อำเภอพรหมบุรี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอพรหมบุรี
แผนที่จังหวัดสิงห์บุรี เน้นอำเภอพรหมบุรี
ประเพณีกำฟ้า หัวป่าต้นตำรับอาหารไทยรสเด็ด
คูค่ายเป็นเพชรประวัติศาสตร์ นารีพิลาสสาวบ้านแป้ง
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอพรหมบุรี
อักษรโรมัน Amphoe Phrom Buri
จังหวัด สิงห์บุรี
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 82.505 ตร.กม.
ประชากร 23,667 คน (พ.ศ. 2559)
ความหนาแน่น 286.85 คน/ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 1704
รหัสไปรษณีย์ 16120
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอพรหมบุรี หมู่ที่ 3 ตำบลบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี 16120
พิกัด 14°47′28″N 100°27′13″E / 14.79111°N 100.45361°E / 14.79111; 100.45361
หมายเลขโทรศัพท์ 0 3659 9444
หมายเลขโทรสาร 0 3659 9444

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

พรหมบุรี เป็นอำเภอหนึ่งใน 6 อำเภอของจังหวัดสิงห์บุรี

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอพรหมบุรีตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

ประวัติ[แก้]

เมืองพรหมบุรีนั้นสร้างขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏ สันนิษฐานกันว่า เป็นเมืองที่พระเจ้าพรหม (พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก) ผู้ครองเมืองไชยปราการ (ฝาง) ได้โปรดให้สร้างขึ้นขนานนามว่า เมืองพรหมบุรี ตั้งอยู่ใต้วัดอัมพวัน หมู่ที่ 5 ตำบลพรหมบุรีในปัจจุบัน ตามหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนนั้น มีเมืองพรหมบุรีตั้งแต่ครั้งสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) แล้ว และได้ตั้งเมืองพรหมบุรีเป็นเมืองหลานหลวง นอกจากนี้แล้วยังเป็นหัวเมืองชั้นในและหัวเมืองชั้นในหน้าด่านทางด้านทิศเหนืออีกด้วย โดยมีเมืองลพบุรีเป็นเมืองหน้าด่านหลัก แสดงให้เห็นว่าเมืองพรหมบุรีมีอยู่แล้วเมื่อตั้งกรุงศรีอยุธยา

ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ได้ทรงจัดการปกครองใหม่ โดยกำหนดให้หัวเมืองชั้นในเป็นเมืองจัตวา ดังนั้น เมืองพรหมบุรีจึงเปลี่ยนฐานะเป็นเมืองจัตวา

ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมืองพรหมบุรีขึ้นกับกรุงธนบุรี ในประชุมพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงสำเนาท้องตรา พ.ศ. 2316 เกณฑ์ผู้รักษาเมืองพรหมบุรียกทัพไปสกัดข้าศึกด้านตะวันออกและคุมพรรคพวกสุ่มกำลังยกลงไปขุดคูเลนพระนครเมืองธนบุรี

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ เมืองพรหมบุรีอยู่ในอำนาจปกครองของสมุหนายก โดยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น เมืองพรหมบุรีคงมีฐานะเป็นเมืองตลอดมา ในกฎมณเฑียรบาลเป็นเมืองสำหรับหลานหลวงครอง ในกฎหมายลักพาบทหนึ่งเรียกชื่อว่า "พระพรหมนคร" แต่ในทางการปกครองได้ถูกจัดให้เป็นหัวเมืองจัตวา มีเจ้าเมืองปกครองตลอดมา ได้มีการย้ายที่ตั้งเมืองจากใต้วัดอัมพวันไปอยู่ที่ปากปางหมื่นหาญ (อยู่เหนือตลาดปากบาง หมู่ที่ 1 ตำบลพรหมบุรี) ต่อมาได้ย้ายไปตั้งที่จวนหัวป่า เหนือวัดพรหมเทพาวาส

ต่อมาในปี พ.ศ. 2438 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองพรหมบุรีเป็นเมืองอยู่ในมณฑลกรุงเก่า (ต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอยุธยา) และปี พ.ศ. 2439 ยุบเมืองพรหมบุรีเป็นอำเภอขึ้นกับเมืองสิงห์บุรี เรียกว่า อำเภอพรหมบุรี โดยได้ทำการสร้างที่ว่าการอำเภอที่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา (ที่ตั้งโรงเรียนพรหมวิทยาคารในปัจจุบัน) หมู่ที่ 3 ตำบลพรหมบุรี

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2486 นายอนันต์ โพธิพันธ์ นายอำเภอพรหมบุรีได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่เหนือวัดกุฎีทอง หมู่ที่ 3 ตำบลบางน้ำเชี่ยว เนื่องจากที่ตั้งอำเภอเดิมใกล้ตัวเมืองสิงห์บุรี แต่ห่างไกลจากตำบลอื่น ๆ และประกอบกับมีราษฎรในพื้นที่ตำบลบางน้ำเชี่ยวได้บริจาคที่ดินในการก่อสร้างที่ว่าการอำเภอหลังใหม่

ต่อมาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2532 เวลา 08.19-09.30 น.ประกอบด้วยภูมิปาโลแห่งฤกษ์ นายพนม นันทวิสิทธิ์ นายอำเภอพรหมบุรี ผู้ดำเนินการก่อสร้าง นายพิจิตร วงษ์จินดา นายอำเภอพรหมบุรี ผู้ดำเนินการปรับปรุง นายชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ประธานวางศิลาฤกษ์ ในการก่อสร้างที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ เนื่องจากอำเภอเดิมมีสภาพทรุดโทรม และคับแคบ โดยได้รับงบประมาณจากกรมการปกครองและมีราษฎรในพื้นที่ร่วมบริจาคในการก่อสร้างที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ โดยก่อสร้างบริเวณตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอหลังเดิม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ที่ 3 ตำบลบางน้ำเชี่ยว และใช้เป็นที่ว่าการอำเภอจนถึงปัจจุบัน

โดยมีผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอรวม 40 คน ดังนี้

  1. พระพรหมประสาทศิลป์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2442 ถึง พ.ศ. 2452
  2. ขุนบริรักษ์เสนาขันธ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2452 ถึง พ.ศ. 2455
  3. ขุนชัยชนารักษ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2455 ถึง พ.ศ. 2463
  4. ขุนศรีนครานกิจ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2463 ถึง พ.ศ. 2464
  5. ขุนสุพรรณ์โพธ์รักษ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2464 ถึง พ.ศ. 2469
  6. ขุนสุพรรณ์เขตชโยดม ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2469 ถึง พ.ศ. 2472
  7. ขุนศรีวิเศษ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2472 ถึง พ.ศ. 2477
  8. นายยันตร์ สุริเย ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2477 ถึง พ.ศ. 2480
  9. นายสาย บำรุงพันธ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2480 ถึง พ.ศ. 2481
  10. นายชิต บรรทัดทอง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2481 ถึง พ.ศ. 2485
  11. นายอนันต์ โพธิพันธ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2485 ถึง พ.ศ. 2490
  12. นายจตุรัตน์ กลัมพากร ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2490 ถึง พ.ศ. 2492
  13. นายสวัสดิ์ ชาญวิจิตร์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2492 ถึง พ.ศ. 2496
  14. นายไสว ฉิมพลอย ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2496 ถึง พ.ศ. 2498
  15. นายทำนอง สุทธิสุนทร ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2498 ถึง พ.ศ. 2502
  16. นายจำนง ยังเทียน ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2503
  17. นายเกรียงไกร เขมะวิชานุวัติ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2503 ถึง พ.ศ. 2503
  18. นายทวี ทวีพล ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ. 2504
  19. นายสุพจน์ ถึงฝั่ง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ. 2509
  20. นายเกษ ดีฤกษ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2509 ถึง พ.ศ. 2510
  21. นายพิชัย ศรีอุทัย ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2510 ถึง พ.ศ. 2512
  22. นายลวิต สุวรรณิก ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2512 ถึง พ.ศ. 2513
  23. นายมนตรี ภูติจันทร์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2514
  24. นายสมเจตต์ ธาราทรัพย์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2514 ถึง พ.ศ. 2516
  25. นายประสิทธิ์ บุญสม ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2516 ถึง พ.ศ. 2520
  26. นายปชา ลาภานันต์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2520 ถึง พ.ศ. 2524
  27. นายเสรี ตามไท ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ถึง พ.ศ. 2526
  28. ร.ต.จำนง ทิมจรัส ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2526 ถึง วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2529
  29. เรือโท ดำรง อ่อนเจริญ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2529 ถึง พ.ศ. 2531
  30. นายพนม นันทวิสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2531 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2532
  31. นายพิจิตร วงษ์จินดา ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2532 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533
  32. นายสุริยะ สุระประเสริฐ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2533 ถึงวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2537
  33. นายเสริม พานุรัตน์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2537 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2542
  34. นายณรงค์ อ่อนสะอาด ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543
  35. นายวิวัฒน์ จิรายุพัฒน์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2546
  36. นายสันติ คณานุรักษ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ถึงวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2548
  37. นายอภิเชษฐ์ ปั้นทอง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
  38. นายสุธรรม ยิ้มละมัย ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
  39. นายอนันต์ จรุงโรจน์รัศมี ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556
  40. นายธรรมนูญ แก้วคำ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556 ถึงวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557
  41. นายพิพัฒน์ ศรีเพ็ชรพันธุ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557 จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557 ( เกษียณอายุราชการ )
  42. นายสำราญ นันทนีย์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558 จนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
  43. นายเนติธร ผุยหนองโพธิ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559 ( เกษียณอายุราชการ )
  44. นายบรรลือ ชูชาติ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน
  • ข้อมูลจากที่ทำการปกครองอำเภอพรหมบุรี วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอพรหมบุรีแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 7 ตำบล แต่ละตำบลแบ่งออกเป็นหมู่บ้าน รวม 42 หมู่บ้าน ได้แก่

1. พระงาม (Phra Ngam)
2. พรหมบุรี (Phrom Buri)
3. บางน้ำเชี่ยว (Bang Nam Chiao)
4. บ้านหม้อ (Ban Mo)
5. บ้านแป้ง (Ban Paeng)
6. หัวป่า (Hua Pa)
7. โรงช้าง (Rong Chang)

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอพรหมบุรีประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลพรหมบุรี [1] ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพรหมบุรีทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลบางน้ำเชี่ยว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางน้ำเชี่ยวทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพระงาม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพระงามทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหม้อ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านหม้อทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแป้ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านแป้งทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโรงช้างและตำบลหัวป่าทั้งตำบล

เศรษฐกิจ[แก้]

  • 1. อาชีพหลัก ได้แก่
    • 1.1 เกษตรกรรม
    • 1.2 รับจ้าง
  • 2.อาชีพเสริม ได้แก่
    • 2.1 กลุ่มแปรรูปผลิตผลการเกษตร
    • 2.2 ทำที่นอน หมอนหนุน หมอนข้าง
    • 2.3 ทำขนมหวาน ข้าวหลาม
  • 3.จำนวนธนาคาร มี 1 แห่ง ได้แก่

สถานที่สำคัญ[แก้]

สถานที่สำคัญ ๆ ในอำเภอได้แก่

คูค่ายพม่า[แก้]

คูค่ายพม่า ตั้งอยู่บริเวณวัดหลังคู หมู่ที่ 1 บ้านเจดีย์หัก ตำบลบ้านแป้ง ลักษณะเป็นเนินดินยาว รูปร่างคล้ายตัวแอล กว้างประมาณ 5-15 เมตร ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ส่วนหนึ่งของแนวค่ายมีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 ตัดผ่าน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า พม่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2127 เมื่อครั้งพระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพมาที่เมืองชัยนาท และให้กองทัพหน้าลงมาตั้งค่ายที่ปากน้ำบางพุทรา แขวงเมืองพรหม โดยจะมาสมทบกับเจ้าเมืองพะสิมซึ่งยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อรวมกำลังกันเข้าตีกรุงศรีอยุธยา กองทัพไทยได้ต่อสู้จนกองทัพพม่าที่ปากน้ำบางพุทราต้องถอยร่นไปที่เมืองชัยนาท พระเจ้าเชียงใหม่จึงได้โปรดถอยทัพกลับและทิ้งร่องรอยคูค่ายให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ปัจจุบันได้ปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับผักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

วัดกุฏีทอง[แก้]

วัดกุฎีทอง หมู่ที่ 3 ตำบลบางน้ำเชี่ยว ภายในวัดมีมณฑปลักษณะเหมือนเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอด ภายในเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน วิถีชีวิต ประเพณีวัฒธรรมชาวไทยพวน ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ชาวไทยพวน เครื่องมือจับปลา เสื้อผ้า เครื่องประดับ ยวดยานพาหนะ ฯลฯ งานประเพณีต่าง ๆ ของชาวไทยพวนจะจัดขึ้นที่วัดกุฎีทองแห่งนี้

วัดอัมพวัน[แก้]

วัดอัมพวันเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก สภาพทั่วไปนั้นมีต้นไม้ประมาณ 300 ต้น เป็นไม้ดอกไม้ใบที่ปลูกใหม่ เดิมสภาพพื้นที่จะเป็นที่ที่น้ำท่วมถึง มาบัดนี้ทางวัดได้ทำถนนและคูกั้นน้ำ จึงสามารถป้องกันน้ำไว้ได้ จึงได้มีการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น

หลักฐานการตั้งวัด จากการสำรวจทางราชการประมาณกาลตั้งแต่ พ.ศ. 2175 การสร้างอุโบสถ ผูกพัทธสีมามาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อรัชกาลที่ 3 ครั้งที่ 2 นี้ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2513 กว้าง 40 เมตร ยาว 70 เมตร และได้ผูกพัทธสีมา วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2513

ประวัติความเป็นมาของวัด วัดอัมพวันเป็นชื่อเดิมมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ศิลาจารึกในอุโบสถหลังเก่าจารึกเป็นภาษาจีนว่า คนจีนได้สร้างอุโบสถวัดอัมพวัน สมัยเหม็งเชี้ยว คนจีนได้นำเรือกำปั่นมาทำการค้าขายกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมืองลพบุรี มากับชาวฮอลันดา จอดหน้าวัดอัมพวัน ได้สร้างโบสถ์วัดอัมพวัน สมัยเจ้าอาวาสวัดอัมพวันชื่อ พระครูญาณสังวร อายุ 99 ปี สร้างโบสถ์เสร็จแล้ว ฝรั่งเพื่อนคนจีนได้ขอพระราชทาน พระหน้าปรกหินทั้งสององค์จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ให้คนจีนเอาไว้ในโบสถ์ จนถึงการสร้างโบสถ์หลังใหม่มาจนถึงทุกวันนี้

อุโบสถหลังเก่าได้ชำรุดและพังลง เมื่อวันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2511 ตรงกับวันแรม 7 ค่ำเดือน 3 ปีจอ เวลา 09.45 น. ได้รื้อถอนเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511 ตรงกับแรม 7 ค่ำ เดือน 12 เวลา 10.00 น. ด้วยแรงชาวบ้านและรถยกของ ป.พัน 101 มาช่วยกันรื้ออุโบสถ เสร็จเรียบร้อยภายใน 4 วัน

เริ่มก่อสร้างอุโบสถ วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511 วางศิลาฤกษ์ 14-15 มีนาคม พ.ศ. 2512 สร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2513 รวมเวลาการก่อสร้าง 1 ปี 4 เดือน 15 วัน ผูกพัทธสีมาวันที่ 8-12 เมษายน พ.ศ. 2513

วัดนี้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ตามลำดับ มาถึง พ.ศ. 2513 กรมการศาสนาได้ยกย่องให้เกียรติเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างมาจนบัดนี้

ประเพณีกำฟ้า[แก้]

ประเพณีกำฟ้าเป็นงานบุญพื้นบ้านของชาวไทยพวนที่หมู่บ้านน้ำเชี่ยวและหมู่บ้านโภคาวิวัฒน์ จัดขึ้นเพื่อเป็นการบูชาระลึกถึงเทพยดาผู้รักษาฟากฟ้าและบันดาลฝนตกต้องตามฤดูกาล ถือเอาวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันสุกดิบ พิธีกรรมจะกระทำเช่นเดียวกับประเพณีกำฟ้าของชาวไทยพวน จังหวัดลพบุรี และจังหวัดอื่น ๆ

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง เปลี่ยนชื่อเทศบาลตำบลปากบาง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็น เทศบาลตำบลพรหมบุรี เล่ม 132 ตอน 197 ง พิเศษ หน้า 5 27 สิงหาคม 2558