่งหานางแว่นให้มาเคาะบอกแก่ท่านเสียก่อน แล้วค่อยไปตามนางแว่นมาและตัวท่านเองก็ไม่เข้าไปค้างแรมในพระราชวังเป็นเวลานานถึง 2 เดือน จนคืนหนึ่งท่านเจ้าพระยาอดรนทนไม่ไหว สั่งให้กลัดไปตามแว่นมารับใช้ กลัดก็ทำตามที่ท่านผู้หญิงสั่งคือเคาะบอกท่านก่อนจึงไปตามแว่นมา ท่านผู้หญิงก็ถือดุ้นแสมไปยืนคอยดักอยู่ในที่มืดบนนอกชานเรือน พอแว่นทาแป้งและน้ำอบเสร็จแล้วเดินมาทางเรือนหลังใหญ่อันเป็นห้องของท่านเจ้าพระยา ท่านผู้หญิงก็เอาดุ้นแสมตีลงไปกลางหัวจนเลือดไหลท่วมไปหมด นางแว่นเมื่อเห็นท่านผู้หญิงทำดังนั้นก็ร้องขึ้นว่า "เจ้าคุณเจ้าขา คุณหญิงตีหัวดิฉัน" ฝ่ายผู้ตีเองเมื่อเห็นเลือดออกมากก็ตกใจ วิ่งเข้าเรือนแล้วปิดประตูลั่นดาลไว้ ท่านเจ้าพระยาออกมาเห็นแว่นเจ็บดังนั้นก็โกรธยิ่งนัก ฉวยดาบออกจากเรือนจะมาฟันท่านผู้หญิง มาถึงเรือนถีบประตูไม่ออกก็เอาดาบฟันประตูเสียงงดังอึกทึกคึกโครม เมื่อคุณฉิม (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ลูกชายคนโตได้ยินเหตุการณ์เข้า นึกว่าเจ้าคุณพ่อโมโหใหญ่โตเช่นนั้น หากปล่อยไว้เกรงว่าแม่จะได้รับอันตราย จึงช่วยกันกับพี่เลี้ยงเข็นเอาครกตำข้าวมาต่อใต้หน้าต่างเรือนท่านผู้หญิงพลางร้องเรียกให้หนีลงมา และพาหลบหนีไปอยู่ในพระราชวังหลวง โดยอาศัยอยู่ในตำหนักเจ้าจอมฉิมใหญ่ (พระราชธิดาของท่านที่เป็นพระสนมเอก) เมื่อท่านเจ้าพระยาเข้ามาและเห็นดังนั้น จึงให้นางแว่นรับตำแหน่งดูแลข้าทาสและความเรียบร้อยในเรือนทั้งหมดแทนท่านผู้หญิง

พระมเหสีในรัชกาลที่ 1[แก้]

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ปราบดาภิเษกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และพระบรมมหาราชวังขึ้น สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีก็มิได้เคยเสด็จเข้ามาประทับในพระบรมมหาราชวังเลย แต่ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมกับเจ้าฟ้าฉิมพระโอรส จะเสด็จมาเยี่ยมพระราชธิดาในพระบรมมหาราชวังแต่เพียงครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งจะเสด็จออกจากวังก่อนประตูปิดย่ำค่ำทุกครั้งไป ทั้งนี้พระองค์ไม่ทรงยอมใช้ราชาศัพท์กับพระสวามีหรือพระราชโอรสกับพระราชธิดาแต่อย่างใด ทรงเรียกพระสวามีว่า เจ้าคุณ และเรียกพระราชโอรสว่า พ่อ และพระราชธิดาว่า แม่ โดยพระองค์ทรงยินดีที่จะให้ภาษาสามัญของคนธรรมดา ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็มิได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นเจ้าแต่อย่างใด ยังคงเป็นท่านผู้หญิงนากตามเดิม ดังในธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยามปรากฏว่า

"...ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระอมรินทรามาตย์เป็นท่านผู้หญิงเดิม มีพระราชโอรส พระราชธิดาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมไหญ่ ถึง ๔ พระองค์ ก็ไม่เห็นท่านยกย่องตั้งแต่งอย่างไร แต่คนทั้งปวงเข้าใจว่าท่านเป็นพระมารดาของเจ้าฟ้า ก็นับถือท่านว่าเป็นพระมเหสี..."

สมเด็จพระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ 2[แก้]

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสถาปนาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็น สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ เมื่อ พ.ศ. 2353 เทียบกับกรมพระเทพามาตย์ที่เป็นสมเด็จพระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ตามโบราณราชประเพณีเก่าตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา [3] ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ในรัชกาลก่อนๆ ที่ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสี จึงประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยใหม่เป็น สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี

ภายหลังในช่วงปลายรัชกาลที่ 2 พระองค์ได้ทรงย้ายจากพระนิวาสเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี เข้ามาอยู่ในพระราชวังที่เป็นวังหลวง อันถือว่าเป็นการสิ้นสุดความเป็นสามัญชนชาวสวน บุตรีเศรษฐีใหญ่ เชื้อสายมอญ โดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะไม่ทรงยินดีแต่พระองค์ทรงมีพระชันษามากขึ้น จึงยากที่จะต่อต้านและทัดทานได้

สมเด็จพระอัยยิกาเจ้าในรัชกาลที่ 3[แก้]

ต่อมาในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระองค์ ได้เข้าเฝ้าโดยในขณะนั้นพระองค์ทรงพระชรามาก ไม่สามารถพระดำเนินได้ แต่ความทรงจำนั้นแม่นยำและมั่นคงยิ่งนัก ได้มีเรื่องเล่าว่า พระองค์ท่านได้มีรับสั่งว่า "พ่อเจ้าเป็นหนี้ย่าอยู่ให้เอามาใช้แทนเสียเพื่อไม่ให้ป็นเวรกรรมต่อไป" ซึ่งหมายถึงให้รัชกาลที่ 3 นำเงินมาใช้หนี้ท่านแทนพระราชบิดาคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่สิ้นพระชนม์ไป เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นเวรกรรมต่อไป ซึ่งรัชกาลที่ 3 ก็ได้ทรงปฏิบัติตามพระราชประสงค์นำเงินมาถวายเพื่อใช้หนี้แทน เพื่อให้สบายพระทัย

สวรรคต[แก้]

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2369 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริพระชนมายุได้ 89 พรรษา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ประกอบพระบรมศพสมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวงด้วยพระโกศทองใหญ่ อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และโปรดให้สร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่ ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระอัยยิกาที่ท้องสนามหลวง

พระราชกรณีกิจ[แก้]

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีทรงสร้างวัดอัมพวันเจติยาราม จังหวัดสมุทรสงคราม ขึ้นในบริเวณนิวาสสถานเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศถวายแด่พระชนนี (สมเด็จพระรูปศิริโสภาค มหานาคนารี) ไว้ที่องค์พระปรางค์ด้วย

พระราชบุตร[แก้]

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีทรงอภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อครั้งยังเป็นหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี ประมาณ พ.ศ. 2301 - พ.ศ. 2304 [2] มีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 10 พระองค์ ได้แก่

พระบรมฉายาลักษณ์ /
พระรูป
พระปรมาภิไธย /พระนาม พระบรมราชสมภพ /
ประสูติ
สวรรคต /
สิ้นพระชนม์
พระชนพรรษา /
พระชันษา
พระโอรสธิดา
Emblem of the House of Chakri.svg เจ้าฟ้าหญิง
(ไม่ปรากฏพระนาม)
ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา -
Emblem of the House of Chakri.svg เจ้าฟ้าชาย
(ไม่ปรากฏพระนาม)
ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา -
Emblem of the House of Chakri.svg เจ้าฟ้าหญิงฉิมใหญ่
(เจ้าจอมมารดาในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี)
ไม่มีข้อมูล 29 กันยายน พ.ศ. 2322 สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงธนบุรี หม่อมเหม็น
(พระนามเดิม : สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนกษัตรานุชิต)
King Buddha Loetla Nabhalai.jpg เจ้าฟ้าชายฉิม
(พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)
24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 57 พรรษา 73 พระองค์
(พระราชสันตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)
Emblem of the House of Chakri.svg เจ้าฟ้าหญิงแจ่ม
(กรมหลวงศรีสุนทรเทพ)
พ.ศ. 2313 7 สิงหาคม พ.ศ. 2351 38 พรรษา -
Emblem of the House of Chakri.svg เจ้าฟ้าหญิง
(ไม่ปรากฏพระนาม)
ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงธนบุรี -
Emblem of the House of Chakri.svg เจ้าฟ้าชายจุ้ย
(สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์)
29 มีนาคม พ.ศ. 2315 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2360 45 พรรษา 40 พระองค์
(ราชสกุลวงศ์ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์)
Emblem of the House of Chakri.svg เจ้าฟ้าหญิง
(ไม่ปรากฏพระนาม)
ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงธนบุรี -
Emblem of the House of Chakri.svg เจ้าฟ้าหญิง
(ไม่ปรากฏพระนาม)
ไม่มีข้อมูล สิ้นพระชนม์แต่ครั้งกรุงธนบุรี -
Emblem of the House of Chakri.svg เจ้าฟ้าหญิงประไพวดี
(กรมหลวงเทพยวดี)
14 มกราคม พ.ศ. 2320 23 สิงหาคม พ.ศ. 2366 46 พรรษา -

พระอิสริยยศ[แก้]

  • นาก
  • ท่านผู้หญิงนาก
  • สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง
  • สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี

อ้างอิง[แก้]

  1. คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว.. โครงกระดูกในตู้. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สยามรัฐ, พิมพ์ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2547. 109 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-690-131-1
  2. 2.0 2.1 ธำรงศักดิ์ อายุวัฒนะ. ราชสกุลจักรีวงศ์ และราชสกุลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2544. 490 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-222-648-2
  3. "เรื่องสถาปนากรมสมเด็จพระพันปีหลวง". มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ถัดไป
กรมหลวงบาทบริจา
(กรุงธนบุรี)
2leftarrow.png Queen's Standard of Thailand.svg
พระบรมราชินีแห่งราชอาณาจักรสยาม
(6 เมษายน พ.ศ. 2325 - 7 กันยายน พ.ศ. 2352)
2rightarrow.png สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี