ข้ามไปเนื้อหา

อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อิมพิเรียลคอลเลจ ออฟ ไซอัน เท็กนอลอจี แอนด์ เมดซิน
Imperial College of Science, Technology and Medicine
คติพจน์
Scientia, imperii decus et tutamen
คติพจน์อังกฤษ
Scientific knowledge, the crowning glory and the safeguard of the empire (ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เกียรติยศเหนือเศียรเกล้า และเกราะคุ้มครองจักรวรรดิ)
ประเภทมหาวิทยาลัย
สถาปนา8 กรกฎาคม ค.ศ. 1907 (1907-07-08)
สังกัดการศึกษา
อธิการบดีมหาวิทยาลัยฮิวจ์ เบรดี[1]
ผู้เป็นประธานปีเตอร์ เฮย์นส์[2]
ที่อยู่
วิทยาเขตในเมือง
ผ้าพันคอ
                      
สี  Blue[3]
ฉายาImperial Athletes
เว็บไซต์imperial.ac.uk
แผนที่

อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน (อังกฤษ: Imperial College London) หรือ อิมพีเรียล (อังกฤษ: Imperial) มีชื่อตามกฎหมายว่า อิมพิเรียลคอลเลจ ออฟ ไซอัน เท็กนอลอจี แอนด์ เมดซิน (อังกฤษ: Imperial College of Science, Technology and Medicine)[4] หรือชื่อภาษาไทย ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแพทยศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยใจกลางกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์ และธุรกิจ[5] จนถึงปัจจุบัน บุคลากรของอิมพิเรียลได้รับรางวัลโนเบลจำนวนทั้งหมด 14 รางวัล[6] อิมพิเรียลเป็นสถาบันมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และแพทยศาสตร์

ปี ค.ศ. 2026 คอกโครัลลีไซมอนส์ ผู้จัดอันดับมหาวิทยาลัย QS University Ranking ได้จัดให้อิมพีเรียลเป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 2 ของโลก และเป็นอันดับที่ 1 ในยุโรป[7] และได้รับการจัดอันดับโดยไทมส์ไฮเออร์เอดยูเคชันซัปพลีเมนต์ให้อยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก และเป็นอันดับที่ 3 ในยุโรปในปีเดียวกัน[7]

ปี ค.ศ. 2018 สำนักข่าวรอยเตอส์ จัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่สุดของโลกอันดับที่ 2[8] และได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยด้านการแพทย์คลินิกและวิทยาศาสตร์สุขภาพดีที่สุดอันดับที่ 4 ของโลก[9] และอันดับที่ 6 ของโลกด้านวิศวกรรมศาสตร์[10]

อิมพิเรียลเป็นสมาชิกของกลุ่มมหาวิทยาลัยรัสเซลล์ และยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสามเหลี่ยมทองคำในสมาพันธ์มหาวิทยาลัยยุโรปและสมาพันธ์ประชาคมมหาวิทยาลัย

ในช่วงแรก อิมพิเรียลเป็นสมาชิกในเครือมหาวิทยาลัยลอนดอน ก่อนที่จะแยกออกมาเป็นอิสระในครั้งฉลองครบรอบร้อยปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 โดยสมเด็จพระราชินีอลิธาเบธที่ 2 พร้อมด้วย เจ้าชายฟิลลิปดยุคแห่งเอดินเบอระ เสด็จพระราชดำเนิน ณ อิมพิเรียลคอลเลจ ลอนดอนในวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบร้อยปีของอิมพิเรียลและพระราชทานรอยัลชาร์เตอร์ (Royal Charter) หรือพระบรมราชโองการแก่อิมพิเรียลให้เป็นมหาวิทยาลัยอิสระ[11]

ประวัติ

[แก้]

คริสต์ศตวรรษที่ 19

[แก้]
เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงเป็นองค์อุปถัมภ์หลักของบรรดาราชวิทยาลัยในยุคแรกเริ่ม ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ทางวัฒนธรรมในเซาท์เคนซิงตัน

สถาบันการศึกษาแห่งแรกสุดที่มีส่วนในการก่อกำเนิดอิมพีเรียลคือราชวิทยาลัยเคมี (Royal College of Chemistry) ซึ่งก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1845 โดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าชายอัลเบิร์ตและรัฐสภา[12] ต่อมาใน ค.ศ. 1853 สถาบันดังกล่าวได้ควบรวมเข้ากับสถาบันที่ภายหลังเป็นที่รู้จักในชื่อราชสำนักวิชาการเหมืองแร่ (Royal School of Mines)[13] ส่วนคณะแพทยศาสตร์มีรากฐานมาจากโรงเรียนแพทย์หลายแห่งทั่วกรุงลอนดอน โดยแห่งที่เก่าแก่ที่สุดคือโรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลชาริงครอส ซึ่งสามารถสืบประวัติย้อนหลังไปได้ถึง ค.ศ. 1823 ตามมาด้วยการเริ่มจัดการเรียนการสอนที่โรงพยาบาลเวสต์มินสเตอร์ใน ค.ศ. 1834 และที่โรงพยาบาลเซนต์แมรีใน ค.ศ. 1851[14][15][16]

ใน ค.ศ. 1851 เฮนรี โคล (Henry​ Cole) และเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรในขณะนั้น ได้จัดงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ ขึ้นเพื่อจัดแสดงวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมการผลิต งานดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในด้านความนิยมและรายได้ โดยรายได้จากงานถูกนำไปใช้พัฒนาพื้นที่ในเซาท์เคนซิงตันให้เป็นศูนย์กลางแห่งความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์[17] ภายในหกปีต่อมา พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและแอลเบิร์ตและพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ได้เปิดให้บริการ ต่อมาได้มีการสร้างอาคารแห่งใหม่สำหรับราชวิทยาลัยเคมี (Royal College of Chemistry) ใน ค.ศ. 1871 และเปิดราชสำนักวิชาการเหมืองแร่กับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติใน ค.ศ. 1881

ใน ค.ศ. 1881 โรงเรียนวิทยาศาสตร์นอร์มอลได้รับการจัดตั้งขึ้นที่เซาท์เคนซิงตัน ภายใต้การนำของทอมัส ฮักซ์ลีย์ (Thomas Huxley) โดยรับช่วงหน้าที่ด้านการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและเกษตรศาสตร์จากราชสำนักวิชาการเหมืองแร่[18] โรงเรียนแห่งนี้ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อเป็นราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ (Royal College of Science)ใน ค.ศ. 1890[19] ส่วนสถาบันกลางแห่งสถาบันซิตีแอนด์กิลดส์ออฟลอนดอน (City and Guilds of London Institute) เปิดเป็นสถานศึกษาด้านเบนถนนเอกซิบิชัน (Exhibition Road) โดยเจ้าชายแห่งเวลส์ใน ค.ศ. 1884 และเริ่มเปิดสอนหลักสูตรใน ค.ศ. 1885[20]

คริสต์ศตวรรษที่ 20

[แก้]

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เกิดความกังวลว่าสหราชอาณาจักรกำลังตามหลังเยอรมนีในด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคนิค คณะกรรมการระดับกรมจึงได้รับการจัดตั้งขึ้นภายใต้คณะกรรมการการศึกษา (เทียบเท่ากระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น) ใน ค.ศ. 1904 เพื่อพิจารณาอนาคตของราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ รายงานที่เผยแพร่ใน ค.ศ. 1906 เสนอให้จัดตั้งสถาบันที่รวมราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เข้ากับราชสำนักวิชาการเหมืองแร่ รวมถึงวิทยาลัยเทคนิคกลางของสถาบันซิตีแอนด์กิลดส์ออฟลอนดอน หากสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้[21][22]

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1907 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 พระราชทานตราตั้งแก่ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี (Imperial College of Science and Technology) โดยรวมราชสำนักวิชาการเหมืองแร่และราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เข้าไว้ในสถาบันเดียวกัน ตราตั้งดังกล่าวยังเปิดทางให้วิทยาลัยซิตีแอนด์กิลดส์เข้าร่วมได้ เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านการบริหาร รวมทั้งกำหนดให้อิมพีเรียลสามารถเข้าเป็นวิทยาลัยในสังกัดมหาวิทยาลัยลอนดอนได้[23] วิทยาลัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยลอนดอนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1908 และวิทยาลัยซิตีแอนด์กิลดส์เข้าร่วมใน ค.ศ. 1910[24][25]

วิทยาเขตหลักของอิมพีเรียล สร้างขึ้นติดกับอาคารของสถาบันอิมพีเรียล (Imperial Institute) โดยอาคารแห่งใหม่ของราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเปิดใช้งานใน ค.ศ. 1906 ขณะที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารราชสำนักวิชาการเหมืองแร่ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1909[26]

สถาบันอิมพีเรียล (Imperial Institute) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเนื่องในวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยจนถึง ค.ศ. 1937 ต่อมาอาคารส่วนใหญ่ถูกรื้อถอนเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการขยายวิทยาลัย โดยคงเหลือไว้เฉพาะส่วนที่ปัจจุบันเรียกว่าอาคารควีนส์ทาวเวอร์ (Queen's Tower)

เนื่องจากนักศึกษาของอิมพีเรียลต้องแยกไปศึกษาหลักสูตรเพื่อรับปริญญาจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1919 นักศึกษาและศิษย์เก่าจึงลงคะแนนสนับสนุนคำร้องให้อิมพีเรียลมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอำนาจมอบปริญญาของตนเองโดยเป็นอิสระจากมหาวิทยาลัยลอนดอน[27][28] เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว มหาวิทยาลัยลอนดอนได้แก้ไขข้อบังคับใน ค.ศ. 1925 โดยกำหนดให้หลักสูตรที่เปิดสอนเฉพาะที่อิมพีเรียลได้รับการประเมินโดยมหาวิทยาลัย ส่งผลให้นักศึกษาสามารถสำเร็จการศึกษาระดับวิทยาศาสตรบัณฑิตได้[29]

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 พระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จเยือนอิมพีเรียลเพื่อทรงร่วมรำลึกวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งราชวิทยาลัยเคมี ซึ่งเป็นสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาสถาบันที่ควบรวมกันเป็นอิมพีเรียลคอลเลจ “วันรำลึก” (Commemoration Day) ซึ่งตั้งชื่อตามการเสด็จเยือนครั้งนี้ จัดขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปีในฐานะพิธีสำเร็จการศึกษาหลักของมหาวิทยาลัย[30][31] นอกจากนี้ อิมพีเรียลยังได้จัดตั้งสถานีภาคสนามด้านชีววิทยาที่ซิลวูดพาร์ก (Silwood Park) ใกล้เมืองแอสคอต มณฑลบาร์กเชอร์ ใน ค.ศ. 1947[32]

ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ (Royal College of Science)

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดความกังวลขึ้นอีกครั้งว่าสหราชอาณาจักรกำลังล้าหลังด้านวิทยาศาสตร์ โดยครั้งนี้เป็นการตามหลังสหรัฐอเมริกา รายงานเพอร์ซี (Percy Report) ใน ค.ศ. 1945 และคณะกรรมการบาร์โลว์ (Barlow Committee)ใน ค.ศ. 1946 เสนอให้จัดตั้งสถาบันในสหราชอาณาจักรที่มีลักษณะเทียบเท่าสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ โดยได้รับการสนับสนุนจากนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลซึ่งดำรงบทบาททางการเมืองในขณะนั้น เช่น ลอร์ดเชอร์เวลล์ (Lord Cherwell) เซอร์ลอว์เรนซ์ แบรกก์ (Sir Lawrence Bragg) และเซอร์เอ็ดเวิร์ด แอปเปิลตัน (Sir Edward Appleton)[33][34] อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเงินอุดหนุนมหาวิทยาลัย (University Grants Committee) คัดค้านข้อเสนอดังกล่าวอย่างหนัก[33] จึงมีการประนีประนอมกันใน ค.ศ. 1953 โดยกำหนดให้อิมพีเรียลยังคงอยู่ในสังกัดมหาวิทยาลัยลอนดอน แต่จะขยายขนาดขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลาสิบปีถัดมา[35][36]

ราชสำนักวิชาการเหมืองแร่ (Royal School of Mines)
อาคารควีนส์​ ทาวเวอร์ (Queen's Tower)

การขยายตัวดังกล่าวนำไปสู่การก่อสร้างอาคารใหม่หลายแห่ง รวมถึงอาคารฮิลล์ (Hill building) ใน ค.ศ. 1957 และอาคารฟิสิกส์ใน ค.ศ. 1960 ตลอดจนการก่อสร้างลานจัตุรัสตะวันออก (East Quadrangle) ซึ่งดำเนินการเป็นสี่ระยะระหว่าง ค.ศ. 1959 ถึง 1965 การก่อสร้างยังส่งผลให้อาคารวิทยาลัยซิตีแอนด์กิลดส์ถูกรื้อถอนระหว่าง ค.ศ. 1962–1963 และอาคารสถาบันอิมพีเรียลถูกรื้อถอนเสร็จสิ้นภายใน ค.ศ. 1967[37] อย่างไรก็ดี จากการคัดค้านของคณะกรรมาธิการหลวงด้านวิจิตรศิลป์ (Royal Fine Arts Commission) และหน่วยงานอื่น ๆ ควีนส์ทาวเวอร์จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้ โดยมีการดำเนินงานระหว่าง ค.ศ. 1966 ถึง 1968 เพื่อปรับให้เป็นหอคอยตั้งเดี่ยว[38] ห้องปฏิบัติการชีวเคมีแห่งใหม่ ซึ่งจัดตั้งขึ้นด้วยเงินสนับสนุนจำนวน 350,000 ปอนด์จากมูลนิธิวูล์ฟสัน (Wolfson Foundation) เปิดใช้งานโดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2ใน ค.ศ. 1965[39]

อาคารซิตีแอนด์กิลดส์ (City & Guilds)

ใน ค.ศ. 1988 อิมพีเรียลได้ควบรวมกับโรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลเซนต์แมรีตามพระราชบัญญัติอิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College Act) ค.ศ. 1988 การแก้ไขตราตั้งได้เปลี่ยนชื่อทางการของสถาบันเป็น ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแพทยศาสตร์ (The Imperial College of Science, Technology and Medicine) และกำหนดให้โรงพยาบาลเซนต์แมรีเป็นวิทยาลัยในสังกัด ต่อมาได้มีการควบรวมกับสถาบันหัวใจและปอดแห่งชาติ (National Heart and Lung Institute)ใน ค.ศ. 1995 และควบรวมกับโรงเรียนแพทย์ชาริงครอสส์และเวสต์มินสเตอร์ (Charing Cross and Westminster Medical School)โรงเรียนแพทย์ระดับบัณฑิตศึกษาหลวง (Royal Postgraduate Medical School) และสถาบันสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา (Institute of Obstetrics and Gynaecology)ใน ค.ศ. 1997 โดยพระราชบัญญัติอิมพีเรียลคอลเลจ ค.ศ. 1997 ได้จัดตั้งสำนักวิชาแพทยศาสตร์อิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College School of Medicine) ขึ้นอย่างเป็นทางการ[40]

คริสต์ศตวรรษที่ 21

[แก้]
โรงเรียนธุรกิจอิมพีเรียล (Imperial Business School)

ใน ค.ศ. 2003 อิมพีเรียลได้รับพระราชทานอำนาจในการมอบปริญญาด้วยตนเองจากสภาองคมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ใน ค.ศ. 2004 มีการเปิดโรงเรียนธุรกิจอิมพีเรียล (Imperial Business School) และทางเข้าหลักแห่งใหม่ของวิทยาลัยบนถนนเอกซิบิชัน[41] ศูนย์วิจัยพลังงานแห่งสหราชอาณาจักร (UK Energy Research Centre) ก่อตั้งขึ้นในปีเดียวกัน และตั้งสำนักงานใหญ่ที่อิมพีเรียล เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 2005 อิมพีเรียลประกาศว่าจะเริ่มการเจรจาเพื่อแยกตัวออกจากมหาวิทยาลัยลอนดอน[42] และเป็นอิสระจากมหาวิทยาลัยลอนดอนอย่างสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2007[43]

อาคารศูนย์ชีวการแพทย์ เซอร์ไมเคิล ยูเรน (Sir Michael Uren Biomedical Engineering Research Hub) ในวิทยาเขตไวท์ ซิตี้ (White City Campus)

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2011 อิมพีเรียลและคิงส์คอลเลจลอนดอนได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในศูนย์วิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร (UK Centre for Medical Research and Innovation) โดยแต่ละสถาบันให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนโครงการเป็นเงิน 40 ล้านปอนด์ ต่อมาศูนย์ดังกล่าวเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันฟรานซิส คริก (Francis Crick Institute) และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 โดยเป็นห้องปฏิบัติการชีวการแพทย์แบบแห่งเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป อิมพีเรียลเริ่มย้ายหน่วยงานบางส่วนเข้าสู่วิทยาเขตไวต์ซิตี (White City Campus) แห่งใหม่ใน ค.ศ. 2016 พร้อมกับการเปิดศูนย์นวัตกรรม[44] ต่อมาได้มีการเปิดศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์โมเลกุลสำหรับภาควิชาเคมี ซึ่งซาดีก คาน นายกเทศมนตรีลอนดอน เป็นผู้เปิดอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2019[45]

วิทยาเขต

[แก้]

เซาท์เคนซิงตัน

[แก้]
อาคารสโมสรนักศึกษาอิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College Union)

วิทยาเขตเซาท์เคนซิงตัน (South Kensington Campus) เป็นวิทยาเขตหลักของวิทยาลัย และเป็นสถานที่ดำเนินการเรียนการสอนและการวิจัยส่วนใหญ่ ภายในวิทยาเขตเป็นที่ตั้งของอาคารสำคัญหลายแห่ง เช่น โรงเรียนธุรกิจ ราชสำนักวิชาการเหมืองแร่ และราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งเดิมของสถาบันอิมพีเรียล โดยมีควีนส์ทาวเวอร์ตั้งอยู่บริเวณใจกลางวิทยาเขตและมองเห็นสนามหญ้าควีนส์ลอว์น วิทยาเขตแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่เรียกว่าแอลเบอร์โทโพลิส (Albertopolis) และรายล้อมด้วยสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมหลายแห่งของลอนดอน รวมถึงรอยัลอัลเบิร์ตฮอลล์ (Royal Albert Hall) และพระราชวังเค็นซิงตัน ตลอดจนพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้กับสถาบันต่าง ๆ เช่น ราชวิทยาลัยศิลปะ (Royal College of Arts) ราชวิทยาลัยคีตกรรม (Royal College of Music) และหอสมุดศิลปะแห่งชาติ (National Art Library)

รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ (Royal Albert Hall)

ภายในวิทยาเขตมีร้านอาหารและร้านกาแฟหลายแห่งที่บริหารงานโดยวิทยาลัย และเป็นที่ตั้งของหอพักนักศึกษาส่วนใหญ่ของวิทยาลัย รวมถึงหอพักปรินซ์สการ์เดนส์ (Prince's Garden Halls) และหอพักเบต (Beit Hall) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสโมสรนักศึกษาวิทยาลัย (Imperial College Union) โดยสโมสรดังกล่าวดำเนินกิจการผับสำหรับนักศึกษา ไนต์คลับ และโรงภาพยนตร์ภายในพื้นที่ทางทิศเหนือของวิทยาเขตซึ่งสามารถเดินไปถึงได้โดยสะดวก เป็นที่ตั้งของสวนเคนซิงตันและไฮด์พาร์ก ซึ่งมีพื้นที่สีเขียวและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาที่ชมรมนักศึกษาหลายแห่งใช้ประโยชน์

ไวต์ซิตี

[แก้]
อาคารวิทยาเขตไวต์ ซิตี้ (White City Campus) ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน

อิมพีเรียลมีวิทยาเขตหลักแห่งที่สองซึ่งตั้งอยู่ในไวต์ซิตี (White City Campus) และทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับนวัตกรรมและการประกอบการ วิทยาเขตแห่งนี้สร้างขึ้นบนพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของบีบีซี[46]

ภายในศูนย์ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการวิจัย ที่พักสำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และพื้นที่เพื่อการนำผลงานไปใช้เชิงพาณิชย์ที่เรียกว่าไอ-ฮับ (I-HUB)[47][48] พื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางของหน่วยงานเร่งรัดด้านกลาโหมและความมั่นคงของรัฐบาลสหราชอาณาจักร (Defence and Security Accelerator) ในลอนดอน ตลอดจนสำนักงานวิจัยระหว่างประเทศร่วมของกองทัพอากาศ กองทัพบก และกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา[49][50] บริษัทซ้าบและแอร์บัสยังมีหน่วยงานตั้งอยู่ภายในวิทยาเขตด้วย[51]

วิทยาเขตแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสเกลสเปซ (Scale Space) และศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) อินเวนชันรูมส์ (Invention Rooms) ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับนักประดิษฐ์และนักพัฒนาของวิทยาลัย และศูนย์บริการชุมชน[52]

ใน ค.ศ. 2025 อิมพีเรียลเปิดเผยแผนการก่อสร้างวิทยาเขตด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ไวต์ซิตี โดยมีอาคารใหม่สูง 12 ชั้นซึ่งออกแบบโดยอัลลีส์แอนด์มอร์ริสัน (Allies and Morrison) และมีกำหนดก่อสร้างระหว่าง ค.ศ. 2028 ถึง 2029[53][54]

ซิลวูดพาร์ก

[แก้]
วิทยาเขตซิลวูดพาร์ก (Silwood Park)

ซิลวูดพาร์ก (Silwood Park) เป็นวิทยาเขตระดับบัณฑิตศึกษาของอิมพีเรียล ตั้งอยู่ในหมู่บ้านซันนิงฮิลล์ (Sunninghill) ใกล้เมืองแอสคอต มณฑลบาร์กเชอร์ วิทยาเขตซิลวูดพาร์กยังคงเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและการเรียนการสอนเกี่ยวกับนิเวศวิทยา วิวัฒนาการ และการอนุรักษ์ โดยตั้งอยู่ภายในพื้นที่สวนขนาด 100 เฮกตาร์ ซึ่งใช้สำหรับการทดลองภาคสนามทางนิเวศวิทยา

โรงพยาบาล

[แก้]
โรงพยาบาลเซนต์ แมรี (St Mary's Hospital) ในบริเวณย่านแพดดิงตัน (Paddington) หนึ่งในโรงพยาบาลที่ใช้ในการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตร์[55]

อิมพีเรียลมีโรงพยาบาลสอนกระจายอยู่ทั่วกรุงลอนดอน ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ใช้สำหรับการเรียนการสอนทางคลินิกระดับปริญญาตรีและการวิจัยทางการแพทย์ วิทยาเขตเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่ภายในหรือโดยรอบโรงพยาบาลในเครือของวิทยาลัย และมีบริการอาหารกับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬา นอกจากนี้ แต่ละวิทยาเขตยังมีห้องสมุดของวิทยาลัย รวมถึงห้องสมุดที่โรงพยาบาลเซนต์แมรี[56]

ที่พักนักศึกษา

[แก้]

อิมพีเรียลเป็นเจ้าของและบริหารหอพักนักศึกษาจำนวนสิบแห่งในพื้นที่ชั้นในของกรุงลอนดอน แอ็กตัน (Acton) และเมืองแอสคอต (Ascot) ในมณฑลบาร์กเชอร์ มีห้องพักรวมมากกว่าสามพันห้อง โดยนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่หนึ่งได้รับการรับประกันว่าจะมีที่พักในหอพักหลักแห่งหนึ่งจากทั้งหมดหกแห่งของวิทยาลัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางประการ หอพักส่วนใหญ่มีทั้งห้องเดี่ยวและห้องคู่ และบางห้องมีห้องน้ำในตัว ห้องนอนมีเครื่องเรือนพื้นฐาน พร้อมสิทธิ์ใช้ห้องครัวและห้องน้ำส่วนกลาง ทุกห้องมีบริการอินเทอร์เน็ตและสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายของอิมพีเรียลได้[57]

นักศึกษาส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในที่พักของวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่หนึ่ง ส่วนนักศึกษาชั้นปีที่สูงกว่าและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาส่วนใหญ่จะหาที่พักในภาคเอกชน โดยสำนักงานที่พักเอกชนของวิทยาลัยให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักศึกษาบางส่วนสามารถพักอาศัยในหอพักต่อไปในปีการศึกษาถัดมาได้ หากรับตำแหน่ง นักศึกษาอาวุโสประจำหอพัก (hall senior) และยังมีที่พักสำหรับนักศึกษาเดิมจำนวนหนึ่งในหอพักขนาดเล็กสามแห่ง[58] ที่พักในเมืองแอสคอตสงวนไว้เฉพาะนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ศึกษาอยู่ในวิทยาเขตซิลวูดพาร์กเท่านั้น[59]

โครงสร้างและการบริหาร

[แก้]

คณะและภาควิชา

[แก้]

อิมพีเรียลแบ่งโครงสร้างทางวิชาการออกเป็นสี่คณะ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และโรงเรียนธุรกิจอิมพีเรียล โดยใน ค.ศ. 2026 มีภาควิชาและหน่วยงานทางวิชาการดังต่อไปนี้[60]

คณะวิศวกรรมศาสตร์ (Faculty of Engineering)

[แก้]

คณะแพทยศาสตร์ (Faculty of Medicine)

[แก้]

คณะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

[แก้]
  • ภาควิชาเคมี (Department of Chemistry)
  • ภาควิชาคณิตศาสตร์ (Department of Mathematics)
  • ภาควิชาฟิสิกส์ (Department of Physics)
  • ภาควิชาวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Department of Life Sciences)
  • ศูนย์นโยบายสิ่งแวดล้อม (Centre for Environmental Policy)

โรงเรียนธุรกิจอิมพีเรียล

[แก้]

พิธีฉลองปริญญาและวุฒิบัตรแห่งอิมพิเรียลคอลเลจ

[แก้]

อิมพิเรียลคอลเลจมีธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเกี่ยวเนื่องกับการรับปริญญาและการมอบวุฒิบัตร โดยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นหลังปริญญาจะได้รับวุฒิบัตรแห่งอิมพิเรียลคอลเลจ (Diploma of Imperial College หรือ DIC)[61] พิธีรับปริญญาบัตรมีชื่อเฉพาะคือ พิธีฉลองปริญญา (Commemoration Day) โดยถือเอาชื่อจากวันที่ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ เสด็จพระราชดำเนินมหาวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1945[62]

อิมพิเรียลคอลเลจยังคงได้รับอภิสิทธิ์ในการจัดพิธีฉลองปริญญาสำหรับบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา ณ รอยัลอัลเบิร์ตฮอลล์ มาจนถึงปัจจุบัน[63]

บุคคลสำคัญซึ่งเป็นศิษย์เก่า นักวิชาการ และบุคลากรอื่น

[แก้]

ศิษย์เก่า

[แก้]

ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจำนวน 14 คนมีความเกี่ยวข้องกับอิมพีเรียลหรือสถาบันแห่งหนึ่งซึ่งต่อมาได้ควบรวมเข้ากับอิมพีเรียล โดยแบ่งตามสาขาได้ดังนี้[64]

เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง (Sir Alexander Fleming) ผู้พัฒนายาปฏิชีวนะตัวแรกของโลก
เดนนิส กาบอร์ (Dennis Gabor) ผู้ค้นพบหลักการของการสร้างภาพ 3 มิติแบบฮอโลกราฟี

สาขาฟิสิกส์

  • เซอร์ จอร์จ พาเจต ทอมสัน (Sir George Paget Thomson) ค.ศ. 1937
  • แพทริก แบล็กเกตต์ (Patrick Blackett) ค.ศ. 1948
  • เดนนิส กาบอร์ (Dennis Gabor) ค.ศ.​ 1971
  • อับดุส ซาลาม (Abdus Salam) ค.ศ. 1997

สาขาเคมี

  • เซอร์ นอร์แมน ฮาเวิร์ธ (Sir Norman Haworth) ค.ศ. 1937
  • เซอร์ ซิริล นอร์แมน ฮินเชลวูด (Sir Cyril Norman Hinshelwood) ค.ศ. 1956
  • เซอร์ จอร์จ พอร์เตอร์ (Sir George Porter) ค.ศ. 1967
  • เซอร์ เดเร็ก บาร์ตัน (Sir Derek Barton) ค.ศ. 1969
  • เซอร์ เจฟฟรีย์ วิลคินสัน (Sir Geoffrey Wilkinson) ค.ศ. 1973

สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์

เหรียญฟีลดส์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับนักคณิตศาสตร์ มีผู้ได้รับรางวัลจากอิมพีเรียลได้แก่ เคลาส์ ฟรีดริช ร็อท (Klaus Friedrich Roth) ค.ศ. 1958 เซอร์ไซมอน โดนัลด์สัน (Sir Simon Donaldson) ค.ศ. 1986 และมาร์ติน แฮเรอร์ (Martin Hairer) ค.ศ. 2014[65]

ศิษย์เก่าชาวไทย

[แก้]
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อ้างอิง

[แก้]
  1. {{cite web|url=https://www.imperial.ac.uk/about/leadership-and-strategy/president/
  2. {{cite web|url=https://www.imperial.ac.uk/about/leadership-and-strategy/provost/
  3. "Imperial Brand Project". Imperial College London. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2024. สืบค้นเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2024.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. "FAQs | About | Imperial College London". www.imperial.ac.uk. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  5. "สำเนาที่เก็บถาวร". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-11-13. สืบค้นเมื่อ 2010-02-16.
  6. "Nobel winners". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  7. 1 2 "League tables". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  8. https://www.reuters.com/article/us-emea-reuters-ranking-innovative-unive/reuters-top-100-europes-most-innovative-universities-2018-idUSKBN1HW0B4
  9. https://www.timeshighereducation.com/student/best-universities/best-universities-medicine
  10. https://www.theguardian.com/higher-education-network/2018/feb/28/qs-world-university-rankings-2018-engineering-and-technology
  11. "Watch Her Majesty the Queen's visit to Imperial College live | Imperial News". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2007-07-05. สืบค้นเมื่อ 2026-07-31.
  12. "Chemistry at Imperial". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  13. RIBA. "Royal School of Mines". www.architecture.com (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-09-15. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  14. "A timeline of Imperial developments". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  15. Ballantyne, John (2004-08-01). "St Mary's: the History of a London Teaching Hospital". Journal of the Royal Society of Medicine (ภาษาอังกฤษ). 97 (8): 405–406. doi:10.1177/014107680409700816. ISSN 0141-0768.
  16. "Lost Hospitals of London". ezitis.myzen.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  17. "Albertopolis - the wisdom of Prince Albert". www.chr.org.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-08-20. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  18. RIBA. "Royal College of Science". www.architecture.com (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-10-02. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  19. The Oxford Dictionary of Abbreviations (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. 1992. ISBN 978-0-19-280073-2.
  20. "Imperial College | British History Online". www.british-history.ac.uk. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  21. "Imperial College | British History Online". www.british-history.ac.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2023-06-09. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  22. Report from Commissioners Inspectiors. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-07-26.
  23. "Imperial College of Science and Technology". Nature (ภาษาอังกฤษ). 76 (1959): 56–57. 1907-05-01. doi:10.1038/076056a0. ISSN 1476-4687.
  24. RIBA. "City and Guilds College". www.architecture.com (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-10-02. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  25. University of London, the Historical Record. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-07-26.
  26. "Imperial College | British History Online". www.british-history.ac.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2023-06-09. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  27. "The London Imperial College of Science and Technology". Science. 49 (1261): 209–210. 1919-02-28. doi:10.1126/science.49.1261.209.
  28. "The Imperial College of Science and Technology". Nature (ภาษาอังกฤษ). 105 (2632): 173–175. 1920-04-01. doi:10.1038/105173a0. ISSN 1476-4687.
  29. "Imperial College - Centenary website - Timeline - 1920-1929". www.imperial.ac.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-01-29. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  30. "Imperial College - Centenary website - Timeline - 1940-1949". www.imperial.ac.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-01-14. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  31. "Imperial celebrates its newest graduates at Commemoration Day 2018 | Imperial News | Imperial College London". Imperial News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-01-22. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  32. The History of Imperial College London, 1907-2007. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-07-26.
  33. 1 2 Bocock, Jean; Baston, Lewis; Scott, Peter; Smith, David (2003-12-01). "American Influence on British Higher Education: Science, Technology, and the Problem of University Expansion, 1945–1963". Minerva (ภาษาอังกฤษ). 41 (4): 327–346. doi:10.1023/B:MINE.0000005154.25610.b2. ISSN 1573-1871.
  34. Making Policy in British Higher Education 1945-2011. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-07-26.
  35. "Higher Technological Education (Government Policy) - Hansard". hansard.parliament.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-01-23. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  36. "Imperial College Of Science And Technology (Expansion) - Hansard - UK Parliament". hansard.parliament.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2023-06-09. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  37. "The University of London: The Constituent Colleges | British History Online". www.british-history.ac.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2023-04-19. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  38. "The Queen's Tower". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2022-02-23. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  39. "Imperial College - Centenary website - Timeline - 1960-1969". www.imperial.ac.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2017-02-04. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  40. Masters, Glen. "IC Reporter, WEST LONDON MEDICINE - PAST AND FUTURE". www.imperial.ac.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-06-25. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  41. "A timeline of College developments | Imperial College London". www.imperial.ac.uk. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2017-03-01. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  42. "Imperial College London - Imperial College London to begin negotiations to withdraw from the University of London". www.imperial.ac.uk (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2009-06-11. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  43. MacLeod, Donald (2006-10-05). "Imperial College splits from University of London". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  44. "Imperial launches its new hub for innovation at White City | Imperial News | Imperial College London". Imperial News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2019-03-16. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  45. "White City Woes". Felix (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2018-11-30. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  46. "Vision and strategy | About | Imperial College London". www.imperial.ac.uk (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2022-08-12. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  47. "I-HUB – the home for scientific innovators". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  48. Prynn, Jonathan (2018-11-28). "Novartis joins rush of science companies moving to White City". The Standard (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  49. "Imperial's White City campus named as location for NATO innovation headquarters | Imperial News". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2022-04-08. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  50. "U.S. Air Force International Science Division, tri-service partners join technology transi". Air Force Research Laboratory (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2024-07-26. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  51. "Saab launches UK Innovation Hub at White City Campus | Imperial News". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2019-06-28. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  52. "College reaches out to White City community with Invention Rooms". Felix (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2017-11-03. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  53. "Imperial College sets out vision for new AI campus in White City". www.bbc.com (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2025-10-13. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  54. Rogers, Dave. "Four firms pricing huge £300m Imperial College building that will specialise in AI". Building (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  55. "St Mary's Hospital". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  56. "St Mary's Campus Library". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  57. "Accommodation Guide 2024-25". Issuu (ภาษาอังกฤษ). 2024-05-17. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  58. "Continuing students". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  59. "Silwood Park (not based in London)". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  60. "Faculties and departments". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  61. https://www.imperial.ac.uk/media/imperial-college/administration-and-support-services/registry/academic-governance/public/regulations/2010-11/academic-regs/Diploma-of-the-Imperial-College.pdf
  62. https://www.imperial.ac.uk/graduation/about-graduation/
  63. https://www.imperial.ac.uk/graduation/about-graduation/
  64. "Nobel winners". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-30.
  65. "Fields medallists". Imperial College London (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2026-07-30.
  66. ""คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" คว้ารางวัลศิษย์เก่าดีเด่นปี 2026 จาก Imperial College London". mgronline.com. 2026-01-30. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  67. https://www.chula.ac.th/management/168/
  68. "ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล". www.scb.co.th. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  69. https://www.britishcouncil.or.th/%E0%B8%94%E0%B8%A3-%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C-%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A5[ลิงก์เสีย]
  70. "ศ.ดร.สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ – คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย". สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  71. "โรงพยาบาลวิชัยยุทธ Vichaiyut Hospital". Vichaiyut. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  72. ตากเพชร เลขาวิจิตร
  73. "สวย เก่ง ฟาง-ธนันต์ธรญ์ คว้าปริญญาโท มหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกจากอังกฤษ | Campus Star". LINE TODAY. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.
  74. "รศ.ดร. วรางค์รัตน์ จันทสาโร l MECH KU". 22 กรกฎาคม 2026.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  75. "สำเนาที่เก็บถาวร". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2017-08-30. สืบค้นเมื่อ 2018-09-11.
  76. https://www.forbes.com/profile/pae-natwilai/#19641e61254b
  77. "รองศาสตราจารย์ อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ". investor.mcot.net. สืบค้นเมื่อ 2026-07-22.