แผน วรรณเมธี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
แผน วรรณเมธี
ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม., ป.ภ.
เลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนที่ 6
ดำรงตำแหน่ง
16 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 – 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2529
ก่อนหน้า ฉาน กาย เยา
ถัดไป รอดเดอริค ยอง
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 30 มกราคม พ.ศ. 2466 (98 ปี)
จังหวัดพระนคร ประเทศสยาม
คู่สมรส หม่อมหลวงหิรัญญิกา วรรณเมธี
ลายมือชื่อ

แผน วรรณเมธี (เกิด 30 มกราคม พ.ศ. 2466[1]) นักการทูตชาวไทย อดีตเลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อดีตอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ อดีตอธิบดีกรมการเมือง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภากาชาดไทย

ประวัติ[แก้]

แผน วรรณเมธี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี (ประวัติศาสตร์) จากวิทยาลัยโอเบอร์ลิน สหรัฐอเมริกา และปริญญาโท ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับ หม่อมหลวง หิรัญญิกา ลดาวัลย์[2]

ยศกองอาสารักษาดินแดน[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๒
  2. ชมรมสายสกุลบุนนาค
  3. หนังสือราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดน 11 กันยายน พ.ศ. 2549 หน้า7 เล่ม123
  4. ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า หน้า ๑ เล่ม ๑๒๑ ตอนที่ ๙ ข ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๗
  5. ราชกิจจานุเบกษา,[ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2529/D/012/1.PDF แจ้งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานแครื่องราชอิสริยาภรณ์] ฉบับพิเศษ เล่ม ๑๐๓ ตอน ๑๒ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๘ หน้า ๒
  6. ราชกิจจานุเบกษา,[ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2523/D/188/36.PDF แจ้งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์] ฉบับพิเศษ เล่ม ๙๗ ตอน ๑๘๘ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๓ หน้า ๓๗
  7. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์
  8. ราชกิจจานุเบกษา,แจ้งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา ประจำปี ๒๕๑๓ ฉบับพิเศษ เล่ม ๘๗ ตอน ๑๒๒ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๓ หน้า ๙๘๐
  9. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ และเหรียญลูกเสือสดุดี (จำนวน ๘๔๔ ราย)