อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน
คติพจน์Scientia imperii decus et tutamen "Scientific knowledge, the crowning glory and the safeguard of the empire"
(ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เกียรติยศเหนือเศียรเกล้า และเกราะคุ้มครองจักรวรรดิ)
ประเภทมหาวิทยาลัย
ประธานอลิซ แกสต์[1]
ที่อยู่
วิทยาเขตเซาท์เคนซิงตัน
Hammersmith
St. Mary's
Chelsea and Westminster
Royal Brompton
Charing Cross
Silwood Park
Wye
เว็บไซต์www.imperial.ac.uk

อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน (อังกฤษ: Imperial College London) หรือชื่อตามกฎหมายว่า อิมพิเรียลคอลเลจออฟไซอันเท็กนอลอจีแอนด์เมดซิน (อังกฤษ: Imperial College of Science, Technology and Medicine)[2] เป็นมหาวิทยาลัยใจกลางกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์ และธุรกิจ[3] จนถึงปัจจุบัน บุคลากรของอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนได้รับรางวัลโนเบลจำนวนทั้งหมด 15 รางวัล อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนเป็นสถาบันมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และแพทยศาสตร์

ปี ค.ศ. 2010 The Complete University Guide ได้จัดให้อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 3 แรกในสหราชอาณาจักร ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์[4] เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นนานาชาติอันดับ 1 ของสหราชอาณาจักร[5] และเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับจากหนังสือพิมพ์เดลิเทเลกราฟต์ว่าเข้าศึกษาต่อ ยากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในสหราชอาณาจักร[6]

ปี ค.ศ. 2018 สำนักข่าวรอยเตอส์ จัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่สุดของโลกอันดับที่ 2[7] และได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยด้านการแพทย์คลินิกและวิทยาศาสตร์สุขภาพดีที่สุดอันดับที่ 4 ของโลก[8] และอันดับที่ 6 ของโลกด้านวิศวกรรมศาสตร์[9]

ปี ค.ศ. 2020 อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนยังได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 10 ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดยไทมส์ไฮเออร์เอดยูเคชันซัปพลีเมนต์ และคอกโครัลลีไซมอนส์[10][11]

อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนเป็นสมาชิกของกลุ่มมหาวิทยาลัยรัสเซลล์ และยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสามเหลี่ยมทองคำในสมาพันธ์มหาวิทยาลัยยุโรปและสมาพันธ์ประชาคมมหาวิทยาลัย

ในช่วงแรก อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนเป็นสมาชิกในเครือมหาวิทยาลัยลอนดอน ก่อนที่จะแยกออกมาเป็นอิสระในครั้งฉลองครบรอบร้อยปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย (8 กรกฎาคม ค.ศ. 2007) โดยสมเด็จพระราชินีอลิธาเบธที่ 2 พร้อมด้วย เจ้าชายฟิลลิปดยุคแห่งเอดินเบอระ เสด็จพระราชดำเนิน ณ อิมพิเรียลคอลเลจ ลอนดอนในวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2007

ประวัติ[แก้]

การก่อตั้ง[แก้]

สืบเนื่องจากการก่อตั้งอิมพิเรียลอินสติทูต (Imperial Institute) โดยเจ้าชายอัลเบิร์ต พระราชสวามี สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย โดยในปี ค.ศ. 1887 สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย เสด็จวางศิลาฤกษ์ ต่อมาอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน เริ่มก่อตั้งขึ้นจากการผนวกเอาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สถาบันหลักที่เป็นต้นกำเนิดวิทยาเขตเซาท์เคนซิงตันซึ่งเป็นวิทยาเขตหลักได้แก่ รอยัลสคูลออฟไมนส์ (อังกฤษ: Royal School of Mines) (ค.ศ. 1854 โดยเซอร์เฮนรี่ เดอ ลา บาช) รอยัลคอลเลจออฟไซอันเซส (อังกฤษ: Royal College of Sciences) (ค.ศ. 1881) และซิตีแอนด์กิลด์คอลเลจ (อังกฤษ: City and Guild College) (ค.ศ. 1884)[12]

คริสต์ศตวรรษที่ 20[แก้]

ในปี ค.ศ. 1907 คณะผู้บริหารฝ่ายการศึกษามีความประสงค์ที่จะรวมวิทยาลัยต้นกำเนิดทั้งสามเพื่อให้มีศักยภาพในการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น รอยัลสคูลออฟไมนส์ รอยัลคอลเลจออฟไซอันเซส และซิตีแอนด์กิลด์คอลเลจ จึงได้รวมกันเป็นมหาวิทยาลัยเดียวและขึ้นตรงกับมหาวิทยาลัยลอนดอน รอยัลชาร์เตอร์ซึ่งดูแลวิทยาลัยต้นกำเนิดทั้งสามได้ลงนามอนุมัติการจัดตั้งอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1907 โดยก่อตั้งวิทยาเขตหลักในพื้นที่ของสถาบันอิมพิเรียลในเซาท์เคนซิงตัน

ในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1919 ได้มีการจัดตั้งกิจกรรมชมรมพายเรือสำหรับนักศึกษาในอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน ต่อมาในปี ค.ศ. 1947 ทางมหาวิทยาลัยได้ซื้อพื้นที่บริเวณซิลวูดพาร์กเพื่อใช้เป็นที่สำหรับวิจัยและให้การศึกษาในด้านวิชาชีววิทยาซึ่งยากที่จะศึกษาในพื้นที่ของวิทยาเขตหลัก

ในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1949 ได้มีการเผยแพร่หนังสือพิมพ์ฟีลิกซ์ ซึ่งจัดทำโดยนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เผยแพร่ข่าวสารต่าง ๆ ในรั้วของมหาวิทยาลัย วันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1950 รัฐบาลอังกฤษได้วางโครงการสนับสนุนและพัฒนาอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนให้เป็นสถาบันชั้นนำในด้านการวิจัยและให้การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในคริสต์ศตวรรษที่ 20

ปี ค.ศ. 1959 มูลนิธิวูลฟ์สันบริจาคเงินมูลค่า 350,000 ปอนด์เพื่อก่อตั้งภาควิชาชีวเคมี

ปี ค.ศ. 1963 อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนได้จับมือกับสถาบันเทคโนโลยีอินเดีย (เดลี) ร่วมมือในด้านการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ปี ค.ศ. 1971 ได้มีการจัดตั้งภาควิชาวิทยาศาสตร์บริหารตามด้วยการจัดตั้งภาควิชาความร่วมมือและความสัมพันธ์ในปี ค.ศ. 1972

ปี ค.ศ. 1980 ภาควิชาความร่วมมือและความร่วมมือได้ยุบรวมกับภาควิชาประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์กลายเป็นภาควิชามนุษยวิทยา

ปี ค.ศ. 1988 อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนได้รวมเอาโรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลเซนต์แมรี เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย ทำให้อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนกลายเป็นวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแพทยศาสตร์อิมพิเรียลดังเช่นในปัจจุบัน

ปี ค.ศ. 1995 อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนได้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ และโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง โดยมีเครือข่ายร่วมกับวารสารวิทยาศาสตร์ระดับโลก ในปีนี้อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนยังได้ผนวกเอาสถาบันปอดและหัวใจแห่งชาติเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย

ปี ค.ศ. 1997 โรงเรียนแพทย์ชาร์ลิงครอสและเวสมินสเตอร์ โรงเรียนแพทย์หลวงสำหรับบัณฑิต และสถาบันผดุงครรภ์และนรีเวชวิทยาได้รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมหาราชวิทยาลัย ทำให้เกิดการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน ขึ้นอย่างเป็นทางการ

ปี ค.ศ. 1998 ได้มีการเปิดใช้อาคารเซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางงานวิจัยทางการแพทย์และชีววิทยาด้านการแพทย์

คริสต์ศตวรรษที่ 21[แก้]

ปี ค.ศ. 2000 อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนได้ผนวกสถาบันไขข้อเคนเนดี และไวย์คอลเลจซึ่งศึกษาทางด้านเกษตรกรรมและเป็นส่วนหนึ่งของเครือมหาวิทยาลัยลอนดอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย

ปี ค.ศ. 2004 สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนธุรกิจอิมพิเรียลคอลเลจ

ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2005 มหาวิทยาลัยได้ประกาศโครงการซายน์พาร์กที่วิทยาเขตไวย์ แต่ถูกยกเลิกไปในเดือนกันยายนปีถัดมาเนื่องด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น ปัจจุบันไวย์คอลเลจถูกบริหารโดยมหาวิทยาลัยเคนท์โดยความร่วมมือของมหาราชวิทยาลัยและไวย์คอลเลจ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรจากมหาวิทยาลัยเคนท์ในความร่วมมือของอิมพิเรียลและไวย์คอลเลจ

ปี ค.ศ. 2008 มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งสถาบันนวัตกรรมสุขภาพโลก ขึ้นโดย ศ. นพ. ลอร์ดอารา ดาร์ซี แห่ง เดนแฮม[13] และได้เริ่มโครงการขยายวิทยาเขตไวท์ซิตีขึ้นทางฝั่งตะวันตกของกรุงลอนดอน เพื่อเป็นสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง เป็นที่ทำการร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยและบริษัทผลิตนวัตกรรมเอกชน รวมถึงหอพักของนักศึกษามหาวิทยาลัยเพิ่มเติม โดยใช้งบประมาณลงทุน 2 พันล้านปอนด์[14]

ปี ค.ศ. 2013 จัดตั้งห้องปฏิบัติการอวกาศขึ้น เพื่อศึกษาวิจัยที่เกี่ยวเนื่องกับอวกาศ โดยบูรณาการกับ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ และภาคธุรกิจ[15]

ปี ค.ศ. 2014 จัดตั้งโรงเรียนออกแบบด้านวิศวกรรมไดสัน โดยทำการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมร่วมกับการออกแบบกับ ราชวิทยาลัยศิลปะ[16]

วิทยาเขต[แก้]

อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนดำเนินการบริหารและกิจการทุก ๆ อย่างภายในวิทยาเขตเซาท์เคนซิงตัน ย่านอันเป็นแหล่งรวมของทั้งสถาบันทางการศึกษาและศิลปะต่าง ๆ มากมาย เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียอัลเบิร์ต รอยัลสคูลออฟมิวสิค รอยัลคอลเลจออฟอาร์ต สมาคมภูมิศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ โรงมหรสพหลวงอัลเบิร์ต ฯลฯ

นอกจากวิทยาเขตหลักที่เซาท์เคนซิงตันแล้ว อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนยังประกอบไปด้วยวิทยาเขตย่อย ๆ ต่าง ๆ ภายในมหานครลอนดอน และนอกมหานครลอนดอน

อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนยังเป็นเครือข่ายขององค์การบริการสาธารณสุขแห่งชาติซึ่งดูแลควบคุมสถานพยาบาลหลายแห่งภายในมหานครลอนดอนและดูแลให้การอบรมและเปิดหลักสูตรทางการแพทย์ตามสถานพยาบาลและโรงพยาบาลเหล่านี้ ใน ปี ค.ศ.1997 พระราชบัญญัติอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนได้ระบุให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจสิทธิขาดในการดูแลบริหารโรงเรียนแพทย์ชาร์ลิงครอสและเวสต์มินสเตอร์ สถาบันหัวใจและปอดแห่งชาติ และโรงเรียนแพทย์หลวงสำหรับบัณฑิต

การขยายพื้นที่ของวิทยาเขตเซาท์เคนซิงตันในช่วงปี 1960-1969 นั้นทำให้เกิดสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ขึ้นอย่างกว้างขวาง เหลือเพียงหอคอยควีนส์ทาวเวอร์เท่านั้นที่เป็นสิ่งก่อสร้างดั้งเดิม การก่อสร้างดำเนินต่อไป สิ่งก่อสร้างยุคปัจจุบันรวมถึงตึกทานากะ (โรงเรียนพาณิชยการอิมพิเรียลคอลเลจ) สถานออกกำลังกายอีตอส หอพักเซาท์ไซด์และอีสต์ไซด์ เป็นต้น

พิธีฉลองปริญญาและวุฒิบัตรแห่งอิมพิเรียลคอลเลจ[แก้]

อิมพิเรียลคอลเลจมีธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเกี่ยวเนื่องกับการรับปริญญาและการมอบวุฒิบัตร โดยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นหลังปริญญาจะได้รับวุฒิบัตรแห่งอิมพิเรียลคอลเลจ (Diploma of Imperial College: DIC)[17] พิธีรับปริญญาบัตรมีชื่อเฉพาะคือ พิธีฉลองปริญญา (Commemoration Day) โดยถือเอาชื่อจากวันที่ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ เสด็จพระราชดำเนินมหาวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1945[18]

อิมพิเรียลคอลเลจยังคงได้รับอภิสิทธิ์ในการจัดพิธีฉลองปริญญาสำหรับบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา ณ รอยัลอัลเบิร์ตฮอลล์ มาจนถึงปัจจุบัน[19]

ศิษย์เก่าชาวไทยที่มีชื่อเสียง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "'Collaboration essential', says Alice Gast on becoming Imperial's 16th President". สืบค้นเมื่อ 30 September 2014.
  2. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-03-26. สืบค้นเมื่อ 2010-02-16.
  3. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-11-13. สืบค้นเมื่อ 2010-02-16.
  4. [1][ลิงก์เสีย] — The Complete University Guide.
  5. https://www.timeshighereducation.com/features/worlds-most-international-universities-2017
  6. https://www.telegraph.co.uk/education/0/the-10-hardest-universities-to-get-into/
  7. https://www.reuters.com/article/us-emea-reuters-ranking-innovative-unive/reuters-top-100-europes-most-innovative-universities-2018-idUSKBN1HW0B4
  8. https://www.timeshighereducation.com/student/best-universities/best-universities-medicine
  9. https://www.theguardian.com/higher-education-network/2018/feb/28/qs-world-university-rankings-2018-engineering-and-technology
  10. https://www.timeshighereducation.com/world-university-rankings/2020/world-ranking#!/page/0/length/25/sort_by/rank/sort_order/asc/cols/stats
  11. https://www.topuniversities.com/university-rankings/world-university-rankings/2021
  12. http://www.imperial.ac.uk/centenary/timeline/1845.shtml
  13. https://www.imperial.ac.uk/global-health-innovation/about-us/
  14. https://www.imperial.ac.uk/visit/campuses/white-city/
  15. https://www.imperial.ac.uk/a-z-research/space-lab/events/spacelab-2015/
  16. http://www.imperial.ac.uk/design-engineering/
  17. https://www.imperial.ac.uk/media/imperial-college/administration-and-support-services/registry/academic-governance/public/regulations/2010-11/academic-regs/Diploma-of-the-Imperial-College.pdf
  18. https://www.imperial.ac.uk/graduation/about-graduation/
  19. https://www.imperial.ac.uk/graduation/about-graduation/
  20. https://www.chula.ac.th/management/168/
  21. https://www.britishcouncil.or.th/%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C-%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A5
  22. ตากเพชร เลขาวิจิตร
  23. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-08-30. สืบค้นเมื่อ 2018-09-11.
  24. https://www.forbes.com/profile/pae-natwilai/#19641e61254b