ผู้เผยพระวจนะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์และม้วนพระดำรัสพยากรณ์ โดย Benjamin West (1782, Bob Jones University Museum and Gallery).

ผู้เผยพระวจนะ, ประกาศก หรือ ศาสดาพยากรณ์ (อังกฤษ: prophet) หมายถึง ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมตั้งไว้เพื่อการรับพระดำรัสของพระองค์มาสู่มวลมนุษย์ เป็นผู้ที่ทำนายอนาคต ผู้บอกเล่าอนาคต หรือ ประกาศคำสั่งสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยพบในศาสนายูดาย ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม

ภาคผนวกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับอมตธรรมร่วมสมัยได้อธิบายคำว่า “ผู้เผยพระวจนะ” ไว้ว่า “กระบอกเสียงของพระเจ้า คนที่ได้รับข่าวสารหรือพระดำรัสของพระเจ้าและประกาศให้แก่กลุ่มคนที่เจาะจง”

เนื้อหา

บรรดาผู้เผยพระวจนะ [แก้]

ในความเชื่อของศาสนายูดาย ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามนั้น เชื่อถือในองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน คือ พระเจ้าสูงสุด ซึ่งในอดีตกาลที่ผ่านมาหลังจากพระเจ้าทรงสร้างโลกแล้ว เพื่อให้มวลมนุษย์อยู่อย่างสงบสุขตามทางที่ถูกต้องในพระดำริของพระเจ้า พระองค์จึงตรัสสอนมวลมนุษย์ผ่านทางบุคคลต่างๆที่ทรงเห็นว่าเหมาะที่จะเรียกให้รับใช้ฝ่ายวิญญาณ เพื่อถ่ายทอดพระบัญชาจากพระดำรัสของพระองค์ สู่มนุษย์ทั้งหลาย เราจึงเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า “ผู้เผยพระวจนะ (ของพระเจ้า) ”

สมัยก่อนพระเจ้าทรงเลือกเพียงผู้เผยพระวจนะให้ชี้ทางแก่ชาวอิสราเอล (ยิว) เท่านั้น เพราะทรงต้องการให้ชาวยิวเท่านั้นที่รอดพ้นจากมารร้าย เหนือกว่าชนชาติใดๆ จึงไม่ปรากฏผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าในชนชาติหรือศาสนาอื่นๆ บรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหลายนับตั้งแต่อดีตนั้น ได้แก่

หน้าที่และลักษณะของผู้เผยพระวจนะ [แก้]

  • เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง (ยรม.1:5; อสค.2:3-7; อมส.7:15)
  • พระคัมภีร์กล่าวถึงผู้เผยพระวจนะในชื่อต่างๆ กัน เช่น คนของพระเจ้า (1 ซมอ.2:27,9:6; 1 พกษ.13:1-2)
  • ผู้รับใช้ของพระเจ้า (2 พกษ.17:23; 21:10; ยรม.7:25)
  • ผู้ทำนาย (1ซมอ.9:9; 18-19)
  • ผู้พยากรณ์ (2ซมอ.15:27; กจ.13:1)
  • หน้าที่ของผู้เผยพระวจนะคือประกาศ สำแดง เปิดเผย พระวจนะของพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ต่อประชาชน (1พกษ.22:8; ยรม.1:7,9; อสค.3:4,27; อมส.3:7)
  • เรื่องที่ประกาศจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรืออนาคต เช่น เรื่องของพระเมสสิยาห์ การพิพากษาลงโทษ การกลับมาหาพระเจ้า ความรอด ฯลฯ

ผู้เผยพระวจนะหญิง [แก้]

  • มีเรียม (อพย.15:20)
  • เดโบราห์ (วนฉ.4:4)
  • ฮุลดาห์ (2พกษ.22:14)
  • อันนา (ลก.2:36)
  • ฯลฯ

ศาสนายูดาย [แก้]

ชาวยิวเชื่อว่าพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึง มาลาคี เป็นคนสุดท้ายตามพระคัมภีร์ยิว (ภาคพันธสัญญาเดิม) จึงถือว่า มาลาคี เป็นผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย และจัดรวมเป็น “ผู้เผยพระวจนะยุคโบราณ”

ศาสนาคริสต์ [แก้]

นิกายโรมันคาทอลิกและกรีกออโธดอกซ์ [แก้]

เชื่อว่าผู้เผยพระวจนะ มีมาแต่ครั้งโบราณโดยเริ่มจากโมเสสเป็นคนแรก ตามพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เรื่อยมาจนถึง ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา (นักบุญยอห์นบัพติศ) เป็นคนสุดท้าย เพราะถือว่าเป็นผู้ตระเตรียมทางของพระเจ้าให้แก่พระบุตร คือ พระเยซูคริสต์

นิกายโปรเตสแตนท์ [แก้]

เชื่อว่าผู้เผยพระวจนะเริ่มต้นที่โมเสส มาเรื่อยๆ แต่ยังไม่หมดมาถึงปัจจุบัน เพราะ ตั้งแต่โมเสส ถึง ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา นั้นเป็น “ผู้เผยพระวจนะยุคโบราณ” แต่ผู้เผยพระวจนะไม่จำเป็นว่าต้องเป็นชนชาติยิว เพราะเมื่อพระเยซูเสด็จมากระทำพระราชกิจ คือ การไถ่บาปแก่มวลมนุษย์ จึงเป็นการเปิดประตูแห่งพระสัญญานิรันดรสู่ชนชาติทั้งหลายทั่วโลกด้วย โดยนิกายโปรเตสแตนท์ ยกข้อพระคัมภีร์ เรื่อง พันธกรทั้งห้าของพระเจ้า มาว่า

ของประทานที่ว่านั้น คือ พระองค์ทรงให้บางคนเป็นอัครทูต เป็นผู้เผยพระวจนะ เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ เป็นศิษยาภิบาล และ เป็นอาจารย์ เพื่อเตรียมประชากรของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้ เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้นจนกว่าเราทั้งหมดจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อและในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คือ เต็มขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์

เอเฟซัส 4:11-13

นั่นคือการยกข้อพระคัมภีร์มากล่าวว่า เมื่องานของพระเจ้ายังไม่สำเร็จ ย่อมทรงเจิมตั้งผู้รับใช้ทั้งหลายมาเพื่อสานงานของพระองค์อย่างแน่นอน เมื่อคริสตจักรทั้งปวงยังแตกแยกและไม่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน งานรับใช้ก็ยังไม่สำเร็จ พันธกรทั้งห้าประการจึงยังต้องมีบทบาทในการทำงานตามพระประสงค์อยู่เสมอ ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มาจนถึง ปัจจุบัน

ศาสนาอิสลาม [แก้]

Searchtool.svg ดูบทความหลักที่ นบี

อ้างอิง [แก้]

  1. ทางศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก และ กรีกออโธดอกซ์ ถือว่า เป็นผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย มีหน้าที่เตรียมทางของพระเจ้าแก่พระเยซูคริสต์เจ้า