ข้ามไปเนื้อหา

วิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา มหาวิทยาลัยลอนดอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา มหาวิทยาลัยลอนดอน
School of Oriental and African Studies
ชื่อเดิมThe School of Oriental Studies
คติพจน์Knowledge is Power (ความรู้คืออำนาจ)
ประเภทรัฐ
สถาปนา5 มิถุนายน 1916; 109 ปีก่อน (1916-06-05)
สังกัดการศึกษามหาวิทยาลัยลอนดอน
อธิการบดีไซนับ บาดาวี (Zeinab Badawi)
รองอธิการบดีอาดัม ฮาบิบ (Adam Habib)
ผู้ศึกษา6,400 (2024/25)
ปริญญาตรี4,315
บัณฑิตศึกษา2,085
ที่อยู่
10 ถนนทอร์นฮอจ์, จัตุรัสรัสเซล
ลอนดอน
สหราชอาณาจักร
เว็บไซต์www.soas.ac.uk
แผนที่

วิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา มีชื่อย่อที่เรียกกันในปัจจุบันคือ โซแอส (อังกฤษ: School of Oriental and African Studies, SOAS) เป็นหนึ่งในวิทยาลัยที่สังกัดมหาวิทยาลัยลอนดอน ก่อตั้งโดยพระราชตราตั้งในปี ค.ศ. 1916 โดยก่อตั้งเพื่อเป็นสถาบันศึกษาเฉพาะทางด้านสังคมศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา เพื่อการปกครองและการขยายอิทธิพลของสหราชอาณาจักรในภูมิภาคเหล่านั้น[1] ปัจจุบันสถาบันได้ขยายการศึกษาไปสู่การศึกษาสังคมทุกมิติและทุกภูมิภาค

ปัจจุบันวิทยาลัยถือว่าเป็นสถาบันเฉพาะทางด้านสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา[2] มากไปกว่านั้นยังเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งเดียวในยุโรปที่มีการเรียนการสอน และการวิจัยเฉพาะทางในสาขาเหล่านี้[3]

โดยทางวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับในสาขาต่าง ๆ ใน QS World University Rankings โดยสาขาที่มีความโดดเด่นอย่างยิ่งระดับโลก (ข้อมูลล่าสุด ค.ศ. 2025)[4] ได้แก่

  • การศึกษาการพัฒนา (Development Studies) อันดับ 5
  • มานุษยวิทยา (Anthropology) อันดับ 18
  • รัฐศาสตร์ (Politics) อันดับ 28

ประวัติ

[แก้]
ภาพหน้าอาคารหลัก

โดยเริ่มแรก วิทยาลัยถูกจัดตั้งขึ้นในชื่อวิทยาลัยบูรพาศึกษา (School of Oriental Studies) ในปี ค.ศ.1917 ตั้งอยู่ ณ Finsbury Circus ในเขต City of London ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น วิทยาลัยบูรพคดี และแอฟฟริกาศึกษา (School of Oriental and African Studies) ในปี 1938 และย้ายที่ตั้งมาอยูที่ Vandon House, St. James Park ในช่วงสงครามโลกก็ถูกย้ายที่ตั้งชั่วคราวที่เมืองเคมบริดจ์[5] และในช่วงถัดมาก็ได้ย้ายมาอยู่ในย่าน Russell Square ตราบจนถึงปัจจุบัน

วิทยาลัยถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อในฐานะเครื่องมือเพื่อการเสริมสร้างอิทธิพลของสหราชอาณาจักรในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เป็นทั้งสถานที่ฝึกอบรม พ่อค้า ครู หมอ มิชชันนารี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าราชการ และนายทหาร ที่จะไปประจำอยู่ตามประเทศอาณานิคม เพื่อให้รู้จักสภาพสังคม เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และภาษา ของประเทศในแถบนั้น[6] และทำการศึกษาเพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาจึงต้องสรรหานักวิชาการมาทำวิจัยด้านประวัติศาสตร์ การเมือง การเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์ของภูมิภาคเหล่านี้ไว้ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดยุทธศาสตร์ของลัทธิจักรวรรดินิยม รวมไปถึงวงการวิชาการ

แต่ในปัจจุบัน สถาบันดังกล่าวนี้ได้กลายเป็นแหล่งค้นคว้าด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (Southeast Asian Studies) ที่สำคัญเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ในสหรัฐอเมริกา, มหาวิทยาลัยปารีส ในฝรั่งเศส, มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ในออสเตรเลีย, มหาวิทยาลัยเกียวโต ในญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ในสิงคโปร์ เป็นต้น

วิทยาลัยฯ มีที่พักสำหรับนักศึกษาเป็นของตัวเอง เพราะเหตุที่เปิดสอนวิชาเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมของเอเชีย จึงมีนักศึกษาต่างชาติโดยเฉพาะจากเอเชียเข้าไปศึกษาเป็นจำนวนมาก ตัววิทยาลัยตั้งอยู่ที่รัสเซลล์สแควร์ ใจกลางกรุงลอนดอน ใกล้กับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติและหอสมุดแห่งชาติ

งานและบริการทางวิชาการ

[แก้]

หอสมุด

[แก้]
หอสมุดของวิทยาลัย

หอสมุดของวิทยาลัยเป็นหนึ่งในห้า หอสมุดเพื่อการวิจัยแห่งชาติ ของสหราชอาณาจักร โดยเป็นหอสมุดเฉพาะทางด้านการวิจัยสำหรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาในด้านการศึกษาภูมิภาคเอเชีย อาฟริกา และตะวันออกกลาง โดยมีหนังสือถูกรวบรวมอยู่ในหอสมุดมากกว่า 1.3 ล้านเล่ม ในจำนวนเหล่านี้ก็ประกอบด้วยหนังสือหลากหลายภาษาคลอบคลุมภาษาจากทุกภูมิภาค ซึ่งรวมไปถึงหนังสือภาษาไทย และงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในภาษาอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งข้อมูลที่รวบรวมหนังสือเกี่ยวเนื่องกับ สังคมศาสตร์ การพัฒนา การเมืองและการต่างประเทศ ประวัติศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรม ไว้เป็นจำนวนมาก รวมไปถึงหนังสือหายากทั้งที่เป็นภาษาต่างประเทศ และภาษาอังกฤษ ที่เกี่ยวเนื่องกับภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก[7] เช่น ต้นฉบับบันทึกการเดินทาง การทำงาน และการดำเนินชีวิตในต่างแดนของเหล่ามิชชั้นนารี และข้าราชการอาณานิคม ทหาร และการทูตของสหราชอาณาจักร[8] โดยทางหอสมุดเองกำลังทำการรวมและขยายฐานข้อมูลในรูปแบบดิจิตอล และออนไลน์ เพื่อให้ขยายบริหารทางวิชาการให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

วารสารวิชาการ[9]

[แก้]

ทางวิทยาลัยได้จัดทำวารสารวิชาการเป็นจำนวนมากโดยมุ่งเน้นไปในเรื่องเกี่ยวข้องกับประเด็นทาง สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การเมือง และภาษา แต่จะมุ่งเน้นการนำเสอนประเด็นเหล่านี้ในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง วารสารที่โดดเด่นของวิทยาลัยนั้น ได้แก่

  • Bulletin of the School of Oriental and African Studies (BSOAS) หรือ The Bulletin of SOAS
  • The China Quarterly
  • The Journal of African Law
  • South East Asia Research

นอกจากนี้ทางวิทยาลัยยังจัดทำวารสารวิชาการสำหรับนักศึกษาทั้งระดับ ระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา

  • SOAS Journal of Postgraduate Research
  • SOAS Undergraduate Research Journal

นอกเหนือจากงานวิชาการที่จัดทำโดยวิทยาลัยเอง ทางวิทยาลัยยังเป็นคณะบรรณาธิการร่วม ของวารสารวิชาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาประเด็นทางสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ การพัฒนา และวัฒนธรรมต่าง ๆ ของภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาอีกเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น South Asia Research, Central Asiatic Journal, Indonesia and the Malay World, Japan Forum, และ SOAS Bulletin of Burma Research

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

[แก้]

SOAS เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาไทยคดีศึกษาในระดับนานาชาติ โดยเป็นหนึ่งในไม่กี่สถาบันในสหราชอาณาจักรที่มีการเปิดสอนสาขาวิชาภาษาไทย (Thai Studies) อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้ภาควิชาภาษาและวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งภาษาไทยถือเป็นภาษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในศูนย์ภาษาของสถาบัน[10] มีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับภาษาพื้นฐาน วรรณคดี ไปจนถึงดนตรีไทย นอกจากนี้ยังมีการสอนภาษาในภูมิภาคใกล้เคียง เช่น ภาษาเขมร, บาลี และสันสกฤต ซึ่งในอดีตมีนักวิชาการชาวไทยหลายท่านเคยมาศึกษาและวางรากฐานทางวิชาการที่นี่ อาทิ ศ. ม.ล.จิรายุ นพวงศ์ และ ศ. ม.ล.ปิ่น มาลากุล

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ (Honorary Fellow) ของสถาบันในปี ค.ศ. 2005[11] โดยได้เสด็จพระราชดำเนินเยือน SOAS เพื่อทรงดนตรีไทยร่วมกับคณาจารย์และนักศึกษาเป็นประจำ นอกจากนี้ ห้องสมุดของ SOAS ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในห้า "หอสมุดวิจัยแห่งชาติ" (National Research Library) ของสหราชอาณาจักร และเป็นแหล่งรวบรวมเอกสารวิชาการเกี่ยวกับเอเชียและแอฟริกาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก[12]

ศิษย์เก่าและบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวไทย

[แก้]

สถาบันแห่งนี้ผลิตศิษย์เก่าชาวไทยที่มีบทบาทสำคัญในหลากหลายวงการ ดังนี้:

อ้างอิง

[แก้]
  1. Brown, Ian (2016). The School of Oriental and African Studies : imperial training and the expansion of learning. Cambridge, United Kingdom. ISBN 978-1-316-68720-8. OCLC 962830134.
  2. "SOAS University of London UK | Ranking, Courses and". SI-UK: Move Forward. Be Great. (ภาษาอังกฤษ).
  3. "SOAS - School of Oriental and African Studies, University of London | Silk Roads Programme". en.unesco.org.
  4. "QS World University Rankings by Subject 2025". Top Universities (ภาษาอังกฤษ).
  5. https://blogs.soas.ac.uk/centenarytimeline/2015/01/30/from-finsbury-circus-to-senate-house/
  6. Brown, Ian (2016). The School of Oriental and African Studies : imperial training and the expansion of learning. Cambridge, United Kingdom. ISBN 978-1-316-68720-8. OCLC 962830134.
  7. "Brief Overview of the Collection". SOAS (ภาษาอังกฤษ).
  8. "SOAS | Jisc Library Hub Discover". discover.libraryhub.jisc.ac.uk.
  9. "SOAS journals and books". SOAS (ภาษาอังกฤษ).
  10. "Thai language courses". SOAS University of London (ภาษาอังกฤษ).
  11. "Honorary fellows and graduates". SOAS (ภาษาอังกฤษ).
  12. "SOAS Library - National Research Library". SOAS University of London (ภาษาอังกฤษ).

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
  • The Thai Association in the UK (สามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์) สมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร