เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์
King Intawaroros.jpg

พระนามาภิไธย เจ้าสุริยะ ณ เชียงใหม่
พระปรมาภิไธย เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ดำรงนพีสีนคร สุนทรทศลักษ์เกษตร์ วรฤทธิ์เดชดำรง จำนงยุติธรรมสุจริต วิศิษฐสัตยธาดา มหาโยนางคราชวงษาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่
พระอิสริยยศ เจ้านครเชียงใหม่
ราชวงศ์ ทิพย์จักร
ครองราชย์ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444 - 5 มกราคม พ.ศ. 2453
บรมราชาภิเษก 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444
รัชกาล 8 ปี
รัชกาลก่อน พระเจ้าอินทวิชยานนท์
รัชกาลถัดไป พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ
ข้อมูลส่วนพระองค์
ราชสมภพ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2402
พิราลัย 5 มกราคม พ.ศ. 2453 (50 ปี)
พระบิดา พระเจ้าอินทวิชยานนท์
พระมารดา แม่เจ้ารินคำ
พระชายา เจ้าทิพเนตร
พระบุตร เจ้าราชวงศ์ (เลาแก้ว ณ เชียงใหม่)

มหาอำมาตย์โท นายพันเอก เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ (6 พฤษภาคม พ.ศ. 2402 - 5 มกราคม พ.ศ. 2453) เป็นเจ้านครเชียงใหม่ องค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร หรือ ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน

พระราชประวัติ[แก้]

เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ มีพระนามเดิมว่า เจ้าน้อยสุริยะ ราชสมภพเมื่อวันศุกร์ เดือน 6 ขึ้น 5 ค่ำ ปีมะแม จ.ศ. 1221 (6 พฤษภาคม พ.ศ. 2402) เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 กับแม่เจ้ารินคำ และทรงเป็นราชนัดดา (หลานปู่) ในพระยาราชวงศ์ (มหาพรหมคำคง) พระยาราชวงศ์นครเชียงใหม่ และราชนัดดา (หลานตา) ในเจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคย์คุณ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 6

เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ทรงเครื่องยศชั้นพระยา

เจ้าน้อยสุริยะได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น "เจ้าราชบุตร" เมื่อปี พ.ศ. 2432[1] เป็น "เจ้าราชวงศ์" ในปี พ.ศ. 2436 และได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น "เจ้าอุปราช" ในปี พ.ศ. 2441 ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรแต่งตั้งเป็น เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ดำรงนพีสีนคร สุนทรทศลักษ์เกษตร์ วรฤทธิ์เดชดำรง จำนงยุติธรรมสุจริต วิศิษฐสัตยธาดา มหาโยนางคราชวงษาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่ โดยมีพิธีการตั้งเจ้าผู้ครองนครเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444[2] นับเป็นเจ้านครเชียงใหม่องค์แรก ภายหลังปี พ.ศ. 2442 ซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล โดยมีมณฑลพายัพ หรือ มณฑลลาวเฉียง และมณฑลมหาราษฎร์ เป็นมณฑลในอาณาจักรล้านนา โดยราชสำนักกรุงเทพฯ ส่งข้าหลวงขึ้นมาช่วยให้คำแนะนำเจ้านายฝ่ายเหนือในการบริหารราชการ และได้มีการแต่งตั้งตำแหน่งเสนากรมขึ้นมาใหม่ 6 ตำแหน่ง โดยให้คงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครอยู่ แต่ลดอำนาจลง และในที่สุดในปี พ.ศ. 2442 ล้านนาได้ถูกปฏิรูปการปกครองเป็นแบบ มณฑลเทศาภิบาล เป็นการยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราช และผนวกดินแดนล้านนาที่อยู่ใต้การปกครองของเชียงใหม่มาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม

ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2444 ได้รับพระราชทานยศเป็นนายพันเอก[3]

เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ป่วยด้วยโรคปอด จนถึงแก่พิราลัยในวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2453[4] (หรือปี พ.ศ. 2452 หากนับวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นศักราชใหม่) รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร 8 ปี ชันษา 50 ปี

พระจริยวัตร[แก้]

เจ้าน้อยสุริยะ ในฐานะเจ้าอุปราช รักษาการเมืองนครเชียงใหม่ ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากกรุงเทพ ด้วยเหตุที่ว่า เจ้าอุปราชเป็นคนไม่เอาการเอางาน ไม่คิดจะทำงานให้บ้านเมือง แสวงหาแต่ประโยชน์สุขส่วนตน และยังเชื่อคำยุยงประจบสอพลอของข้าบ่าวบริวารจนเสียการงานไปหมด ดังปรากฏในรายงานของพระยาศรีสหเทพ (เส็ง วีรยศิริ) ต่อกรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีมหาดไทย ซึ่งมีใจความว่า "...เจ้านายพระยาท้าวแสน ไม่หันหน้าหาพวกข้าหลวง คอยแต่ขัดขวางทุกอย่าง เพราะเมื่อครั้งพระยาทรงสุรเดชนั้นกลัวนัก ครั้นนึกถึงพระยานริศราชกิจ เห็นพระยานริศราชกิจเป็นคนใจดี นึกเสียว่ากลัว เลยขัดขวางพระยานริศราชกิจทำอะไรไม่ได้ [...] การที่ขัดขวางต่างต่างนั้น เปนด้วยพวกพระยาลาวแลคนไทยหลายคนยุให้ทำพวกเจ้านาย โง่ เขลา ก็ทำตามจนหมดอำนาจเชียงใหม่ ตกลงพวกพระยาผู้น้อยมีอำนาจบังคับการบ้าน การเมือง ได้เด็ดขาด เอาเจ้านายไว้เปน ลูกไก่ แล้วแต่พวกเจ้าพระยาจะใช้หรือยุให้ทำอะไร..." [5]

รัฐบาลสยามไม่พอใจการทำงานของเจ้าอุปราช (น้อยสุริยะ) เป็นอย่างมาก รัฐบาลสยามถึงกับต้องว่าจ้างชายาของเจ้าอุปราชคอยดูแลและกำกับตัวเจ้าอุปราช ดังโทรเลขของพระยาศรีสหเทพต่อกรมหลวงดำรงราชานุภาพ เมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2443 ใจความตอนหนึ่งว่า "...ได้จัดตั้งเบี้ยหวัดเจ้าทิพเนตร ปีละ ๕๐๐ รูเปีย เท่ากับแม่นางภัณฑารักษ์ ยกขึ้นให้เปนข้าราชการฝ่ายผู้หญิง เงินเบี้ยหวัดรายนี้ ได้บอกให้เจ้าทิพเนตรเข้าใจว่า ถ้าเจ้าอุปราชเมา หรือไม่รับราชการดี จะลดหย่อนเงินเดือนเสีย ถ้ายังไม่ฟัง ขืนเมาหรือขืนเชื่อคำคนสอพลอยุยง ให้เจ้าทิพเนตรฟ้องต่อข้าหลวงใหญ่ อนึ่งเงินค่าตอไม้ แม่ปิง แม่ฮ่องสอน ซึ่งเจ้าผู้ครองเมืองเก็บได้ จะยกเอาเปนของหลวง..." [5]

ราชโอรส ราชธิดา[แก้]

เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ มีพระชายา 3 พระองค์ โดยมีราชโอรส 1 พระองค์ อยู่ในราชตระกูล ณ เชียงใหม่

พระบิดา ใน เจ้าหญิงลดาคำ ณ เชียงใหม่ ชายาใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน และเป็นพระอัยกา (เจ้าตา) ในหม่อมเจ้าภัทรลดา ดิศกุล และท่านผู้หญิงฉัตรสุดา วงศ์ทองศรี

พระกรณียกิจ[แก้]

เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ชอบที่จะใกล้ชิดประชาชนมีรูปแบบการปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก ทรงประกอบพระกรณียกิจในฐานะเจ้านครเชียงใหม่ ในด้านต่างๆ อาทิ

การถวายความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี[แก้]

เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ พร้อมด้วยเจ้าราชภาคินัย เจ้าน้อยเลาแก้ว เจ้าน้อยสมพมิตร เจ้าน้อยเมืองชื่น และเจ้าน้อยวุฒิวงษ์ เข้าเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2447[6] ตามราชประเพณีที่ประเทศราชต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทอง และเครื่องราชบรรณาการไปยังกรุงเทพฯ ทุกๆ 3 ปี หรือทุกปี เพื่อแสดงความสวามิภักดิ์และการยอมเป็นเมืองขึ้น[7] และนับเป็นเครื่องราชบรรณาการ งวดสุดท้าย ก่อนจะมีการยกเลิกธรรมเนียมการถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองและเครื่องราชบรรณาการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา[8]

การศึกษา[แก้]

ในปี พ.ศ. 2446 ได้จัดให้มีการเรียนหนังสือภาษาไทย และส่งเสริมให้มีการสร้างโรงเรียนขึ้นในนครเชียงใหม่ เพื่อรองรับการสร้างบุคลากรให้รับราชการในตำแหน่งต่าง ๆ ที่มีการจัดตั้งจากรัฐบาลส่วนกลาง[9] และในปี พ.ศ. 2449 ได้อนุญาตให้ใช้คุ้มของเจ้าหลวงแห่งหนึ่ง ตั้งเป็นโรงเรียนผู้หญิง (ปัจจุบันคือ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ) และทรงรับอุปการะด้วย[10]

นอกจากนั้นเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ยังดำริให้สร้างสวนสัตว์ขึ้นในบริเวณคุ้มหลวง โดยนำเอาสัตว์มาเลี้ยงไว้ให้ประชาชนได้ชมโดยไม่เสียเงิน เช่น นกกระจอกเทศ อูฐ จระเข้ เสือลายพาดกลอน เป็นต้น

การศาสนา[แก้]

ในกิจการพุทธศาสนา ทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภกที่เข้มแข็ง นอกจากการบำเพ็ญกุศลตามเทศกาลและวาระต่างๆ เป็นปกติแล้ว เจ้าหลวงยังคงปรากฏให้เห็นผลงานได้แก่ ในปี พ.ศ. 2435 ได้จัดการฉลองพระวิหารวัดกิตติ (ปัจจุบันคือวัดร้างในโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่) ในปี พ.ศ. 2442 ได้สร้างกุฏิวัดหอธรรม ในปี พ.ศ. 2445 ได้เป็นมหาสัทธาเค้า เป็นประธานคณะศรัทธาบวชสามเณร 44 รูป

ในปี พ.ศ. 2446 ได้ปฏิสังขรณ์และยกยอดฉัตรพระเจดีย์ธาตุเจ้าทุ่งตุ๋ม ในปีถัดมาได้ฉลองพระไตรปิฎกวัดเชียงมั่น และวัดกิตติ ในปี พ.ศ. 2448 ได้สร้างวิหารวัดดอกเอื้อง และสร้างพระพุทธรูปทันใจองค์หนึ่งด้วยไม้จันทน์ ในปี พ.ศ. 2449 สร้างวิหารวัดนางเหลียว และในปี พ.ศ. 2451 สร้างฉัตรพระเจดีย์วัดทุงยู

การผังเมือง[แก้]

ในปี พ.ศ. 2442 ทรงมีดำริให้มีการวางผังเมืองเชียงใหม่ตามแนวความคิดสมัยใหม่ โดยการย้ายหน่วยงานราชการมาไว้ภายในเขตกำแพงเมือง และย้ายตลาดกลางเวียง ไปอยู่ที่ริมแม่น้ำปิง จัดตั้งเป็นตลาดวโรรสดังเช่นปัจจุบัน ทำให้สามารถลดความคับคั่งของผู้คนในตัวเมืองได้

การสื่อสารและเทคโนโลยี[แก้]

ในปี พ.ศ. 2444 ทรงนำเครื่องปั่นไฟฟ้ามาริเริ่มสร้างกระแสไฟฟ้าใช้ในคุ้มหลวงเป็นครั้งแรกของนครเชียงใหม่ และในปี พ.ศ. 2451 ทรงเห็นความสำคัญของการสื่อสาร จึงได้ช่วยอุดหนุนราชการของรัฐบาล โดยบริจาคเสาโทรเลข จำนวน 250 ต้น[11] เพื่อขยายเขตการสื่อสารในนครเชียงใหม่

การคลังและภาษีอากร[แก้]

ในยุคของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เป็นยุคที่เจ้าหลวงไม่มีอำนาจในการจัดเก็บรักษาเงินของเมือง โดยที่เงินผลประโยชน์ของเจ้าหลวงและเจ้านายบุตรหลานจะได้มาจากส่วนแบ่งค่าตอไม้ เงินเดือนพระราชทาน และเงินส่วนแบ่งค่าแรงแทนเกณฑ์ ในส่วนของการจัดเก็บภาษีใหม่นี้จึงเรียกว่า "เงินค่าราชการ" จึงเป็นช่วงที่เจ้าหลวงและเจ้านายบุตรหลานต้องยอมสละประโยชน์และเสียอำนาจไปเป็นอันมาก

สถานที่อันเนื่องมาจากพระนาม[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

ราชตระกูล[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 เสด็จออกแขกเมืองประเทศราช (เจ้านครเชียงใหม่)
  2. การตั้งเจ้าอุปราชเมืองนครเชียงใหม่เป็นเจ้าผู้ครองนคร
  3. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานสัญญาบัตร์ทหารบก, เล่ม 18, 22 ธันวาคม 2444, หน้า 744
  4. ข่าวพิราไลย
  5. 5.0 5.1 พระบารมีปกเกล้าฯ ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปีนามพระราชทาน. นครเชียงใหม่ : ประวัติศาสตร์ พัฒนาการ การศึกษาและสสังคมเมืองนครเชียงใหม่. พ.ศ. ๒๕๔๘. หน้า ๔๕๕.
  6. เจ้าประเทศราชเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการ เจ้านครเชียงใหม่ เฝ้าถวายต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการราชกิจจานุเบกษา เล่ม 21 ตอนที่ 28 วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2447
  7. ต้นไม้ทอง ต้นไม้เงินสมัยรัตนโกสินทร์จาก ศาลาเครื่องราชอิสริยยศ
  8. วรชาติ มีชูบท, เจ้านายฝ่ายเหนือ และตำนานรักมะเมียะ, กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊ค, 2556
  9. เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 8
  10. แจ้งความกระทรวงธรรมการ แผนกศึกษามณฑล เรื่อง เจ้านครเชียงใหม่ได้ให้ยืมที่บ้านตั้งเป็นโรงเรียนผู้หญิงขึ้น
  11. ประกาศกระทรวงโยธาธิการ (เรื่อง เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และเจ้าผู้ครองนครลำพูนได้ให้เสาโทรเลขไว้ใช้ราชการ)
  12. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๒๕, ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๕๑, หน้า ๑,๐๑๑
  13. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๒๑, ตอน ๒๘, ๙ ตุลาคม ๒๔๔๗, หน้า ๔๘๑
  14. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จุลจอมเกล้าฝ่ายใน และฝ่ายน่าราชกิจจานุเบกษา เล่ม 18 ตอนที่ 34 วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444 หน้า 669

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง. เพ็ชร์ล้านนา. (ครั้งที่ 2) เชียงใหม่ :ผู้จัดการ ศูนย์ภาคเหนือ, 2538.
  • สมหมาย เปรมจิตต์, สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ตำนานสิบห้าราชวงศ์ (ฉบับสอบชำระ) . เชียงใหม่: มิ่งเมือง, 2540.
  • ศักดิ์ รัตนชัย. พงศาวดารสุวรรณหอคำนครลำปาง (ตำนานเจ้าเจ็ดพระองค์กับหอคำมงคล ฉบับสอบทานกับเอกสารสืบค้น สรสว.ลำปาง) .
  • เจ้าวงศ์สัก ณ เชียงใหม่, คณะทายาทสายสกุล ณ เชียงใหม่. เจ้าหลวงเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2539.
  • คณะทายาทสายสกุล เจ้าหลวงเมืองพะเยา, สถาบันศิลปวัฒนธรรมโยนก. ครบรอบ 100 ปี แม่เจ้าทรายมูล (มหาวงศ์) ไชยเมือง และประวัติสายสกุลเจ้าหลวงเมืองพะเยา พุทธศักราช 2387 - 2456. พะเยา :บ.ฮาซัน พริ้นติ้ง จก., 2546
  • นงเยาว์ กาญจนจารี. ดารารัศมี : พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี. เชียงใหม่ :สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์, 2539.
  • คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์, นาวาอากาศเอก. เจ้านายฝ่ายเหนือ. [1]
ก่อนหน้า เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ถัดไป
พระเจ้าอินทวิชยานนท์ 2leftarrow.png Seal of Prince Chiang Mai.jpg
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
(28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444 - 5 มกราคม พ.ศ. 2453)
2rightarrow.png พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ