อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน
Imperial College of Science, Technology and Medicine | |||||||||||||||||||||||
ตราอาร์ม (Coat of arms) | |||||||||||||||||||||||
| คติพจน์ | Scientia, imperii decus et tutamen | ||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
คติพจน์อังกฤษ | Scientific knowledge, the crowning glory and the safeguard of the empire (ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เกียรติยศเหนือเศียรเกล้า และเกราะคุ้มครองจักรวรรดิ) | ||||||||||||||||||||||
| ประเภท | มหาวิทยาลัย | ||||||||||||||||||||||
| สถาปนา | 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1907 | ||||||||||||||||||||||
| สังกัดการศึกษา | |||||||||||||||||||||||
| อธิการบดีมหาวิทยาลัย | ฮิวจ์ เบรดี[1] | ||||||||||||||||||||||
| ผู้เป็นประธาน | ปีเตอร์ เฮย์นส์[2] | ||||||||||||||||||||||
| ที่อยู่ | |||||||||||||||||||||||
| วิทยาเขต | ในเมือง | ||||||||||||||||||||||
| ผ้าพันคอ | |||||||||||||||||||||||
| สี | Blue[3] | ||||||||||||||||||||||
| ฉายา | Imperial Athletes | ||||||||||||||||||||||
| เว็บไซต์ | imperial | ||||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||||
อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน (อังกฤษ: Imperial College London) หรือ อิมพีเรียล (อังกฤษ: Imperial) มีชื่อตามกฎหมายว่า อิมพิเรียลคอลเลจ ออฟ ไซอัน เท็กนอลอจี แอนด์ เมดซิน (อังกฤษ: Imperial College of Science, Technology and Medicine)[4] หรือชื่อภาษาไทย ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแพทยศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยใจกลางกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์ และธุรกิจ[5] จนถึงปัจจุบัน บุคลากรของอิมพิเรียลได้รับรางวัลโนเบลจำนวนทั้งหมด 14 รางวัล[6] อิมพิเรียลเป็นสถาบันมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และแพทยศาสตร์
ปี ค.ศ. 2026 คอกโครัลลีไซมอนส์ ผู้จัดอันดับมหาวิทยาลัย QS University Ranking ได้จัดให้อิมพีเรียลเป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 2 ของโลก และเป็นอันดับที่ 1 ในยุโรป[7] และได้รับการจัดอันดับโดยไทมส์ไฮเออร์เอดยูเคชันซัปพลีเมนต์ให้อยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก และเป็นอันดับที่ 3 ในยุโรปในปีเดียวกัน[7]
ปี ค.ศ. 2018 สำนักข่าวรอยเตอส์ จัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่สุดของโลกอันดับที่ 2[8] และได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยด้านการแพทย์คลินิกและวิทยาศาสตร์สุขภาพดีที่สุดอันดับที่ 4 ของโลก[9] และอันดับที่ 6 ของโลกด้านวิศวกรรมศาสตร์[10]
อิมพิเรียลเป็นสมาชิกของกลุ่มมหาวิทยาลัยรัสเซลล์ และยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสามเหลี่ยมทองคำในสมาพันธ์มหาวิทยาลัยยุโรปและสมาพันธ์ประชาคมมหาวิทยาลัย
ในช่วงแรก อิมพิเรียลเป็นสมาชิกในเครือมหาวิทยาลัยลอนดอน ก่อนที่จะแยกออกมาเป็นอิสระในครั้งฉลองครบรอบร้อยปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 โดยสมเด็จพระราชินีอลิธาเบธที่ 2 พร้อมด้วย เจ้าชายฟิลลิปดยุคแห่งเอดินเบอระ เสด็จพระราชดำเนิน ณ อิมพิเรียลคอลเลจ ลอนดอนในวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบร้อยปีของอิมพิเรียลและพระราชทานรอยัลชาร์เตอร์ (Royal Charter) หรือพระบรมราชโองการแก่อิมพิเรียลให้เป็นมหาวิทยาลัยอิสระ[11]
ประวัติ
[แก้]คริสต์ศตวรรษที่ 19
[แก้]
สถาบันการศึกษาแห่งแรกสุดที่มีส่วนในการก่อกำเนิดอิมพีเรียลคือราชวิทยาลัยเคมี (Royal College of Chemistry) ซึ่งก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1845 โดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าชายอัลเบิร์ตและรัฐสภา[12] ต่อมาใน ค.ศ. 1853 สถาบันดังกล่าวได้ควบรวมเข้ากับสถาบันที่ภายหลังเป็นที่รู้จักในชื่อราชสำนักวิชาการเหมืองแร่ (Royal School of Mines)[13] ส่วนคณะแพทยศาสตร์มีรากฐานมาจากโรงเรียนแพทย์หลายแห่งทั่วกรุงลอนดอน โดยแห่งที่เก่าแก่ที่สุดคือโรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลชาริงครอส ซึ่งสามารถสืบประวัติย้อนหลังไปได้ถึง ค.ศ. 1823 ตามมาด้วยการเริ่มจัดการเรียนการสอนที่โรงพยาบาลเวสต์มินสเตอร์ใน ค.ศ. 1834 และที่โรงพยาบาลเซนต์แมรีใน ค.ศ. 1851[14][15][16]
ใน ค.ศ. 1851 เฮนรี โคล (Henry Cole) และเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรในขณะนั้น ได้จัดงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ ขึ้นเพื่อจัดแสดงวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมการผลิต งานดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในด้านความนิยมและรายได้ โดยรายได้จากงานถูกนำไปใช้พัฒนาพื้นที่ในเซาท์เคนซิงตันให้เป็นศูนย์กลางแห่งความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์[17] ภายในหกปีต่อมา พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและแอลเบิร์ตและพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ได้เปิดให้บริการ ต่อมาได้มีการสร้างอาคารแห่งใหม่สำหรับราชวิทยาลัยเคมี (Royal College of Chemistry) ใน ค.ศ. 1871 และเปิดราชสำนักวิชาการเหมืองแร่กับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติใน ค.ศ. 1881
ใน ค.ศ. 1881 โรงเรียนวิทยาศาสตร์นอร์มอลได้รับการจัดตั้งขึ้นที่เซาท์เคนซิงตัน ภายใต้การนำของทอมัส ฮักซ์ลีย์ (Thomas Huxley) โดยรับช่วงหน้าที่ด้านการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและเกษตรศาสตร์จากราชสำนักวิชาการเหมืองแร่[18] โรงเรียนแห่งนี้ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อเป็นราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ (Royal College of Science)ใน ค.ศ. 1890[19] ส่วนสถาบันกลางแห่งสถาบันซิตีแอนด์กิลดส์ออฟลอนดอน (City and Guilds of London Institute) เปิดเป็นสถานศึกษาด้านเบนถนนเอกซิบิชัน (Exhibition Road) โดยเจ้าชายแห่งเวลส์ใน ค.ศ. 1884 และเริ่มเปิดสอนหลักสูตรใน ค.ศ. 1885[20]
คริสต์ศตวรรษที่ 20
[แก้]ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เกิดความกังวลว่าสหราชอาณาจักรกำลังตามหลังเยอรมนีในด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคนิค คณะกรรมการระดับกรมจึงได้รับการจัดตั้งขึ้นภายใต้คณะกรรมการการศึกษา (เทียบเท่ากระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น) ใน ค.ศ. 1904 เพื่อพิจารณาอนาคตของราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ รายงานที่เผยแพร่ใน ค.ศ. 1906 เสนอให้จัดตั้งสถาบันที่รวมราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เข้ากับราชสำนักวิชาการเหมืองแร่ รวมถึงวิทยาลัยเทคนิคกลางของสถาบันซิตีแอนด์กิลดส์ออฟลอนดอน หากสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้[21][22]
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1907 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 พระราชทานตราตั้งแก่ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี (Imperial College of Science and Technology) โดยรวมราชสำนักวิชาการเหมืองแร่และราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เข้าไว้ในสถาบันเดียวกัน ตราตั้งดังกล่าวยังเปิดทางให้วิทยาลัยซิตีแอนด์กิลดส์เข้าร่วมได้ เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านการบริหาร รวมทั้งกำหนดให้อิมพีเรียลสามารถเข้าเป็นวิทยาลัยในสังกัดมหาวิทยาลัยลอนดอนได้[23] วิทยาลัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยลอนดอนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1908 และวิทยาลัยซิตีแอนด์กิลดส์เข้าร่วมใน ค.ศ. 1910[24][25]
วิทยาเขตหลักของอิมพีเรียล สร้างขึ้นติดกับอาคารของสถาบันอิมพีเรียล (Imperial Institute) โดยอาคารแห่งใหม่ของราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเปิดใช้งานใน ค.ศ. 1906 ขณะที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารราชสำนักวิชาการเหมืองแร่ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1909[26]

เนื่องจากนักศึกษาของอิมพีเรียลต้องแยกไปศึกษาหลักสูตรเพื่อรับปริญญาจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1919 นักศึกษาและศิษย์เก่าจึงลงคะแนนสนับสนุนคำร้องให้อิมพีเรียลมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอำนาจมอบปริญญาของตนเองโดยเป็นอิสระจากมหาวิทยาลัยลอนดอน[27][28] เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว มหาวิทยาลัยลอนดอนได้แก้ไขข้อบังคับใน ค.ศ. 1925 โดยกำหนดให้หลักสูตรที่เปิดสอนเฉพาะที่อิมพีเรียลได้รับการประเมินโดยมหาวิทยาลัย ส่งผลให้นักศึกษาสามารถสำเร็จการศึกษาระดับวิทยาศาสตรบัณฑิตได้[29]
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 พระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จเยือนอิมพีเรียลเพื่อทรงร่วมรำลึกวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งราชวิทยาลัยเคมี ซึ่งเป็นสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาสถาบันที่ควบรวมกันเป็นอิมพีเรียลคอลเลจ “วันรำลึก” (Commemoration Day) ซึ่งตั้งชื่อตามการเสด็จเยือนครั้งนี้ จัดขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปีในฐานะพิธีสำเร็จการศึกษาหลักของมหาวิทยาลัย[30][31] นอกจากนี้ อิมพีเรียลยังได้จัดตั้งสถานีภาคสนามด้านชีววิทยาที่ซิลวูดพาร์ก (Silwood Park) ใกล้เมืองแอสคอต มณฑลบาร์กเชอร์ ใน ค.ศ. 1947[32]

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดความกังวลขึ้นอีกครั้งว่าสหราชอาณาจักรกำลังล้าหลังด้านวิทยาศาสตร์ โดยครั้งนี้เป็นการตามหลังสหรัฐอเมริกา รายงานเพอร์ซี (Percy Report) ใน ค.ศ. 1945 และคณะกรรมการบาร์โลว์ (Barlow Committee)ใน ค.ศ. 1946 เสนอให้จัดตั้งสถาบันในสหราชอาณาจักรที่มีลักษณะเทียบเท่าสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ โดยได้รับการสนับสนุนจากนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลซึ่งดำรงบทบาททางการเมืองในขณะนั้น เช่น ลอร์ดเชอร์เวลล์ (Lord Cherwell) เซอร์ลอว์เรนซ์ แบรกก์ (Sir Lawrence Bragg) และเซอร์เอ็ดเวิร์ด แอปเปิลตัน (Sir Edward Appleton)[33][34] อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเงินอุดหนุนมหาวิทยาลัย (University Grants Committee) คัดค้านข้อเสนอดังกล่าวอย่างหนัก[33] จึงมีการประนีประนอมกันใน ค.ศ. 1953 โดยกำหนดให้อิมพีเรียลยังคงอยู่ในสังกัดมหาวิทยาลัยลอนดอน แต่จะขยายขนาดขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลาสิบปีถัดมา[35][36]


การขยายตัวดังกล่าวนำไปสู่การก่อสร้างอาคารใหม่หลายแห่ง รวมถึงอาคารฮิลล์ (Hill building) ใน ค.ศ. 1957 และอาคารฟิสิกส์ใน ค.ศ. 1960 ตลอดจนการก่อสร้างลานจัตุรัสตะวันออก (East Quadrangle) ซึ่งดำเนินการเป็นสี่ระยะระหว่าง ค.ศ. 1959 ถึง 1965 การก่อสร้างยังส่งผลให้อาคารวิทยาลัยซิตีแอนด์กิลดส์ถูกรื้อถอนระหว่าง ค.ศ. 1962–1963 และอาคารสถาบันอิมพีเรียลถูกรื้อถอนเสร็จสิ้นภายใน ค.ศ. 1967[37] อย่างไรก็ดี จากการคัดค้านของคณะกรรมาธิการหลวงด้านวิจิตรศิลป์ (Royal Fine Arts Commission) และหน่วยงานอื่น ๆ ควีนส์ทาวเวอร์จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้ โดยมีการดำเนินงานระหว่าง ค.ศ. 1966 ถึง 1968 เพื่อปรับให้เป็นหอคอยตั้งเดี่ยว[38] ห้องปฏิบัติการชีวเคมีแห่งใหม่ ซึ่งจัดตั้งขึ้นด้วยเงินสนับสนุนจำนวน 350,000 ปอนด์จากมูลนิธิวูล์ฟสัน (Wolfson Foundation) เปิดใช้งานโดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2ใน ค.ศ. 1965[39]

ใน ค.ศ. 1988 อิมพีเรียลได้ควบรวมกับโรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลเซนต์แมรีตามพระราชบัญญัติอิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College Act) ค.ศ. 1988 การแก้ไขตราตั้งได้เปลี่ยนชื่อทางการของสถาบันเป็น ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแพทยศาสตร์ (The Imperial College of Science, Technology and Medicine) และกำหนดให้โรงพยาบาลเซนต์แมรีเป็นวิทยาลัยในสังกัด ต่อมาได้มีการควบรวมกับสถาบันหัวใจและปอดแห่งชาติ (National Heart and Lung Institute)ใน ค.ศ. 1995 และควบรวมกับโรงเรียนแพทย์ชาริงครอสส์และเวสต์มินสเตอร์ (Charing Cross and Westminster Medical School)โรงเรียนแพทย์ระดับบัณฑิตศึกษาหลวง (Royal Postgraduate Medical School) และสถาบันสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา (Institute of Obstetrics and Gynaecology)ใน ค.ศ. 1997 โดยพระราชบัญญัติอิมพีเรียลคอลเลจ ค.ศ. 1997 ได้จัดตั้งสำนักวิชาแพทยศาสตร์อิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College School of Medicine) ขึ้นอย่างเป็นทางการ[40]
คริสต์ศตวรรษที่ 21
[แก้]
ใน ค.ศ. 2003 อิมพีเรียลได้รับพระราชทานอำนาจในการมอบปริญญาด้วยตนเองจากสภาองคมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ใน ค.ศ. 2004 มีการเปิดโรงเรียนธุรกิจอิมพีเรียล (Imperial Business School) และทางเข้าหลักแห่งใหม่ของวิทยาลัยบนถนนเอกซิบิชัน[41] ศูนย์วิจัยพลังงานแห่งสหราชอาณาจักร (UK Energy Research Centre) ก่อตั้งขึ้นในปีเดียวกัน และตั้งสำนักงานใหญ่ที่อิมพีเรียล เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 2005 อิมพีเรียลประกาศว่าจะเริ่มการเจรจาเพื่อแยกตัวออกจากมหาวิทยาลัยลอนดอน[42] และเป็นอิสระจากมหาวิทยาลัยลอนดอนอย่างสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2007[43]

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2011 อิมพีเรียลและคิงส์คอลเลจลอนดอนได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในศูนย์วิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร (UK Centre for Medical Research and Innovation) โดยแต่ละสถาบันให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนโครงการเป็นเงิน 40 ล้านปอนด์ ต่อมาศูนย์ดังกล่าวเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันฟรานซิส คริก (Francis Crick Institute) และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 โดยเป็นห้องปฏิบัติการชีวการแพทย์แบบแห่งเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป อิมพีเรียลเริ่มย้ายหน่วยงานบางส่วนเข้าสู่วิทยาเขตไวต์ซิตี (White City Campus) แห่งใหม่ใน ค.ศ. 2016 พร้อมกับการเปิดศูนย์นวัตกรรม[44] ต่อมาได้มีการเปิดศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์โมเลกุลสำหรับภาควิชาเคมี ซึ่งซาดีก คาน นายกเทศมนตรีลอนดอน เป็นผู้เปิดอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2019[45]
วิทยาเขต
[แก้]เซาท์เคนซิงตัน
[แก้]
วิทยาเขตเซาท์เคนซิงตัน (South Kensington Campus) เป็นวิทยาเขตหลักของวิทยาลัย และเป็นสถานที่ดำเนินการเรียนการสอนและการวิจัยส่วนใหญ่ ภายในวิทยาเขตเป็นที่ตั้งของอาคารสำคัญหลายแห่ง เช่น โรงเรียนธุรกิจ ราชสำนักวิชาการเหมืองแร่ และราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งเดิมของสถาบันอิมพีเรียล โดยมีควีนส์ทาวเวอร์ตั้งอยู่บริเวณใจกลางวิทยาเขตและมองเห็นสนามหญ้าควีนส์ลอว์น วิทยาเขตแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่เรียกว่าแอลเบอร์โทโพลิส (Albertopolis) และรายล้อมด้วยสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมหลายแห่งของลอนดอน รวมถึงรอยัลอัลเบิร์ตฮอลล์ (Royal Albert Hall) และพระราชวังเค็นซิงตัน ตลอดจนพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้กับสถาบันต่าง ๆ เช่น ราชวิทยาลัยศิลปะ (Royal College of Arts) ราชวิทยาลัยคีตกรรม (Royal College of Music) และหอสมุดศิลปะแห่งชาติ (National Art Library)

ภายในวิทยาเขตมีร้านอาหารและร้านกาแฟหลายแห่งที่บริหารงานโดยวิทยาลัย และเป็นที่ตั้งของหอพักนักศึกษาส่วนใหญ่ของวิทยาลัย รวมถึงหอพักปรินซ์สการ์เดนส์ (Prince's Garden Halls) และหอพักเบต (Beit Hall) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสโมสรนักศึกษาวิทยาลัย (Imperial College Union) โดยสโมสรดังกล่าวดำเนินกิจการผับสำหรับนักศึกษา ไนต์คลับ และโรงภาพยนตร์ภายในพื้นที่ทางทิศเหนือของวิทยาเขตซึ่งสามารถเดินไปถึงได้โดยสะดวก เป็นที่ตั้งของสวนเคนซิงตันและไฮด์พาร์ก ซึ่งมีพื้นที่สีเขียวและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาที่ชมรมนักศึกษาหลายแห่งใช้ประโยชน์
ไวต์ซิตี
[แก้]
อิมพีเรียลมีวิทยาเขตหลักแห่งที่สองซึ่งตั้งอยู่ในไวต์ซิตี (White City Campus) และทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับนวัตกรรมและการประกอบการ วิทยาเขตแห่งนี้สร้างขึ้นบนพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของบีบีซี[46]
ภายในศูนย์ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการวิจัย ที่พักสำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และพื้นที่เพื่อการนำผลงานไปใช้เชิงพาณิชย์ที่เรียกว่าไอ-ฮับ (I-HUB)[47][48] พื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางของหน่วยงานเร่งรัดด้านกลาโหมและความมั่นคงของรัฐบาลสหราชอาณาจักร (Defence and Security Accelerator) ในลอนดอน ตลอดจนสำนักงานวิจัยระหว่างประเทศร่วมของกองทัพอากาศ กองทัพบก และกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา[49][50] บริษัทซ้าบและแอร์บัสยังมีหน่วยงานตั้งอยู่ภายในวิทยาเขตด้วย[51]
วิทยาเขตแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสเกลสเปซ (Scale Space) และศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) อินเวนชันรูมส์ (Invention Rooms) ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับนักประดิษฐ์และนักพัฒนาของวิทยาลัย และศูนย์บริการชุมชน[52]
ใน ค.ศ. 2025 อิมพีเรียลเปิดเผยแผนการก่อสร้างวิทยาเขตด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ไวต์ซิตี โดยมีอาคารใหม่สูง 12 ชั้นซึ่งออกแบบโดยอัลลีส์แอนด์มอร์ริสัน (Allies and Morrison) และมีกำหนดก่อสร้างระหว่าง ค.ศ. 2028 ถึง 2029[53][54]
ซิลวูดพาร์ก
[แก้]
ซิลวูดพาร์ก (Silwood Park) เป็นวิทยาเขตระดับบัณฑิตศึกษาของอิมพีเรียล ตั้งอยู่ในหมู่บ้านซันนิงฮิลล์ (Sunninghill) ใกล้เมืองแอสคอต มณฑลบาร์กเชอร์ วิทยาเขตซิลวูดพาร์กยังคงเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและการเรียนการสอนเกี่ยวกับนิเวศวิทยา วิวัฒนาการ และการอนุรักษ์ โดยตั้งอยู่ภายในพื้นที่สวนขนาด 100 เฮกตาร์ ซึ่งใช้สำหรับการทดลองภาคสนามทางนิเวศวิทยา
โรงพยาบาล
[แก้]
อิมพีเรียลมีโรงพยาบาลสอนกระจายอยู่ทั่วกรุงลอนดอน ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ใช้สำหรับการเรียนการสอนทางคลินิกระดับปริญญาตรีและการวิจัยทางการแพทย์ วิทยาเขตเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่ภายในหรือโดยรอบโรงพยาบาลในเครือของวิทยาลัย และมีบริการอาหารกับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬา นอกจากนี้ แต่ละวิทยาเขตยังมีห้องสมุดของวิทยาลัย รวมถึงห้องสมุดที่โรงพยาบาลเซนต์แมรี[56]
ที่พักนักศึกษา
[แก้]อิมพีเรียลเป็นเจ้าของและบริหารหอพักนักศึกษาจำนวนสิบแห่งในพื้นที่ชั้นในของกรุงลอนดอน แอ็กตัน (Acton) และเมืองแอสคอต (Ascot) ในมณฑลบาร์กเชอร์ มีห้องพักรวมมากกว่าสามพันห้อง โดยนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่หนึ่งได้รับการรับประกันว่าจะมีที่พักในหอพักหลักแห่งหนึ่งจากทั้งหมดหกแห่งของวิทยาลัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางประการ หอพักส่วนใหญ่มีทั้งห้องเดี่ยวและห้องคู่ และบางห้องมีห้องน้ำในตัว ห้องนอนมีเครื่องเรือนพื้นฐาน พร้อมสิทธิ์ใช้ห้องครัวและห้องน้ำส่วนกลาง ทุกห้องมีบริการอินเทอร์เน็ตและสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายของอิมพีเรียลได้[57]
นักศึกษาส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในที่พักของวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่หนึ่ง ส่วนนักศึกษาชั้นปีที่สูงกว่าและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาส่วนใหญ่จะหาที่พักในภาคเอกชน โดยสำนักงานที่พักเอกชนของวิทยาลัยให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักศึกษาบางส่วนสามารถพักอาศัยในหอพักต่อไปในปีการศึกษาถัดมาได้ หากรับตำแหน่ง นักศึกษาอาวุโสประจำหอพัก (hall senior) และยังมีที่พักสำหรับนักศึกษาเดิมจำนวนหนึ่งในหอพักขนาดเล็กสามแห่ง[58] ที่พักในเมืองแอสคอตสงวนไว้เฉพาะนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ศึกษาอยู่ในวิทยาเขตซิลวูดพาร์กเท่านั้น[59]
โครงสร้างและการบริหาร
[แก้]คณะและภาควิชา
[แก้]อิมพีเรียลแบ่งโครงสร้างทางวิชาการออกเป็นสี่คณะ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และโรงเรียนธุรกิจอิมพีเรียล โดยใน ค.ศ. 2026 มีภาควิชาและหน่วยงานทางวิชาการดังต่อไปนี้[60]
คณะวิศวกรรมศาสตร์ (Faculty of Engineering)
[แก้]- ภาควิชาการบิน (Department of Aeronautics)
- ภาควิชาวิศวกรรมชีวภาพ (Department of Bioengineering)
- ภาควิชาวิศวกรรมเคมี (Department of Chemical engineering)
- ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม (Department of Civil and Environmental Engineering)
- ภาควิชาการคอมพิวเตอร์ (Department of Computing)
- สำนักวิชาวิศวกรรมการออกแบบไดสัน (Dyson School of Design Engineering)
- ภาควิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมโลก (Department of Earth Science and Engineering)
- ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Department of Electrical and Electronic Engineering)
- ภาควิชาวัสดุศาสตร์ (Department of Materials)
- ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล (Department of Mechanical Engineering)
คณะแพทยศาสตร์ (Faculty of Medicine)
[แก้]- ภาควิชาวิทยาการทางสมอง (Department of Brain Sciences)
- ภาควิชาวิทยาภูมิคุ้มกันและการอักเสบ (Department of Immunology and Inflammation)
- ภาควิชาโรคติดเชื้อ (Department of Infectious Disease)
- สถาบันวิทยาศาสตร์คลินิก (Institute of Clinical Sciences)
- ภาควิชาเมแทบอลิซึม การย่อยอาหาร และการสืบพันธุ์ (Department of Metabolism, Digestion and Reproduction)
- สถาบันหัวใจและปอดแห่งชาติ (National Heart and Lung Institute)
- สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ (School of Public Health)
- ภาควิชาศัลยศาสตร์และมะเร็ง (Department of Surgery and Cancer)
คณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
[แก้]- ภาควิชาเคมี (Department of Chemistry)
- ภาควิชาคณิตศาสตร์ (Department of Mathematics)
- ภาควิชาฟิสิกส์ (Department of Physics)
- ภาควิชาวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Department of Life Sciences)
- ศูนย์นโยบายสิ่งแวดล้อม (Centre for Environmental Policy)
โรงเรียนธุรกิจอิมพีเรียล
[แก้]- สาขาวิชาการเงิน (Finance)
- สาขาวิชาการจัดการและผู้ประกอบการ (Management and Entrepreneurship)
- สาขาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ (Economics and Public Policy)
- สาขาการตลาด (Marketing)
- การวิเคราะห์ข้อมูลและการดำเนินงาน (Analytics and Operations)
พิธีฉลองปริญญาและวุฒิบัตรแห่งอิมพิเรียลคอลเลจ
[แก้]อิมพิเรียลคอลเลจมีธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเกี่ยวเนื่องกับการรับปริญญาและการมอบวุฒิบัตร โดยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นหลังปริญญาจะได้รับวุฒิบัตรแห่งอิมพิเรียลคอลเลจ (Diploma of Imperial College หรือ DIC)[61] พิธีรับปริญญาบัตรมีชื่อเฉพาะคือ พิธีฉลองปริญญา (Commemoration Day) โดยถือเอาชื่อจากวันที่ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ เสด็จพระราชดำเนินมหาวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1945[62]
อิมพิเรียลคอลเลจยังคงได้รับอภิสิทธิ์ในการจัดพิธีฉลองปริญญาสำหรับบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา ณ รอยัลอัลเบิร์ตฮอลล์ มาจนถึงปัจจุบัน[63]
บุคคลสำคัญซึ่งเป็นศิษย์เก่า นักวิชาการ และบุคลากรอื่น
[แก้]ศิษย์เก่า
[แก้]ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจำนวน 14 คนมีความเกี่ยวข้องกับอิมพีเรียลหรือสถาบันแห่งหนึ่งซึ่งต่อมาได้ควบรวมเข้ากับอิมพีเรียล โดยแบ่งตามสาขาได้ดังนี้[64]


- เซอร์ จอร์จ พาเจต ทอมสัน (Sir George Paget Thomson) ค.ศ. 1937
- แพทริก แบล็กเกตต์ (Patrick Blackett) ค.ศ. 1948
- เดนนิส กาบอร์ (Dennis Gabor) ค.ศ. 1971
- อับดุส ซาลาม (Abdus Salam) ค.ศ. 1997
- เซอร์ นอร์แมน ฮาเวิร์ธ (Sir Norman Haworth) ค.ศ. 1937
- เซอร์ ซิริล นอร์แมน ฮินเชลวูด (Sir Cyril Norman Hinshelwood) ค.ศ. 1956
- เซอร์ จอร์จ พอร์เตอร์ (Sir George Porter) ค.ศ. 1967
- เซอร์ เดเร็ก บาร์ตัน (Sir Derek Barton) ค.ศ. 1969
- เซอร์ เจฟฟรีย์ วิลคินสัน (Sir Geoffrey Wilkinson) ค.ศ. 1973
- เซอร์ เฟรเดอริก กาวแลนด์ ฮ็อปกินส์ (Sir Frederick Gowland Hopkins) ค.ศ. 1929
- เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง (Sir Alexander Fleming) ค.ศ. 1945
- เซอร์ เอิร์นสต์ บอริส เชน (Sir Ernst Boris Chain) ค.ศ. 1945
- เซอร์ แอนดรูว์ ฮักซ์ลีย์ (Sir Andrew Huxley) ค.ศ. 1963
- ร็อดนีย์ พอร์เตอร์ (Rodney Porter) ค.ศ. 1972
เหรียญฟีลดส์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับนักคณิตศาสตร์ มีผู้ได้รับรางวัลจากอิมพีเรียลได้แก่ เคลาส์ ฟรีดริช ร็อท (Klaus Friedrich Roth) ค.ศ. 1958 เซอร์ไซมอน โดนัลด์สัน (Sir Simon Donaldson) ค.ศ. 1986 และมาร์ติน แฮเรอร์ (Martin Hairer) ค.ศ. 2014[65]
ศิษย์เก่าชาวไทย
[แก้]
- ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช - อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี[66]
- ศ. ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ - อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[67]
- ดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา - ผู้ก่อตั้งและอธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชียน[ต้องการอ้างอิง]
- ศ. ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา - นายกแพทยสภา และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล[ต้องการอ้างอิง]
- ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล - อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ[68]
- ดร.ยศพงษ์ ลออนวล - นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่น ค.ศ. 2017[69]
- ศ. ดร.สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ - เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น[70]
- รศ. ดร. นพ.โสภาคย์ มนัสนยกรณ์ - ศัลยแพทย์ และ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์[71]
- ตากเพชร เลขาวิจิตร - นักแสดง นักแข่งรถ วิศวกร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)[72]
- ธนันต์ธรญ์ นีระสิงห์ - นักร้อง นักแสดง[73]
- ผศ. ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน - หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[ต้องการอ้างอิง]
- รศ. ดร.วรางค์รัตน์ จันทสาโร - อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[74]
- สุชาติ เจียรานุสสติ - นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง SC Capital Partners[75]
- นัตวิไล อุทุมพฤกษ์พร - ผู้ประกอบการสตาร์ตอัป Forbes 30 Under 30 in Europe[76]
- ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ - รองเลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์[77]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ {{cite web|url=https://www.imperial.ac.uk/about/leadership-and-strategy/president/
- ↑ {{cite web|url=https://www.imperial.ac.uk/about/leadership-and-strategy/provost/
- ↑ "Imperial Brand Project". Imperial College London. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2024. สืบค้นเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2024.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "FAQs | About | Imperial College London". www.imperial.ac.uk. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-11-13. สืบค้นเมื่อ 2010-02-16.
- ↑ "Nobel winners". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- 1 2 "League tables". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ https://www.reuters.com/article/us-emea-reuters-ranking-innovative-unive/reuters-top-100-europes-most-innovative-universities-2018-idUSKBN1HW0B4
- ↑ https://www.timeshighereducation.com/student/best-universities/best-universities-medicine
- ↑ https://www.theguardian.com/higher-education-network/2018/feb/28/qs-world-university-rankings-2018-engineering-and-technology
- ↑ "Watch Her Majesty the Queen's visit to Imperial College live | Imperial News". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2007-07-05. สืบค้นเมื่อ 2026-07-31.
- ↑ "Chemistry at Imperial". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ RIBA. "Royal School of Mines". www.architecture.com (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-09-15. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "A timeline of Imperial developments". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ Ballantyne, John (2004-08-01). "St Mary's: the History of a London Teaching Hospital". Journal of the Royal Society of Medicine (ภาษาอังกฤษ). 97 (8): 405–406. doi:10.1177/014107680409700816. ISSN 0141-0768.
- ↑ "Lost Hospitals of London". ezitis.myzen.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Albertopolis - the wisdom of Prince Albert". www.chr.org.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-08-20. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ RIBA. "Royal College of Science". www.architecture.com (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-10-02. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ The Oxford Dictionary of Abbreviations (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. 1992. ISBN 978-0-19-280073-2.
- ↑ "Imperial College | British History Online". www.british-history.ac.uk. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Imperial College | British History Online". www.british-history.ac.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2023-06-09. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ Report from Commissioners Inspectiors. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-07-26.
- ↑ "Imperial College of Science and Technology". Nature (ภาษาอังกฤษ). 76 (1959): 56–57. 1907-05-01. doi:10.1038/076056a0. ISSN 1476-4687.
- ↑ RIBA. "City and Guilds College". www.architecture.com (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-10-02. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ University of London, the Historical Record. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-07-26.
- ↑ "Imperial College | British History Online". www.british-history.ac.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2023-06-09. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "The London Imperial College of Science and Technology". Science. 49 (1261): 209–210. 1919-02-28. doi:10.1126/science.49.1261.209.
- ↑ "The Imperial College of Science and Technology". Nature (ภาษาอังกฤษ). 105 (2632): 173–175. 1920-04-01. doi:10.1038/105173a0. ISSN 1476-4687.
- ↑ "Imperial College - Centenary website - Timeline - 1920-1929". www.imperial.ac.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-01-29. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Imperial College - Centenary website - Timeline - 1940-1949". www.imperial.ac.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-01-14. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Imperial celebrates its newest graduates at Commemoration Day 2018 | Imperial News | Imperial College London". Imperial News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-01-22. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ The History of Imperial College London, 1907-2007. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-07-26.
- 1 2 Bocock, Jean; Baston, Lewis; Scott, Peter; Smith, David (2003-12-01). "American Influence on British Higher Education: Science, Technology, and the Problem of University Expansion, 1945–1963". Minerva (ภาษาอังกฤษ). 41 (4): 327–346. doi:10.1023/B:MINE.0000005154.25610.b2. ISSN 1573-1871.
- ↑ Making Policy in British Higher Education 1945-2011. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-07-26.
- ↑ "Higher Technological Education (Government Policy) - Hansard". hansard.parliament.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-01-23. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Imperial College Of Science And Technology (Expansion) - Hansard - UK Parliament". hansard.parliament.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2023-06-09. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "The University of London: The Constituent Colleges | British History Online". www.british-history.ac.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2023-04-19. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "The Queen's Tower". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2022-02-23. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Imperial College - Centenary website - Timeline - 1960-1969". www.imperial.ac.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2017-02-04. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ Masters, Glen. "IC Reporter, WEST LONDON MEDICINE - PAST AND FUTURE". www.imperial.ac.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-06-25. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "A timeline of College developments | Imperial College London". www.imperial.ac.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2017-03-01. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Imperial College London - Imperial College London to begin negotiations to withdraw from the University of London". www.imperial.ac.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2009-06-11. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ MacLeod, Donald (2006-10-05). "Imperial College splits from University of London". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Imperial launches its new hub for innovation at White City | Imperial News | Imperial College London". Imperial News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-03-16. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "White City Woes". Felix (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2018-11-30. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Vision and strategy | About | Imperial College London". www.imperial.ac.uk (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2022-08-12. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "I-HUB – the home for scientific innovators". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ Prynn, Jonathan (2018-11-28). "Novartis joins rush of science companies moving to White City". The Standard (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Imperial's White City campus named as location for NATO innovation headquarters | Imperial News". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2022-04-08. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "U.S. Air Force International Science Division, tri-service partners join technology transi". Air Force Research Laboratory (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-07-26. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Saab launches UK Innovation Hub at White City Campus | Imperial News". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2019-06-28. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "College reaches out to White City community with Invention Rooms". Felix (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2017-11-03. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Imperial College sets out vision for new AI campus in White City". www.bbc.com (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2025-10-13. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ Rogers, Dave. "Four firms pricing huge £300m Imperial College building that will specialise in AI". Building (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "St Mary's Hospital". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "St Mary's Campus Library". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Accommodation Guide 2024-25". Issuu (ภาษาอังกฤษ). 2024-05-17. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Continuing students". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Silwood Park (not based in London)". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "Faculties and departments". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ https://www.imperial.ac.uk/media/imperial-college/administration-and-support-services/registry/academic-governance/public/regulations/2010-11/academic-regs/Diploma-of-the-Imperial-College.pdf
- ↑ https://www.imperial.ac.uk/graduation/about-graduation/
- ↑ https://www.imperial.ac.uk/graduation/about-graduation/
- ↑ "Nobel winners". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-30.
- ↑ "Fields medallists". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-30.
- ↑ ""คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" คว้ารางวัลศิษย์เก่าดีเด่นปี 2026 จาก Imperial College London". mgronline.com. 2026-01-30. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ https://www.chula.ac.th/management/168/
- ↑ "ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล". www.scb.co.th. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ https://www.britishcouncil.or.th/%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C-%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A5[ลิงก์เสีย]
- ↑ "ศ.ดร.สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ – คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย". สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "โรงพยาบาลวิชัยยุทธ Vichaiyut Hospital". Vichaiyut. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ ตากเพชร เลขาวิจิตร
- ↑ "สวย เก่ง ฟาง-ธนันต์ธรญ์ คว้าปริญญาโท มหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกจากอังกฤษ | Campus Star". LINE TODAY. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
- ↑ "รศ.ดร. วรางค์รัตน์ จันทสาโร l MECH KU". 22 กรกฎาคม 2026.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2017-08-30. สืบค้นเมื่อ 2018-09-11.
- ↑ https://www.forbes.com/profile/pae-natwilai/#19641e61254b
- ↑ "รองศาสตราจารย์ อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ". investor.mcot.net. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
