วังสวนสุนันทา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก สวนสุนันทา)


วังสวนสุนันทา
WangSuanSunandha 1.jpg
ตำหนักสายสุทธานภดล วังสวนสุนันทา
ข้อมูลทั่วไป
ประเภท วัง
ที่ตั้ง กรุงเทพมหานคร
ประเทศ ประเทศไทย
การก่อสร้าง
ผู้สร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

วังสวนสุนันทา เป็นเขตพระราชฐานภายในบริเวณของพระราชวังดุสิต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนพระอิริยาบถแทนการเสด็จประพาสหัวเมือง พระองค์มีพระราชประสงค์ให้สวนนี้มีลักษณะเป็นสวนป่า[1] จึงโปรดเกล้าฯ ให้หาพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลที่ดีและหาได้ยากนานาชนิดมาปลูกไว้ในสวนแห่งนี้ด้วย ที่มาของชื่อสวนแห่งนี้มาจากชื่อสวนของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งมีชื่อว่า "สุนันทาอุทยาน"[2] และพระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี พระมเหสีซึ่งเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ นอกจากนี้พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนักขึ้นเพื่อเตรียมไว้เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน แต่เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน การสร้างจึงยังไม่แล้วเสร็จตามพระราชประสงค์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ได้ทรงพระราชดำริว่าสถานที่ในพระบรมมหาราชวังชั้นในคับแคบ ไม่เหมาะสมจะเป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน จึงโปรดให้สร้างพระตำหนักและตึกในบริเวณสวนสุนันทาขึ้นอีกหลายหลัง[3] แล้วโปรดให้เป็นที่ประทับของพระมเหสี เจ้าจอมมารดา เจ้าจอมและพระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน 32 ตำหนัก รวมทั้งอาคารที่พักของบรรดาข้าราชบริพาร โดยมีพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ได้เสด็จมาประทับ ณ ตำหนักสายสุทธานพดล (ตึก 27) ตั้งแต่ พ.ศ. 2467 ถึง พ.ศ. 2472 (สิ้นพระชนม์ ณ ตำหนักที่ประทับสวนสุนันทา) เนื่องจากในสมัยนั้นบรรดาขุนนาง ข้าราชการ ผู้มีบรรดาศักดิ์นิยมนำบุตรี และหลานของตนมาถวายตัวต่อพระวิมาดาเธอ เป็นจำนวนมาก พระวิมาดาเธอ จึงทรงให้สร้าง "โรงเรียนนิภาคาร"[4] ขึ้นภายในสวนสุนันทา สอนตามหลักสูตรการศึกษาในสมัยนั้น รวมทั้งอบรมจริยา มารยาท การฝีมือ ให้เป็นกุลสตรี

ครั้นถึงปี พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้น บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ ในสวนสุนันทาหวั่นเกรงภัยจากการเมือง จึงได้ทะยอยกันออกไปจากสวนสุนันทาจนหมดสิ้น บางพระองค์ได้เสด็จออกไปอยู่หัวเมืองและหลายพระองค์เสด็จลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ โรงเรียนนิภาคารจึงเลิกดำเนินการไปโดยปริยาย นับแต่นั้นมาสวนสุนันทาที่เคยงดงามก็ถูกทอดทิ้ง ขาดการดูแลเอาใจใส่ ตำหนักต่างๆ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก พื้นที่ภายในรกร้างว่างเปล่า ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เห็นว่าสวนสุนันทาถูกทอดทิ้งรกร้างอยู่มิได้ทำประโยชน์ จึงเห็นสมควรให้นายกรัฐมนตรีได้ใช้ประโยชน์ เป็นที่อยู่อาศัยของรัฐมนตรีและผู้แทนราษฎร แต่สภาผู้แทนราษฎรขอเพียงพื้นที่ภายนอกกำแพงติดถนนสามเสนสร้างเป็นบ้านพักของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น คณะรัฐมนตรีจึงลงมติเห็นสมควรว่า ควรใช้สถานที่นี้ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและมอบให้กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) ดำเนินการจัดตั้งให้เป็นสถานศึกษาของชาติ และสถานที่ศึกษานี้ให้ชื่อโดยคงชื่อเดิมของสถานที่ เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยขนานนามว่า "โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย " เริ่มเปิดการศึกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัยจึงได้ยกฐานะขึ้นเป็น "วิทยาลัยครูสวนสุนันทา" ตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 ในปี พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม "สถาบันราชภัฏ" เป็นชื่อสถาบันการศึกษาในสังกัดกรมการฝึกหัดครูกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งยังได้พระราชทานตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ให้เป็นตราสัญลักษณ์ประจำสถาบันราชภัฏ และเมื่อได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2538 วิทยาลัยครูสวนสุนันทาจึงมีชื่อเป็น "สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา"[5]

ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ยังผลให้สถาบันราชภัฏสวนสุนันทายกฐานะเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

พระที่นั่งนงคราญสโมสร

พระที่นั่งนงคราญสโมสร[แก้]

พระที่นั่งนงคราญสโมสร เป็นพระที่นั่ง 2 ชั้น อยู่ถัดจากพระที่นั่งบรมพิมาน โดยใช้เป็นท้องพระโรงฝ่ายใน และเป็นที่เสวย ซึ่งพระที่นั่งองค์นี้เรียกได้ว่า เป็นที่ส่วนพระองค์โดยเฉพาะ มักใช้ประกอบพระราชพิธีที่สำคัญ ๆ อาทิเช่น พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พระราชพิธีโสกันต์สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ก็เริ่มต้นที่พระที่นั่งองค์นี้ อย่างไรก็ตาม พระที่นั่งองค์นี้ก็ได้ถูกรื้อลงในภายหลัง

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการสร้างท้องพระโรงขึ้นในบริเวณสวนสุนันทา เมื่อปี พ.ศ. 2467 ซึ่งใช้เป็นท้องพระโรงส่วนกลาง พระราชทานนามพระที่นั่งว่า "พระที่นั่งนงคราญสโมสร" ดังนั้น นามพระที่นั่งนงคราญสโมสรจึงมาปรากฏ ณ สวนสุนันทา โดยพระที่นั่งองค์นี้ใช้สำหรับพระราชวงศ์พระองค์ใดก็ตาม จะทรงใช้ในการบำเพ็ญพระกุศลหรือจัดงานรื่นเริง ปัจจุบัน อยู่ในความดูแลของสำนักกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง

พระตำหนักเยาวภา
WangSuanSunandha 3.jpg

ตำหนักที่สำคัญ[แก้]

วังสวนสุนันทาในอดีตนั้น มีตำหนักซึ่งเคยเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายในหลายพระองค์ และเมื่อเวลาผ่านไป บางตำหนักได้ชำรุดทรุดโทรมเกินกว่าจะเยียวยา จำเป็นต้องรื้อถอนและสร้างใหม่ ในขณะที่บางตำหนัก ยังสามารถรักษาไว้ได้ รอเพียงการบูรณะขึ้นมาอนุรักษ์ไว้ โดยมีสถานที่สำคัญอันควรบันทึกไว้ ๗ ตำหนัก ได้แก่

๑. ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี (๑๗ ธันวาคม ๒๔๑๕ - ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๗๓) พระราชธิดาองค์ที่ ๗ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดามรกฎ ทรงเชี่ยวชาญด้านกวีนิพนธ์ ฉันท์ และกาพย์กลอน ปัจจุบันคืออาคาร จุฑารัตนาภรณ์ ใช้เป็นศูนย์ข้อมูลดนตรีรัตนโกสินทร์ ของภาควิชาดนตรี (คาดว่าจะบูรณะให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๕)

๒. ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิสมัยพิมลสัตย์ (๒๐ ธันวาคม ๒๓๒๔ - ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๙) พระราชธิดาองค์ที่ ๓๔ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาเลื่อน ทรงโปรดการทำอาหาร รอบตำหนักในอดีต รายล้อมไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับ ปัจจุบันคืออาคาร 'พิสมัยพิมลสัตย์' ใช้เป็นศูนย์ข้อมูลสถาปัตยกรรมและตกแต่งภายใน

๓. ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา (๒๑ เมษายน ๒๔๓๒ - ๒๓ มีนาคม ๒๕๐๑) พระราชธิดาองค์ที่ ๖๑ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาชุ่ม ทรงโปรดดนตรีไทย ทรงมีวงเครื่องสายหญิง ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวของสวนสุนันทา และจะทรงเฉพาะที่วังสวนสุนันทาเท่านั้น หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี ๒๔๗๕ ทรงย้ายไปประทับที่สวนนอก เชิงสะพานกรุงธนบุรี และสิ้นพระชนม์ ณ ที่นั้น ปัจจุบันคืออาคาร อาทรทิพย์นิวาส ใช้เป็นศูนย์ข้อมูลศิลปะรัตนโกสินทร์

๔. ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศศิพงศ์ประไพ (๒๖ เมษายน ๒๔๒๔ - ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๗๗) พระราชธิดาองค์ที่ ๓๑ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาจันทร์ ทรงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ทรงใฝ่พระทัยในธรรมะ งานโปรดคือเย็บปักถักร้อยและการแกะสลัก และที่พิเศษคือกีฬากอล์ฟ ปัจจุบันคืออาคาร ศศิพงศ์ประไพ ใช้เป็นศูนย์สุขภาพแพทย์แผนไทย การบูรณะจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๕

๕. ตำหนักเจ้าจอมเอื้อน (๒๔๓๐ - ๒๔๗๐) และเจ้าจอมแถม (๒๔๓๔ - ๒๔๙๓) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าจอมเอื้อนมีฝีมือในการถ่ายรูป สามารถอัดและล้างรูปได้ด้วยตนเอง ยามว่างจะซ้อมดนตรี สีไวโอลิน ถักนิตติ้งโครเชต์ สอนหลาน ๆ ให้ร้อยมาลัย และเล่นแบตมินตัน ส่วนเจ้าจอมแถม ปัจจุบันคืออาคาร เอื้อนอาชว์แถมถวัลย์ เป็นศูนย์ข้อมูลนาฏศิลป์รัตนโกสินทร์ การบูรณะจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๕

๖. ตำหนักพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชนัดดาในรัชกาลที่ ๓ (สิงหาคม ๒๔๐๔ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๗๒) และยังเป็นที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงนิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันคืออาคาร สายสุทธานภดล ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ อาทิ นาฏศิลป์ ดนตรี คหกรรม งานฝีมือต่าง ๆ และยังเป็นที่รวบรวมภาพเขียนสีน้ำ ซึ่งเป็นฝีมือของ 'คุณข้าหลวง' ในวังสวนสุนันทา


๗. พระตำหนักเยาวภา เป็นอาคาร ๒ ชั้น ยกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตร ปูพื้นด้วยไม้สักทั้งหลัง หลังคาทรงสูงทำด้วยกระเบื้องว่าว สีเดิมของอาคารเป็นสีเขียว ต่อมามีการบูรณะปรับปรุงเป็นสีน้ำตาล ภายในอาคารแบ่งเป็นส่วนๆ คล้ายอาคารชุดประตูเปิดติดต่อกันมีช่องลมเป็นลายไม้จำหลักเหนือขอบประตูเป็นหน้าต่างเป็นบานกระทุ้ง ตรงกลางเป็นบานเกล็ด ชั้นบนของอาคารมีเฉลียงด้านหน้ายาวตลอดทั้งอาคาร มีบันไดใหญ่ขึ้นลงแยกกัน ๒ บันไดและมีบันไดเล็ก ริมสุดของอาคารอยู่ทางทิศใต้ เสาของอาคารมีลายปูปั้น บันไดทางขึ้นด้านหน้าอาคารทำด้วยหินอ่อนสีขาวภายในจัดแสดง

  • ห้องที่ ๑ และ ๒ จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศ์ศานุวงศ์
  • ห้องที่ ๓ และ ๔ จัดแสดง ศิลปะประดิษฐ์แขนงต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องราวของการแต่งกายในพระราชสำนัก
  • ห้องที่ ๕ ห้องรับรองและจัดแสดงหมุนเวียน
  • ห้องที่ ๖ ห้องพระและห้องจัดแสดงเทียนประดิษฐ์
  • ห้องที่ ๗ ห้องจัดแสดงเครื่องเบญจรงค์และจำหน่ายของที่ระลึกประเภทต่างๆ

อ้างอิง[แก้]

  1. พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, จดหมายเหตุพระราชกรณีกิจรายวัน ภาคที่ 22 (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงเพิ่ม โชฎึกราชเศรษฐี)
  2. กิตติพงษ์ วิโรจน์ธรรมากูร, สวนสุนันทา, สำนักพิมพ์สวนสุนันทา มรภ, ISBN 974-421-655-7 หน้า 167
  3. พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้ากรุงสยาม (บางตอน) และพระราชนิพนธ์อันเป็นสุดที่รัก เรื่อง พระนล คำหลวง, หน้า 40
  4. กิตติพงษ์ วิโรจน์ธรรมากูร, สวนสุนันทา, สำนักพิมพ์สวนสุนันทา มรภ, ISBN 974-421-655-7 หน้า 223
  5. กิตติพงษ์ วิโรจน์ธรรมากูร, สวนสุนันทา, สำนักพิมพ์สวนสุนันทา มรภ, ISBN 974-421-655-7 หน้า 243