เมทัลลิก้า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เมทัลลิก้า
Metallica at The O2 Arena London 2008.jpg
เมทัลลิก้าในคอนเสิร์ตที่กรุงลอนดอน ปี 2008
(จากซ้าย-ขวา:เคิร์ก แฮมเม็ตต์, ลาร์ส อุลริช, เจมส์ เฮทฟิลด์ และโรเบิร์ต ทรูฮีโย)
ข้อมูลพื้นฐาน
แหล่งกำเนิด ลอสแอนเจลิส, สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง
ช่วงปี 1981-ปัจจุบัน
ค่ายเพลง
ส่วนเกี่ยวข้อง
เว็บไซต์ Metallica.com
สมาชิก เจมส์ เฮทฟิลด์
เคิร์ก แฮมเม็ตต์
โรเบิร์ต ทรูฮีโย
ลาร์ส อุลริช
อดีตสมาชิก รอน แม็คกอฟนีย์
เดฟ มัสเทน
คลิฟฟ์ เบอร์ตัน
เจสัน นิวสเตด

เมทัลลิก้า (อังกฤษ: Metallica) เป็นวงเฮฟวี่เมทัลสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1981 ในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เมทัลลิก้าได้เริ่มขึ้นเมื่อเจมส์ เฮทฟิลด์ (ร้องนำ/กีตาร์หลัก) ได้เข้าร่วมวงตามประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของลาร์ส อุลริช (กลองชุด) จนในเวลาต่อมาก็มีสมาชิกเพิ่มเข้ามาอีก 2 คน คือ เดฟ มัสเทน (กีตาร์หลัก) และ รอน แม็คกอฟนีย์ (เบส) ต่อมารอน แม็คกอฟนีย์ ถูกไล่ออกจากวง ทางวงได้ คลิฟฟ์ เบอร์ตันมาแทนที่ และต่อมา เดฟ มัสเทน ก็ถูกไล่ออกจากวงเช่นกัน ทางวงได้ตัว เคิร์ก แฮมเม็ตต์ จากวงเอ็กโซดัส มาแทนที่ในตำแหน่งลีดกีตาร์ ต่อมาในปี 1986 คลิฟฟ์ เบอร์ตัน ได้เสียชีวิตลงเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต เจสัน นิวสเตด จากวงโฟลตซัม แอนด์ เจทซัม ได้เข้ามาแทนที่ในตำแหน่งมือเบสของวง เจสัน นิวสเตด ได้ลาออกจากวงในปี 2001 และถูกแทนที่โดยโรเบิร์ต ทรูฮีโย อดีตมือเบสของออซซี ออสบอร์น จนถึงปัจจุบัน

วงได้นำเสนอการบรรเลงดนตรีด้วยเทคนิคที่ก้าวร้าวและจังหวะอันรวดเร็ว ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในวงผู้บุกเบิกและมีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการแทรชเมทัล หรือที่รู้จักกันดีในกลุ่ม "บิ๊กโฟว์"[1] ที่ประกอบไปด้วยวงแทรชเมทัลอื่นอีก 3 วงคือ สเลเยอร์ เมกาเดธ และแอนแทรกซ์ เมทัลลิก้า เริ่มต้นจากการเป็นเพียงวงดนตรีใต้ดิน สู่การประสบความสำเร็จระดับหนึ่งใน 4 อัลบั้มแรก โดยเฉพาะในอัลบั้มที่ 3 Master of Puppets (1986) ที่รับการยกย่องให้เป็น "หนึ่งในอัลบั้มที่ทรงอิทธิพลและหนักที่สุดอัลบั้มหนึ่งในวงการแทรชเมทัล" วงยังคงเดินหน้าปูชื่อเสียงและผลสำเร็จในอัลบั้มถัดมา คืออัลบั้ม Metallica หรือที่รู้จักกันในชื่อ อัลบั้มดำ (1991) ซึ่งได้ผลตอบรับอย่างสูงจากแฟนคลับ ด้วยการขึ้นชาร์ทอันดับ 1 บนบิลบอร์ด 200 นับตั้งแต่เปิดตัว ภายหลังการปล่อยอัลบั้มดำ 3 อัลบั้มต่อมา คือ Load(1996) Reload(1997) St. Anger (2003) วงได้ลดความเป็นแทรชเมทัลลง จนในท้ายสุดวงได้ออกอัลบั้ม Death Magnetic (2008) ซึ่งถือเป็นการกลับสู่แนวแทรชเมทัลอีกครั้งของวง และในปี 2009 เมทัลลิก้าก็ได้รับการยกเข้าสู่หอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล

เมทัลลิก้าได้ออกสตูดิโออัลบั้มมาแล้วทั้งหมด 9 อัลบั้ม อัลบั้มแสดงสด 4 อัลบั้ม ส่วนเพิ่มเติมอีก 5 มิวสิกวีดีโอ 26 วีดีโอ และ 37 ซิงเกิล วงได้รับรางวัลแกรมมีถึง 8 รางวัล และ 5 อัลบั้มจากทั้งหมดของวง ล้วนสามารถไต่ขึ้นชาร์ทอันดับที่ 1 บนบิลบอร์ด 200 โดยเพียงแค่ อัลบั้มดำ หรือ อัลบั้ม เมทัลลิก้า สามารถจำหน่ายได้กว่า 16 ล้านก็อปปี้ในสหรัฐ ทำให้กลายเป็นอัลบั้มที่มียอดจำหน่ายสูงที่แห่งยุคในระบบนีลเซน ซาวด์สแกน นอกจากนี้วงยังเป็นหนึ่งในศิลปินที่มียอดจำหน่ายอัลบั้มโดยรวมสูงที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 110 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก[2] เมทัลลิก้ายังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในศิลปินวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลจากหลายนิตยสาร รวมถึงนิตยสารโรลลิงสโตน ซึ่งได้จัดอันดับที่ 61 ในหัวข้อ "100 ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล"[3] ในเดือนธันวาคม ปี 2012 เมทัลลิก้าได้กลายเป็นศิลปินที่มียอดจำหน่ายโดยรวมในระบบนีลเซน ซาวด์สแกน มากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 นับตั้งแต่จำหน่ายในปี 1991 ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 54.26 ล้านอัลบั้มในสหรัฐที่เดียว[4][5] ในปี 2016 วงได้มีการเตรียมออกอัลบั้มที่ 10 ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวภายหลังปีนั้น[6]


ประวัติ[แก้]

ก่อตั้งและช่วงปีแรก[แก้]

โลโก้ของเมทัลลิก้า ใช้ในช่วงอัลบั้มแรกและรวมถึงอัลบั้มที่ 9 ในชื่อ Death Magnetic รวมถึง กีตาร์ฮีโร่:เมทัลลิก้า

เมทัลลิก้าได้ก่อขึ้นที่เมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ในช่วงปลายปี 1981 เมื่อ ลาร์ อุลลิช มือกลองสัญชาติเดนมาร์ก ได้ติดประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งนามว่า "เดอะรีไซเคอร์" (The Recycler) โดยมีการพาดข้อความไว้ว่า "มือกลองกำลังหานักดนตรีแนวเมทัล แบบวงไทเกอรส์ออฟแพนแทง (Tygers of Pan Tang), ไดมอนเฮด (Diamond Head) และไอเอิร์นเมเดน"[7] จนในที่สุดก็ได้ เจมส์ เฮทฟิลด์ และ ฮิวจ์ แทนเนอร์ (Hugh Tanner) จากวง ลีเทอร์ชาร์ม ตอบรับ อุลลิช ได้ทำหน้าที่ติดต่อไปยังหัวหน้าค่ายเพลงเมทัลเบลด นามว่า ไบรอัน สลาเกล (Brian Slagel ) ถึงการบันทึกเสียงเพลงให้กับค่าย ในอัลบั้มโปรเจกต์อัลบั้มรวบรวมเพลง ที่ชื่อว่า เมทัลมาสซาเคอ (Metal Massacre) ซึ่งในเวลาต่อมาเป็นที่รู้จักในฐานะอัลบั้มรวมเพลงที่แจ้งเกิดให้กับวงเมทัลที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันหลายวง สลาเกลได้ตอบรับและอุลลิชก็ได้จ้างเฮทฟิลด์ทำหน้าที่ในฐานะร้องนำและมือริทึมกีตาร์[7] วงได้รับการก่อตั้งอย่างเป็นทางการอย่างแท้จริงในเดือน ตุลาคม 1981 ห้าเดือนภายหลังการพบกันครั้งแรกของอุลลิชและเฮทฟิลด์[8]

อุลลิชได้พูดคุยกับรอน ควินตานา (Ron Quintana) เพื่อนของเขา เพื่อช่วยกันระดมคิดชื่อ ในที่สุดก็ได้ชื่อให้เลือกมา 2 ชื่อ คือ เมทัลมาเนีย (MetalMania) และเมทัลลิก้า อุลลิชจึงตัดสินใจเลือกเมทัลลิก้า ในเวลาต่อมาอุลลิชในลงโฆษณาอีกรอบในเดอะไซเคอร์ เพื่อหามือกีตาร์หลัก จนเดฟ มัสเทน ได้ตอบรับข้อเสนอ ในปี 1982 เมทัลลิก้าได้บันทึกเสียงครั้งแรกคือ Hit the Lights ให้กับ เมทัลมาสซาเคอที่หนึ่ง (Metal Massacre I) เฮทฟิลด์ทำหน้าที่มือเบสในเพลงและลอยด์ แกรนต์ (Lloyd Grant) ทำหน้าที่โซโล่กีตาร์[7] อัลบั้มได้เปิดตัวในวันที่ 14 กรกฎาคม 1982 แต่ในช่วงแรกอัลบั้มได้ใส่ชื่อวงผิดคือใส่ตัว "t" เพิ่มไปหนึ่งตัว (Mettallica)[9] ทำให้สมาชิกวงฉุนเฉียวไปพอสมควร วงได้แสดงสดครั้งแรกในวันที่ 14 มีนาคม 1982 ที่เมืองเรดิโอ ในอนาไฮม์ แคลิฟอร์เนีย โดยได้ว่าจ้าง รอน แม็คกอฟนีย์ ทำหน้าที่มือเบส[10] ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็ทำให้วงได้สัมผัสผลสำเร็จตั้งแต่แรก จนวงได้รับการรับเลือกให้วงร่วมบรรเลงในทัวร์คอนเสิร์ตสหรัฐปี 1982 ของวงสัญชาติอังกฤษ "แซกซอน" (Saxon) เมทัลลิก้าได้บันทึกเสียงครั้งแรกในรูปแบบเดโม ในชื่อ Power Metal

อ้างจากนิตยสารเคอร์แรง! ฉบับที่ 62 หน้าที่ 8 ความหมายของคำว่า "แทรชเมทัล" ได้เกิดขึ้นโดย มัลคอล์ม โดม (Malcolm Dome) นักข่าวจากนิตยสารเคอร์แรง! เพื่ออธิบายแนวเพลง "Metal Thrashing Mad" ของแอนแทรกซ์[11] แต่โดยก่อนหน้านี้ เฮทฟิลด์ ได้อ้างถึงเมทัลลิก้า ว่าดนตรีของพวกเขาเป็นแนวพาวเวอร์เมทัล ในช่วงปลาย 1982 อุลลิชและเฮทฟิลด์ ได้เข้าไปชมการแสดงที่ "Whisky a Go Go" ไนท์คลับแห่งหนึ่งในย่านฮอลลีวูดฝั่งตะวันตก และได้พบกับคลิฟฟ์ เบอร์ตัน มือเบสแห่งวงทรอมา (Trauma) จนพวกเขารู้สึกประทับใจในทักษะของเขา และได้ขอให้เขาร่วมวง ซึ่งเฮทฟิลด์และมัสเทนต้องการให้แม็คกอฟนีย์ ออกจากวงเนื่องจากพวกเขาคิดว่าแม็คกอฟนีย์ "ไม่ได้มีส่วนร่วมสร้างในดนตรีของพวกเขาเลย นอกจากจะเป็นผู้ตามอย่างเดียว"[12] แม้ว่าในตอนแรกเบอร์ตันจะปฏิเสธข้อเสนอ แต่ภายหลังสิ้นปีเขาก็ตอบรับ วงได้แสดงคอนเสิร์ตร่วมกับเบอร์ตันครั้งแรกที่ไนท์คลับ "เดอะสโตน" (The Stone) ในเดือนมีนาคม 1983 และบันทึกเสียงร่วมกับเบอร์ตันครั้งแรกในเดโม Megaforce demo (1983)[12]

เมทัลลิก้า ได้เตรียมพร้อมที่ออกอัลบั้มแรกของพวกเขา แต่ทางค่ายเมทัลเบลดไม่มีงบเพียงพอ วงจึงต้องหาทางเลือกอื่นด้วยการพบ จอห์นนี "แซด" ซาซูลา นักโปรโมตคอนเสิร์ต ซึ่งเขาเป็นตัวแทนเสนอทำสัญญาระหว่างเมทัลลิก้าและค่ายเพลงต่างๆในนิวยอร์ก แต่ภายหลังค่ายเพลงเหล่าชมคอนเสิร์ตของพวกเขาแล้วนกลับไม่สนใจ ซาซูลาจึงได้หาวิธีอื่นด้วยการขอยืมเงินจนเพียงพอต่องบประมาณและได้เซนต์สัญญากับค่ายของเขาเองในชื่อ "เมกาฟอร์ซเรเคิดส์" (Megaforce Records)[13]

คิลเอมออล และ ไรด์เดอะไลท์นิง (1983–85)[แก้]

เดฟ มัสเทน ได้ย้ายไปตั้งวงแข่งกับเมทัลลิก้า ในชื่อ "เมกาเดธ" ภายหลังถูกขับออกจากวงในปี 1983

ในเดือนพฤษภาคม 1983 สมาชิกเมทัลลิก้าได้เดินทางไปยัง โรเชสเตอร์, นิวยอร์ก เพื่อทำการบันทึกเสียงอัลบั้มแรก Metal Up Your Ass ซึ่งได้พอล เคอร์คิโอ (Paul Curcio) เป็นโปรดิวเซอร์[14] สมาชิกคนอื่นๆได้ตกลงกันให้มัสเทนออกจากวงเพราะเขาเสพยา ติดแอลกอฮอล์ รวมถึงไปถึงมีพฤติกรรมรุนแรง นับเป็นการขับไล่เขาออกจากวง ภายหลังเพิ่งบันทึกเสียงเสร็จในวันที่ 11 เมษายน 1983[15] และได้เคิร์ก แฮมเม็ตต์ จากวงเอ็กโซดัส มาแทนที่เขาในวันนั้นเอง[13]

มัสเทน ได้ย้ายไปตั้งวงเองในชื่อ "เมกาเดธ" เขาเคยกล่าวในบทสัมภาษณ์ว่า เขาไม่ชอบแฮมเม็ตต์ ที่ทำให้เขาต้องออกจากวง โดยเขาใช้คำว่า "ขโมย" งานเขา[16] มัสเทนรู้สึก "โกรธ" เพราะเขาเชื่อว่าแฮมเม็ตต์ ที่ต่อมาโด่งดังในฐานะตำแหน่งมือกีตาร์หลัก แต่เพลง เป็นเพลงที่มัสเทนแต่ง[17] ในบทสัมภาษณ์ปี 1985 กับนิตยสาร "เมทัลฟอร์ซเซส" (Metal Forces) มัสเทนได้กล่าวว่า "มันฟังดูแล้วตลกว่าทำไมเคิร์ก แฮมเม็ตต์เข้ามาชิงทุกๆอย่างที่ผมเล่นในเทป No Life 'til Leather และไปโหวตให้เขาเป็นมือกีตาร์อันดับ 1 ในนิตยสารของคุณ"[18] ในอัลบั้มเปิดตัวของเมกาเดธ Killing Is My Business... and Business Is Good! (1985) มัสเทนได้กล่าวว่าซิงเกิล "Mechanix" เมทัลลิก้านำงานของเขากลับไปทำใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็น "The Four Horsemen" ในอัลบั้ม คิลเอมออล มัสเทนยังได้กล่าวอีกว่าที่พูดเช่นนี้เพื่อต้องการ "เน้นย้ำเมทัลลิก้า" เพราะเมทัลลิก้าเห็นว่าเขาดื่มเยอะและดูท่าว่าไม่สามารถเล่นกีตาร์ได้[18] เมทัลลิก้าได้แสดงสดครั้งแรกร่วมกับแฮมเมตต์ในวันที่ 16 เมษายน 1983 ที่ เดอะสโนเพลส (The Showplace) ไนท์คลับในเมืองโดเวอร์ รัฐนิวเจอร์ซี[12] โดยมีแดน ลิลเคอร์ (Dan Lilker) และนีล เทอร์บิน (Neil Turbin) สมาชิกวงแอนแทรกซ์เข้าร่วมเล่นด้วย[19] และนี่จึงเป็นครั้งแรกที่ 2 วงได้ร่วมแสดงสดด้วยกัน[12]

เนื่องจากปัญหาเรื่องชื่อของอัลบั้ม ที่ทางค่ายปฏิเสธใช้ชื่อ Metal Up Your Ass อัลบั้มจึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Kill 'Em All อัลบั้มได้เปิดตัวในนามค่ายเมกาฟอร์ซเรเคิดส์ในสหรัฐและในยุโรป และสามารถไต่ชาร์ทในอันดับที่ 155 บนบิลบอร์ด 200 เป็นผลสำเร็จในปี 1986[20][1] แม้ว่าอัลบั้มจะไม่ประสบความสำเร็จทางการเงินมากก็ตาม แต่ก็สามารถสร้างฐานแฟนคลับได้จำนวนหนึ่งในบรรดาวงเมทัลใต้ดิน[21]

เมทัลลิก้าได้บันทึกเสียงสตูดิโออัลบั้มที่ 2 Ride the Lightning ที่สตูดิโอสวีทไซเลน ในเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งได้เปิดตัวในเดือนสิงหาคม 1984 และไต่ขึ้นชาร์ทด้วยอันดับที่ 100 บนบิลบอร์ด 200 โดยตอนแรก หน้าปกอัลบั้มได้พิมพ์สีผิด โดยไปพิมพ์เป็นสีเขียว จนบัดนี้ถือเป็นของสะสมสำหรับนักสะสมเพลงซึ่งหาได้ยาก อัลบั้มนี้ยังได้ใส่เครดิตมัสเทนในซิงเกิล "Ride the Lightning" และ "The Call of Ktulu" ด้วย

ไมเคิล อลาโก (Michael Alago) ผู้อำนวยการค่ายเพลงอิเล็กตรา (Elektra Records) และเอแอนด์อาร์ (A&R) และคลิฟฟ์ เบิร์นสไตน์ (Cliff Burnstein) ผู้ร่วมก่อตั้ง คิวไพรม์แมกเนจเมนท์ (Q-Prime Managemen) ได้มารับชม เมทัลลิก้าแสดงคอนเสิร์ตในเดือนกันยายน 1984 ซ่งพวกเขารู้สึกประทับใจในการแสดงสด และได้เซนต์สัญญากับค่ายอิเล็กตรา[22] ซึ่งทำให้พวกเขาเริ่มประสบผลสำเร็จในยอดขายขึ้นบ้าง วงได้แสดงคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ ที่งาน "มอนสเตอร์ออฟร็อก" (Monsters of Rock) ณ สวนโดนิงตัน (Donington Park) ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 17 สิงหาคม 1985 ได้ร่วมงานกับบอน โจวี และวงแรตต์ โดยมีผู้คนเข้าชมกว่า 70,000 คน ในเทศกาลดนตรี "เดย์ออนเดอะกรีน" (Day on the Green) ที่โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย[22]

อิทธิพลของวง[แก้]

ผลงานสามชุดแรกของวงเน้นเพลงที่มีความเร็วว่าเพลงเฮฟวี่เมทัลทั่วไปในขณะนั้น จังหวะกระแทกกระทั้น บางเพลงเป็นเพลงบรรเลงขนาดยาว ที่แสดงถึงทักษะของนักดนตรีโดยเฉพาะคลิฟ เบอร์ตันผู้เป็นมือเบส แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการโซโล่เบสได้อย่างรวดเร็ว และใช้เอฟเฟ็กต์ที่ทำให้เสียงเบสฟังเหมือนเสียงกีตาร์โซโล่ จุดเด่นเหล่านี้ทำให้ทางวงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ฟังเพลงเมทัลใต้ดินและมีส่วนสำคัญในการส่งอิทธิพลต่อวงรุ่นหลัง ทำให้เกิดแนวเพลงแทรชเมทัลในเวลาต่อมา อัลบั้มชุดที่สามของวงที่ชื่อว่า Master of Puppets เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นอัลบั้มที่ดนตรีเป็นแทรชเมทัลเต็มตัว เพราะเต็มไปด้วยเพลงที่มีจังหวะที่รวดเร็ว กระแทกกระทั้น เหมือนการเฆี่ยนม้าด้วยแซ่เพื่อให้ม้าควบตะบึงด้วยความเร็วสูงสุด เมทัลลิก้า ประสบความสำเร็จอย่างมากในกระแสเพลงหลัก เมื่อได้ออกอัลบั้มชุดที่ 5 "Metallica" โดยมีเพลงฮิตอย่าง Enter Sandman,Sad But True,Nothing Else Masters และ The Unforgiven Part.1 โดยยอดขายอัลบั้มชุดนี้ขายได้ 22 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก และเป็นหนึ่งในอัลบั้มเพลงที่ขายดีที่สุดตลอดกาล

สมาชิกวง[แก้]

อดีตสมาชิกวง[แก้]

สมาชิกวง[แก้]

ลำดับเวลา[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

  • Kill 'Em All (1983)
  • Ride the Lightning (1984)
  • Master of Puppets (1986)
  • ...And Justice for All (1988)
  • Metallica (1991)
  • Load (1996)
  • Reload (1997)
  • St. Anger (2003)
  • Death Magnetic (2008)
  • Untitled tenth album (2016)

อ้างอิง[แก้]

  1. Lee, Cosmo (May 7, 2007). "Get Thrashed: The Story of Thrash Metal". Stylus Magazine. สืบค้นเมื่อ January 3, 2008. 
  2. Bunbury, Stephanie (October 11, 2014). "Metallica's story of ego and indulgence: Metallica Through the Never". The Sydney Morning Herald. สืบค้นเมื่อ May 13, 2015. 
  3. Metallica - 100 Greatest Artists. Rolling Stone
  4. "Eminem Marks Sales, Hot 100 Milestones". Billboard. สืบค้นเมื่อ September 7, 2014. 
  5. "METALLICA Is Now Third-Best-Selling Artist Of SoundScan Era". Blabbermouth. สืบค้นเมื่อ September 7, 2014. 
  6. "La promesse a été tenue" (ใน French). Le Journal de Québec. สืบค้นเมื่อ September 16, 2015. 
  7. 7.0 7.1 7.2 "Metallica Timeline Early 1981 – Early 1982". MTV. Archived from the original on May 28, 2009. สืบค้นเมื่อ May 28, 2009. 
  8. "1981:Events". Metallica.com. Archived from the original on June 23, 2009. สืบค้นเมื่อ December 26, 2009. 
  9. Saulnier, Jason (January 4, 2012). "Lloyd Grant Interview". Music Legends. สืบค้นเมื่อ May 6, 2013. 
  10. "Metallica Timeline March 14, 1982 – July 6, 1982". MTV. Archived from the original on May 28, 2009. สืบค้นเมื่อ May 28, 2009. 
  11. Dome, Malcolm (February 23, 1984). "Anthrax: Fistful Of Metal". Kerrang! (London, UK: Spotlight Publications Ltd.) 62: 8. 
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 "Metallica Timeline Fall 1982 – April 16, 1983". MTV. Archived from the original on May 31, 2009. สืบค้นเมื่อ May 31, 2009. 
  13. 13.0 13.1 Pillsbury 2006, p. 2
  14. Christe 2003, p. 86
  15. Cecolini, Vinny (November 1998). "Foreclosure of a Team". Metal Hammer. 
  16. "Dave Mustaine: James Hetfield Is Jealous of Me". Blabbermouth.net. September 21, 2004. Archived from the original on May 31, 2009. สืบค้นเมื่อ May 31, 2009. 
  17. AskMen.com Editors. "Interview: Dave Mustaine news". AskMen.com. IGN Entertainment. Archived from the original on May 31, 2009. สืบค้นเมื่อ May 31, 2009. 
  18. 18.0 18.1 Doe, Bernard. "Megadeth — Love it to Death". Metal Forces. สืบค้นเมื่อ June 16, 2012. 
  19. "Anthrax;". Metallipromo.com. December 24, 2010. Archived from the original on 2013-10-02. สืบค้นเมื่อ March 18, 2013. 
  20. Whitburn, Joel. Top Pop Albums (2001): 578
  21. Lepage, Mark (October 31, 2009). "Metal metamorphosis". Ottawa Citizen. สืบค้นเมื่อ June 12, 2013. 
  22. 22.0 22.1 "Metallica Timeline Fall, 1984 – March 27, 1986". MTV. Archived from the original on June 2, 2009. สืบค้นเมื่อ June 2, 2009.